สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 277 ตรวจพบ
ภูเขาสุญตา
มู่ซีผุดลุกขึ้นอย่างฉับพลัน “อะไรนะ? ดาวพร่างกลางทิวาปรากฏขึ้นในอาณาจักร
ขุนเขาน้อย?”
“ใช่แล้วต้าเหริน!” บุรุษกลางคนตอบทันควัน สีหน้างุนงงอยู่บ้าง “แต่พวกเราเห็นได้
ชัดว่าได้สำรวจตรวจค้นมาตลอดทาง เป็นไปไม่ได้ที่จะผิดพลาด”
มู่ซีโบกมือตัดบท “นั่นไม่ใช่เรื่องลึกลับอันใด หากต้าเหรินท่านนั้นไม่ต้องการพบเรา
มันย่อมมีวิธีการมากมายที่สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจค้นของเรา”
นางจมลงไปในห้วงความคิด หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ค่อยเงยหน้าขึ้นกล่าว “ดาวพร่าง
กลางทิวาเกิดขึ้นที่นี่และอาณาจักรขุนเขาน้อย ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตงใช้ทุกสิ่งที่เรา
มี ลองค้นหามาให้ได้ว่ามีผู้ใดในสำนักกระบี่สุญตาที่ไม่ได้โยกย้ายไปยังอาณาจักรคลื่น
เรืองรอง แล้วแจ้งเตือนยังไปต้าเหรินท่านอื่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย นอกจากนี้
แจ้งไปยังหน่วยสอดแนมของเราในอาณาจักรขุนเขาน้อย ให้มุ่งเปั้าไปยังซิวเจ่อที่
หลบหนีออกไปจากอาณาจักรนภาจันทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยเป็นศิษย์ของ
สำนักกระบี่สุญตา!”
บุรุษกลางคนกล่าวแย้งว่า “ในอาณาจักรขุนเขาน้อยเราไม่ได้ทิ้งคนไว้มากนักก”
“เช่นนั้นก็ส่งไปอีก” มู่ซีกล่าวอย่างเฉียบขาด “ส่งทหารสามร้อยคนไปยังอาณาจักร
ขุนเขาน้อยในทันที มุ่งเน้นไปที่เรื่องนี้เท่านั้น ข่าวสารนี้ให้รายงานไปยังสภาผู้อาวุโส
ในบัดดล เตือนไปว่าสมควรให้กองทัพหนุนเร่งรุดมาข้างหน้า เข้ายึดอาณาจักรขุนเขา
น้อยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
“ขอรับ!” บุรุษกลางคนรับคำอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
หลังจากนั้นไม่นานนัก ทัพอสูรสามร้อยคนเร่งเหินบินออกไปอย่างร้อนรน บรรยากาศ
ของภูเขาสุญตากลายเป็นเขม็งตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม กระทั่งมู่ซียังคิดไม่ถึง ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกบดานอยู่ภายใต้ฝั่าเท้าของนาง
นี่เอง
“พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เป็นกองกำลังยอดฝีมือสามร้อยคน ดูจากทิศทาง สมควร
มุ่งหน้าไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย” บุรุษหนุ่มคิ้วกระบี่ผู้หนึ่งกล่าวรายงานอย่าง
รวดเร็ว
เบื้องหน้าคนผู้นี้คือหลินเชียน ส่วนบุคคลที่ยืนอยู่ข้างกายหลินเชียน กลับเป็นเหวย
เสิ้ง!
“อาณาจักรขุนเขาน้อย?” หลินเชียนดวงตาทอแววครุ่นคิด “แสดงว่าพวกมันพบ
เบาะแสบางอย่างในอาณาจักรขุนเขาน้อยหรือ? พี่เหวย ศิษย์น้องของเจ้าที่ไปยังด้าน
อาณาจักรขุนเขาน้อยมีกี่คน?”
เหวยเสิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังคงตอบไปตามความสัตย์ “มีแต่พวกศิษย์น้องจั่ว
เท่านั้น”
หลินเชียนดวงตาทอแววประหลาด พึมพำกับตัวเองว่า “ที่แท้สายตาข้าผิดพลาดไป
หรอกหรือ?”
เหวยเสิ้งไม่ตอบคำ อารมณ์กลายเป็นอึดอัดขัดข้องอยู่บ้าง ตอนนี้พวกมันอยู่ในถ้ำ
กระบี่ซึ่งเหวยเสิ้งเคยเข้ามาฝึกฝีมือ มันคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็นอย่างยิ่ง ผู้ใดจะ
คาดคิดว่ามีกองกำลังชั้นยอดแอบซ่อนอยู่ที่นี่ ภายใต้จมูกกองทัพอสูรของมู่ซี!
นี่เป็นกองกำลังที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เหวยเสิ้งเคยพบเห็นมา! พวกมันเห็นได้ชัดว่าผ่าน
การฝึกอบรมอย่างเข้มงวด มีความอดทนอดกลั้นอย่างน่ากลัว สิ่งที่ทำให้เหวยเสิ้งตื่น
ตระหนกมากที่สุด คือพลังฝีมือของคนเหล่านี้ พวกมันส่วนใหญ่อายุไม่ต่างจากมัน ที่
สูงวัยที่สุดก็ไม่เกินหกสิบปี แต่ทุกคนล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรด่านหนิงม่าย แต่ละคน
อ่อนแอกว่ามันไม่มากนัก อาจกล่าวว่าพอๆ กับศิษย์น้องหลัวหลี ในสำนักเล็กๆ อาศัย
พลังบำเพ็ญเพียรระดับนี้ สามารถกลายเป็นศิษย์เอกได้อย่างง่ายดาย แต่ที่นี่พวกมัน
เป็นเพียงไพร่พลธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น!
และคนเช่นนี้ มีจำนวนถึงแปดร้อยคน! เหวยเสิ้งคาดคำนวณไม่ถูก ว่าต้องเป็นพลัง
อำนาจระดับใด จึงสามารถให้กำเนิดกองกำลังอันร้ายกาจเช่นนี้ได้!
ในใจมัน ตัวตนของหลินเชียนกลายเป็นลี้ลับกว่าเดิม คนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเคารพ
เทิดทูนหลินเชียนจากก้นบึ้งของหัวใจ มันเชื่อแน่ว่าหากหลินเชียนประสบอันตรายใด
ยกเว้นแต่ตัวมันเอง ทุกคนที่นี่ล้วนยินดีสละชีวิตเพื่อปกปั้องหลินเชียน
แต่ไม่ว่าหลินเชียนจะทรงอำนาจสักเท่าใด เหวยเสิ้งยังคงไม่ชอบหน้ามัน เนื่องเพราะ
หลินเชียนสงสัยสำนักกระบี่สุญตา แม้ว่าสำนักจะโยกย้ายไปลงหลักปักฐานใน
อาณาจักรคลื่นเรืองรองแล้ว แต่เหวยเสิ้งยังเต็มไปด้วยความผูกพันอย่างลึกล้ำกับทุก
สิ่งของภูเขาสุญตา
กับการหายตัวไปของศิษย์น้องจั่วม่อ มันไม่เอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ ยังคงรักษาความ
เงียบของมันเอาไว้เสมอ มันกับจั่วม่อมีความรู้สึกอันลึกซึ้ง การกระทำของสำนัก
แม้ว่ามันสามารถเข้าใจได้ แต่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสมบูรณ์ สำนักในยามนี้ใหญ่โต
กว่าเดิมมาก แต่รสชาติไม่เหมือนเดิมอีก ไม่ใช่แค่มันผู้เดียว กระทั่งหลัวหลีกับเสี่ยวกั่ว
ก็ปิดปากแน่นสนิท รักษาความเงียบของพวกมันเอาไว้เช่นกัน
เกาะแมกไม้รกร้างถูกกองทัพอสูรจู่โจมทำลายจนสิ้นซาก โอกาสที่ศิษย์น้องจะรอด
ชีวิตก็เลือนรางยิ่ง
เหวยเสิ้งไม่ยินดีนำหลินเชียนกับกองกำลังของมันเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในถ้ำกระบี่ แต่นี่
เป็นคำสั่งของท่านเจ้าสำนัก มันได้แต่น้อมรับ มันตัดสินแค่เฝั้าดู มันคุ้นเคยกับทุก
ต้นไม้ใบหญ้าก้อนหินของสำนักกระบี่สุญตาเดิม ไม่พบสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ กองทัพอสูรกลับมายังภูเขาสุญตา และตั้งค่ายทัพอยู่ที่นี่
เหวยเสิ้งขบคิดพลางก้มหน้าลง จู่ๆ มันก็คิดว่าหากปัญหาอยู่ที่ศิษย์น้องจั่วกับพวกจริง
นี่กลับไม่ใช่เรื่องไม่ดี อย่างน้อยนั่นก็หมายความว่าศิษย์น้องจั่วยังมีชีวิตอยู่ คิดได้เช่นนี้
หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นค่อยคลายลง
ในเขตแดนลับแห่งหนึ่งในอาณาจักรนภาจันทร์ ฟูั่ฟงฟังคำรายงานจาก
ผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อนทวนคำเสียงหนัก “อาณาจักรขุนเขาน้อยเช่นนั้นหรือ?”
หลังจากนั้นสักครู่ ค่อยสั่นศีรษะ กล่าวว่า “จับตาดูต่อไป”
จั่วม่อหดหู่ใจยิ่ง หดหู่จนมิอาจบรรยายเป็นถ้อยคำ นกโง่เวลานี้ครอบครองความเร็ว
อันสูงส่งสุดยอด บัดเดี๋ยวแสร้งบินล่อเข้ามาใกล้ บัดเดี๋ยวหายวับไปอยู่ห่างไกล ดวงตา
ของนางไม่ต้องสงสัยเลยว่า เผยแววของตัวเลวร้ายที่กลายเป็นมีพลังอำนาจออกมา
อย่างเต็มที่
โอ้อวด อวดโอ่โอหังยิ่ง!
จั่วม่อขบกรามแน่น หลายครั้งหลายหนที่มันคิดตวัดมือยิงสายฟั้าแกร่งภูตหยางใส่นก
โง่ มันรู้เช่นเห็นชาติเจ้านกตัวร้ายนี้อย่างชัดแจ้ง ปกตินางก็หยิ่งผยองอยู่แล้ว ยามนี้
เมื่อครอบครองความเร็วอันไร้คู่เปรียบ นางยิ่งเลวร้ายจนสุดบรรยาย
จะให้มันทานทนรับไว้ได้อย่างไร!
ยังไม่ทันจะมีความคิดอันใด จากด้านหลัง มันได้ยินเจิ้งจงกล่าวชมเชยไม่ขาดปาก
“นกตัวนี้น่าอัศจรรย์จริงๆ! รวดเร็วดุจสายฟั้า ยากพบพาน ยากพบพานอย่าง
แท้จริง!”
หลิ่วกุ้ยกับพวกรีบพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
จั่วม่อพอฟังแทบกระอักเลือดออกมา มันเหลือบมอง เห็นดวงตานกโง่ยิ่งผยองลำพอง
กว่าเดิม ขนนกสีเทาบนหางของนางยกชี้ชันขึ้นฟั้า
เกอในที่สุดก็ทราบแล้วว่าไฉนพวกเจ้ามีชีวิตอย่างยากลำบาก พวกเจ้าไม่มีดวงตาที่ดี!
จั่วม่อไม่แยแสสนใจพวกมัน มีซิวเจ่อสิบแปดคนตัดสินใจติดตามมันมา ส่วนคนที่เหลือ
แยกย้ายกันไป จั่วม่อก็ไม่คิดรั้งตัวพวกมันเอาไว้ ในบรรดาคนทั้งหมด นอกจากเจิ้งจง
ที่มันคิดว่าพอมีฝีมืออยู่ท่าสองท่า พลังฝีมือของคนอื่นๆ ก็อยู่ในระดับสามัญธรรมดา
เท่านั้น
มันไม่ได้ตระหนักว่าสายตาของมันกลายเป็นมองสูงขึ้นมาก
โดยเฉพาะศึกครั้งนี้ ทำให้สายตาของจั่วม่อกระจ่างชัดมากกว่าเดิม หากที่อยู่กับมัน
เป็นกลุ่มคนที่แม่นางน้อยฝึกอบรมขึ้นมา หากมันมีไพร่พลอยู่ด้วยแค่หนึ่งหมู่เท่านั้น
มันมั่นใจว่าสามารถเชือดหวงจั๋วกวงทิ้งได้อย่างง่ายดาย
หากคนกลุ่มนี้เผชิญหน้ากับไพร่พลจากค่ายจูเชวี่ย หนึ่งต่อหนึ่ง ทั้งสองฝั่ายอาจคู่คี่
ก้ำกึ่ง ห้าต่อห้า ค่ายจูเชวี่ยชนะขาดลอย สิบต่อสิบ นั่นไม่มีคุณค่าความหมายใดแล้ว
ร้อยต่อร้อย ค่ายจูเชวี่ยกระทั่งไม่สูญเสียแม้แต่คนเดียวด้วยซ้ำ
ฟังว่าเวลานี้ค่ายจูเชวี่ยกำลังทดสอบกลยุทธ์ใหม่ๆ ทำให้ผู้คนรู้สึกคาดหวังจริงๆ ศิษย์
น้องกงซุนยิ่งมายิ่งแสดงบทบาทของตนได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งมายิ่งเหนือล้ำขึ้นทุกขณะ
สตรีซิวเจ่อบินเคียงข้างมันอย่างเงียบเชียบ เจิ้งจงกับพวกแม้รู้สึกว่านางแปลก
ประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดหวาดกลัวนาง ทว่านกโง่กลับหวั่นเกรงสตรีนางนี้เป็น
อย่างยิ่ง แม้ว่านางจะคอยวนมาอวดโอ่และเย้าแหย่จั่วม่อไม่หยุดยั้ง แต่กลับไม่กล้า
เฉียดกรายเข้าใกล้สตรีซิวเจ่อแม้แต่น้อย
จั่วม่อเหลือบมองสตรีข้างกาย แล้วทอดถอนคราหนึ่ง แม้ว่ามองผิวเผินสตรีซิวเจ่อดู
ปกติดี แต่อันที่จริง เวลานี้ร่างกายนางได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย
เมื่อมันกลับไปยังถ้ำที่ซุกซ่อนสตรีซิวเจ่อเอาไว้ นางยังคงนั่งเข้าฌานในสภาพเดิม
จั่วม่อฉวยโอกาสตรวจสอบร่างกายนาง และพบว่าเรื่องราวยังแปลกประหลาดกว่าที่
มันคิด ร่างกายของนางเสียหายรุนแรงกว่าเดิม แต่พลังสีม่วงอันพิสดารในร่างกายนาง
กลับยิ่งทวีพลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
นี่เป็นสถานการณ์ที่จั่วม่อรู้สึกไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิง
พลังสีม่วงนี้ราวกับใยเหนียว ยึดโยงทุกส่วนของร่างกายนางไว้ด้วยกัน ที่จริงร่างกาย
นางแยกออกเป็นชิ้นๆ แล้ว เหตุผลเดียวที่ยังไม่แตกสลาย เนื่องพลังพลังสีม่วงขุมนี้เอง
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อค้นพบว่ายิ่งร่างกายของนางถูกทำลายเท่าใด พลังสีม่วงยิ่ง
เข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น และยึดโยงร่างกายของนางไว้อย่างแนบแน่น เป็นผลให้นาง
ไม่ได้ระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างที่ควรจะเป็น
วิชาอันชั่วร้าย!
นอกเหนือจากประโยคนี้ จั่วม่อก็ไม่ทราบจะอธิบายเรื่องนี้ด้วยถ้อยคำใดแล้ว
“เหล่าปั่าน ดินแดนของเราอยู่ที่ใด?” หลิ่วกุ้ยถามอย่างระมัดระวัง
“ภูเขาดาวสวรรค์” จั่วม่อตอบอย่างใจลอย
หลิ่วกุ้ยสะท้านขึ้นทั้งร่าง “ภูเขาดาวสวรรค์? บริเวณนั้นมีกองกำลังอันเข้มแข็ง
มากมาย!”
“อ้อ” ยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับสตรีซิวเจ่อ จั่วม่อตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ไม่มีแล้ว”
หลิ่วกุ้ยค่อยระงับใจสงบลง ดูจากตอนนี้ กองกำลังของเหล่าปั่านสมควรไม่ใช่ขนาด
เล็ก พวกมันพี่น้องมีข่าวสารมากมาย ในอดีตยังมีการคบหากับบางกองกำลังแถบ
ภูเขาดาวสวรรค์ คิดไม่ถึงว่าเหล่าปั่านกวาดล้างพวกมันทั้งหมดไปแล้ว
ในอาณาจักรขุนเขาน้อยอันกลายเป็นกลียุค ไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าการเข้าร่วมกอง
กำลังอันแข็งแกร่ง
หลิ่วกุ้ยหัวร่อฮี่ฮี่ แล้วกล่าวอย่างตื่นเต้นอยู่บ้าง “อาณาจักรขุนเขาน้อยเราต่อไปคง
วุ่นวายขึ้นอีก ฟังว่าเมืองหนานเสิ้งถูกผู้คนถล่มจนยับเยิน เวลานี้หวงจั๋วกวงยังถูกพวก
เราเชือดทิ้ง พรรคฟั้ากระจ่างจะต้องเดือดดาลยิ่ง อ๊า ทุกวันนี้ผู้คนช่างห้าวหาญนัก
พวกมันกระทั่งกล้าถล่มเมืองหนานเสิ้ง จุ๊ จุ๊ กลุ่มคนอันร้ายกาจ! ช่างน่านับถือเลื่อมใส
นัก!”
หลิ่วกุ้ยจุปาก สีหน้านับถือเลื่อมใสอย่างแท้จริง คนอื่นๆ ก็ล้วนรู้สึกเช่นเดียวกัน
จั่วม่อทำเสียงรับคำในลำคอ จากนั้นกล่าว “มีอันใดน่าชื่นชม เราเพียงแค่หยอกเย้า
พวกมันเล่นเท่านั้น”
รอบข้างเงียบกริบดุจปั่าช้าในบัดดล
หลิ่วกุ้ยแตกตื่นจนแทบพลัดตกลงจากท้องฟั้า พอตั้งสติได้ค่อยหันไปมองคนอื่น เห็น
ทั้งหมดล้วนอ้าปากค้าง เหม่อมองจั่วม่ออย่างโง่งม
จั่วม่อกลับมองพวกมันด้วยสายตาแปลกๆ “พวกเจ้าไฉนทำหน้าเช่นนั้น? เมืองหนาน
เสิ้งไม่ได้ยากจะโจมตีเหมือนที่พวกเจ้าคิดเสียหน่อย”
ทุกผู้คน ไม่เว้นแม้กระทั่งเจิ้งจง แทบไม่อาจดึงขวัญวิญญาณของตนกลับมาจาก
อาการตื่นตะลึงได้
เจิ้งจงตั้งสติได้เร็วที่สุด ตั้งแต่แรกมันก็คิดว่าจั่วม่อเป็นศิษย์สำนักใหญ่ นี่ดูเหมือนจะ
ยืนยันการคาดเดาของมันได้เป็นอย่างดี ในอาณาจักรขุนเขาน้อยปัจจุบัน ไม่เคยมีผู้ใด
ต่อต้านพรรคฟั้ากระจ่างอย่างเปิดเผยเช่นนี้
ทันใดนั้น จุดดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟั้า
จุดดำเล็กๆ เหล่านั้นเหินบินด้วยความเร็วสุดขีด เพียงอึดใจเดียวก็เข้ามาถึงระยะยี่สิบ
ลี้ พวกมันค่อยเห็นคนกลุ่มนั้นชัดตา นี่เป็นกลุ่มที่มีอยู่ราวๆ ยี่สิบคน
เจิ้งจงใจสั่นสะท้าน ดวงตาทอแววตื่นตะลึง ตวาดเสียงดังลั่น “ทุกคนระวัง!”
ซิวเจ่อยี่สิบกว่าคนพุ่งเข้ามาเร็วมาก แต่สิ่งที่ทำให้เจิ้งจงสะท้านใจมากที่สุด คือ
กระบวนทัพของอีกฝั่าย! เหินบินด้วยความเร็วสุดขีดเช่นนี้ กระบวนทัพค่ายกลของคน
กลุ่มนี้กลับไม่รวนเรแม้แต่น้อย ราวกับกระบี่คมกล้าตัดผ่านแผ่นน้ำแข็ง จากที่ห่างไกล
ปานนั้น มันยังสามารถรู้สึกถึงพลังสภาวะอันแหลมคมพุ่งเข้าปะทะหน้ามันอย่างจัง!
คนกลุ่มนั้นมุ่งตรงดิ่งมายังพวกมัน!
เจิ้งจงสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรงอีกครั้ง!
ในสายตาของมัน คนยี่สิบกว่าคนราวกับเป็นคนๆ เดียว พลังสภาวะของพวกมัน
จังหวะลมหายใจและพลังปราณ ถูกปรับให้สอดคล้องกันอย่างแนบเนียน ไม่มี
ข้อบกพร่องแม้แต่น้อย!
ทุกคนรู้สึกราวกับตกลงไปในหล่มน้ำแข็ง ไม่หลงเหลือความคิดต่อสู้ ความเชื่อมั่นของ
พวกมันถูกทำลาย อีกฝั่ายดิ่งเข้ามารวดเร็วดุจสายฟั้า ไม่มีเจตนาจะปกปิดตัวเอง
แม้แต่น้อย เสียงแหวกฝั่าอากาศดังกระหึ่มเป็นระลอกปานสายฟั้าคำรน เห็นได้ชัดว่า
เปั้าหมายคือพวกมันเอง!
บางคนหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด ทันใดนั้นแยกย้ายกันหลบหนี
จั่วม่อสีหน้าเปลี่ยนเป็นมืดมนอย่างฉับพลัน
อย่างไรก็ตาม คนที่หลบหนีไปมีเพียงห้าคนเท่านั้น อีกสิบสามคนที่เหลือยังอยู่เคียง
ข้างมัน
ร้ายกาจยิ่ง!
เจิ้งจงหัวใจเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง มันพยายามข่มความหวาดผวาในใจ มันแม้เป็น
ซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้นสาม แต่เผชิญกับการพุ่งจู่โจมของยี่สิบกว่าคนนี้ ความ
หวาดกลัวยังแผ่ซ่านขึ้นในใจตามสัญชาตญาณ
อย่างไรก็ตาม เจิ้งจงยังคงเคลื่อนกายเข้าขวางหน้าจั่วม่อ มันแม้ไม่สามารถเอาชัยคน
กลุ่มนี้ได้ แต่จะพยายามปกปั้องจั่วม่ออย่างสุดความสามารถ หาทางหลบหนีไป
ด้วยกัน
คาดไม่ถึง กลุ่มคนยี่สิบกว่าคนพลันชะลอความเร็วลง แล้วหยุดยั้งลงอย่างกะทันหัน
ตรงหน้าพวกมัน
“เหล่าปั่าน!” คนที่อยู่ด้านหน้าสุดตะโกนอย่างปลาบปลื้มยินดี คนอื่นๆ ในกลุ่มแม้ไม่
กล่าววาจา แต่ล้วนมีสีหน้าเบิกบานใจ
พวกเจิ้งจงชั่วพริบตานั้น รู้สึกราวกับพุ่งจากนรกขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในทันที แต่ยังไม่ทัน
จะได้รู้สึกยินดี เสียงต่ำลึกและเย็นเยียบของจั่วม่อพลันดังเข้าหู
“ห้าคนที่หลบหนี ฆ่าทิ้งให้หมด!”
เจิ้งจงกับพวกที่เหลือสะท้านขึ้นทั้งร่าง แต่ไม่มีผู้ใดร้องขอความเมตตาแทนคน
เหล่านั้น เห็นประกายเย็นชาในดวงตาจั่วม่อ พวกมันทั้งเคารพทั้งยำเกรงจนสุดขั้ว
หัวใจ