สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 264 เป็นรูปเป็นร่าง
ฉวยโอกาสจากการที่ท่านบรรพชนปิดด่านฝึกตน เฮ่อเสียงปิดบังเรื่องราวเอาไว้ คน
อื่นๆ ก็ทราบกระจ่างแก่ใจว่าคราวนี้ก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตเกินไป หากเปิดเผยขึ้นไปยัง
เบื้องบน จะไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ดังนั้นพวกมันพร้อมใจกันปิดเงียบ การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่
ที่สุดในครั้งนี้คือเรือขนส่งทาสทั้งห้าลำ สำหรับทาสฝึกตนพันกว่าคน มูลค่าไม่นับเป็น
อะไรได้
ค่าชดเชยสำหรับเรือขนส่งทาสทั้งห้าลำ พวกมันยังสามารถกัดฟันจ่ายได้
ทว่าความสูญเสียที่ทำให้พวกมันแทบกระอักออกมาเป็นเลือด คือการที่เหล่าผู้นำกอง
กำลังที่บรรลุข้อตกลงกับพวกมันแล้ว หลายคนเสียชีวิตจากการโจมตีอย่างกะทันหันนี้
ข้อตกลงที่อุตส่าห์ปลุกปันมานานกลายเป็นสูญเปล่าไปในพริบตา กองกำลังเหล่านี้จะตก
อยู่ในสภาพวุ่นวาย สู้รบแย่งชิงอำนาจ จนกว่าจะได้ผู้นำคนใหม่ นั่นหมายความว่างาน
ของพวกมันจะถูกลากถ่วงออกไปอีกนาน
เหล่าตัวบัดซบที่สมควรตาย!
หากจับพวกมันได้ ต้องสับร่างพวกมันเป็นหมื่นชิ้น!
เฮ่อเสียงขบกรามแน่น คิดถึงเหล่ากองกำลังที่ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ต้องปวดเศียร
เวียนเกล้าอยู่บ้าง มันจู่ๆ ก็พบว่านับตั้งแต่ขึ้นเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของหอสำนักนอก
เคราะห์หามยามร้ายคล้ายตามติดมันไม่ห่าง ไม่มีสิ่งใดราบรื่นเลยสักอย่าง
สิ่งที่มันจำต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วนก็คือสมควรแทรกแซงความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจ
ภายในกองกำลังเหล่านี้ดีหรือไม่ สำหรับมันไม่มีเวลาหลงเหลือมากนัก หากมันไม่
สามารถจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนที่บรรพชนฟั้ากระจ่างจะออกจากการปิดด่านฝึก
ตน มันจะไม่เหลือโอกาสใดอีกแล้ว
หอรบค่ายกลสงครามทุกหอสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน แสงสีเงินยวงอันอ่อนโยนงดงาม
ตระการท่ามกลางความดำมืดของท้องนภายามราตรี
ชั้นบนสุดของของหอรบค่ายกลสงครามแต่ละหอ เหอเถาอัสนีคำรนเจ็ดลูกล่องลอยอยู่
กลางอากาศ กระเพื่อมขึ้นลงประดุจอยู่ในผืนน้ำ บางครั้งคราวพวกมันจะลอยวนไป
รอบๆ หอรบด้านใน ฝั้าเพดานกับผนังของหอรบปลดปล่อยจุดแสงสีเงินยวงออกมา
อย่างต่อเนื่อง กลุ่มหมอกจุดแต้มสีเงินเหล่านี้ถูกเหอเถาอัสนีคำรนดูดกลืนเข้าไปไม่
หยุดยั้ง
จั่วม่อตรวจสอบเหอเถาอัสนีคำรนทุกผลที่หล่อเลี้ยงไว้ในยอดหอรบอย่างละเอียดลออ
หอรบค่ายกลสงครามสลักไว้ด้วยขบวนค่ายกลสายฟั้าแกร่งภูตหยาง หมอกเงินจุดแต้มที่
ดูเหมือนไม่มีอันตรายเหล่านี้ เปียมล้นสมบูรณ์ไปด้วยสายฟั้าแกร่งเล็กละเอียดนับไม่ถ้วน
เหอเถาอัสนีคำรนเมื่อหล่อเลี้ยงเช่นนี้ อาจช่วยให้พลานุภาพทวีคูณขึ้นอย่างมหาศาล
การก่อสร้างเมืองเพิ่งจะสำเร็จลุล่วงเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งที่เหลือเป็นส่วนที่ยากที่สุด
ในหอรบที่อยู่กลางเมืองอีกาทองคำ จั่วม่อขุดลึกลงไปในดิน เศษดินที่ขุดขึ้นมาจะถูกเผา
ทิ้งด้วยไฟอีกาทองคำโดยตรง สังขารของมันตอนนี้กำลังเข้าสู่การสุกงอมขั้นที่สอง
กระบวนการสุกงอมคราวนี้ ไม่อึกทึกครึกโครมเท่าครั้งแรก
พัฒนาการของการสุกงอมขั้นที่สองไม่ได้เด่นชัดเท่าขั้นแรก แต่มันยังคงรู้สึกถึง
ความก้าวหน้าทางกายภาพได้อย่างชัดแจ้ง
หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟั้า จากสิบแปดวัฏฏะก้าวหน้าเป็นสิบเก้าวัฏฏะ พลานุภาพเพิ่ม
สูงขึ้น แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์อย่างมีนัยสำคัญ
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุด เป็นแผนผังปิศาจบนร่างกายของมัน
ศีรษะเหล็กหยกเป็นสังขารปิศาจ หลังจากสุกงอมขั้นที่สอง แผนผังปิศาจเริ่มปรากฏขึ้น
อย่างเลือนราง แผนผังปิศาจเริ่มต้นก่อรูปบนแผ่นอกของมัน ลวดลายเส้นสายรางเลือน
ยิ่ง หากจั่วม่อไม่ได้ตรวจสอบร่างกายของมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน อาจมองข้ามความ
เปลี่ยนแปลงละเอียดยิบย่อยนี้ไปแล้ว
ผิวหนังของมันคร้ามเข้มเป็นมันวาว ส่วนแผนผังปิศาจชุดนี้เป็นสีดำเช่นเดียวกัน
มิหนำซ้ำยังเลือนรางมาก ยากที่จะสังเกตเห็น
จั่วม่อศึกษาแผนผังปิศาจชุดนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นเวลานา มันพบว่าแผนผังปิศาจนี้
เพิ่งจะเป็นรูปเปั้นร่าง ยังไม่สมบูรณ์ มีหลายแห่งเลือนรางเกินไป ยากที่จะตรวจสอบ มัน
สรุปได้ว่าต้องรอการสุกงอมขั้นที่สามเท่านั้น แผนผังปิศาจชุดนี้จึงจะสมบูรณ์พร้อมอย่าง
เต็มที่
มันจดจำไว้ในใจ ก่อนจะหวนกลับไปสร้างเมืองสืบต่อ
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ เมืองอีกาทองคำถูกปรับปรุงใหม่อย่างสิ้นเชิง
ถนนหนทางสะอาดสะอ้านอย่างน่าแปลกใจ สองฟากข้างถนนมีสิ่งปลูกสร้างใหม่แผ่
กระจายออกไปอย่างวิจิตรบรรจงราวกับผืนปั่า รูปลักษณ์ของสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ผิดแผก
แตกต่างกันไป มีลานอิฐหินเขียวสลับขาว มีหอเก๋งยอดแหลมสีสันสดใส ซิวเจ่อของเมือง
อีกาทองคำมาจากสถานที่ต่างๆ มากมาย ดังนั้นสิ่งปลูกสร้างจึงหลากหลายมากมาย
เช่นกัน ที่พำนักแบบเดียวที่มักจะพบเห็นทั่วไปในเมืองอื่น แต่ไม่พบเห็นในเมืองอีกา
ทองคำแม้แต่หลังเดียว นั่นคือสิ่งปลูกสร้างลอยฟั้าทั้งหลาย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเหตุผลด้าน
ความปลอดภัยนั่นเอง
ต้นผลไม้เขียวชอุ่มร่มรืนสองฟากข้างถนน เต็มไปด้วยผลไม้ดกดื่นหนักอึ้ง ส่งดลิ่นหอม
เย้ายวนกวนน้ำลาย พื้นที่ว่างตามใต้ต้นไม้หรือหลืบมุมของสิ่งปลูกสร้างปลูกพืชหญ้าบุป
ผานานาพรรณ เพื่อความสบายตา สำหรับต้นไม้และดอกไม้เหล่านี้ บรรดาซิวเจ่อที่มี
ฝีมือด้านเกษตรกรรมช่วยกันสนับสนุน ดึงดูดนกจำนวนมาก เต็มไปด้วยชีวิตวีวาทุกหน
แห่ง
เหนียนลู่ผู้เร่งรีบทั้งวันทั้งคืน ฉุดกระชากลากถูกกลุ่มเชลยที่เป็นตัวล่อหวนกลับมายัง
ค่าย พอเห็นฉากอันงดงามตระการเหล่านี้อยู่เบื้องหน้า ถึงกับตะลึงลาน อ้าปากค้าง
สูญเสียความสามารถในการกล่าววาจาเป็นครึ่งค่อนวัน
เปาอี้ค้อมคำนับทักทายเจดีย์น้อยที่ลอยอยู่ตรงหน้ามัน สีหน้าหวาดวิตกอยู่บ้าง “นาย
ท่านเจดีย์ ท่านหิวอีกแล้วหรือ?”
เจดีย์น้อยอ้วนกลมพยายามวางท่าโอ่อ่าภาคภูมิอย่างสุดความสามารถ แต่ดูอย่างไรก็
แทบทนดูไม่ได้ ด้านหลังมัน นกโง่เดินเชิดหน้า ยืดอกและแขม่วพุงเข้ามา ดวงตาครึ่ง
หลับครึ่งลืมคล้ายไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา บนศีรษะนกโง่ เป็นเจ้าดำน้อยที่โบกหนวดไป
มาตลอดเวลา พลางหันมองไปรอบๆ เป็นครั้งคราว
เปาอี้ไม่กล้าหัวร่อ มันย่อมไม่กล้าตอแยสามบรรพบุรุษน้อยที่อยู่ตรงหน้าให้มีโทสะ
มันไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ ทุกวันนี้ ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่ง พาหนะตัวหนึ่งกับแมลงปราณ
อีกตัวหนึ่ง สามารถมีสติปัญญารู้ความได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ทั้งสามตั้งกองกำลังคล้าย
อันธพาลน้อยกลุ่มหนึ่ง พอถึงเวลาก็จะมากวาดล้างคลังสินค้าหนหนึ่ง สิ่งที่แปลกที่สุดคือ
เจดีย์เล็กๆ ตัวนี้ มันสวาปามไม่เลือกหน้า ยุทธภัณฑ์เวท วัตถุดิบ ทั้งหมดจะลงไปยังท้อง
ของมันโดยไม่เกี่ยงขนาด
แต่เหล่าปั่านรักใคร่เอ็นดูพวกมันมาก ทั้งยังกำชับเอาไว้ว่าให้นำยุทธภัณฑ์เวทที่ไม่ได้ใช้
งานมอบให้เจดีย์น้อยได้
กับคนตระหนี่ถี่เหนียวเช่นเปาอี้ นี่ไม่ต่างอันใดกับการเชือดเนื้อออกจากหัวใจมันโดยตรง
แม้ว่ามันจะทราบว่ายุทธภัณฑ์เวทเหล่านั้นไม่มีราคาค่างวดอะไรนัก แต่เมล็ดข้าวกำมือ
เดียวก็ยังคงเป็นอาหารอยู่ การเฝั้าดูเหล่ายุทธภัณฑ์เวทที่น่ารักถูกเขมือบลงไปในท้อง
ของเจ้าเจดีย์น้อยทีละชิ้นๆ โดยที่ไม่มีแม้แต่จิงสือชิ้นเล็กจ้อยที่สุดไหลคืนออกมา ในใจ
มันเต็มไปด้วยโลหิตหยาดหยด
สิ้นเปลือง! สิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!
โดยไม่รู้ตัว เจดีย์น้อยกลายเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเปาอี้!
แน่นอนว่ามันไม่กล้าแสดงความเป็นปรปักษ์ในใจออกมาซึ่งหน้า เจดีย์น้อยเห็นได้ชัดว่า
ได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากเหล่าปั่านอย่างลึกซึ้ง หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้ การตัดสินใจ
ทำงานภายใต้จั่วม่อของมันเกิดจากความอับจนหนทาง เวลานี้ในใจมันก็มีแต่ความ
จงรักภักดีอย่างแท้จริง มันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ว่าจะมีผู้คนที่แข็งแกร่งถึงขั้นสร้าง
เมืองทั้งเมืองด้วยตัวเองเพียงผู้เดียว อย่าว่าแต่จะเคยพบเห็นกับตาตัวเอง เวลานี้มัน
เข้าใจกระจ่าง ว่าไฉนยอดฝีมืออย่างเซี่ยซานยังยอมศิโรราบจากก้นบึ้งของหัวใจ
เฝั้าดูกองกำลังที่มีพลังสู้รบอันแข็งแกร่งภายใต้อำนาจของเหล่าปั่าน โอ้ ข้าแต่เทพเจ้า
แห่งโชคลาภอันไกลโพ้น ข้า เปาอี้ ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสพบเห็นกองทัพอัน
เข้มแข็งดุดันถึงปานนี้ กับตาตนเอง!
ยกเว้นเสียแต่ว่าบรรพชนฟั้ากระจ่างมาด้วยตัวเอง มันจึงไม่เชื่อว่ามีผู้ใดในอาณาจักร
ขุนเขาน้อยสามารถคุกคามพวกมันได้ นี่เป็นสิ่งที่มันนับถือเลื่อมใสเหล่าปั่านเป็นที่สุด
เหล่าปั่านเปิดเสบียงกรังจิงสือให้แก่เหล่าไพร่พลของมันอย่างไม่อั้น กองกำลังเจ็ดร้อย
คน ใช้จิงสือวันละสามพันห้าร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม หากแปลงเป็นจิงสือระดับสี่ จะเป็น
จำนวนถึงเจ็ดชิ้น
วันละเจ็ดชิ้นจิงสือระดับสี่ ทุกวัน! โอ้! เมื่อได้รู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก มันแทบตาเหลือกหมด
สติไป แม้แต่ในอาณาจักรที่จิงสือไม่ค่อยมีค่ามากนักในปัจจุบัน ก็ยังไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
มันรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง บรรดายุทธภัณฑ์เวทที่พวกมันได้มาก็ไม่สามารถขายออกไป
ได้ เวลานี้เมื่อเมืองสร้างขึ้นแล้ว มันต้องคิดหาหนทางที่เหล่าปั่านจะเริ่มต้นทำการค้า มิ
เช่นนั้น หากพวกมันเอาแต่อาศัยกินบุญเก่าไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ในระยะยาวพวกมันอาจไม่
สามารถยืนหยัดรับไว้ได้อีกต่อไป
ขณะที่เปาอี้กำลังคิดฟุั้งซ่านวุ่นวาย มันเห็นเจดีย์น้อยโยกกายไปมาเบื้องหน้ามัน มันรีบ
ตั้งสติอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นพบว่ามีหุ่นเชิดยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังของบรรพบุรุษน้อย
ทั้งสามตัวนี้
หุ่นเชิด?
ในฐานะพ่อค้าที่มีประสบการณ์ช่ำชอง เปาอี้เคยผ่านพบยุทธภัณฑ์เวททุกประเภท เป็น
ธรรมดาที่เคยเห็นหุ่นเชิดมาไม่น้อย กล่าวตามความสัตย์ ในความเห็นของมัน หุ่นเชิด
ทองแดงเหล่านี้ฝีมือการสร้างเรียกได้ว่ายังหยาบกระด้างอยู่มาก
หุ่นเชิดทองแดงเพียงเหนือกว่าหุ่นเชิดกระดาษขั้นหนึ่ง แต่ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ใช้กัน
อย่างแพร่หลาย มันเบ้ปาก หุ่นเชิดทองแดงชนิดนี้ กระทั่งด้วยความสามารถในการขาย
ของมัน ยังไม่มีทางขายได้ราคาที่ดี
แต่มันสามารถเห็นได้ว่า ผู้ที่ออกแบบหุ่นเชิดเหล่านี้ทุ่มเทกำลังความคิดไปไม่น้อย หุ่น
เชิดเหล่านี้ออกมามาเพื่อทำเหมืองแร่โดยเฉพาะ ร่างกายท่อนล่างของพวกมันเป็นท่อน
ยาวเฉกเช่นอสรพิษ ช่วยให้พวกมันปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นที่ที่ไม่ราบเรียบทุกรูปแบบ
ส่วนครึ่งบนคล้ายมนุษย์ตามรูปแบบดั้งเดิม แต่แทนที่จะมีสองแขน กลับมีถึงสี่แขน
บรรดาหุ่นเชิดเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละตัวแบกถุงผ้าขนาดใหญ่กว่าตัวเองไว้
บนหลังตัวละใบ
การดูถูกเล็กน้อยในใจเปาอี้หายไปทันที หุ่นเชิดเหล่านี้อาจดูอัปลักษณ์ แต่พวกมัน
แข็งแรงมาก ทั้งยังเป็นหุ่นเชิดมีประโยชน์ใช้สอยอย่างเปียมล้น
มันเฝั้ามองหุ่นเชิดเหล่านี้เรียงหน้าเข้ามา วางถึงผ้าที่แบกอยู่บนหลังลงทีละตัว ในไม่ช้า
เปาอี้กองภูเขาเล็กๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้ามัน
“นี่มัน…นายท่านเจดีย์ สิ่งเหล่านี้คืออะไร?” เปาอี้ถามอย่างระมัดระวัง
เจดีย์น้อมค้อมร่างอ้วนกลมลงมา ทำท่าราวกับกำลังกล่าววาจา
เปาอี้กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ปาดเหงื่อบนใบหน้า ค่อยถามอย่างไม่มั่นใจ “ให้ข้าชมดูได้
หรือไม่?” ทุกครั้งที่มันต้องเผชิญหน้ากับเจดีย์น้อยกับพวกอีกสองตัว มักรู้สึกศีรษะพอง
โตเท่าถังน้ำ มันสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ที่ไม่ได้เรียนรู้วิธีคาดเดาปริศนาเมื่อตอนที่ยังเป็น
เด็ก
เจดีย์น้อยพยักหน้ารัวๆ
เปาอี้ถอนหายใจโล่งอก มันไม่ได้เดาผิด มันรีบวิ่งเข้ามา เปิดถุงกระสอบออกดู
แสงเจิดจ้าบาดตาของจิงสือสะท้อนอยู่บนใบหน้าอันโง่งมของเปาอี้ ทั้งห้องสว่างไสวไป
ด้วยแสงเรืองรอง
เจดีย์น้อยกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้านกโง่ แสดงท่าทางขอคำชมเชย นกโง่ใช้ปีกของ
นางตบศีรษะเจดีย์น้อยเบาๆ เจดีย์น้อยทันใดนั้นแย้มยิ้มเบิกบาน รีบบินนำไปข้างหน้า
อย่างรวดเร็ว เจ้าหนูนี้เฉลียวฉลาดยิ่ง หลังจากมาที่นี่หลายครั้ง พวกมันก็กลายเป็น
คุ้นเคยเป็นเส้นทาง นกโง่มีเจ้าดำน้อยอยู่บนหัว ก้าวเดินด้วยฝีเท้านกอย่างเย่อหยิ่ง
จองหอง เดินเชิดผ่านเปาอี้ผู้ตะลึงงัน แล้วโผบินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
ซู่หลง (มัดมังกร) เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของค่ายเว่ย มันเป็นทาสฝึกตนที่อายุมากที่สุด
แตกต่างจากทาสจำนวนมากที่เพิ่งถูกจับกุมได้ไม่นาน ซู่หลงผู้นี้ผ่านมือเจ้าของมาแล้วถึง
ห้าคน ทนทุกข์ทรมานมานานถึงเพียงนี้แล้วยังมีชีวิตอยู่ สิ่งนี้ทำให้มันเป็นมีอิทธิพล
ยิ่งใหญ่ในหมู่ทาสฝึกตนกลุ่มนี้
มันกวาดตามองไปทั่วค่าย เห็นทุกผู้คนก้มหน้าก้มตาฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง มันอดมีสีหน้า
พึงใจไม่ได้ กับเจ้าของคนล่าสุดของมันนี้ มันเต็มไปด้วยความซาบซึ้งสำนึกในบุญคุณเป็น
ล้นพ้น มีเพียงทาสฝึกตนที่ผ่านมือเจ้าของมากมายเยี่ยงมันเท่านั้น ที่จะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ว่าสภาพการปฏิบัติต่อพวกมันในปัจจุบันนี้ เป็นเหมือนกับสรวงสวรรค์มากเพียงใด
มันได้รับการความกรุณาจากจู่เหริน (เจ้านาย,เจ้าของ) ให้บัญชาการค่ายเว่ย มันทั้ง
ตื่นเต้นยินดี ทั้งหวาดหวั่นไปพร้อมกัน มันยินดีที่ได้ตอบแทนจู่เหริน แต่ก็หวาดกลัวว่าจะ
ทำลายเรื่องสำคัญของจู่เหริน
สิ่งที่มันไม่คาดคิดก็คือจู่เหรินไม่ได้สั่งให้พวกมันทำงาน แต่ให้พวกมันฝึกปรือพลังยุทธ์
วิชาที่ใช้ฝึกปรือยังเป็นสิ่งที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ มันแม้ไม่ล่วงรู้อะไรมาก แต่ยังทราบว่าวิชานี้
สมควรล้ำค่าไม่น้อย อย่างไรก็ตาม มันอดห่วงกังวลไม่ได้ จู่เหรินแม้เมตตาปราณี แต่ใน
สายตาของผู้อื่นเป็นความสิ้นเปลืองสูญเปล่า ผู้ใดจะให้ทาสฝึกตนฝึกปรือบำเพ็ญเพียร?
เรื่องเหลวไหลไร้สาระเช่นนี้ กระทั่งมันเองยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
แต่ในเมื่อจู่เหรินสั่งให้มันทำเช่นนี้ มันได้แต่พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อตอบแทน
จู่เหริน บางครั้งมันยังอดเพ้อฝันไม่ได้ ว่าค่ายเว่ยของมันจะสามารถให้กำเนิดยอดฝีมือสัก
หลายคน จะได้รับใช้จู่เหรินให้สมดังความตั้งใจ ถึงตอนนั้นแม้ตัวมันต้องตาย ก็นับว่า
คุ้มค่าแล้ว
จู่เหรินยอมเลี้ยงดูพวกมันเอาไว้ ทั้งยังอนุญาตให้พวกมันฝึกปรือบำเพ็ญเพียร ค่ายเว่
ยจากบนสุดถึงล่างสุด แทบหยุดหายใจในเวลานั้น สิ่งที่ซู่หลงหวั่นเกรงมากที่สุดก็คือ
เหล่าทาสใหม่ ทาสฝึกตนที่ยังใหม่ในจิตใจของพวกมันมีแต่ความเคียดแค้นชิงชังเท่านั้น
ในสายตาของพวกมัน ซิวเจ่อทั้งหมดล้วนเป็นศัตรู
มันก็เคยเดินผ่านมาในหนทางนี้เช่นเดียวกัน
“ซู่หลง ให้พวกมันเข้ามาทีละคน ข้าจะตรวจดูความก้าวหน้าของพวกมัน” ความคิดหนึ่ง
ผุดขึ้นจากสร้อยคอที่มันสวมใส่ติดตัว ซู่หลงตื่นตัวขึ้นในบัดดล การฝึกปรือของพวกมัน
แปลกประหลาดยิ่ง ควบคุมสั่งการโดยคนที่กล่าวผ่านสร้อยคอผู้นี้เท่านั้น สร้อยคอชิ้นนี้
สมควรเป็นยุทธภัณฑ์เวทบางอย่าง
“ขอรับ!” ซู่หลงรีบรับคำ หัวใจเต้นระรัวดุจกลองศึก
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาเล่นกับสร้อยคออย่างสนอกสนใจ ของเล่นเล็กๆ ที่จั่วม่อห
ลอมสร้างขึ้นนี้มีประโยชน์ใช้สอยน่าเล่นยิ่ง
สร้างกองทัพที่ฝึกปรือวิถีปิศาจ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเล่นกระไรปานนี้!