สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 279 การค้า
หลังจากได้รับความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง เหล่าซิวเจ่อล่าถอยไปยี่สิบกว่าลี้
ค่อยหยุดยั้งลง โชคดีที่จุดแสงสีเงินจากเมืองอีกาทองคำไม่ได้ไล่ล่าติดตามมา พวกมัน
ค่อยคลายใจลงเล็กน้อย
“เหล่าต้า หอรบค่ายกลสงครามคืออะไร?” ลูกสมุนถามอย่างงุนงง หลายคนก็มีสีหน้า
สับสนงงงวยเช่นเดียวกัน แต่บางคนใบหน้ายังทอแววหวาดกลัวไม่คลาย
“สุดยอดอาวุธในการปั้องกันเมือง” เหล่าต้ามองไปยังเมืองอีกาทองคำ พลางกล่าว
เตือนว่า “เจ้าต้องระวัง หากพบเมืองใดมีสิ่งของเช่นที่เราเพิ่งพบเห็นนี้ เจ้าจะต้อง
ระวังให้มาก หอรบค่ายกลสงครามฤทธานุภาพร้ายกาจ ใช้หยุดยั้งการโจมตีของศัตรู
ได้ชะงัดนัก โดยทั่วไปมักพบเห็นตามเมืองใหญ่ คิดไม่ถึงว่าในเมืองเล็กๆ เท่านี้ กลับมี
ถึงสามสิบหกหอรบ”
“เพียงแค่สามสิบหกหอรบเท่านั้น พวกเรามีกันตั้งมากมาย ลองโจมตีพร้อมกันสักครั้ง
สมควรทำลายพวกมันได้ในคราวเดียว” บางคนยังเชื่อไม่ลง
“โจมตี?” เหล่าต้าแย้มยิ้มเย็นเยียบ “อย่าแส่หาความยุ่งยากให้แก่ข้า! ฝั่ายตรงข้าม
แข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก! อย่าได้ดูแคลนหอรบค่ายกลสงครามทั้งสามสิบหกหอนี้
ของสิ่งนี้ราคาแพงลิบลิ่วอย่างที่เจ้าไม่สามารถจินตนาการได้ แม้ว่าพวกเราจะขาย
ตัวเอง ยังไม่สามารถแลกกับหอรบเหล่านี้ได้แม้แต่หอเดียว”
“ราคาแพงถึงเพียงนั้น?” ลูกสมุนปากอ้าตาค้าง
“อา แพงมาก” เหล่าต้ากล่าว “ลองคิดดู เวลานี้พวกเราต้องคอยวิตกกังวลกับเมล็ด
ข้าวปราณทุกวี่วัน แต่อีกฝั่ายกลับมีความสามารถในการสร้างหอรบค่ายกลสงคราม
เยี่ยงนี้พวกเจ้ายังคิดต่อสู้อีก?”
เหล่าลูกสมุนพูดไม่ออก การเปรียบเทียบนี้ทั้งเรียบง่ายทั้งตรงไปตรงมา พอกล่าว
ออกมาก็เข้าใจได้ทันที ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ทุกผู้คนล้วนอยู่ในสภาพภูตผีหิวโหย
ครึ่งตัว เมล็ดข้าวปราณที่หาได้ยาก เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกกองกำลังจะต้องเผชิญ
“เช่นนั้น…หากพวกมันไม่ขาดแคลนข้าวปราณ พวกเราสามารถขอซื้อข้าวปราณจาก
พวกมันบ้างได้หรือไม่?” สมุนผู้หนึ่งโพล่งถามอย่างกะทันหัน
เหล่าต้างงงันวูบ แล้วขบคิดตาม พบว่าวาจาประดานี้น่าสนใจยิ่ง อีกฝั่ายเมื่อมี
ความสามารถในการสร้างเมืองเช่นนี้ สมควรไม่มีปัญหาขาดแคลนข้าวปราณ ใน
อาณาจักรขุนเขาน้อยเวลานี้ ต่อให้ท่านมีจิงสือ แต่ก็ไม่มีสถานที่ให้ซื้อหาข้าวปราณ
หากสามารถติดต่อขอซื้อข้าวปราณของเมืองแห่งนี้ได้… …
ในเวลานี้เอง เห็นผู้คนบินออกมาจากเมืองอีกาทองคำ
คนเหล่านั้นรวดเร็วยิ่ง เพียงชั่วอึดใจสั้นๆ ก็มาถึงเบื้องหน้าพวกมัน นั่นเป็นผู้คนสี่คน
ผู้นำเป็นบุรุษซิวเจ่อที่ทั้งสูงทั้งผอมผู้หนึ่ง ข้างกายมันเป็นสามองครักษ์สวมชุดเกราะ
ทองคำ
สายตาของทุกผู้คนล้วนถูกตรึงอยู่บนกระบี่ยักษ์สีแดงเพลิงใหญ่โตเกินจริงที่อยู่ในมือ
ของสามองครักษ์เกราะทอง ซิวเจ่อทั้งสามถูกห่อหุ้มอยู่ในชุดเกราะทองคำตั้งแต่ศีรษะ
จรดเท้า ยืนนิ่งอย่างเย็นชา เหล่าต้าใจสั่นสะท้าน มันไม่สามารถมองเห็นพลังที่แท้จริง
ของสามองครักษ์เกราะทองนี้ได้ แต่พลังสภาวะกับความโหดเหี้ยมจางๆ ที่แผ่ซ่าน
ออกมา ทำให้มันรู้สึกถึงกลิ่นอายที่อันตรายถึงที่สุดชนิดหนึ่ง
“ทุกท่านสบาย ข้าน้อยเปาอี้ ผู้ดูแลธุรกิจการค้าของเมืองอีกาทองคำ” เปาอี้ประสาน
มือคารวะอย่างโอ่อ่าผ่าเผย นับตั้งแต่ติดตามเหล่าปั่าน สิ่งที่มันได้ทำคือเฝั้าคลังสินค้า
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่มันจะกลับไปทำอาชีพเก่าแล้ว ชั่วขณะนี้ เปาอี้แทบหลั่งน้ำตาแห่ง
ความปลาบปลื้มปิติ
“เปาอี้?” เหล่าต้ารู้สึกนามนี้คุ้นหูอยู่บ้าง แต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ใด อย่างไรก็ตาม
มันไม่ได้ปล่อยให้ความงุนงงอยู่บนใบหน้านานนัก รีบปันรอยยิ้มกลบเกลื่อน “ผู้ดูแล
เปาสบาย! เป็นเกียรติที่ได้พบ!”
คนทั้งหมดลอบจดจำนามของเมืองแห่งนี้ เมืองอีกาทองคำ
“ขออภัยด้วย” สีหน้าและวาจาที่กล่าวอย่างกะทันหันของเปาอี้ บันดาลให้ผู้คนคล้าย
หัวใจถูกบีบรัด
การอ่านสีหน้าผู้คนเป็นทักษะพื้นฐานที่พ่อค้าทุกคนต้องเรียนรู้ เมื่อเป็นหนึ่งในพ่อค้า
ชั้นยอด เปาอี้ย่อมต้องมีทักษะนี้สูงล้ำยิ่ง ท่าทีของมันอาจจะเฉื่อยชา แต่ในใจลอบพึง
พอใจยิ่ง กาลก่อนมันเป็นเพียงพ่อค้าตลาดมืดตัวเล็กๆ ที่ต้องคอยเกรงอกเกรงใจผู้คน
แต่เวลานี้ เพียงมันกล่าวคำเดียวก็ทำให้ซิวเจ่อกลุ่มใหญ่เช่นนี้ ถึงกับตื่นเต้นตึงเครียด
ขึ้นมา
ซิวเจ่อกลุ่มนี้มีราวๆ ห้าร้อยกว่าคน สามารถเรียกได้ว่าเป็นกองกำลังอันเข้มแข็งกลุ่ม
หนึ่ง
เปาอี้แม้พึงพอใจเหลือที่จะกล่าว แต่ไม่ต้องการทำลายการค้าชิ้นแรกของมัน รีบปัน
รอยยิ้มเปียมไมตรีจิตบนใบหน้า “ขออภัยด้วย เนื่องเพราะเมืองของเราเล็กเกินไป ไม่
อาจรองรับพวกท่านทั้งหมดได้ ท่านสามารถตั้งค่ายที่นอกเมือง ในระยะยี่สิบลี้รอบ
เมืองห้ามมิให้ทำการต่อสู้กัน หากท่านต้องการตั้งค่ายในระยะยี่สิบลี้นี้ ท่านจะต้อง
จ่ายค่าธรรมเนียม แล้วเราจะนำท่านไปยังบริเวณสำหรับตั้งค่าย แน่นอนว่ารับรอง
ความปลอดภัยให้ด้วย นอกจากนี้ท่านยังสามารถเลือกตั้งค่ายนอกอาณาเขตยี่สิบลี้
นั่นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ที่สำคัญ เมืองของเรามีตลาดอยู่ภายใน รับรองว่าจะ
ทำให้ท่านประหลาดใจอย่างที่สุด หากท่านมีความสนใจ ทุกวันเมืองของเราจะเปิด
ตอนพระอาทิตย์ขึ้น และปิดตอนพระอาทิตย์ตกดิน เรายินดีให้บริการทุกท่านอย่าง
เต็มที่”
เหล่าต้าพอฟังวาจาเป็นทางการเหล่านี้ ในใจครุ่นคิดว่านี่ต้องเป็นขุมกำลังใหญ่อย่าง
แท้จริง ลองดูกิริยาท่าทางเช่นนี้ สีหน้าเปียมน้ำใจไมตรีเช่นนี้ พวกมันกลับมีฝีมือใน
การขูดรีดจิงสือจนถึงจุดที่ท่านไม่สามารถขุ่นเคืองได้
กลืนน้ำลายอย่างฝืดคออึกหนึ่ง เหล่าต้าค่อยถามประเด็นสำคัญ “พวกท่านใช้สิ่งใดทำ
การค้า?”
อาณาจักรขุนเขาน้อยอยู่ในสภาพสับสนอลหม่านถึงที่สุด กฎระเบียบล่มสลายไปนาน
แล้ว หลายฝั่ายทำการค้ากันด้วยสิ่งที่แปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์แทบทุกชนิด
“เรายอมรับจิงสือระดับสามขึ้นไป แน่นอน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ท่าน เรายังมี
บริการแลกเปลี่ยนให้เป็นพิเศษ วัตถุดิบที่ยอมรับคือระดับสามขึ้นไป ส่วนม้วนหยก
หรือยุทธภัณฑ์เวท ต้องเป็นระดับสี่ขึ้นไป”
เหล่าต้ายิ่งฟัง ยิ่งตื่นตะลึงมากขึ้น ดูจากการที่อีกฝั่ายยอมรับเพียงม้วนหยกหรือ
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ขึ้นไป ก็นับว่าน่าตระหนกมากแล้ว ควรทราบว่าในกลุ่มของพวก
มันทั้งห้าร้อยกว่าคน ยังมียุทธภัณฑ์เวทระดับสี่อยู่แค่สองชิ้นเท่านั้น เทียบกับอีกฝั่าย
แล้ว พวกมันยากจนพอๆ กับขอทานทีเดียว
ในใจมันยิ่งมายิ่งรู้สึกย่ำแย่ กระทั่งสุ้มเสียงยังแผ่วลง “เช่นนั้นพวกเราขอตั้งค่ายอยู่
นอกอาณาเขตยี่สิบลี้”
ใบหน้าเปาอี้มีรอยยิ้มเปียมไมตรีแขวนค้างอยู่เป็นนิตย์ “ไม่มีปัญหา” จากนั้นส่งนก
กระเรียนกระดาษตัวน้อยให้เหล่าต้าตัวหนึ่ง กล่าวว่า “หากต้องการ ท่านสามารถ
ติดต่อข้าได้ทุกเมื่อ ทุกท่านเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ข้าไม่รบกวนแล้ว ขออำลา”
กล่าวจบคำก็ประสานมือคารวะอย่างเกรงอกเกรงใจ ก่อนจะนำสามองครักษ์เกราะ
ทองบินกลับเข้าไปในเมือง
ทันทีที่เปาอี้จากไป เหล่าต้าหันไปถามเหล่าสมุนทันที “ผู้ใดมีจิงสือบ้าง?”
หลายคนเก็บติดตัวไว้บ้าง แต่รวมแล้วน้อยนิดจนน่าเวทนา แต่แล้วลูกสมุนผู้หนึ่ง
สะกิดเตือนว่า “เหล่าต้า ไม่ใช่ว่าเรามีหินกระดูกขาวอยู่จำนวนหนึ่งหรอกหรือ? เรา
สามารถขายแลกเปลี่ยนให้แก่พวกมันได้”
เหล่าต้าตบหน้าผากแปะ ใช่แล้ว! หินกระดูกขาวเป็นหินที่มีรูปร่างคล้ายกระดูกสีขาว
จึงเป็นที่มาของนาม ของสิ่งนี้เป็นวัตถุดิบระดับสามที่หาได้ยากชนิดหนึ่ง ทันใดนั้น
ค่อยรู้สึกว่าถุงเงินของตนไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว เหล่าต้าคึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที
“อา ประเสริฐ! พรุ่งนี้เราจะเข้าไปเที่ยวชมในเมือง ดูว่ามีของดีอันใดให้เราซื้อหาได้
บ้าง”
ในเวลานี้เอง ลูกสมุนผู้หนึ่งพลันโพล่งขึ้นอย่างหน้าตาตื่น “เหล่าต้า ข้าจดจำได้แล้ว!”
“จดจำอันใด?” เหล่าต้าหันมามองอย่างสงสัยใจ
“เปาอี้!” สมุนผู้นั้นกล่าวเร็วปรื๋อ “เปาอี้เป็นพ่อค้าตลาดมืดผู้หนึ่ง มันเคยไปยังเมือง
หนานเสิ้ง แต่ผู้อาวุโสสูงสุดของหอสำนักนอกมีเรื่องบาดหมางกับมัน เหล่าต้าท่านจำ
ไม่ได้หรือ? ตอนนั้นท่านยังบอกข้าไม่ให้ไปซื้อหาสินค้ากับมัน ปั้องกันไม่ให้หอสำนัก
นอกพลอยเขม่นเราไปด้วย”
“อ๊า ข้านึกออกแล้ว!” พอถูกสะกิดเตือน เหล่าต้าก็จดจำได้ในฉับพลัน “คราวนี้ดู
เหมือนเปาอี้ผู้นี้เลือกได้ต้นไม้ใหญ่ ชนเข้ากับความร่ำรวย! น่าอิจฉาเลื่อมใสนัก
เจ้าของเมืองนี้ก็ขวัญกล้าเทียมฟั้าอย่างแท้จริง กระทั่งหอสำนักนอกยังไม่ไว้หน้า”
“เหล่าต้า ท่านว่า… ผู้ที่ถล่มเมืองหนานเสิ้งใช่คนกลุ่มนี้หรือไม่?” ลูกสมุนกระซิบถาม
เสียงเบากริบ
เหล่าต้าสะท้านขึ้นทั้งร่างดุจถูกสายฟั้าฟาด มือไม้สั่นระริก รีบตำหนิเสียงเบาต่ำ
“อย่าพูดจาเหลวไหล! เรื่องเช่นนี้อย่าได้เที่ยวกล่าวไป พวกเราอาจถูกฆ่าตายได้ง่ายๆ
เพราะเรื่องนี้!”
“ใช่ใช่ใช่!” ลูกสมุนผู้นั้นหน้าเผือดสีอยู่บ้าง ผงกศีรษะไม่หยุด
โบกมือขับไล่ลูกสมุนไปด้านข้าง เหล่าต้าอดคิดทบทวนไม่ได้ ไม่ทราบเพราะเหตุใด
ถ้อยคำของลูกสมุนผู้นั้นเฝั้าวนเวียนอยู่ในใจมัน ราวกับผีร้ายตามหลอกหลอน
หรือจะเป็นฝีมือของคนกลุ่มนี้จริงๆ?
ก่อนหน้านี้มันไม่เคยคิด ว่าจะมีกองกำลังใดในอาณาจักรขุนเขาน้อยที่เข้มแข็งได้ถึง
เพียงนั้น กระทั่งหอสำนักนอกยังเทียบไม่ติด! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการถล่มเมือง
หนานเสิ้ง ถูกผู้คนถกเถียงกันมานานแล้ว สุดท้ายมาถึงข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันเป็น
เอกฉันท์
พลังอำนาจของฝั่ายที่โจมตีเมืองหนานเสิ้ง สมควรไม่ด้อยไปกว่าหอสำนักนอก!
หากเป็นคนกลุ่มนี้จริง… …
เหล่าต้ายิ่งคิดมากเท่าใด ยิ่งอกสั่นขวัญแขวนมากเท่านั้น ท่าทางคืนนี้มันจะต้อง
ประสบชะตากรรมนอนไม่หลับเสียแล้ว
เมืองอีกาทองคำ จั่วม่อทำงานไปพลาง สอบถามไปพลาง “เป็นอย่างไร?”
เปาอี้ยืนนอบน้อมอยู่ด้านข้าง “พวกมันคล้ายไม่ค่อยมีจิงสือมากนัก”
“ไม่เป็นไร” จั่วม่อกล่าว “เราสามารถให้พวกมันกู้ยืมบางส่วนได้”
“กู้ยืม?” เปาอี้ตะลึงงัน “เช่นนั้นจะเป็นประโยชน์ใดกับเรา?”
“ให้พวกมันกู้ยืมสินค้าบางส่วน พวกมันสามารถนำไปขายให้แก่ผู้อื่น” จั่วม่อก
ระตือรือร้นต่อจิงสืออย่างเห็นได้ชัด เวลานี้ถึงขั้นหยุดทำงาน หันมาหัวร่อฮี่ฮี่ “ขอ
เพียงได้รับจิงสือเป็นผลกำไร พวกมันย่อมต้องทำงานหนักกว่าผู้ใด”
“แต่หากพวกมันเชิดสินค้าหนีไปเล่า?” เปาอี้โต้แย้ง เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“กลัวอันใด?” จั่วม่อกลับไม่แยแส “ในกรงขนาดใหญ่นี้ พวกมันสามารถหนีไปที่ใด?
แต่อย่าห่วงไปเลย พวกมันย่อมไม่หนี เนื่องเพราะมีแต่ที่นี่ พวกมันจึงสามารถกำไรจิ
งสือได้อย่างต่อเนื่องเป็นกอบเป็นกำ!”
เห็นเปาอี้คล้ายยังมีวาจาจะคัดค้าน จั่วม่อโบกมือตัดบท กล่าวว่า “ต่อให้พวกมันโง่งม
จนหนีไปจริงๆ ด้านนี้เราแม้ขาดทุน แต่ก็ไม่ได้มากมายอันใด มิหนำซ้ำอีกด้านหนึ่งเรา
จะได้ประโยชน์ จดจำไว้ นอกเหนือจากการทำกำไรจิงสือแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมุ่งเน้น
ขายฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำให้ได้มากที่สุด”
กล่าวถึงตรงนี้ เปาอี้สับสนงุนงงแล้ว
“เมื่อมีฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ พวกมันยังจะต้องการเมล็ดข้าวปราณอีกหรือไม่?”
จั่วม่อถามชี้นำ
“ย่อมไม่ต้องการ” เปาอี้สั่นศีรษะอย่างมั่นใจ
“นั่นคือจุดสำคัญ” จั่วม่อค่อยๆ แยกแยะอย่างไม่คิดขุ่นข้องรำคาญ “เมื่อพวกมันไม่
ต้องการข้าวปราณ ย่อมไม่ถูกพรรคฟั้ากระจ่างควบคุมบังคับอีก ต่อไปหากเราเปิดศึก
กับพรรคฟั้ากระจ่าง พวกมันจะไม่ถูกบีบบังคับให้ช่วยเหลือพรรคฟั้ากระจ่าง สำหรับ
พวกเราเรื่องนี้สำคัญมาก เจ้าก็ทราบว่าจิงสือย่อมดีกว่าเมล็ดข้าวปราณมาก”
“หากบรรพชนฟั้ากระจ่างมาด้วยตัวเอง พวกมันจะกล้า… …” เปาอี้ยังคงเห็นแย้ง
“จินตันผู้หนึ่งปกครองอาณาจักรอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เจ้าเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้
หรือ?” จั่วม่อย้อนถาม จากนั้นตอบคำถามของตนเองโดยไม่รอเปาอี้ “ข้าไม่เคยได้ยิน
มาก่อน ลองนึกดู ผู้คนไฉนเกรงกลัวพรรคฟั้ากระจ่าง? นั่นย่อมไม่ใช่เพราะบรรพชน
ฟั้ากระจ่าง แต่เป็นเพราะข้าวปราณต่างหาก เมื่อไม่มีห่วงรัดคอที่ชื่อว่าเมล็ดข้าว
ปราณ ทุกผู้คนจะคิด ข้าไม่อาจเอาชัยเจ้าได้ แต่ข้าไม่รู้จักหลบลี้หนีหน้าหรือ? หากข้า
คอยหลีกเลี่ยงอยู่ห่างจากเจ้า ต่อให้เจ้าเป็นจินตัน ยังจะทำอะไรข้าได้? จินตันไม่ได้มี
สามเศียรหกกรเสียหน่อย ข้าไม่ต้องการเมล็ดข้าวปราณของเจ้าอีกต่อไป”
“หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อาณาจักรขุนเขาน้อยแม้ยังคงเป็นกรง แต่ภายในกรงกลับ
สะดวกสบายขึ้นบ้าง ในระยะสั้น ผู้คนไม่ต้องกังวลกับเรื่องที่พลังบำเพ็ญเพียรจะ
ถดถอยลงอีก” จั่วม่อกล่าวสืบต่อ “ไม่มีผู้ใดชมชอบพรรคฟั้ากระจ่าง ในระยะสั้นเมื่อ
ไม่มีการคุกคามจากข้าวปราณ เมื่อเราเปิดศึกกับพรรคฟั้ากระจ่าง พวกมันจึงไม่
ช่วยเหลือพรรคฟั้ากระจ่าง”
เปาอี้ในที่สุดค่อยเข้าใจกระจ่าง รีบถามว่า “เช่นนั้นพวกมันจะช่วยฝั่ายเราใช่หรือไม่?
หากเราโค่นพรรคฟั้ากระจ่างได้สำเร็จ นี่จะเป็นประโยชน์กับทุกผู้คน!”
“ย่อมไม่” จั่วม่อตอบอย่างรวบรัดชัดเจน “เจ้าไม่ได้ให้จิงสือแก่พวกมัน พวกมันไฉน
ต้องช่วยเจ้า? พวกมันยังต้องคิดเผื่อว่าหากพวกเราพ่ายแพ้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?
พวกมันยังคงต้องอยู่ในกรงแห่งนี้”
เปาอี้เงียบงันไปถนัดตา มันทราบดีว่าเหล่าปั่านกล่าวไม่ผิด แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด
ยังคงรู้สึกผิดหวังกับคำตอบนี้อยู่บ้าง
จั่วม่อล่วงรู้ความรู้สึกของเปาอี้ จึงปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไร เราไม่ได้คิดฝากความหวัง
ไว้กับพวกมันแต่แรกแล้ว เราจะพึ่งพาพลังของพวกเราเองเท่านั้น!”
“อา! เหล่าปั่านวางใจ ข้าทราบว่าต้องทำอย่างไร” เปาอี้ผงกศีรษะอย่างมุ่งมั่น ใน
ดวงตามันสาดประกายเย็นเยียบที่แทบจะไม่อาจสังเกตเห็นได้
ในใจมันเต็มไปด้วยพลังต่อสู้ไร้ที่สิ้นสุด ในฐานะพ่อค้าตลาดมืดที่มีความสำเร็จสูงล้ำผู้
หนึ่ง มันตัดสินใจที่จะบอกผู้คนด้วยข้อเท็จจริง ว่าไฉนมันจึงสามารถยืนหยัดอยู่ใน
ตลาดมืดได้ตลอดมา และความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างพ่อค้าตลาดมืดกับพ่อค้า
ทั่วไปคือสิ่งใด ทั้งหมดอยู่ที่คำเดียว…
ดำมืด!
*******************************************
*คำว่าดำหรือมืด คำนี้ยังแปลว่าชั่วร้ายหรืออำมหิตได้ด้วย เปาอี้น่าจะหมายถึงเล่ห์
เหลี่ยมทางการค้าของพวกพ่อค้าตลาดมืด
*******************************************
หมายเหตุ – ต้องจำไว้ว่าที่จริงจิงสือมีค่ามากกว่าข้าวปราณอย่างเทียบกันไม่ได้ ข้าว
ปราณอาจมีค่าในอาณาจักรขุนเขาน้อย แต่จิงสือมีค่าทั่วทั้งภพเซียนของซิวเจ่อ ที่
สำคัญพลังปราณในจิงสือมีมากมายกว่าข้าวปราณ แต่ติดปัญหาที่สิ่งปนเปือน ปกติมี
แต่สำนักใหญ่มากๆ รู้วิธีกำจัด จึงสามารถให้ศิษย์สวาปามจิงสือเป็นว่าเล่น ปันศิษย์
เก่งๆ ขึ้นมาได้มากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฟูกสมาธิดำของจั่วม่อทำลายปัญหาเหล่านี้
ทั้งหมดในทีเดียว ต่อให้ออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อยไปแล้ว ฟูกสมาธิดำยังเป็น
สมบัติล้ำค่าที่ใช้ช่วยฝึกปรือ ช่วยให้สวาปามจิงสือได้ดีกว่าพวกศิษย์สำนักใหญ่เสียอีก
แผนการของจั่วม่อในตอนนี้จึงนับว่าตีเข้าจุดอ่อนของอีกฝั่ายอย่างแท้จริง