สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 278 หอสำนักนอกคลั่ง
สองสามวันมานี้เว่ยเฉิงปินเบิกบานใจยิ่ง เนื่องเพราะเหล่าปั่านกลับมาแล้ว ไม่ใช่
แค่มันคนเดียว ใบหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานเหมือนดวงอาทิตย์ น่า
ประหลาดแท้ ไม่ว่าจะเป็นพลังฝีมือหรือทักษะบัญชาการ เหล่าปั่านก็ไม่ใช่คนที่
แข็งแกร่งที่สุดในกองกำลัง แต่กลับเป็นเหมือนเสาหลักที่คอยค้ำจุนผู้คนทั้งหมด
ไม่กี่วันที่เหล่าปั่านไม่อยู่ ทุกคนในเมืองอีกาทองคำพากันหวาดวิตก ราวกับว่าพวกมัน
สูญเสียจิตวิญญาณ
เว่ยเฉิงปินแม้ทราบว่าเมื่อกงซุนต้าเหรินนั่งประจำอยู่ในเมือง เมืองอีกาทองคำย่อมไม่
มีเรื่องใด แต่ในใจมันยังปกคลุมด้วยชั้นหมอกควันมืดทะมึน โชคดีที่ในที่สุดเหล่าปั่าน
ก็กลับมา เมฆหมอกมืดมัวในหัวใจของพวกมันค่อยสลายไป ทุกผู้คนเชื่อมั่นอย่างแน่น
แฟั้น ว่าตราบเท่าที่เหล่าปั่านอยู่ที่นี่ ต่อให้ฟั้าถล่มลงมา มันยังมีปัญญาค้ำยันเอาไว้
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฝีมือหลอมสร้างของเว่ยเฉิงปินรุดหน้าอย่างรวดเร็วดุจติด
ปีกบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือหลอมสร้างวัตถุขนาดเล็ก กระทั่งปรมาจารย์จี๋เหว่ยยัง
ต้องยกย่องชื่นชมอยู่บ่อยครั้ง ภายในระยะเวลาอันสั้น มันก็กลายเป็นสมบัติล้ำค่าของ
สถานที่นี้ เหล่าปรมาจารย์หลอมสร้างที่มันมักคบหาสมาคมด้วย โดยเฉพาะ
ปรมาจารย์จี๋เหว่ยกับปรมาจารย์ซุนเปั่า เหล่าคนผู้มีฝีมือสูงส่ง ล้วนฟูมฟักดูแลมันเป็น
อย่างดี ไม่เคยตระหนี่คำชี้แนะแม้แต่ครึ่งคำ
คนผู้เดียวที่มันไม่ชมชอบเจรจาด้วยคือเปาอี้
เจ้าไม้ไผ่ผอมผู้นี้เขี้ยวลากดินเป็นที่สุด ต้องการหยิบฉวยวัตถุดิบบางอย่างจากมือของ
มัน ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย
กระทั่งปรมาจารย์จี๋เหว่ยกับปรมาจารย์ซุนเปั่ายังไม่ค่อยชมชอบเจรจากับเปาอี้ ดังนั้น
ภาระนี้จึงตกลงบนศีรษะของเว่ยเฉิงปิน ไม่มีทางอื่นเลย มันได้แต่ปลุกปลอบกำลัง
ขวัญรุดเข้าประจัญบานเท่านั้น การเจรจาแต่ละครั้งเป็นการสู้รบที่รุนแรงและน่า
สยดสยอง!
แต่วันนี้ เปาอี้กลับยิ้มแย้มแจ่มใสและว่าง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ดูเหมือนว่าการที่เหล่า
ปั่านกลับมา กระทั่งไม้ไผ่ผอมก็เบิกบานใจเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
ตรงกันข้ามกับบรรยากาศยินดีปรีดาของเมืองอีกาทองคำ ทุกคนในหอสำนักนอกกลับ
หน้าเขียวคล้ำเหมือนซากศพ
“ว่ากระไร? หวงต้าเหรินถูกฆ่าตาย?” เฮ่อเสียงริมฝีปากสั่นระริก มือเท้าเย็นเฉียบ
“ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว” ซิวเจ่อที่นำข่าวมาบอกก็สุ้มเสียงสั่นสะท้านเช่นเดียวกัน
“หวงต้าเหรินกับพวกกำลังค้นหาเขตแดนลับ อีกฝั่ายลอบวางแผนมาตั้งแต่แรก
สุดท้ายถูกฝั่ายตรงข้ามหลายคนล้อมสังหาร”
“เป็นไปไม่ได้!” เฮ่อเสียงตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด “หวงต้าเหรินจะถูกล้อมฆ่าง่ายๆ
ได้อย่างไร? แล้วคนอื่นไปไหนกันหมด?”
“พวกมัน… … พวกมันล้วนถูกฆ่าตาย! ศิษย์ฝั่ายในยี่สิบกว่าคน… …ไม่มีผู้ใดเหลือ
รอด…”
ปัง เฮ่อเสียงแข้งขาอ่อนปวกเปียก กระแทกนั่งลงบนเก้าอี้อย่างรุนแรง ใบหน้าเต็มไป
ด้วยความสิ้นหวัง ผู้อาวุโสทั้งหมดยามนี้หน้าซีดเผือด ไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย
พวกมันล้วนทราบกระจ่าง เรื่องนี้ใหญ่โตเกินไป ใหญ่โตเสียจนไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้
อีก!
เมื่อถึงเวลา หอสำนักนอกทั้งหมดจะเผชิญกับโทสะของบรรพชนฟั้ากระจ่าง ไม่ใช่
ต้องกล่าวว่าอาณาจักรขุนเขาน้อยทั้งหมด จะต้องเผชิญกับโทสะของบรรพชนฟั้า
กระจ่าง!
เฮ่อเสียงพลันสติแจ่มใสขึ้นมา มันดูเหมือนไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้าย ทันใดนั้นแทบ
กระโดดลุกขึ้นถาม “ผู้ใด? เป็นฝีมือผู้ใด?”
“ผู้น้อยกำลังสืบสวน… …”
“สืบสวนผายลมมารดาเจ้า!” เฮ่อเสียงตาแดงฉาน ระเบิดโทสะออกมาอย่างดุเดือด
“หากคนเหล่านี้ไม่ยอมให้เรามีชีวิตอยู่ เราก็จะไม่ปล่อยให้พวกมันมีชีวิตรอดเช่นกัน!”
มันสูดลมหายใจลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ ค่อยๆ สงบใจลงทีละน้อย จากนั้นเหลือบ
ตามองเหล่าผู้อาวุโสที่พากันจมอยู่ในความสิ้นหวัง กล่าวอย่างบ้าดีเดือดว่า “เราเหลือ
หนทางเดียวเท่านั้น”
ผู้คนเงยหน้าขึ้นอย่างเซื่องซึม พวกมันไม่อาจนึกหาหนทางใดได้เลยจริงๆ
“เราต้องหาตัวฆาตรกรที่ฆ่าหวงต้าเหริน มอบพวกมันให้ท่านบรรพชนระบายแค้น
อาจช่วยบรรเทาไฟโทสะของท่านบรรพชนได้บ้าง” เฮ่อเสียงกล่าวเสียงต่ำเบา “คราว
นี้เราจะอยู่รอดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในครั้งนี้ ใช้การกระทำแทนการ
ร้องขอความเมตตา!”
หลายคนมีสีหน้ากังขา เรื่องครั้งนี้ร้ายแรงเกินไป พวกมันไม่เชื่อว่าบรรพชนฟั้ากระจ่าง
จะยกโทษให้แก่พวกมัน แม้ว่าจะจับตัวฆาตกรได้ก็ตาม
“นี่เป็นโอกาสเดียวที่พวกเรามี!” เฮ่อเสียงสำทับด้วยสุ้มเสียงเด็ดเดี่ยว จากนั้นเสริม
อีกประโยคอย่างมีความนัย “ท่านบรรพชนยังคงต้องการผู้คนช่วยดูแลกิจการ! ขอ
เพียงพวกเราทำให้ท่านบรรพชนเห็นว่าเรายังมีความสามารถ ความหวังในการรอด
ชีวิตของเราจะมากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง”
ทุกผู้คนเริ่มคึกคักขึ้นมาบ้าง แม้ว่าพวกมันจะไม่เชื่อ แต่เฮ่อเสียงกล่าวไม่ผิด นี่เป็น
โอกาสเดียวของพวกมัน
พวกมันไม่มีหนทางใดให้หลบหนี
พลังอำนาจทั้งมวลของหอสำนักนอกรวมตัวกันอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสทุกคนกับ
ซิวเจ่อทั้งหมด ล้วนถูกส่งออกไปพร้อมกัน
เฮ่อเสียงตัดสินใจใช้วิธีการที่ทื่อด้านและโง่เขลาที่สุด นั่นคือไล่กวาดล้างไปทีละกอง
กำลัง มันจึงไม่เชื่อว่าจะไม่พบตัวฆาตรกร!
อาณาจักรขุนเขาน้อยเริ่มเดือดพล่านอีกครา!
เสร็จสิ้นเรื่องราวของนกโง่ จั่วม่อกลับไปสร้างเมืองของมันต่อ หวงจั๋วกวงถูกสังหาร
บรรยากาศของอาณาจักรขุนเขาน้อยจะต้องเขม็งตึงเครียดกว่าเดิม สำหรับมันมีเวลา
เหลือไม่มากแล้ว โชคยังดี อาณาจักรขุนเขาน้อยแม้เป็นเพียงอาณาจักรขนาดเล็ก แต่
คิดเสาะหาคนผู้หนึ่ง ยังต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไม่น้อย
แต่จั่วม่อสังหรณ์ใจอยู่ลึกๆ ว่าเวลากระชั้นเข้ามาทุกขณะ มันเร่งมือก่อสร้างอย่างบ้า
คลั่ง
ถุ้ย จั่วม่อถ่มเศษดินออกจากปาก ทั่วร่างปกคลุมด้วยดินโคลน เห็นเพียงดวงตาคู่เดียว
มองไปยังอุโมงค์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ค่อยมีสีหน้าพออกพอใจ อุโมงค์เชื่อมต่อใต้เมือง
กับยอดเขาทั้งหกเมื่อแล้วเสร็จ งานที่เหลือก็คือการก่อตั้งค่ายกล
ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการขุดหลุม คือสิ่งนี้เป็นงานสำหรับเหล่าเซียนวรยุทธ์
อย่างแท้จริง หากไม่มีสังขารร่างกายที่แข็งแกร่งทรงพลัง ย่อมไม่อาจยืนหยัดได้จนถึง
ที่สุด เซียนกระบี่แม้มีพลังน่าอัศจรรย์ สามารถตัดยอดเขาได้ด้วยกระบี่เดียว แต่หาก
ให้เซียนกระบี่มาขุดอุโมงค์ นั่นเท่ากับให้พวกมันตาบอดแล้ว
นึกถึงขบวนค่ายกลขนาดมหึมาที่มันคิดเอาไว้ จั่วม่อรู้สึกว่าร่างกายเต็มไปด้วยกำลัง
วังชาไม่มีสิ้นสุด มันก้มหน้าก้มตา ทำงานต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ไม่พักผ่อน ไม่นอนหลับ จั่วม่อโหมทำงานมาสิบกว่าวัน ในที่สุดอุโมงค์ทั้งหมดก็ขุดจน
แล้วเสร็จในเวลานี้เอง
ในช่วงสิบกว่าวันมานี้ อาณาจักรขุนเขาน้อยโกลาหลวุ่นวายถึงที่สุด หอสำนักนอก
คล้ายเสียสติอย่างสมบูรณ์ พวกมันเที่ยวค้นหาไปทั่วทุกที่ กระทั่งตั้งรางวัลนำจับให้แก่
รายชื่อที่ต้องการมากที่สุด ผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเจิ้งจง หนิงม่ายขั้นสาม อีกหลายคนก็
ล้วนเป็นที่รู้จักไม่น้อย อย่างเช่นหลิ่วกุ้ย หนึ่งเดียวที่ไม่มีใครรู้จัก คือคนผิวคล้ำเป็นมัน
วาวที่อยู่ด้านบนสุดของรายชื่อ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่รู้จะหัวร่อหรือร่ำไห้ดี ก็คือมีนกอ
ยู่ในรายชื่อด้วย นกสีเทาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
หอสำนักนอกฟันเฟือนไปแล้ว? เมื่อได้รับรายชื่อเหล่านี้เป็นครั้งแรก หลายคนไม่เห็น
สำคัญ อย่างไรก็ตาม หอสำนักนอกใช้การเคลื่อนไหวตามหลังเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวก
มันไม่ได้ล้อเล่น
ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสิบกว่าวัน ห้ากองกำลังใหญ่ถูกล้างด้วยเลือด!
กองทัพของหอสำนักนอกไม่มีท่าทีว่าจะหยุดยั้ง ยังคงรุกคืบไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
พวกมันไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ล้วนราบคาบเป็นหน้ากลอง ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ
ในฉับพลันทันใด อาณาจักรขุนเขาน้อยกลายเป็นโกลาหลอลหม่านสุดบรรยาย
กองกำลังหลายฝั่ายพอเห็นสถานการณ์ไม่เข้าที เพื่อหลีกเลี่ยงไฟลามใส่ตัว รีบนำ
กำลังเข้าสวามิภักดิ์ต่อหอสำนักนอกทันที ส่วนกองกำลังที่ไม่เต็มใจเข้าสู่หอสำนักนอก
ได้แต่ล่าถอยไปเรื่อยๆ หอสำนักนอกเมื่อไม่เผชิญพบแรงต้านทาน ยิ่งรุกคืบไปรวดเร็ว
กว่าเดิม
ภายในไม่กี่วัน กองกำลังที่เพิ่งเข้าร่วมหอสำนักนอก ถูกแบ่งออกเป็นหอสาขาของหอ
สำนักนอกอย่างรวดเร็ว แต่ละหอสาขาล้วนประจำการอยู่ในพื้นที่ที่อุดมไปด้วยสายแร่
ด้วยเหตุนี้เอง ทุกผู้คนค่อยเข้าใจแผนการหนึ่งศรเกาฑัณฑ์สอยสองวิหคของหอสำนัก
นอก
ด้านหนึ่งล่าตัวฆาตรกร อีกด้านหนึ่งฉวยโอกาสกลืนกินอาณาจักรขุนเขาน้อยทั้งหมด
พวกมันไม่พึงใจกับเพียงแค่การเกาะกุมคอหอยของทุกฝั่ายเอาไว้ พวกมันต้องการ
ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่างหาก!
กงซุนชาพอได้รับข่าวนี้ ถึงกับรีบรุดไปหาจั่วม่อด้วยความร้อนรุ่ม
จั่วม่อพอฟังรายงานจากกงซุนชา ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวว่า “เราต้องกำจัดหอ
สำนักนอกเสียก่อน”
จากนั้นแยกแยะว่า “หอสำนักนอกนี้มีผู้คนมากมายเกินไปจริงๆ หากเราไม่ลิดรอน
กำลังของพวกมันทีละน้อย จะเป็นอันตรายอยู่บ้าง หากหอสำนักนอกยังมีอำนาจอยู่
เกรงว่าตาเฒ่าฟั้ากระจ่างจะยังคงไม่ยอมลงมือเอง อย่างนั้นไม่ว่าเราจะวางกับดักไว้ดี
เพียงใด ก็ไม่อาจยืนหยัดต้านทานกลยุทธ์คลื่นมนุษย์ได้ ทางที่ดีที่สุด คือหาโอกาสลง
มือลิดรอนกำลังของหอสำนักนอกไปเรื่อยๆ หากมีโอกาสทำลายมันได้ ก็ค่อยกวาด
ล้างให้สิ้นซาก ด้วยวิธีนี้ บรรพชนฟั้ากระจ่างจะไม่มีทางเลือกอื่น ย่อมต้องมาเสาะหา
เราเอง”
กงซุนชาผงกศีรษะรับ พวกมันมีโอกาสเพียงหนเดียวเท่านั้น หากพวกมันพลาด บรรพ
ชนฟั้ากระจ่างจะไม่โง่มาติดกับดักอีกเป็นครั้งที่สอง
“สามารถเอาชนะพวกมันได้หรือไม่?” จั่วม่อถามกงซุนชาอย่างห่วงกังวล ค่ายจูเชวี่ย
เวลานี้มีเพียงเจ็ดร้อยกว่าคน ค่ายตะวันออกกับค่ายตะวันตกมีสองพันคน แต่จั่วม่อ
ยังคงไม่แน่ใจในความสามารถทางการสู้รบของพวกมัน พลังของหอสำนักนอก
ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งหมื่นคน ความแตกต่างของ
จำนวนช่างมากมายเกินไปจริงๆ
กงซุนชายิ้มอย่างเหนียมอาย กล่าวว่า “เราสามารถทดลองดูได้”
เมื่อเข้าใจแนวทางของศิษย์พี่แล้ว กงซุนชาก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว มันไม่จำเป็นต้อง
กังวลเรื่องความปลอดภัยของเมืองอีกาทองคำ หอรบค่ายกลสงครามสามสิบหกแห่ง
เพียงพอสำหรับการปั้องกันตัวเอง มันนำค่ายจูเชวี่ยออกไปทันที ทิ้งค่ายตะวันตกกับ
ค่ายตะวันออกไว้เฝั้าระวัง และเมื่อถึงเวลา ทั้งสองค่ายนี้จะรับหน้าที่ควบคุมหอรบ
ค่ายกลสงครามอีกด้วย
สำหรับค่ายเว่ย กงซุนชาไม่เคยเหลือบมองแม้แต่แวบเดียว
ผู้ใดจะหวังพึ่งพากลุ่มทาสฝึกตนให้เป็นกำลังรบ?
การออกเดินทางของกงซุนชาเป็นไปอย่างเงียบเชียบ คนส่วนใหญ่ในเมืองอีกาทองคำ
ไม่ได้ระแคะระคายแม้แต่น้อย
จั่วม่อยังตระหนักถึงความตึงเครียดของสถานการณ์ มันตอบสนองทันควัน ออกคำสั่ง
อย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัว ภายในเมืองอีกาทองคำเริ่มมีบรรยากาศตึงเครียดอยู่บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่ายหลอมสร้าง ทุกคนสามารถรู้สึกถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่
ในอากาศ
ไม่กี่วันต่อมา ซิวเจ่อกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นใกล้เคียงกับเมืองอีกาทองคำ เมื่อครั้งที่
ค่ายจูเชวี่ยยังอยู่ในเมือง กงซุนชาจัดเวรยามคอยลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ปั้องกัน
ไม่ให้ผู้คนล่วงล้ำเข้าใกล้เมืองอีกาทองคำ เวลานี้เมื่อค่ายจูเชวี่ยออกปฏิบัติภารกิจ จึง
ไม่มีผู้ใดออกลาดตระเวนนอกเมืองอีก
เมื่อซิวเจ่อที่กำลังฝึกอยู่บนหอรบค่ายกลสงครามเห็นกลุ่มจุดดำปรากฏขึ้นที่ขอบฟั้า
พวกมันกลายเป็นตึงเครียดทันที รีบส่งสัญญาณเตือนภัยไปทั่วเมือง
เมืองอีกาทองคำเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อม ราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ!
“สวรรค์! มีเมืองอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” ซิวเจ่อที่ด้านหน้าใช้สายตาไม่อยากเชื่อ มอง
ไปยังเมืองน้อยบนยอดเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป
ไม่ใช่แค่มันผู้เดียว ทุกคนในกลุ่มก็เบิกตากว้าง มองไปยังเมืองน้อยแห่งนั้นด้วยสีหน้า
ตื่นตะลึง
ในเวลานี้เอง ลำแสงสายหนึ่งส่องลอดหมู่เมฆลงมาราวกับกระบี่แหลมคม ตกลงบน
เมืองอีกาทองคำ เมืองอีกาทองคำพลันสว่างเรืองรองด้วยแสงสีทองจางๆ
แสงสีทองจางๆ แผ่ซ่านกลิ่นอายของดวงอาทิตย์ กระทั่งอยู่ห่างออกมาถึงสิบลี้ ยังทำ
ให้ผู้คนใจสั่นหวั่นไหว
“ปาฏิหาริย์! นี่เป็นปาฏิหาริย์ชัดๆ!” ซิวเจ่อที่ด้านหน้ารำพึงกับตัวเอง
เมืองอีกาทองคำสร้างความสะท้านสะเทือนแก่พวกมันอย่างลึกล้ำ พวกมันไม่ยินดีละ
สายตาแม้แต่วูบเดียว แต่ละคนราวกับคนไร้วิญญาณ ค่อยๆ บินตรงไปข้างหน้าด้วยสี
หน้าเหม่อลอย
เมื่อพวกมันบินเข้าไปถึงระยะห่างจากเมืองราวสิบลี้ เมืองน้อยแห่งนี้ยิ่งกระจ่างชัดอยู่
ในสายตาของพวกมัน นี่เป็นเมืองแห่งแสงตะวัน! พวกมันไม่อาจจินตนาการได้ ผู้ใดจะ
สามารถสร้างเมืองอันวิจิตรพิสดารเช่นนี้ได้!
แต่เมื่อพวกมันเคลื่อนใกล้เข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว ซิวเจ่อที่ด้านหน้าพลันสูดได้กลิ่นอาย
อันตรายอย่างฉับพลัน
เห็นจุดแสงสีเงินสว่างขึ้นในเมืองน้อย
ทุกผู้คนหยุดการรุดหน้าทันที
เมื่อซิวเจ่อที่ด้านหน้าเห็นหอรบที่สูงกว่ากำแพงเมือง คำแปลกประหลาดผุดขึ้นในใจ
มัน ขวัญวิญญาณแทบหลุดลอยออกจากร่าง ตะโกนสุดเสียงอย่างหวาดผวา “ถอย!
รีบถอยเร็ว!”
หอรบทุกแห่งสว่างวาบ มองจากที่ห่างไกล เหมือนกลุ่มจุดไฟสีเงินระยิบระยับ
จุดแสงสีเงินสว่างขึ้นทีละจุดทีละจุด
จุดแสงสีเงินทั้งสามสิบหกจุดอาบอยู่ใต้แสงแดด ดูงดงามอย่างบอกไม่ถูก ซิวเจ่อ
ด้านหน้าถอยกรูดอย่างแตกตื่นลนลาน สีหน้าอกสั่นขวัญแขวน ดวงตาเต็มไปด้วย
ความหวาดกลัว
หอรบค่ายกลสงคราม! ของเล่นเหล่านี้… …คือหอรบค่ายกลสงคราม!