สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 280 โหมโรง
นอกเมืองหนานเสิ้ง
“ฮี่ฮี่ พวกมันต้องนึกไม่ถึงแน่ ว่าเราจะหวนกลับมาอีก” เหลยเผิงมองเมืองหนานเสิ้งที่
สร้างขึ้นใหม่ ใบหน้าใหญ่โตเต็มไปด้วยหนวดเคราของมันอ้าปากหัวร่ออย่างสาสมใจ
คนอื่นๆ ก็ล้วนมีสีหน้าแปลกพิกล
กระทั่งพวกมันเองยังคิดไม่ถึง ว่าแม่นางน้อยจะลอบนำทัพเข้ามายังเมืองหนานเสิ้ง
อย่างไรก็ตาม ได้ทำลายฐานทัพหลักของศัตรูอีกครั้ง พวกมันเต็มไปด้วยความคึกคักฮึก
เหิม แต่ละคนมองเมืองหนานเสิ้ง น้ำลายแทบไหลหยดย้อย แผดเสียงกู่อย่างเหี้ยมหาญ
เร่งความเร็วพุ่งชนเมืองเข้าใส่หนานเสิ้งอย่างหักโหม
เหล่าศัตรูที่อยู่ในเมือง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เมืองอีกาทองคำ
“เรามียุทธภัณฑ์เวททุกชนิด สำหรับซิวเจ่อทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นชนิดจู่โจม ชนิด
ปั้องกันหรือชนิดหนุนเสริม ท่านสามารถชมดูทั้งหมด ในยามคับขันอันตราย ยุทธภัณฑ์
เวทที่ดีสามารถช่วยชีวิตท่านได้ ที่สำคัญคือสินค้าของเราล้วนราคาย่อมเยา… …”
“นี่เป็นสินค้าพิเศษจากเมืองของเรา ไฟอีกาทองคำระดับสี่ เชื่อว่าคงไม่ต้องบรรยายให้
มากความ หากท่านมีจิงสือมากพอ เราก็มีสินค้าให้ไม่จำกัดจำนวน แน่นอน สิ่งที่ดีเช่นนี้
ย่อมต้องมีราคาที่เหมาะสม… …”
“สิ่งที่ท่านเห็นอยู่นี้ เป็นยุทธภัณฑ์เวทลับสุดยอดของเรา สินค้าสุดพิเศษอีกชิ้นหนึ่งที่มี
เฉพาะที่นี่เท่านั้น ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ หากมีไว้ติดตัว ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่อง
การพึ่งพาเมล็ดข้าวปราณอย่างสมบูรณ์ เป็นไร? ท่านไม่เชื่อข้า? โวโวโว ไม่เป็นไร ข้า
เข้าใจดี! ไม่เป็นไรไม่เป็นไร จะมีทางใดดีไปกว่าการทดลองใช้เพื่อพิสูจน์ความยอดเยี่ยม
ของมันด้วยท่านตัวเองอีกเล่า? อย่าห่วงเลย เรามีบริการทดลองใช้ให้แก่ลูกค้าของเรา
เชิญเชิญ โปรดตามข้ามาทางด้านนี้… …”
“ว่ากระไร ท่านมีจิงสือไม่พอ? โอ้ ให้ข้าคิดสักหน่อย ท่านก็รู้ว่าสินค้าทั้งหมดของเราล้วน
เป็นสินค้าชั้นยอดที่มีความต้องการสูง ไม่มีซิวเจ่อที่ไหนจะปฏิเสธไฟอีกาทองคำได้ ส่วน
ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ อ้อ นี่แน่นอนว่าเป็นสุดยอดยุทธภัณฑ์เวทในโลกหล้า! ใช่แล้ว ใช้
คำว่าสุดยอดยุทธภัณฑ์เวทบรรยายมันย่อมไม่ใช่เรื่องเกินเลย มันสามารถช่วยท่าน
จัดการของไร้ค่าอย่างเช่นข้าวปราณได้อยู่หมัด มิหนำซ้ำยังจะช่วยหนุนส่งพลังบำเพ็ญ
เพียรของท่านให้สูงล้ำขึ้นไปในเร็ววันอีกด้วย ขอแค่มีจิงสือมากพอเท่านั้น อ้อ แต่ท่านไม่
มีจิงสือ… …”
“โอ้! เช่นนั้นเอาอย่างนี้เป็นไร! ข้าเห็นใจความยากลำบากของท่าน ท่านในเมื่อมีความ
จริงใจ เราสามารถทำข้อตกลงล่วงหน้ากันได้ ขั้นแรกท่านสามารถยืมสินค้าจำนวนหนึ่ง
จากเมืองของเรา แต่คงไม่อาจเป็นจำนวนมากนัก ข้าเชื่อว่าด้วยฝีมือของท่าน สมควรมี
ความสามารถขายทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว เกี่ยวกับการขายสินค้าเราจะไม่เข้าไปก้าวก่าย
มากความ ข้าว่าผลกำไรก้อนโตที่ได้จากคราวนี้ สมควรเพียงพอสำหรับท่านในระยะเวลา
อันสั้น ท่านจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…”
“แต่พิจารณาจากที่ว่าเราไม่เคยค้าขายกันมาก่อน ท่านจะต้องวางหลักประกันไว้เสีย
หน่อย อะไรก็ได้ อ้อ ข้าเห็นว่ากระบี่บินระดับสี่ของท่านดูไม่เลวเลย… …”
“อ้อ วิญญ ูชนไม่ช่วงชิงของรักของผู้อื่น ในเมื่อกระบี่บินเล่มนี้มีความหมายกับท่าน
ข้าน้อยย่อมไม่ต้องการมัน แต่เช่นนั้นเราจะเหลือเพียงทางเลือกเดียว นั่นคือรับประกัน
ด้วยผู้คน ทิ้งคนของท่านไว้เป็นหลักประกันสักหนึ่งร้อยคน คงไม่เกินเลยกระมัง… …”
“เราจะมีความสัมพันธ์ที่ดี!”
ครั้นเมื่อเหล่าต้าออกมาจากเมืองอีกาทองคำ อดสะบัดศีรษะที่พองโตอยู่บ้างไม่ได้ เจ้าไม้
ไผ่ผอมผู้นี้ช่างรู้จักวิธีพูดจานัก สินค้าอันดีงามเหล่านั้นคล้ายจะเต้นระบำเย้ายวนอยู่ใน
ดวงตาของมัน สายลมเย็นเยือกพัดปะทะใบหน้า ค่อยปลุกปลอบจิตใจให้แจ่มใส ทอดตา
มองยอดเขาที่ห่างไกล มันสูดลมหายใจลึก ทราบกระจ่างว่าโอกาสอันดีงามที่จะไม่พบ
เจออีกเป็นหนที่สอง กองอยู่ตรงหน้ามันนี่เอง!
หากสามารถไขว่คว้าโอกาสนี้เอาไว้ได้ ความแข็งแกร่งของพวกมันจะดีดทะยานขึ้นอีก
หลายขั้น!
ซู่หลงรับฟังเสียงที่ดังแว่วออกมาจากสร้อยคออย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม อีกฝั่าย
คล้ายกำลังโต้เถียงกับใครบางคน
“พวกมันได้แต่ฝึกปรือวิถีปิศาจ ไม่สามารถฝึกวิถีอสูร” สุ้มเสียงที่มักจะแฝงแววเหยียด
หยามไว้ตลอดเวลานี้ ซู่หลงคุ้นเคยดี นี่เป็นผู้ที่สอนวิชาให้พวกมันใช้ฝึกปรือนั่นเอง
คนของเหล่าปั่านผู้นี้ลึกลับยิ่ง ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าแท้จริงแม้แต่ครั้งเดียว
อย่างไรก็ตาม ซู่หลงได้แต่รอฟังเงียบๆ ไม่กล้าขัดจังหวะ ต้าเหรินท่านนี้อารมณ์ไม่ค่อยดี
นัก
“อ้อ ถูกของเจ้า เจ้าเด็กน้อยนับวันยิ่งไม่เกรงอกเกรงใจ เราไม่อาจปล่อยให้มันลำพองใจ
เช่นนี้ พวกเราล้วนเป็นคนมีหน้ามีตา”
“ตกลง ลองทำตามข้อเสนอของเจ้าดู”
ฟังต้าเหรินท่านนี้คล้ายพูดโต้ตอบกับตัวเอง ซู่หลงเงียบกริบอย่างรู้ความ
“ซู่หลง” ในที่สุดเสียงเรียกของต้าเหรินก็ดังมาตามสร้อยคอ
มันรีบตอบคำ “ผู้น้อยอยู่”
“นับตั้งแต่วันนี้ไป แผนการฝึกปรือจะมีการเปลี่ยนแปลง”
“ขอรับ” ซู่หลงไม่ถกเถียงไม่คัดค้าน ไม่ว่าต้าเหรินจะให้ฝึกปรือด้วยวิธีใด พวกมันล้วน
ยินดีทำตามอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้พวกมันกระทั่งวิธีฝึกปรือยังไม่ล่วงรู้ด้วย
ซ้ำ
ต้าเหรินสาธยายจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างละเอียด ซู่หลงพยายามจดจำไว้โดยไม่ตก
หล่น จุดใดที่มันไม่เข้าใจ จะรีบสอบถามให้กระจ่างทันที
ผูเยาเห็นได้ชัดว่าพออกพอใจกับท่าทีของซู่หลงเป็นอย่างยิ่ง แต่ยังคงสำทับว่า “อ้อ เจ้า
ต้องดูแลเคี่ยวเข็ญพวกมันให้มากกว่านี้ อาศัยความเร็วดุจเต่าขาเจ็บของพวกเจ้า เมื่อใด
จะฝึกปรือจนถึงระดับที่พอใช้การได้?”
“ซู่หลงทราบแล้ว!” ซู่หลงตอบอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา’ เจ้าต้องฝึกปรือให้ดี”
“ขอรับ!”
ภายในอุโมงค์ จั่วม่อปาดเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก สีหน้าพึงพอใจไม่น้อย บนผนัง พื้นและ
เพดาน ทั้งสี่ด้านของอุโมงค์จะต้องถูกสลักไว้ด้วยลวดลายค่ายกล เพื่อสร้างขบวนค่ายกล
ที่สมบูรณ์ ปริมาณงานที่จั่วม่อต้องทำให้สำเร็จในคราวนี้มีมากมายมหาศาลยิ่ง นี่จะเป็น
ขบวนค่ายกลใหญ่เก้าขบวนเชื่อมต่อกัน แต่ละขบวนประกอบด้วยค่ายกลระดับสี่หนึ่งชุด
เป็นแกนกลาง ล้อมรอบด้วยค่ายกลระดับสามจำนวนสิบสามชุด จัดเรียงเป็นปริมณฑล
เก้าค่ายกลระดับสี่กับอีกหนึ่งร้อยสิบเจ็ดค่ายกลระดับสาม กล่าวตามความสัตย์ กระทั่ง
ตัวมันเองยังไม่กล้าคิดว่าจะมีสภาพเช่นไร
แต่มันยังคงกัดฟัน เริ่มลงมือกระทำ!
หากไม่รีบเร่งหลบหนีออกไปให้ได้ ช้าเร็วมันก็ต้องตายอยู่ที่นี่
เพื่อก่อตั้งค่ายกลตามที่คิดไว้ จั่วม่อต้องกระเสือกกระสนอย่างหนัก ในแต่ละวันมันจะใช้
พลังปราณกับพลังจิตสำนึกจนเกลี้ยงเกลาทุกหยาดหยด
อย่างไรก็ตาม การโหมทำงานอย่างบ้าคลั่งของมันไม่ได้สูญเปล่า มหาค่ายกลเสร็จ
สมบูรณ์ไปแล้วถึงหนึ่งในสาม เมื่อหวนคิดทบทวนดู มันยังรู้สึกไม่น่าเชื่ออยู่บ้าง หนึ่งใน
สามของภาระงานทั้งหมด ก่อนหน้านี้มันไม่เคยมีความสำเร็จถึงขั้นนี้มาก่อน
ระบายลมหายใจยาว เส้นใยไฟสีทองล่องลอยอยู่ในอากาศ เหมือนตัวประหลาดน้อยอัน
ซุกซน บินไปบินมาอยู่ตรงหน้ามัน
ในแสงสว่างจากแสงไฟ จั่วม่อเหลือบมองสตรีซิวเจ่อที่อยู่ใกล้ๆ
นางยืนนิ่งงันเหมือนท่อนไม้ บนใบหน้าสวมหน้ากากอีกครั้ง จั่วม่อหลอมสร้างหน้ากาก
ดำให้นางอีกใบ ดวงตาของนางเป็นสีเทาว่างเปล่า มีเพียงยามที่นางลงมือต่อสู้เท่านั้น ที่
ดวงตาจะเปล่งประกายด้วยแสงสีม่วง สตรีนางนี้ช่างเต็มไปด้วยความลี้ลับ!
พอมองนาง ความคิดจิตใจของจั่วม่อก็ล่องลอยไปไกล
เจ้าที่แท้เป็นใครกันแน่?
มันสะบัดศีรษะแรงๆ โยนความคิดฟุั้งซ่านเหล่านี้ทิ้งไป เวลานี้มันต้องคิดถึงวิธีสร้างมหา
ค่ายกลขบวนยักษ์ให้แล้วเสร็จ สำหรับมัน ขบวนค่ายกลที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ มันไม่เคยคิด
จะสร้างมาก่อนเลย
นับตั้งแต่วางแผน ลงมือกระทำ จนถึงบรรลุผล ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของมัน ทุกครั้งที่
คิดถึงเรื่องนี้ จั่วม่อรู้สึกโลหิตเดือดพล่านขึ้นมา
รอให้เกอทำสำเร็จเสียก่อนเถอะ ด่านวีรบุรุษอันใด อาคมหวงห้ามของสำนักอันใด ล้วน
เป็นเพียงเมฆลอยอันไร้คุณค่าเท่านั้นเอง
จั่วม่อปลุกปลอบขวัญกำลังใจ ทุ่มเทเรี่ยวแรงสิบสองส่วน กลับไปทำงานอย่างคึกคัก
เข้มแข็ง
ในฝั่ายหลอมสร้าง ซุนเปั่ายกมือปาดเหงื่อ ฝืนยิ้มบิดเบี้ยวกับจี๋เหว่ย “ความเร็วของเหล่า
ปั่านน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว ตอนนี้พวกเรายุ่งยากลำบากยิ่ง”
จี๋เหว่ยได้แต่ฝืนยิ้มเป็นเพื่อน “เรายังจะทำอันใดได้? ไม่ทราบเหล่าปั่านร่างกายทำจาก
เหล็กหรือไร พวกเราช่วยกันหลอมสร้างชิ้นส่วนตั้งมากมาย ต่อให้เหล่าปั่านกลืนกินพวก
มันลงไป ก็ไม่สมควรรวดเร็วถึงเพียงนี้”
สองปรมาจารย์หลอมสร้างได้แต่ฝืนยิ้มบิดเบี้ยวให้แก่กัน จากนั้นก้มหน้าก้มตาหลอม
สร้างชิ้นส่วนต่อไป
กงซุนชาทอดตามองเมืองหนานเสิ้งที่พินาศย่อยยับอยู่ใต้ฝั่าเท้าอีกครั้ง สีหน้าราบเรียบไร้
อารมณ์ มันทราบดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มโหมโรงเท่านั้น สงครามเพิ่งจะเปิดฉากขึ้น การ
ต่อสู้หลังจากนี้ต่างหาก จึงจะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของพวกมัน
“ต้าเหริน คราวนี้พวกเราจะไปที่ใด?”
เซี่ยซานถามอย่างคาดหวัง มันยอมรับนับถือเหล่าต้าที่มีพลังฝีมืออ่อนด้อยกว่ามันมาก
จนหมดใจ เหล่าปั่านกับแม่นางน้อยล้วนยังเยาว์วัย แต่ไฉนเข้มแข็งถึงปานนี้? ว่ากันว่า
พวกมันเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ไม่ทราบเป็นสำนักใดจึงสามารถเพาะสร้างยอด
อัจฉริยะออกมามากมายเช่นนี้? ศิษย์พี่น้องวัยเยาว์ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หาดูได้ยากนัก
การโจมตีอย่างฉับพลันหนนี้ ไม่ได้ดุเดือดรุนแรงเหมือนคราวที่แล้ว แต่รสชาติของ
กองทัพที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้เซี่ยซานรู้สึกดีอย่างประหลาด ในช่วงระยะเวลาอัน
สั้น ทุกผู้คนล้วนมีความรุดหน้าขนานใหญ่ เมื่อคิดย้อนกลับไป มันยังรู้สึกว่าไม่น่าเชื่ออยู่
บ้าง
คนอื่นๆ พากันมองแม่นางน้อยอย่างคาดหวัง เมื่อแม่นางน้อยนำทัพด้วยตัวเอง มักสร้าง
ความประหลาดใจเกินความคาดหมายเสมอ
“พวกมันไม่ใช่สร้างหอสาขาขึ้นมามากมายหรอกหรือ? เลือกเอาสักแห่งมาเซ่นคมกระบี่
ก่อนเถอะ” กงซุนชาใบหน้าเย็นเยียบอย่างหาได้ยาก สุ้มเสียงเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
กลุ่มคนบ้าสงครามเหล่านี้พอฟังล้วนตื่นเต้นลิงโลด
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ตระหนักถึงความผิดปกติของการโจมตีครั้งนี้ รวมถึงสีหน้าท่าที
ผิดธรรมดาของแม่นางน้อย ต้องลอบสบตากันวูบ
หรือว่า…สงครามครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มขึ้น… …
อาณาจักรวารีฟั้า ในลานบ้านอันหรูหรา เต็มไปด้วยพืชหญ้าปราณและเหล่าสัตว์ปราณที่
เล่นกันอย่างสนุกสนาน ตรงกลางลาน มีกระถางธูปทองแดงโบราณสูงเท่าตัวคนใบหนึ่ง
ข้างกระถางธูปเป็นบุรุษวัยกลางคน นั่งขัดสมาธิท่าดอกบัวอยู่บนฟูกสมาธิ ล้อมรอบไป
ด้วยควัน
ทันใดนั้น นกกระเรียนกระดาษตัวน้อยเหินร่อนจากฟากฟั้า พุ่งลงมาอยู่เบื้องหน้าซิวเจ่อ
วัยกลางคน
บุรุษกลางคนลืมตาขึ้น มองนกกระเรียนกระดาษอย่างแปลกใจ มันรีบคลี่นกกระเรียน
กระดาษออกดู หลังจากอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ค่อยจมลงไปในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง
หลังจากนั้นสักครู่ มันเงยหน้าขึ้น สะบัดนิ้ววูบ ลำแสงกระบี่พวยพุ่งหายไป ไม่นานให้
หลัง สตรีซิวเจ่อนางหนึ่งเหินร่างลงมา หยัดยืนอยู่ตรงหน้าบุรุษกลางคน ค้อมกายคารวะ
อย่างชดช้อย “ต้าเหรินเรียกหาข้าด้วยเหตุใด?”
สตรีนางนี้สวมใส่เกราะปราณสีแดงเข้ม รูปโฉมงดงามอ่อนช้อย ท่วงท่าเปียม
กิริยามารยาท
“เจ้าทราบเรื่องราวในอาณาจักรขุนเขาน้อยหรือไม่?” บุรุษกลางคนถามอย่างเคร่งขรึม
“ล่วงรู้อยู่บ้าง”
“อ้อ ลองบอกมาฟังดู”
“อาณาจักรขุนเขาน้อยในปัจจุบันถูกควบคุมโดยพรรคฟั้ากระจ่าง หลังจากกองทัพอสูร
เดินทัพผ่านไป ปราณธรรมชาติภายในอาณาจักรก็เหี่ยวแห้งสลายตาม พรรคฟั้ากระจ่าง
ชิงปิดกั้นแม่น้ำอาณาจักรเอาไว้ บังคับให้ซิวเจ่อนับไม่ถ้วนถูกกักขังอยู่ภายใน” นางหยุด
เล็กน้อย ขบคิดแวบหนึ่ง แล้วกล่าวสืบต่อ “พันธมิตรร้อยบุปผาและสำนักอื่นๆ มี
ความสัมพันธ์กับพรรคฟั้ากระจ่าง ทำการค้าขายกันเป็นการส่วนตัว”
“พรรคฟั้ากระจ่างช่างขวัญกล้าบังอาจนัก!” บุรุษกลางคนสีหน้าหนักอึ้งอยู่บ้าง “ดู
เหมือนพวกมันคิดเปลี่ยนอาณาจักรขุนเขาน้อยเป็นวัตถุในถุงย่ามของพวกมันเอง ผู้ใด
เป็นผู้นำของพรรคฟั้ากระจ่างในตอนนี้?”
“เป็นบรรพชนฟั้ากระจ่าง”
“ตาเฒ่าผู้นั้นเอง” บุรุษกลางคนหัวร่อเยาะหยัน “ย่อมต้องมีผู้คนมาจัดการกับมัน”
สตรีซิวเจ่อไม่กล่าวคำใด เพียงเฝั้ารอเงียบๆ
บุรุษกลางคนหยิบตราสัญลักษณ์ออกมาโยนให้นาง สั่งว่า “เลือกผู้คนสองร้อยคนไปกับ
เจ้า ไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย อาศัยตราสัญลักษณ์นี้ ตาเฒ่าผู้นั้นจะไม่ขัดขวางเจ้า”
“ภารกิจของข้าน้อยคือเรื่องใด?”
“เจ้าไปครั้งนี้ เพียงแค่ทำเรื่องเดียว” ซิวเจ่อวัยกลางคนกล่าว “ดาวพร่างกลางทิวา
ปรากฏขึ้นในอาณาจักรขุนเขาน้อย เจ้าจงไปตรวจสอบเรื่องนี้”
“ดาวพร่างกลางทิวา?” สตรีซิวเจ่อตะลึงลาน
“มิผิด ทั้งยังเคยปรากฏขึ้นในอาณาจักรนภาจันทร์อีกด้วย มีความเป็นไปได้สูง ที่ทั้งสอง
ครั้งจะมีส่วนเกี่ยวพันกัน เจ้าต้องให้ความสนใจกับเหล่าซิวเจ่อที่หนีออกจากอาณาจักร
นภาจันทร์ไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อยเป็นพิเศษ”
“หากเราพบพานคนผู้นั้น สมควรทำอย่างไร?” สตรีซิวเจ่อค้อมกายคารวะ พลาง
สอบถามคำถามสุดท้าย
“นำพวกมันกลับมา!” บุรุษกลางคนตอบเสียงหนัก
“เข้าใจแล้ว”