สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 263 การตัดสินใจของจั่วม่อ
เมื่อได้ยินวาจาของผูเยา จั่วม่อกลายเป็นคึกคักขึ้นมา
แสร้งเหลือบมองไปยังสตรีซิวเจ่ออย่างไม่ตั้งใจ ก่อนลอบเข้าไปยังทะเลแห่ง
จิตสำนึก
“ทางใด?” จั่วม่อถามอย่างไม่อ้อมค้อม แต่พอเห็นผูเยาชัดตา ต้องงงงันวูบ ผูเยา
ไม่ได้นั่งอยู่บนปั้ายศิลาสุสานเฉกเช่นที่เคยทำ แต่กลับนั่งอยู่ด้านหน้าปั้ายศิลาแทน
สองคนนี้ไม่ได้ขุ่นข้องหมองใจกันแล้วหรือ?
ความสงสัยผุดขึ้นในใจจั่วม่อ แต่วาจาของผูเยาหันเหความสนใจของมันไปอย่าง
รวดเร็ว
“ข้าทราบว่าเจ้าห่วงกังวลเรื่องอันใด” ผูเยาแย้มริมฝีปากบางเป็นรอยยิ้มอันน่าลุ่ม
หลง
จั่วม่อวอกแวกไปเล็กน้อย มีคำถามไร้สาระผุดขึ้นในหัว ไฉนรอบกายมันถึงได้
ล้อมรอบไปด้วยผู้คนที่ตุ้งติ้งและชั่วร้าย? กระทั่งกงซุนชายังคล้ายจะเดินไปในเส้นทางอัน
ผิดปกตินี้ เด็กหญิงร้ายกาจนั่นยิ่งมีกลิ่นอายชั่วร้ายกว่าผู้ใด
ผูเยาดูเหมือนจะมีแผนการเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความมั่นใจฉายชัดออกมาบนใบหน้า
“หากต้องนำจิงสือมาสิ้นเปลืองกับคนเหล่านี้ ก็น่าเสียดาย”
จั่วม่อพอฟังต้องเหลือกตา “มีวิธีอันใดก็ว่ามาเร็วๆ ไม่ต้องกล่าวไร้สาระ”
“ฮี่ฮี่” ผูเยาไม่สะเทือน นัยน์ตาสีเลือดหรี่ลงเล็กน้อย “ไฉนเจ้าไม่ลองให้พวกมัน
ฝึกปรือวิถีปิศาจ?”
“ฝึกปรือวิถีปิศาจ?” จั่วม่อชะงักกึก
“ถูกต้อง ฝึกปรือวิถีปิศาจ” ผูเยาแย้มยิ้ม “อาศัยจักรขุนเขาน้อยแม้พลังปราณถูก
กัดกร่อน แต่ย่อมไม่มีผลต่อการฝึกปรือวิถีปิศาจ คนเหล่านี้เป็นทาสฝึกตน เพิ่งจะเข้าสู่
ด่านเลี่ยนชี่ อีกทั้งพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันยังหยาบกร้าน เปลี่ยนไปฝึกปรือวิถี
ปิศาจไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้น ฝึกปรือวิถีปิศาจไม่ต้องใช้พลังปราณ เจ้าไม่
จำเป็นต้องสิ้นเปลืองจิงสือแม้แต่ชิ้นเดียว”
ความสนใจของจั่วม่อถูกข้อเสนอของผูเยาปลุกเร้า ถามอย่างใคร่รู้ “วิถีปิศาจ
ฝึกปรืออย่างไร?”
“มีทักษะปิศาจ” ผูเยากล่าวราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อเดือดดาลขึ้นมาทันที เผ่นผึงขึ้นจากพื้น ชี้ไปยังจมูกผูเยา สบถด่า
เป็นการใหญ่ “ฮ่า ที่แท้เจ้าก็มีทักษะปิศาจ! เจ้าเคยบอกเกอว่าอย่างไรจำได้หรือไม่? เจ้า
บอกว่าเจ้าไม่มีทักษะปิศาจ! แล้วบอกให้เกอฝึกปรือเคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์แทน! มา
ตอนนี้เจ้าก็กระโดดออกมา บอกว่าเจ้ามีทักษะปิศาจ เจ้าหลอกลวงเกอ!”
ผูเยาพูดไม่ออก
เรื่องของการฝึกปรือวิถีปิศาจมีการตกลงกันอย่างรวดเร็ว ผูเยาควักทักษะปิศาจ
ออกมาชุดหนึ่ง เรียกว่า ‘องครักษ์ทุกข์ยาก’
“ต้นแบบดั้งเดิมของ ‘องครักษ์ทุกข์ยาก’ เป็นทักษะปิศาจที่เรียกว่า ‘อเวจีทุกข์
ยาก’ แรกเริ่มเดิมทีสร้างขึ้นโดยลิงเสพติดหัวใจผู้หนึ่ง มันผู้นี้อ่อนแอแต่กำเนิด ไร้
พรสวรรค์ ไม่สามารถฝึกปรือเคล็ด ‘เสพติดหัวใจ’ ของเผ่าพันธุ์ของมันได้ หากจาก
เผชิญความทุกข์ยากมากมาย มันได้สร้างเคล็ด ‘อเวจีทุกข์ยาก’ ขึ้นมา ท้ายที่สุดยัง
ฝึกปรือจนถึงขั้นปิศาจด่านเจียง ต่อมาทักษะปิศาจชุดนี้ตกอยู่ในมืออ๋องปิศาจผู้หนึ่ง มัน
ปรับเปลี่ยน ‘อเวจีทุกข์ยาก’ จากนั้นมอบให้แก่หนึ่งในองครักษ์ประจำตัวของมัน ดังนั้น
ทักษะปิศาจนี้เปลี่ยนนามเรียกหาเป็น ‘องครักษ์ทุกข์ยาก’
ผูเยานำเสนออย่างภาคภูมิใจ
“สิ่งที่วิเศษที่สุดของทักษะปิศาจชุดนี้ คือมันเหมาะสำหรับปิศาจที่ไม่มีพรสวรรค์
เด่นล้ำ อ้อ ทาสฝึกตนเหล่านี้นับว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ฮึ่ม ฮึ่ม ทักษะปิศาจชุดนี้ ไม่
ว่าตกอยู่ในอาณาจักรปิศาจใด ก็นับเป็นสินค้าชั้นสูง สามารถขายได้ราคาที่ดี มอบให้
ทาสฝึกตนเหล่านี้ฝึกปรือนับว่าขาดทุนย่อยยับ”
หลังจากจั่วม่อพลิกดู ‘องครักษ์ทุกข์ยาก’ จนครบถ้วน ต้องอกสั่นขวัญแขวนอย่าง
รุนแรง ทักษะปิศาจชุดนี้ หากมิใช่ผู้ที่มีความอดทนเหนือคน เกรงว่าไม่สามารถฝึกปรือ
ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงขั้นลึกล้ำให้เสียเวลา ทักษะปิศาจนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอดทนต่อ
ความทุกข์ยากแสนสาหัส อาศัยความมานะบากบั่นเกินคน ผู้ที่สามารถฝึกปรือจนมี
ความสำเร็จได้ จะต้องเป็นคนวิปลาสอย่างแท้จริง!
จั่วม่อเดิมทีคิดว่ามันจะลองฝึกปรือดู แต่หลังจากพลิกดู มันตัดสินใจเลิกราแต่โดยดี
นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามารถฝึกปรือได้
ผูเยาทราบกระจ่างถึงข้อวิตกกังวลของจั่วม่อ
“คนธรรมดาย่อมไม่เหมาะจะฝึกปรือทักษะปิศาจชุดนี้ แต่ทาสฝึกตนเหล่านี้ ตลอด
ชีวิตของพวกมันพบพานแต่ความทุกข์ยากลำบากแทบล้มประดาตาย ดังนั้นนับว่า
เหมาะสมกับทักษะปิศาจชุดนี้อย่างแท้จริง จะอย่างไร เจ้าก็เพียงต้องการให้พวกมันไม่
ต้องใช้จิงสือในตอนนี้เท่านั้น”
จั่วม่อเห็นพ้องกับผูเยา จะอย่างไรมันก็ไม่ได้คาดหวังว่าทาสฝึกตนเหล่านี้จะทำอะไร
ได้ อย่างน้อยฝึกปรือทักษะปิศาจ จะช่วยให้พวกมันรักษาชีวิตเอาไว้ได้โดยไม่ต้อง
สิ้นเปลืองทรัพยากรสำคัญ
เหล่าทาสฝึกตนถูกจัดตั้งเป็นกองพันใหม่ เรียกว่าค่ายเว่ย (องครักษ์)
จั่วม่อตรวจนับได้หนึ่งพันคน มันส่งมอบ ‘องครักษ์ทุกข์ยาก’ บทแรกให้แก่คน
เหล่านี้ ทั้งยังจัดส่งซิวเจ่อจำนวนหนึ่งมาควบคุมดูแลพวกมัน ก่อนที่มันจะกลับไปทำงาน
สร้างเมืองของมันต่อ
ไม่กี่วันหลังจากนั้น เมื่อกงซุนชากลับมาพร้อมเชลยแปดร้อยคน จั่วม่อในที่สุดค่อย
ถอนหายใจอย่างโล่งอก ทั้งสองคนสนทนาไม่กี่คำ ก่อนจะแยกย้ายกันไปจัดการเรื่องของ
ตน จั่วม่อต้องสร้างเมือง ส่วนกงซุนชาต้องจัดระเบียบเชลย และสร้างหน่วยทัพใหม่ ทั้ง
ยังต้องแยกแยะและสรุปประสบการณ์ทั้งหมดที่มันเรียนรู้ในระหว่างนี้
โครงสร้างพื้นฐานของเมืองอีกาทองคำทำให้ผู้คนตื่นเต้นและคาดหวัง ไม่เว้นแม้แต่
เหล่าเชลยที่เพิ่งมาถึง
หลังจากก่อสร้างต่อเนื่องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หอรบค่ายกลสงครามของเมือง
อีกาทองคำก็มีจำนวนถึงสามสิบหกหอรบ พวกมันจับกลุ่มอยู่ด้วยกันอย่างแนบแน่น พุ่ง
ตรงขึ้นฟั้าประหนึ่งกระบี่แหลมคม มองดูกลุ่มหอรบค่ายกลสงครามที่ตั้งตระหง่านเหนือ
กำแพงเมือง ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
เมื่อหอรบค่ายกลสงครามสามสิบหกหอรบสร้างเสร็จสิ้น หมายความว่าซิวเจ่อใน
ค่ายจะเริ่มย้ายเข้าไปในเมืองได้แล้ว
เว่ยเฉิงปินติดตามปรมาจารย์จี๋เหว่ยเข้าสู่เมืองอีกาทองคำเป็นครั้งแรก สีหน้ามัน
คึกคักแจ่มใส ทันทีที่ก้าวผ่านเข้าไปในเมือง ความรู้สึกอบอุ่นขุมหนึ่งห้อมล้อมมันไว้ เป็น
ความรู้สึกราวกับกำลังแช่จมอยู่ในแสงแดดอ่อนโยน ผู้คนทั้งหมดพากันทอดถอนชมเชย
อย่างอัศจรรย์ใจ
“นี่มันค่ายกลอันใด? มหัศจรรย์เหลือเกิน!”
“สุขสบายจริงๆ สุขสบายกระไรปานนี้! ต่อให้เจ้าฆ่าข้าทิ้ง ข้าก็ไม่กลับไปยังถ้ำเน่าๆ
นั่นอีกแล้ว!”
“คุ้มแล้ว ต่อให้ตายตอนนี้ก็คุ้มแล้ว!
ฟังเสียงพึมพำปานละเมอดังระงมรอบกาย เว่ยเฉิงปินรู้สึกจมูกเจ็บแสบ เกือบร่ำไห้
ออกมา มันรีบก้มหน้าซ่อนสภาพน่าสมเพชนี้ แต่แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้น กลับเห็นน้ำตาสาย
หนึ่งไหลรินลงมาจากหางตาของปรมาจารย์จี๋เหว่ย
สำหรับคนเหล่านี้ เมืองอีกาทองคำที่อยู่เบื้องหน้า ไม่ต่างอันใดจากความฝันสุดท้าย
ของพวกมัน!
ทีละหอ ทีละหอ หอรบค่ายกลสงครามที่ปกคลุมด้วยลวดลายค่ายกลอันซับซ้อน
ปรากฏขึ้นในสายตาของพวกมัน เป็นเหตุให้ทุกผู้คนทอดถอนอย่างอัศจรรย์ใจอีกรอบ
หัวใจของทุกคนคล้ายได้รับการปลอบประโลม หอรบค่ายกลสงครามกลุ่มใหญ่คล้าย
ประกาศศักดาของพวกมัน ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอันแรงกล้าแก่ผู้คน
“เอาละ เร่งมือเข้า!” ปรมาจารย์จี๋เหว่ยตวาดเสียงดังกึกก้อง ปลุกกลุ่มคนให้ตื่นจาก
ความเคลิบเคลิ้มงุนงง “ก่อนอื่นเราต้องสร้างที่พำนักที่เราสามารถอาศัยอยู่ให้แล้วเสร็จ
มิเช่นนั้น คืนนี้พวกเจ้าต้องกลับไปยังถ้ำ หรือผู้ใดอยากกลับไปจริงๆ?”
แน่นอนว่าไม่มีใครอยากกลับไป ดังนั้นทุกผู้คนเร่งมือก่อสร้างกันอย่างคึกคัก
กระตือรือร้น
ซิวเจ่อที่มีฝีมือในเวทวิชาธาตุดิน มักมีฝีมือในการก่อสร้างที่พำนักด้วย ส่วนซิวเจ่อที่
ถนัดหลอมสร้างไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างถูกต้อง มีเพียงไม่กี่คนที่มีฝีมือที่ดีในเวทวิชา
ธาตุดิน
“ทุกคนทุ่มเทให้มากกว่านี้! จะอย่างไรต้องแล้วเสร็จก่อนจะมืดค่ำ คืนนี้เราจะได้
เฉลิมฉลองกันสักหน่อย” ปรมาจารย์จี๋เหว่ยกรีดวาดสองมืออย่างกระปรี้กระเปร่า
เนื่องจากจั่วม่อได้มีการวางแผนพื้นที่ใช้สอยไว้ก่อนแล้ว ค่ายทหารย่อมเป็นส่วนที่
สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง แต่สำหรับกงซุนชา ก่อนอื่นมันต้องปรับเปลี่ยนและจัดระเบียบไพร่
พลจำนวนภายใต้การบัญชาการของมัน มันไม่เข้าไปแทรกแซงในค่ายเว่ย ศิษย์พี่คิดทำ
อะไรกับค่ายเว่ย มันไม่เข้าใจ แต่ลำพังซิวเจ่อจำนวนมากภายในมือของมัน ก็เพียงพอให้
มันปวดเศียรเวียนเกล้ามากพอแล้ว
มันไม่ต้องการทำลายโครงสร้างของหกกองร้อยเดิม คนเหล่านี้ ในกองร้อยของพวก
มันมีการร่วมมือประสานงานค่อนข้างดีตามมาตรฐานแล้ว หากเพิ่มคนใหม่เข้าไปอีก รัง
แต่จะทำให้พลังในการสู้รบลดต่ำลงเสียเปล่าๆ
อย่างไรก็ตาม กงซุนชาไม่ใช่เณรน้อยที่ไม่เข้าใจอะไรอีกแล้ว มันจัดการปรับ
โครงสร้างใหม่ได้อย่างง่ายดาย
หกกองร้อยเป็นกองกำลังหลัก อยู่ภายใต้การบัญชาการของค่ายจูเชวี่ย* ความจริง
ที่ว่ากองพันแรกที่สร้างขึ้นนี้เรียกว่าค่ายจูเชวี่ย ไม่ใช่ค่ายเสวียนอู่** แสดงให้เห็นอย่าง
ชัดเจนว่าเมืองอีกาทองคำได้รับความชื่นชอบจากก้นบึ้งของหัวใจ ส่วนซิวเจ่อที่เข้าใจ
เจตจำนง นำโดยม้าฝานกับเซี่ยซาน ถูกจัดเป็นหน่วยรบพิเศษหนึ่งหมู่ เรียกว่าหน่วย
เทียนฟง (คมสวรรค์) สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจกลับเป็นหน่วยตุ้นเว่ย (องครักษ์โล่) ที่
นำโดยจงหยู หน้าที่หลักของหน่วยตุ้นเว่ยคือคุ้มกันกงซุนชา และถ่ายทอดคำสั่งของกง
ซุนชา
(*จูเชวี่ย หรือวิหคศักดิ์สิทธิ์ เป็นนกห้าสีในตำนานจีน สังกัดธาตุไฟ เป็นสัตว์เทพ
ประจำทิศใต้ **ส่วนเสวียนอู่ หรือเต่าดำ เป็นสัตว์เทพประจำทิศเหนือ สังกัดธาตุน้ำ
ตามตำนานเล่าว่าเสวียนอู่หัวเป็นเต่าหางเป็นงู หมายถึงยอดขุนพลสองคน ดังนั้นสำหรับ
กองทัพ ชื่อเสวียนอู่นับเป็นนามมงคลกว่า แต่คนเหล่านี้ที่เลือกนามจูเชวี่ย อาจเพราะ
หลงใหลในเมืองอีกาทองคำที่เป็นนกเทพเหมือนกัน)
ส่วนซิวเจ่อที่อีกเกือบสองพันคนที่เหลือ แบ่งออกเป็นค่ายตะวันตกกับค่าย
ตะวันออก ในแผนการของกงซุนชา ค่ายตะวันตกกับค่ายตะวันออกจะเป็นค่ายทัพ
สำรอง ทำหน้าที่ผลิตไพร่พลที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมสำหรับค่ายจูเชวี่ย
ในความเห็นของกงซุนชา ค่ายจูเชวี่ยจะมีสิบสองกองร้อย รวมทั้งสิ้นหนึ่งพันสี่ร้อย
หกสิบสี่คน รวมกับฝั่ายพลาธิการกับผู้ช่วย จะครบหนึ่งพันห้าร้อยคนพอดี เวลานี้เมื่อมี
เพียงหกกองร้อย เท่ากับเสร็จสมบูรณ์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
แต่มันยังคงเห็นกระจ่างว่าค่ายจูเชวี่ยที่มีฝีมือในการจู่โจมฉับพลัน ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็น
เร่งด่วน เนื่องเพราะพวกมันมีเมืองอีกาทองคำเป็นสมรภูมิตั้งรับ เรื่องเร่งด่วนที่สุดอย่าง
แท้จริงในยามนี้ คือการฝึกฝนซิวเจ่อค่ายตะวันตกกับค่ายตะวันออก เพื่อใช้งานหอรบ
ค่ายกลสงครามอย่างเต็มประสิทธิภาพ
การปรับโครงสร้างองค์กรดำเนินไปอย่างเยือกเย็นและเป็นระบบ
ส่วนเรื่องค่ายเว่ย นั่นเป็นเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าของศิษย์พี่ มันไม่คิดเกี่ยวข้อง
เมื่อเตรียมการแล้วเสร็จ กงซุนชาก็ย้ายเข้าสู่เมืองอีกาทองคำอย่างรวดเร็ว จัดตั้งค่าย
ทหารขึ้นตามที่คิดไว้
เมื่อราตรีย่างกราย เมืองอีกาทองคำก็อึกทึกครึกครื้นถึงที่สุด สองฟากข้างถนนเต็ม
ไปด้วยโคมไฟเรืองรอง เมืองน้อยส่องสว่างกระจ่างจ้า มองจากที่ห่างไกล ดูราวกับว่าทั้ง
เมืองลอยอยู่กลางเวหา!
วันนี้เป็นงานเทศกาลสำหรับทุกคนในเมือง!
หลายคนร่ำไห้อย่างปลาบปลื้มปิติ ในที่สุดพวกมันก็มีที่พักพิง เป็นสถานที่ที่จะ
ปกปั้องพวกมันจากภยันตรายทั้งมวล ในที่สุดพวกมันก็มีสถานที่ที่สามารถผ่อนคลาย
และนอนหลับสนิท!
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ดินแดนแห่งหายนะ เมืองอีกาทองคำเป็นสถานที่ที่ไม่มีผู้ใด
เสมอเหมือน!
กงซุนชาเฝั้ามองงานรื่นเริงของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเงียบงัน เห็นผู้คนที่
กระทั่งความตายยังไม่หวั่นเกรง เวลานี้ถึงกับร่ำไห้คร่ำครวญเป็นเด็กเล็กๆ ในใจมันหนัก
อึ้งอย่างบอกไม่ถูก มันย่อมล่วงรู้มากขึ้น มันรู้ดีว่าเมืองนี้เป็นแค่กับดักที่ตระเตรียมไว้
สำหรับศึกใหญ่ตัดสินเป็นตายกับบรรพชนฟั้ากระจ่าง
นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มก่อสร้าง เมืองอีกาทองคำก็มีชะตากรรมต้องพังพินาศใน
ท้ายที่สุด
กงซุนชากัดริมฝีปากจนห้อเลือด ลอบออกจากงานรื่นเริงในค่ายอย่างเงียบเชียบ
มองหาศิษย์พี่ของมัน มันพบศิษย์พี่ที่หอรบค่ายกลสงครามแห่งหนึ่ง ต้องประหลาดใจอยู่
บ้าง ขณะที่ทุกผู้คนกำลังหาความสำราญอย่างคลั่งไคล้ ศิษย์พี่กลับเร้นกายอยู่เพียง
ลำพังบนหอรบค่ายกลสงคราม
สังเกตเห็นกงซุนชาเข้ามายืนตรงหน้า จั่วม่อเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างราบเรียบว่า
“ข้ากำลังทดลองดูว่าจะสามารถใช้หอรบค่ายกลสงคราม หล่อเลี้ยงและกลั่นเกลาเหอ
เถาอัสนีคำรนได้หรือไม่?”
กงซุนชาคึกคักขึ้นมาทันที “ศิษย์พี่พบวิธีหรือไม่?”
“อา ดูเหมือนว่าทำงานได้ดี แต่ยังต้องทดสอบดูเสียก่อน” จั่วม่อสังเกตเห็นอารมณ์
ขุ่นข้องหมองใจของกงซุนชา “เป็นไร? ศิษย์น้องพบเรื่องใดไม่พึงใจ?”
มันเข้าใจศิษย์น้องทั้งสองเป็นอย่างดี ศิษย์น้องเฉิงลุ่มหลงงมงายอยู่กับการเลี้ยงสัตว์
ในขณะที่ศิษย์น้องกงซุนดูเหมือนโหดเหี้ยมอำมหิต แต่อันที่จริง ความคิดจิตใจของมันไม่
ต่างอันใดจากศิษย์น้องเฉิง พวกมันทั้งคู่เรียบง่ายไร้เดียงสา ไม่ค่อยล่วงรู้เรื่องราวทางโลก
“ไม่มีใด เพียงแต่ข้าเห็นพวกมันมีความสุขยิ่ง แต่ท้ายที่สุด จะไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ
เมืองนี้จะอย่างไรก็ต้องพินาศ” กงซุนชากล่าวอย่างหดหู่ใจ
จั่วม่อพอฟังต้องเงียบงันไป มันเดินไปยังรั้วกั้นหอรบ ทอดตามองไปยังที่ห่างไกล นิ่ง
งันไปชั่วอึดใจ กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “คิดไม่ถึงคนดุร้ายอย่างศิษย์น้อง จะมีอารมณ์
อ่อนไหวเหมือนกัน” มันหยุดไปแวบหนึ่ง หันหน้ากลับมามอง กล่าวอย่างจริงจังว่า
“อาณาจักรขุนเขาน้อยเป็นกรงขัง ภายในกรงขัง ไหนเลยจะมีสวรรค์วิมานอันใด? สิ่งที่
พวกเราปรารถนาคือการมีชีวิตรอด เนื่องเพราะเราทราบกระจ่าง ว่าหากเราไม่สามารถ
หลบหนีออกไปจากกรง ก็มีเพียงความตายที่รออยู่เบื้องหน้า เช่นเดียวกับการใช้น้ำอุ่น
ต้มกบ เราจะค่อยๆ สุกอย่างช้าๆ”
“ในหมู่พวกมัน บางคนเข้าใจ แต่บางคนก็ไม่เข้าใจ บางคนเข้าใจ แต่ไม่อยากคิด
เพราะเหตุใดเล่า? นั่นเพราะพวกมันรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ได้อีกวันหนึ่ง ก็นับเป็นกำไรวันหนึ่ง
วันนี้มีสุรา วันนี้เมามาย แม้พรุ่งนี้จะต้องตาย ก็ไม่เป็นไรแล้ว”
จั่วม่อกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำลึก “แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าจะใช้วันเวลาที่มีอยู่น้อยนิดนี้
เพื่อสร้างโอกาสแทน โอกาสที่จะหลบหนีให้จงได้”
“เมืองอีกาทองคำไม่เคยเป็นสรวงสวรรค์! หากเรากระทำสำเร็จ แม้ว่าเมืองนี้จะไม่
คงอยู่อีกแล้ว แต่พวกมันยังสามารถเสาะหาสรวงสวรรค์ที่แท้จริงของพวกมันได้เสมอ!”
จั่วม่อกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
กงซุนชาแหงนเงยขึ้น บนใบหน้าหล่อเหลาอ่อนหวาน เค้าความมืดมนหดหู่ถูกกวาด
ออกไปสิ้น ในคู่ดวงตาที่มักปกคลุมไปด้วยเจตนาสังหารอันเข้มข้นจนผู้คนไม่อาจมอง
ทะลุ เวลานี้สดใจกระจ่างจ้า ไม่มีร่องรอยของสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย
คนทั้งสองสบตาวูบ แย้มยิ้มเป็นเชิงรู้กัน เสียงหัวร่อฮึกหาญประสานเสียงกึกก้อง