สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 265 นกโง่เกิดเรื่อง!
นกโง่กลืนก้อนโคลนสีเทาลงท้องอย่างอิ่มเอม
นี่เป็นเม็ดโคลนสีเทาที่เจดีย์น้อยเพิ่งจะพ่นออกมา เจ้าดำน้อยไม่มีความสนใจจะลิ้มลอง
รสชาติของก้อนโคลนสีเทา นกโง่เป็นผู้เดียวที่ชมชอบของสิ่งนี้ พวกมันทั้งสามมี
ความสัมพันธ์อันเหนียวแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนกโง่ครอบครองตำแหน่งผู้นำอย่าง
เต็มภาคภูมิ อีกสองตัวเล็กๆ ก็เชื่อฟังนกโง่อย่างที่สุด
ดังนั้นทุกครั้งที่เจดีย์น้อยมีโอกาส ถึงเวลาพ่นโคลนสีเทามันจะแล่นไปหานกโง่อย่างเชื่อง
เชื่อ จั่วม่อระยะนี้ยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน จะเอาเวลาจากที่ใดมาดูแลพวกมัน? หากมัน
ทราบว่านกโง่กลืนกินโคลนสีเทาไปมากมายเท่าใด หัวใจมันจะต้องมีโลหิตหยาดหยด
อย่างแน่นอน
นั่นเป็นจิงสือจำนวนมหาศาล!
นกโง่ไม่ได้มีเจตนาจะประหยัดแม้แต่น้อย กลืนกินก้อนโคลนสีเทาอย่างเป็นธรรมชาติ
ราวกับเป็นสิทธิ์ของนางอย่างสมบูรณ์ บรรดายุทธภัณฑ์เวทที่เก็บรวบรวมได้มีระดับสูง
กว่าแต่ก่อน ในอดีตส่วนใหญ่เป็นระดับสอง แต่เวลานี้ล้วนเป็นระดับสาม ในคลังสินค้า
เต็มไปด้วยยุทธภัณฑ์เวทระดับสามจำนวนมหาศาล เนื่องจากพวกมันไม่สามารถขาย
สินค้าเหล่านี้ให้ผู้ใด ไพร่พลซิวเจ่อในค่ายก็ไม่ได้ใช้งาน ดังนั้นสินค้าเหล่านี้จึงล้วนไปลง
เอยในกระเพาะของเจดีย์น้อย
เพียงแค่มองไปยังร่างที่อวบอ้วนขึ้นทุกวันของเจดีย์น้อย ก็เห็นได้ว่าวันเวลาของมันสุขีปรี
เปรมดิ์ถึงเพียงไหน
นกโง่ก็ย่อมได้รับผลประโยชน์ควบคู่กันไปกับเจดีย์น้อยอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ จู่ๆ นกโง่ก็เผยสีหน้าเจ็บปวด เส้นขนทั่วร่างสั่นระริก ลมพายุหมุน
เริ่มท่วมร่างของนาง หมุนวนรอบกายนางไม่หยุดยั้ง
เจดีย์น้อยกับเจ้าดำน้อยกลายเป็นตึงเครียดอย่างฉับพลัน
เส้นใยพลังงานสีเทาพลันปรากฏขึ้นภายใต้ปีกของนกโง่ เส้นใยสีเทาเหล่านี้ราวกับ
สิ่งมีชีวิต ปีนไต่พัวพันขึ้นไปตามปีกของนาง นางคล้ายเจ็บปวดมากขึ้นทุกขณะ ทั้งร่าง
สั่นระริกรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พลังงานสีเทาแผ่นกระจายคลุมทั่วร่างของนางอย่างรวดเร็ว
ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า
พริบตาดุจประกายไฟ พลังงานสีเทาแผ่คลุมไปตามลำคอเรียวยาวของนาง จนกระทั่งถึง
ดวงตาของนาง
“อู!”
เสียงร้องแห่งความเจ็บปวด ทำให้เจดีย์น้อยกับเจ้าดำน้อยตัวแข็งทื่ออย่างขวัญหนีดีฝั่อ
ชิ้ง
เสียงที่แผ่วเบาอย่างยิ่ง ราวกับมีประกายไฟถูกจุดขึ้น
นกโง่ทั่วร่างถูกห่อหุ้มไว้ในชั้นหมอกสีเทาที่หนาข้นเป็นที่สุด มองแต่ไกลนางคล้ายกลุ่ม
เมฆหมอกสีเทาที่เดือดพล่าน เส้นใยพลังงานสีเทาแผ่พุ่งออกมาจากกลุ่มเมฆหมอก
แทรกผ่านเข้าไปในพายุหมุนที่หมุนวนอยู่รอบกายนาง ฉุดดึงเส้นใยสีเทาบางเบาให้เป็น
รูปวงแหวน
วงแหวนเส้นใยสีเทาเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกขณะ ราวกับมีตัวไหมที่มองไม่เห็นปันใยไหม
ออกมาไม่หยุดยั้ง ชั้นเส้นใยสีเทาอันหนาแน่นยังคงเต้นเร่าอยู่รอบกายนกโง่ ค่อยๆ ก่อ
ตัวเป็นรังไหมสีเทารังหนึ่ง ที่ใจกลางรังไหมสีเทา เป็นกลุ่มก้อนเมฆหมอกที่ยังพ่นหมอก
ควันสีเทาออกมาไม่ขาดสาย
“อู!”
สุ้มเสียงเจ็บปวดดูเหมือนจะดังออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เปาอี้ผู้เพิ่งจะเอะใจว่าเกิด
เรื่องต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เจดีย์น้อยกับเจ้าดำน้อยหวาดหวั่นพรั่นพรึงจน
ขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง
รังไหมสีเทาทันใดนั้นพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ หายวับไปในเส้นขอบฟั้า ทิ้งไว้เพียงเงาสี
เทาทอดยาวตามหลัง
จั่วม่อ ผู้กำลังจดจ่ออยู่กับการสร้างเมือง พลันสีหน้าแปรเปลี่ยน “บัดซบ!” ดีดกาย
ทะยานขึ้นกลางอากาศในบัดดล
“พอกลับมาข้าจะคิดบัญชีกับพวกเจ้าเรียงตัว!”
สุ้มเสียงเดือดดาลของจั่วม่อดังสนั่นหวั่นไหวมาจากระยะไกล ทุกผู้คนบนพื้นหันมองหน้า
กันเลิ่กลั่ก ไม่อาจล่วงรู้ว่าเกิดเรื่องันใด
หลังจากนั้นสักครู่ เซี่ยซานค่อยหันไปถามกงซุนชา “เหล่าต้า สมควรส่งคนตามไป
หรือไม่?”
กงซุนชาชายตามองผู้คนที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากติดตามไป “คิดฉวยโอกาสเกียจ
คร้านใช่หรือไม่? อย่าได้หวัง พวกเจ้าสำนึกตัวกันเสียบ้าง ต่อให้พวกเจ้าทุกคนรวมกัน
ยังไม่ใช่คู่มือของสตรีนางนั้นผู้เดียว”
คนอื่นๆ ชะงักกึก พวกมันค่อยนึกออกว่าสตรีซิวเจ่อที่มักจะตามหลังเหล่าปั่าน เป็น
ตัวตนอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงไหน!
จั่วม่อรีบไล่ตามสุดกำลัง นกโง่ที่ห่อหุ้มด้วยพลังงานสีเทาทะยานไปเร็วมาก มันใช้พลัง
ทั้งหมด ยังแทบไม่อาจไล่ตามทัน มันทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล เดรัจฉานน้อย อย่าให้เกอ
จับเจ้าได้ก็แล้วกัน คอยดูไปเถอะ!
เจดีย์น้อยเชื่อมโยงจิตใจกับมัน ในชั่วพริบตาที่เกิดเรื่อง มันก็ทราบกระจ่างว่าเกิดเรื่อง
อันใดขึ้น
ยิ่งคิดมากเท่าไร มันก็ยิ่งพิโรธโกรธกริ้วมากเท่านั้น เกอทำงานหนักจนเหน็ดเหนื่อยแทบ
ตาย พวกเจ้าอยู่สุขสบายแล้วยังก่อเรื่อง รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อแล้วหรือไร!
ในใจมันตระเตรียมทัณฑ์ทรมานไว้ชุดใหญ่ เอาไว้ใช้สำหรับเวลาที่จับนกโง่ได้แล้ว ไม่
ทราบเป็นแรงปลุกเร้าจากความเดือดดาลในใจมันหรือไม่ ความเร็วของมันพุ่งทะยานขึ้น
อีกระดับหนึ่ง ปีกลำแสงสายฟั้าถูกเร่งเร้าถึงขีดสุด มันราวกับสายฟั้าพาดผ่านนภา
รวดเร็วสุดขีด!
แต่ไม่ว่ามันจะเหาะเหินรวดเร็วเพียงใด สตรีซิวเจ่อยังติดตามมันมาโดยไม่หนักแรง แต่
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ จั่วม่อไม่ได้แยแสสนใจกับประเด็นนี้
ในใจมันมีเพียงความคิดเดียว เร็วขึ้น! ต้องเร็วขึ้น! เร็วขึ้นอีก!
สมาธิจิตใจทั้งหมดของมันจดจ่ออยู่กับการการทำงานของปีกลำแสงสายฟั้าคู่นี้ หลังจาก
ผ่านการสร้างเมือง จากค่ายกลสายฟั้าแกร่งภูตหยางในหอรบค่ายกลสายฟั้าแกร่ง
สามสิบหกหอ โดยไม่ทันได้สังเกตเห็น ความเข้าใจในสายฟั้าของจั่วม่อบรรลุถึงอีกระดับ
ชั้นหนึ่ง ลำแสงสายฟั้าไหนเลยจะไม่ใช่สายฟั้าประเภทหนึ่ง อย่างรวดเร็ว มันเข้าใจเคล็ด
ลับที่แฝงเร้นอยู่ในปีกลำแสงสายฟั้าในที่สุด
กลุ่มแสงของปีกลำแสงสายฟั้าแตกระเบิดออก ปีกหายไป กลายเป็นลูกกลมสายฟั้า
ห่อหุ้มรอบกายจั่วม่อ ความเร็วของมันพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง!
เปรี้ยง!
สายฟั้าพาดผ่านนภา ก่อเกิดแรงสั่นสะเทือนสะท้านใจ แม้สุ้มเสียงไม่ดังนัก แต่
แพร่กระจายไปไกล
อย่างไรก็ตาม หลังจากไล่ล่าติดต่อกันหลายชั่วยาม จั่วม่อยังคงคลาดจากนกโง่ ไม่ว่ามัน
จะเร่งความเร็วของตนสักเท่าใด ก็ได้แต่เบิกตามองดูเงาสีเทาห่างออกไปเรื่อยๆ จน
ค่อยๆ หายไปในที่สุด
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางไปทางใด?” จั่วม่อหยุดลงอย่างกะทันหัน ถามสตรีซิวเจ่อ
สตรีซิวเจ่อยืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบงัน รวกับว่านางไม่ได้ยินสิ่งใด
“นางไปทางใด? บอกข้าสิ!” จั่วม่อท่าทางเงอะงะ ทำไม้ทำมือประกอบอย่างเก้ๆ กังๆ
ในสุ้มเสียงแฝงความวิตกกังวลอย่างเต็มเปียม
สตรีซิวเจ่อราวกับรูปปันหิน ไม่มีคำใดจากปากนาง
“พูด!” จั่วม่อบันดาลโทสะในบัดดล!
สตรีซิวเจ่อไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังไม่ไหวติง
เห็นสตรีซิวเจ่อมองมันเงียบๆ จั่วม่อผู้พิโรธโกรธกริ้ว ไม่ทราบเพราะเหตุใด สงบลงทันที
โทสะในดวงตาสลายคลายไปทีละน้อย
“ขออภัยด้วย ข้าเสียกิริยาแล้ว!” จั่วม่อขอโทษอย่างจริงใจ แม้มันจะทราบว่าผู้อื่นไม่ได้
ยินมัน มันก็ยังสูญเสียความเยือกเย็นจนหงุดหงิดใส่นาง สงบใจไว้ มันต้องสงบใจเอาไว้!
“ผูเยา เจ้ารู้หรือไม่ว่านางไปทางทิศใด?” จั่วม่อเข้าไปถามผูเยาในทะเลแห่งจิตสำนึก
“เวลานี้ไปทางทิศตะวันออก” ผูเยากล่าวอย่างอับจนปัญญา “พลังของข้าอ่อนแอลง
มาก ช่วงระยะพลังจิตสำนึกของข้ากวาดผ่านไปได้สั้นกว่าในอดีตมาก”
“ตะวันออก!” จั่วม่อไม่รีรอลังเล บินตรงไปทางตะวันออกตามคำของผูเยา
นกโง่ที่น่าตาย! อย่าให้เกอจับตัวเจ้าได้ เกอจะถอนขนเจ้าให้เกลี้ยง ดูสิว่าต่อไปยังจะบิน
ไปไหนได้? จั่วม่อคิดอย่างขุ่นแค้น
มันยังคงโคจรพลังปราณอย่างต่อเนื่อง เร่งเร้าปีกลำแสงสายฟั้าสุดกำลัง พุ่งผ่านข้าม
แผ่นฟั้าไม่หยุดยั้ง ต้องขอบคุณการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางกายของมันเมื่อไม่นาน
มานี้ ในบรรดาพลังทั้งสาม พลังสังขาร พลังจิตสำนึกและพลังปราณ การรุดหน้าของ
พลังปราณไม่ได้ชัดเจนเท่าความก้าวหน้าของพลังสังขาร แต่ความก้าวหน้าล่าสุดก็ยัง
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ
พลังปราณของมันบรรลุถึงยี่สิบห้าจิง ห่างจากหนิงม่ายขั้นที่สองเพียงห้าจิง จั่วม่อไม่
ทราบ ระดับความเร็วในการรุดหน้าอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ หากหลุดออกไปถึงหูผู้อื่น เรียก
ได้ว่าน่าแตกตื่นสะท้านโลกแล้ว!
ภายในด่านพลังบำเพ็ญเพียรแต่ละขั้น การเจริญเติบโตในตอนเริ่มต้นมักจะรวดเร็วอยู่
เสมอ แต่ยิ่งใกล้จุดสูงสุดเข้าไปเท่าใด อัตราการเจริญเติบโตจะช้าลงเท่านั้น พลังบำเพ็ญ
เพียรห้าจิงอาจดูเหมือนไม่มากนัก แต่หลายคนอาจใช้เวลาสามปีห้าปีหรือนานกว่านั้น
กว่าจะบรรลุพลังปราณห้าจิงนี้ จั่วม่อล่วงรู้เพียงแค่อัตราการเติบโตของพลังบำเพ็ญเพียร
ของมันชะลอตัวลง แต่ขอบเขตของการชะลอตัวนี้น้อยกว่าซิวเจ่อทั่วไป
มันไม่ทราบว่าเป็นเพราะสังขารปิศาจหรือสิ่งอื่น
ในเวลานี้มันไม่คิดออมรั้งสิ่งใดไว้ มันเร่งเร้าพลังปราณไม่หยุดยั้ง เหินตรงไปทาง
ตะวันออกสุดกำลังความสามารถ
ท่องทะยานตั้งแต่เช้าไปจนวิกาลย่างกราย ยังไม่พบพานสิ่งใด กวาดตามองรอบข้าง
ยังคงไม่มีร่องรอย จั่วม่อสีหน้ามืดคล้ำ อดสบถออกมาไม่ได้ “บัดซบ!”
อย่างไรก็ตาม พลังปราณของมันเผาผลาญไปจนเกลี้ยงฉาด มันไม่มีเรี่ยวแรงจะเหาะเหิน
ต่อไป ได้แต่ลงสู่พื้น
นำจิงสือออกมาสองสามชิ้น มันก่อตั้งค่ายกลปฐมปราณเสริมพลัง จากนั้นนั่งเข้าฌาน
ฟืนฟูพลังปราณ
หลังจากสร้างสังขารปิศาจขึ้นใหม่ แผนผังปิศาจชุดเดิมของมันถูกทำลายไป แต่สังขาร
ปิศาจย่อมสามารถกลั่นกรองสิ่งเจือปนออกจากปราณธรรมชาติได้ด้วยตัวเอง ปราณ
ธรรมชาติที่มันดูดซับเข้ามานี้ จั่วม่อยังคงอดทนขัดเกลาให้เป็นพลังปราณอีกรอบ แม้ว่า
ปราณธรรมชาติที่ดูดซับเข้ามาจะไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน แต่เมื่อขัดเกลาอีกรอบ พลัง
ปราณจะบริสุทธิ์กว่าเดิม ควบคุมใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น
หนึ่งชั่วยามให้หลัง จั่วม่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สองตาสาดประกายวาบในความมืดมน
พอมันลุกขึ้นยืน จิงสือบนพื้นก็แตกระเบิดเป็นผุยผง
“เช่นนี้ก็ยุ่งยากแล้ว” จั่วม่อเหินบินขึ้นสู่ท้องฟั้า กวาดตามองรอบด้าน พึมพำด้วย
รอยยิ้มขมขื่น
ราตรีมืดทะมึน เหน็บหนาวเข้าไปถึงไขกระดูก ชั้นเมฆกดต่ำจนน่าอึดอัด หนาทึบดำมืด
ไร้ซึ่งแสงสว่าง จั่วม่อตัดสินใจพุ่งสูงขึ้นฟั้า ไม่กี่อึดใจต่อมา มันดิ้นรนทะลุชั้นเมฆขึ้นไป
มวลเมฆเส้นสายสุดท้ายไหลเลื่อนหลุดไปด้านหลัง ท้องนภาอันไพศาลปรากฏขึ้น
ตรงหน้า
มวลหมู่ดาราสุกสกาวอำไพ กลาดเกลื่อนปกคลุมทั่วแผ่นฟั้า ต่ำลงไป เห็นชั้นเมฆ
กว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด ภายใต้แสงดาว ชั้นเมฆคล้ายทะเลดำทะมึนผืนหนึ่ง
ระหว่างทะเลเมฆกับทะเลดาว มีมันเพียงผู้เดียว!
จั่วม่อไม่เคยพบเห็นฉากทิวทัศน์อันงามตระการถึงเพียงนี้มาก่อน ถึงกับเคลิบเคลิ้มงม
งายไปครู่หนึ่ง
อึดใจต่อมา มันตื่นจากภวังค์ เห็นสตรีซิวเจ่อลอยเงียบๆ อยู่ข้างกาย มันอารมณ์ดีขึ้น
เล็กน้อย มันกล่าวกับนางอย่างยิ้มแย้ม “นกโง่นั้นโง่งมอยู่บ้าง แต่คนโง่งมมักมีโชคอันโง่
งม คราวนี้นางก็สมควรไม่มีปัญหาใด”
มันทราบดีว่าสตรีซิวเจ่อไม่ได้ยินมัน ที่กล่าววาจาก็เพียงเพื่อปลอบโยนตัวเองเท่านั้น
ทันใดนั้น จุดแสงสองสามจุดปรากฏขึ้นในท้องฟั้าที่ห่างไกล
จั่วม่อตื่นตัวในบัดดล รีบหันหน้าไปมอง
นั่นเป็นแสงกระบี่! จั่วม่อไหนเลยจะไม่คุ้นเคยกับแสงกระบี่ แสงเหล่านี้เป็นลำแสงที่มัก
เกิดขึ้นเมื่อเซียนกระบี่เหินบินบนกระบี่บินของพวกมัน
แสงกระบี่เหล่านี้รวดเร็วยิ่ง เกือบจะชั่วพริบตา พวกมันจากขนาดเท่าเมล็ดงาขยายใหญ่
เท่าเมล็ดถั่วเขียว จั่วม่อบอกได้แทบจะในทันที นั่นเป็นผู้คนสี่คนกำลังใกล้เข้ามา สาม
บุรุษหนึ่งสตรี ทั้งหมดล้วนเป็นเซียนกระบี่
จั่วม่อในใจลอบตื่นตัว ผู้คนทั้งสี่ไม่ใช่ธรรมดาสามัญ ความเร็วยามขี่กระบี่บินของพวกมัน
แทบจะเทียบเท่ากับมันยามใช้ปีกลำแสงสายฟั้าด้วยพลังเต็มที่
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อแทนที่จะล่าถอยหลบหลีกพวกมัน กลับพุ่งตรงไปข้างหน้า มัน
ต้องการสอบถามคนทั้งสี่ เผื่อว่าพวกมันพบเห็นนกโง่
คนทั้งสี่มาเร็วยิ่ง จั่วม่อเร่งเร้าพลังปราณ ตะโกนถาม “ท่านทั้งสี่ โปรดชะงักเท้า!”
ลำแสงกระบี่ทั้งสี่สายหยุดกึกในระยะห่างห้าสิบจั้งจากจั่วม่อ คนทั้งสี่จ้องมองจั่วม่ออย่าง
หวาดระแวง หนึ่งในนั้นเอ่ยปาก “ท่านที่นับถือไฉนขวางทางเรา?” น้ำเสียงของมันไม่
พอใจอยู่บ้าง
“ขออภัย ขอภัย!” จั่วม่อยกมือเป็นเชิงขอโทษ แย้มยิ้มอย่างมีไมตรีจิต “สัตว์พาหนะของ
ผู้น้องเตลิดหนีอย่างกะทันหัน ผู้น้องติดตามมันมาเปั้นเวลานาน แต่ยังคลาดจากกัน ที่
อุกอาจเรียกรั้งพี่ท่านทั้งหลายเอาไว้ เพียงเพื่อถามว่าไม่ทราบพวกท่านเคยพบเห็นกลุ่ม
เมฆหมอกสีเทาบ้างหรือไม่?”
สีหน้าของคนทั้งสี่ผ่อนคลายลง หนึ่งในนั้นกล่าว “เราเพิ่งเห็นเงาสีเทาผ่านไป แต่มัน
รวดเร็วเกินไป เราไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน”
จั่วม่อลิงโลดยินทีขึ้นมาทันที “มันไปยังทิศทางใด?”
“ทางนั้น” คนผู้นั้นกล่าวพลางชี้ไปยังด้านหลังของตน
จั่วม่อรีบคำนับขอบคุณ ดีดกายพุ่งทะยานไปตามทิศทางที่คนผู้นั้นชี้บอก
“ศิษย์พี่ ไฉนท่าน…?” ซิวเจ่อสตรีเอ่ยปากอย่างสงสัยใจ พวกมันตลอดทางเคยพบเห็น
เงาสีเทาเสียที่ไหน
“ฮี่ฮี่” คนผู้นั้นหัวร่ออย่างลี้ลับ “ผลประโยชน์นั้น ในเมื่อเราไม่อาจมีส่วนร่วม ไหนเลย
จะปล่อยให้คนแซ่หวงกับสมุนของมันเขมือบกลืนลงไปอย่างสะดวกดาย มิเช่นนั้น เมื่อ
เรากลับไปยังพรรคฟั้ากระจ่าง สาขาย่อยของเราเกรงว่าจะไม่เหลือที่ให้ยืนแล้ว”
“คนเมื่อครู่ระดับพลังบำเพ็ญเพียรคล้ายไม่สูงส่งเท่าใด ข้าเห็นว่ามันเป็นเพียงหนิงม่าย
ขั้นแรกเท่านั้น” อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างสับสนงุนงง
“ฮ่าฮ่า เราสามารถลอบติดตามมันไปเงียบๆ เมื่อถึงเวลา เจ้าก็จะได้รู้เอง” ผู้เป็นศิษย์พี่
กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “ไม่แน่เราอาจฉวยโอกาสจับปลาตอนน้ำขุ่น แย่งชิงผลประโยชน์
สักเล็กน้อยได้”