สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 275 ล้อมสังหาร
หวงจั๋วกวงค้นพบในทันใด ว่าพื้นที่รอบตัวมันกลายเป็นความปันปั่วนวุ่นวายไป
เสียแล้ว
พลังปราณนับไม่ถ้วนหมุนวน กระแสอากาศปันปั่วนมากมายพลุ่งพล่าน หุบเขาน้อย
คลับคล้ายกับพื้นที่กระแสอากาศปันปั่วน ที่เกิดขึ้นในยามที่จั่วม่อใช้เพลิงดาวตกเวิ้ง
ว้าง
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ… …
หวงจั๋วกวงแทบไม่จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมอง ก็ทราบว่าการเชื่อมโยงกับท้องฟั้าของ
มันถูกตัดออก พริบตาดุจประกายไฟ มันพลันตระหนัก นี่เป็นกับดัก! เป็นกับดักที่
เตรียมการมาอย่างพรักพร้อม สำหรับมันโดยเฉพาะ!
ภายในหุบเขามีพลังปราณพวยพุ่งไปทั่วอย่างไม่เป็นระเบียบ ทั้งยังปะทะกันในสภาพ
ที่ไม่มั่นคง บางฉากที่มันละเลยก่อนหน้านี้วาบขึ้นในใจ ในหัวใจรู้สึกความหนาวเย็น
สายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมา ตอนที่มันเข้าสู่หุบเขา กลุ่มซิวเจ่อที่ตื่นตระหนกพากันบินขึ้น
หวาดกลัวราวฝูงนกน้อยถูกพญาอินทรีถล่มใส่ ไร้พลังอำนาจปานนั้น อ่อนแอปานนั้น
แตกตื่นลนลานปานนั้น
แต่ตอนนี้ หวงจั๋วกวงพลันกระจ่างแจ้ง กลุ่มคนอ่อนแอจนน่าสมเพชเหล่านั้น ที่แท้
ลอบใช้พลังปราณและกระแสอากาศปันปั่วนถักทอเป็นตาข่ายมหึมาปากหนึ่ง
ครอบคลุมเหนือหุบเขาโดยที่มันไม่ทันสังเกตเห็น ตาข่ายที่ปิดกั้นมันจากท้องฟั้า!
มันถูกแยกออกจากท้องฟั้า!
กับดักอันร้ายกาจ! ในใจมันอดบังเกิดความชื่นชมไม่ได้ คนเหล่านี้คล้ายเศษสวะกลุ่ม
หนึ่ง พลังสู้รบต่ำต้อยด้อยค่า ผู้อื่นกลับสามารถออกความคิดที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทั้งยัง
ใช้ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะไม่ให้รู้สึกชื่นชมคงไม่ได้แล้ว
สายตาของมันจับลงบนร่างจั่วม่อ ซึ่งเฝั้าระวังอยู่ที่ปากทางเข้าเขตแดนลับ
ที่แท้คนผู้นี้จึงร้ายกาจที่สุดในหมู่เศษสวะกลุ่มนี้!
หวงจั๋วกวงดวงตาหรี่แคบลงเป็นครั้งที่สอง เมื่อเผชิญกับปัญหาร้ายแรง ทีแรกอาจ
ประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่ามันไม่เพียงแต่ไม่หวาดกลัว ตรงกันข้าม จิตวิญญาณแห่งการ
ต่อสู้ของมันกลับลุกโชนขึ้นอย่างฉับพลัน มันเพียงรู้สึกว่าร่างกายร้อนเร่าขึ้นอย่าง
ต่อเนื่อง
ไม่เคยมีใครสามารถบีบบังคับมันเข้าตาจนเช่นนี้! และมีสภาพน่าอเนจอนาถเช่นนี้!
เมื่อไม่มีท้องฟั้า พวกเจ้าก็อาจหาญท้าทายข้าเช่นนั้นหรือ?
หวงจั๋วกวงดวงตาสาดประกายเจิดจ้า กระบี่บินในมือแทงขึ้นตรงๆ พลังสภาวะสุด
แกร่งกร้าวกวาดวาบ กระแสอากาศปันปั่วนรอบกายสลายวับไปในพริบตา
เจิ้งจงกับพวกทะยานร่างเข้าไปอย่างไม่รีรอลังเล
นี่เป็นเหตุผลที่จั่วม่อล่าถอยออกจากวงล้อม เจิ้งจงกับเหล่าศิษย์น้องของมันสามารถ
ลงมือประสานกัน หากจั่วม่อเข้าแทรกกลาง แทนที่จะมีส่วนช่วย กลับจะกีดขวาง
ความสามารถในการสู้รบแบบกลุ่มของพวกมันแทน มิสู้ล่าถอยออกมาก้าวหนึ่ง จับตา
เฝั้ารอโอกาสจะดีกว่า
หุบเขาแห่งนี้อาณาเขตเล็กแคบ การต่อสู้ในสมรภูมิเช่นนี้ สิ่งที่แข่งขันกันคือปฏิกิริยา
ตอบสนองอันรวดเร็ว ยุทธภัณฑ์เวท และฝีมืออันละเอียดอ่อนแม่นยำ
หวงจั๋วกวงไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้ลักษณะนี้มาก่อน แต่มันไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย
เนื่องเพราะร่างกายมัน ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ปกคลุมไปด้วยยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่อย่าง
สมบูรณ์แบบ!
ชุดเกราะปราณของมันเป็นชุดเกราะปราณธาตุดินระดับสี่ หนึ่งในชุดเกราะชั้นสุดยอด
ที่พรรคฟั้ากระจ่างหลอมสร้างขึ้นมา เรียกว่าชุดเกราะฝืนสวรรค์ หลอมสร้างจากดิน
นภา นอกจากนี้อาศัยความรักเอ็นดูของบรรพชนฟั้ากระจ่าง ยังเพิ่มทรายนภาจำนวน
สามผลึกลงไปด้วย ทำให้ระดับของเกราะปราณชุดนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งลวดลายค่ายกลบนชุดเกราะ บรรพชนฟั้ากระจ่างใช้ลวดลายค่ายกลบนแผ่นจาน
ดินนภาเก้าแปลง เพื่อลอกเลียนค่ายกลที่มีความสามารถทั้งปั้องกันและโจมตีศัตรูได้
ในเวลาเดียวกัน
เห็นหวงจั๋วกวงทั้งร่างถูกห่อหุ้มอยู่ในหมอกทรายอันบางเบาตลอดเวลา อย่าได้ดู
แคลนหมอกทรายอันเบาบางเหล่านี้ พวกมันสามารถทำลายกระบี่บินระดับสองได้
อย่างง่ายดาย และความสามารถในการทำลายล้างที่รุนแรงที่สุด คือการกัดกร่อนทุก
สิ่งที่ล่วงล้ำเข้ามาในกลุ่มหมอกทรายอย่างไม่หยุดยั้ง
เกราะปราณฝืนสวรรค์แน่นอนว่าเป็นสุดยอดอาวุธวิเศษสำหรับการต่อสู้ระยะประชิด!
คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นกระบี่บินของมัน เนื่องเพราะกระบี่บินของหวงจั๋วกวงมักจะ
ซ่อนตัวอยู่ในท้องฟั้า กระบี่บินเล่มนี้หลอมสร้างจากแก่นสารของวิญญาณเมฆ มีนาม
ว่า ‘ถามฟั้า’ มันราวกับกระแสน้ำที่มองไม่เห็น บินโฉบอยู่เหนือศีรษะของหวงจั๋วกวง
โดยไร้สุ้มเสียง
กระทั่งปั้ายหยกห้อยเอวกับห่วงทองแดงรัดผมของมันยังไม่มีสิ่งใดธรรมดาสามัญ ล้วน
เป็นสินค้าชั้นสูง
เจิ้งจงกับพวกเมื่อเทียบกับหวงจั๋วกวง กลายเป็นดูยากจนข้นแค้นไปในทันที นอกจาก
กระบี่บินสีเงินหิมะในมือเจิ้งจงที่เป็นระดับสี่ชั้นต่ำแล้ว ยุทธภัณฑ์เวททุกชิ้นในร่างกาย
ของพวกมันทุกคน ล้วนเป็นระดับสาม
จั่วม่อลอบสั่นศีรษะ ดูเหมือนว่าช่วงเวลาของการเอาชีวิตรอดในกลียุคไม่ใช่เรื่องง่าย
จริงๆ
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่มีราคาแพงหูดับ ยกตัวอย่างเช่นปีกลำแสงสายฟั้าของจั่วม่อ
เป็นระดับสี่ชั้นกลาง มีราคาถึงหกสิบชิ้นจิงสือระดับสี่ ควรทราบว่าหนึ่งชิ้นจิงสือระดับ
สี่ เท่ากับห้าร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ต้อง
จ่ายถึงสามหมื่นชิ้นจิงสือระดับสาม!
ราคานี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทนทานรับไหว
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย กองกำลังของจั่วม่อทำศึกประสบชัยหลายครั้งหลายครา
ได้รับยุทธภัณฑ์เวทมากพอจะก่อเป็นภูเขาขนาดย่อม แต่จำนวนของยุทธภัณฑ์เวท
ระดับสี่ สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ยุทธภัณฑ์เวท
ระดับสามจึงเป็นอาวุธหลัก ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ทั้งหมดอยู่ในมือของเหล่ายอดฝีมือ
ส่วนยุทธภัณฑ์เวทอันโดดเด่น เช่นแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง ต่อให้ท่านมีอยู่ชิ้นหนึ่ง
ท่านก็ไม่กล้าใช้
ในบรรดายุทธภัณฑ์เวทมากมาย นับกระบี่บินระดับสี่หายากที่สุด เป็นที่นิยมชมชื่น
มากที่สุด นี่ไม่มีทางอื่นเลย ผู้ใดเรียกให้ซิวเจ่อในอาณาจักรขุนเขาน้อยส่วนใหญ่เป็น
เซียนกระบี่กันเล่า
จั่วม่อตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สมบัติของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ และค้นพบอย่างไม่
คาดคิด ว่ามันมีทรัพย์สินอยู่ไม่น้อย
แต่สินค้าเช่นปีกลำแสงสายฟั้าหรือรองเท้ากระบี่เจ็ดดารา ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มันซื้อ
ด้วยจิงสือ ซึ่งได้รับจากการขายไฟอีกาทองคำ
เห็นความแตกต่างระหว่างยุทธภัณฑ์เวทของทั้งสองฝั่าย จั่วม่อทราบว่าการต่อสู้ครั้งนี้
คงไม่ง่ายดายอย่างที่คิดแล้ว
เหตุที่ยุทธภัณฑ์เวทระดับสามกับระดับสี่ มีราคาแตกต่างกันราวฟั้ากับดิน นอกจาก
การใช้วัตถุดิบที่หาได้ยากกว่า และพลังความสามารถที่เหนือล้ำกว่าแล้ว ยังมีอีกสิ่ง
หนึ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือลวดลายค่ายกล
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่มักจะมีลวดลายค่ายกลทักษะเฉพาะตัว หมอกทรายของเกราะ
ปราณฝืนสวรรค์ไหลออกจากมาค่ายกลทักษะยุทธ์ชุดหนึ่ง เรียกว่า ‘ค่ายกลหมอก
สังหาร’ ค่ายกลทักษะยุทธ์ของรองเท้ากระบี่เจ็ดดาราของจั่วม่อ ยิ่งพิเศษเฉพาะกว่า
นั้น เนื่องเพราะเป็นค่ายกลกระบี่
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ส่วนมากจะมีค่ายกลทักษะยุทธ์อยู่ในตัว ยากที่จะหายุทธภัณฑ์
เวทที่ไม่มีค่ายกลทักษะยุทธ์ อย่างเช่นปีกลำแสงสายฟั้าของจั่วม่อ ยุทธภัณฑ์เวท
ประเภทนี้ไม่มีค่ายกลทักษะยุทธ์ แต่การที่ระดับคุณภาพจัดขึ้นเป็นระดับสี่ ก็เนื่องด้วย
เหตุผลเดียว นั่นคือความสามารถหลักของมันแข็งแกร่งมาก อย่างเช่นความเร็วอัน
สูงส่งสุดยอดของปีกลำแสงสายฟั้านั่นเอง
ต่อให้เป็นยุทธภัณฑ์เวทชั้นยอด หากอยู่ในมือเณรน้อยก็เป็นเพียงเศษเหล็ก แต่ในมือ
ของยอดฝีมือ ย่อมสามารถสำแดงขีดความสามารถสูงสุดออกมา
แล้วหากยอดฝีมือผู้หนึ่ง ถูกปกคลุมอยู่ในยุทธภัณฑ์เวทชั้นยอดทั้งตัวเล่า?
จั่วม่อเริ่มปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝัน
แรกเริ่มเดิมที แผนการของมันไม่มีปัจจัยเปลี่ยนแปลงมากนัก มันเพียงแค่ตั้งใจจะใช้
หัตถ์พันใบน้อยคอยก่อกวนให้สับสนยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น คาดไม่ถึงคนเหล่านี้เต็มใจเชื่อ
ฟังมันแต่โดยดี ทำให้แผนการสมบูรณ์มากกว่าเดิม
แต่เวลานี้มันค่อยตระหนักว่า ไม่ว่าจะวางแผนไว้มากเท่าใด หวงจั๋วกวงก็ไม่ใช่คนที่
พวกมันจะสยบได้ง่ายดายอย่างที่คิด
หวงจั๋วกวงไม่กลัวถูกล้อมโจมตี เนื่องเพราะค่ายกลทักษะยุทธ์จากเกราะปราณของมัน
‘หมอกสังหาร’ เมื่อใช้พลังเต็มที่ คนคล้ายเครื่องบดเนื้อมนุษย์ โถมซ้ายทะลวงขวา
อาละวาดดุจพยัคฆ์กลางฝูงแกะ!
คู่รองเท้าหัวพยัคฆ์เนตรทมิฬก็ไม่ใช่สินค้าธรรมดาทั่วไป ทุกครั้งที่เยียบย่ำใส่พื้น
แผ่นดินถึงกับสั่นสะเทือน
รองเท้าคู่นี้มีพลังเหมือนกันกับถุงมือหมื่นลักษณ์ของจั่วม่อ
และหากอีกฝั่ายเผยจุดอ่อนสักเล็กน้อย กระบี่บินเหนือศีรษะของมันจะจู่โจมอย่าง
ฉับพลัน หากมิใช่ว่าเจิ้งจงกับเหล่าสหายมีการร่วมมือประสานงานเป็นอย่างดี หลาย
คนคงตกตายใต้เงื้อมมือสุดหฤโหดของหวงจั๋วกวงไปแล้ว
เมื่อหวงจั๋วกวงเริ่มคุ้นเคยกับการต่อสู้ระยะประชิดเช่นนี้ มันก็เริ่มตอบโต้ได้อย่าง
สะดวกดายมากขึ้น
มันพลันกระทืบเท้าอย่างดุดัน คนพุ่งลิ่วดุจกระสุนปืนใหญ่ โถมกระแทกใส่หลิ่วกุ้ยด้วย
ความเร็วอันน่าตระหนก หลิ่วกุ้ยแตกตื่นแต่ไม่ลนลาน กระบี่บินกระหน่ำแทงออกมา
เป็นห่าฝน สร้างม่านกระบี่ขวางอยู่เบื้องหน้า
แต่หวงจั๋วกวงพลันสะกิดเท้าวูบหนึ่ง ร่างเปลี่ยนทิศทาง พุ่งทะยานไปยังผู้อื่นในบัดดล
คนผู้นั้นกำลังพยายามช่วยเหลือหลิ่วกุ้ย คิดไม่ถึงว่าหวงจั๋วกวงจะเปลี่ยนมาพุ่งชนใส่
มันอย่างกะทันหัน มันยังไม่ทันได้มีเวลาตอบโต้ หวงจั๋วกวงก็โถมเข้ามาถึงตรงหน้า
คนผู้นั้นดวงตาทอแววหวาดหวั่นสุดระงับ
แต่ชั่วพริบตาที่มันกำลังจะถูกหมอกทรายกลืนกิน ลำแสงกระบี่ขาวหิมะสายหนึ่ง ทิ่ม
แทงใส่หวงจั๋วกวงอย่างแยบคาย
กระบี่นี้ของเจิ้งจงจู่โจมได้เหมาะเจาะพอดีถึงที่สุด หวงจั๋วกวงยังคงระมัดระวังเจิ้งจง
อยู่ตลอดเวลา พอกระบี่นี้วาบขึ้น มันก็ดีดร่างไปอีกทางหนึ่ง ฉากหลบจากลำแสง
กระบี่ เจิ้งจงยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจโล่งอก ทันใดนั้นประกายกระบี่สายหนึ่งวาบขึ้น
เหนือศีรษะของศิษย์น้องผู้นั้น แต่แล้วพลันเกิดระเบิดเปรี้ยง กระบี่อันน่ากลัวนั้นหาย
วับไป
สายตาของหวงจั๋วกวงพลันหันไปมองจั่วม่อ มันคิดไม่ถึงว่ากระทั่งการโจมตีของกระบี่
ที่ซ่อนเร้นเอาไว้เป็นอย่างดี จั่วม่อยังสามารถค้นพบได้
จั่วม่อชมดูมาถึงตอนนี้ ต้องลอบสั่นศีรษะ การร่วมมือประสานงานของคนกลุ่มนี้เทียบ
กับกองกำลังของแม่นางน้อยแล้ว เรียกได้ว่าย่ำแย่สุดทนดู ยังต่ำกว่าที่มันคาดการณ์
เอาไว้เสียอีก หากเมื่อครู่มันไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คนผู้นั้นคงศีรษะปลิวกระเด็นไป
แล้ว ในความอับจนหนทาง มันได้แต่ร้องบอก “ทุกคนขึ้นไปบนท้องฟั้าให้หมด ให้พี่
เจิ้งรับมือมันแต่เพียงผู้เดียว”
หลิ่วกุ้ยกับพวกเผยสีหน้าลังเล แต่เจิ้งจงสำทับอย่างไม่ลังเล “เชื่อฟังมัน!”
ทุกคนทะยานขึ้นไปบนฟั้าทันที ปล่อยให้หุบเขากลายเป็นว่างเปล่า เหลือเพียงเจิ้งจง
กับจั่วม่อเผชิญหน้ากับหวงจั๋วกวง หวงจั๋วกวงความเชื่อมั่นเพิ่มพูนขึ้นทันที กล่าว
พลางหัวร่อ “พวกเจ้าทั้งสองเข้ามาพร้อมกันเถอะ!”
จั่วม่อกลับไม่สะทกสะท้าน “เหล่าเจิ้ง ใช้กระบี่บินของเจ้า”
กล่าวยังไม่ทันจบประโยค ชั้นแสงสีเทาจางๆ พลันปรากฏขึ้นบนดวงตาของมัน เนตร
ปราณ! จั่วม่อยกมือกรีดวาดกระบวนท่าสายฟั้าแกร่งภูตหยาง แต่เปั้าหมายของมัน
กลับไม่ใช่หวงจั๋วกวง ทว่าเป็นพื้นที่ว่างเหนือศีรษะหวงจั๋วกวง
ซี่ เปรี้ยง!
กระบี่บินเผยรูปลักษณ์แท้จริงออกมา เส้นสายฟั้านับไม่ถ้วนแลบปลาบปลาบบนตัว
กระบี่ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน กระบี่บินสั่นระริกไม่หยุด
“เจ้ากล้าทำลายกระบี่บินของข้า!” หวงจั๋วกวงบันดาลโทสะ โถมทะยานเข้าหาจั่วม่ออ
ย่างเกรี้ยวกราด
เจิ้งจงเข้าใจแผนการของจั่วม่อในทันที มันสะบัดมือ ปราณกระบี่สีขาวเงินมากมาย
เปล่งแสงวาบ จู่โจมใส่แผ่นหลังของหวงจั๋วกวงจากแง่มุมอันแยบคาย กระบี่บินของ
เจิ้งจงเป็นระดับสี่เช่นกัน ย่อมไม่เกรงกลัวหมอกทรายจากเกราะปราณของหวงจั๋วกวง
หุบเขาเมื่อไม่มีผู้คน มันไม่ต้องกังวลว่าจะพลั้งมือทำร้ายเหล่าสหายของมันอีก จึงลง
มืออย่างเต็มที่ ลำแสงกระบี่พวยพุ่งออกจากมือไม่ขาดสาย
ในการต่อสู้ระยะประชิด ควบคุมกระบี่บินจู่โจมจากระยะไกล มิสู้ถือกระบี่อยู่ในมือ
หวงจั๋วกวงย่อมมิอาจต้านรับการโจมตีสุดกำลังของหนิงม่ายขั้นสามตรงๆ ถลันหลบ
ปราณกระบี่อย่างทุลักทุเล พยายามเรียกกระบี่ถามฟั้ากลับมาอย่างจนปัญญา
จั่วม่อไหนเลยจะแยแสสนใจมัน ยังคงใช้สายฟั้าแกร่งภูตหยางโจมตีใส่กระบี่บินอัน
พิเศษเฉพาะของหวงจั๋วกวง ราวกับว่ากระบี่เล่มนี้ไม่ใช่ยอดกระบี่อันล้ำค่า!
กระบี่ถามฟั้าหลอมสร้างจากแก่นสารของวิญญาณเมฆ สังกัดทั้งธาตุน้ำและหยินหยุ่น
เยือก ส่วนสายฟั้าแกร่งภูตหยางนั้นสุดหยางสุดแกร่งกร้าว ย่อมเป็นดาวข่มของกระบี่
ถามฟั้าโดยเฉพาะ หลังจากทนทุกข์ทรมานภายใต้พลังสุดหฤโหดของสายฟั้าแกร่งร่วม
ยี่สิบครั้ง กระบี่ที่น่าสมเพชในที่สุดก็หยุดสั่น ร่วงลงฟาดพื้นราวกับเศษเหล็กธรรมดา
ชิ้นหนึ่ง นอนเงียบอยู่เช่นนั้น ไม่ไหวติงอีกเลย
ผู้ที่มความรู้อยู่บ้างย่อมทราบทันที ว่ากระบี่บินเล่มนี้ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง หลายคน
ที่ชมดูอยู่กลางอากาศถึงกับถอนใจเฮือกอย่างพร้อมเพรียง กระบี่บินที่ดีเช่นนี้! นี่เป็น
กระบี่บินระดับสี่! ต้องมาถูกทำลายลงเช่นนี้… …
เห็นกระบี่บินสุดรักของมันสิ้นชีพไปต่อหน้าต่อหน้า หวงจั๋วกวงคลุ้มคลั่งอย่างสมบูรณ์
ห่วงทองแดงรัดผมแตกระเบิดอย่างเฉียบพลัน ผมเผ้าลุกชี้ชัน
สองตาของมันแดงฉาน แผดเสียงตวาดสะท้านฟั้าสะเทือนดิน “ตาย!”
พลังปราณทั้งร่างถูกเร่งเร้าในบัดดล หวงจั๋วกวงประดุจราชสีห์คลั่ง สูญเสียเหตุผลทั้ง
มวล โถมเข้าหาจั่วม่ออย่างดุดัน เพียะ เพียะ เพียะ! ปราณกระบี่สีขาวเงินกระหน่ำ
แทงใส่ร่างมันไม่ขาดสาย มันกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ยังคงทะยานลิ่วเข้าหาจั่วม่อไม่
หยุดยั้ง
บึม เกราะปราณฝืนสวรรค์แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หมอกทรายหายวับไป
ทันที
แต่ในชั่วพริบตานั้น หวงจั๋วกวงผู้ฟันเฟือนก็โถมเข้ามาถึงตรงหน้าจั่วม่อ
สิ่งที่ต้อนรับมันเป็นหมัดกระจกแก้วอันวิจิตรพิสดารข้างหนึ่ง แม้ว่าจะเดือดดาลจน
แทบเสียสติ หวงจั๋วกวงยังคงมีสัญชาตญานการต่อสู้อยู่เต็มเปียม มือขวาพลันประกบ
ดรรชนีเป็นกระบี่ เจตจำนงกระบี่ระเบิดวาบออกมา!
เมื่อไม่มีกระบี่บิน ความร้ายกาจของเจตจำนงกระบี่ก็ลดน้อยลงหลายเท่า แต่มัน
จัดเรียงเจตจำนงกระบี่เจ็ดสายเข้าด้วยกัน เพียงเพื่อทำลายกำปันกระจกแก้วนี้ใน
คราวเดียว
เปรี้ยง!
ท่ามกลางสะเก็ดแสงระเบิดกระจาย ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝั่ายหดแคบลง เหลือ
เพียงสามจั้ง!
หวงจั๋วกวงดวงตาสาดประกายสีเลือดเจิดจ้า ทันใดนั้นเท้าซ้ายกระทืบใส่พื้นอย่าง
เกรี้ยวกราด คนพุ่งวาบดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง เท้าขวาดีดขึ้น เตะใส่จั่วม่ออย่างเกรี้ยว
กราด!
ที่ปลายเท้า หัวพยัคฆ์ขาวดวงตาเปล่งแสงวาบ แผดเสียงคำรามกระชากขวัญวิญญาณ
ออกมา
ค่ายกลทักษะยุทธ์ของรองเท้าหัวพยัคฆ์เนตรทมิฬ …พยัคฆ์คำรน!
หมัดที่ปกคลุมด้วยลำแสงเหลือคณานับ ชกสวนเข้าใส่หน้าผากพยัคฆ์ขาวอย่างหัก
โหม!