สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 281 ค่อยๆ คืบหน้า
เมืองหนานเสิ้งถูกทำลายลงอีกครั้ง!
นี่เท่ากับตบหน้าเฮ่อเสียงอย่างหนักหน่วง ดังสนั่นหวั่นไหวหาใดเทียบ เฮ่อเสียงรู้สึก
ลำคอหวานวูบ แทบกระอักเลือดสิ้นสติไปตรงนั้น ผู้อาวุโสอื่นๆ ก็สีหน้าน่าเกลียดสุดทน
ดู เมื่อไม่นานมานี้ พวกมันเพิ่งจะทำศึกประสบชัยอย่างท่วมท้น ซึ่งช่วยให้พวกมันเห็น
ความหวังในการอยู่รอด
แต่ในเวลานี้ คล้ายถูกหวดฟาดใส่กลางแสกหน้าอย่างรุนแรง
“ผู้ใด! ฝีมือเจ้าสารเลวตัวใด!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แผดเสียงคำราม
อย่างเคียดแค้น
“เป็นคนกลุ่มนั้น! ต้องเป็นพวกมันแน่!”
คนทั้งหมดเดือดดาลทะยานฟั้า เหล่าผู้อาวุโสประดุจฝูงหมาปั่าที่ถูกไล่ต้อนจนตรอก ทุก
ใบหน้าแดงก่ำ หายใจอย่างหนักหน่วง
เฮ่อเสียงระงับจิตใจ พยายามสงบสติอารมณ์ มันยกมือห้ามปรามการสบถสาปแช่งของ
เหล่าผู้อาวุโส แล้วกล่าว “เราต้องแก้แค้น! ลงมือตอบโต้อย่างรุนแรง! ท่านบรรพชนเฝั้า
มองเราอยู่ ทั้งอาณาจักรขุนเขาน้อยก็เฝั้าดูเราอยู่ หากเรายอมรับความพ่ายแพ้โดย
ง่ายดาย ยังจะมีผู้ใดยอมฟังเราอีก? มิหนำซ้ำท่านบรรพชนจะสูญเสียความอดทนเสี้ยว
สุดท้าย พวกเราก็จะจบสิ้นกันแล้ว!”
“จับพวกมัน! ถล่มพวกมัน! ฉีกพวกมันเป็นหมื่นชิ้น! ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”
เฮ่อเสียงขบกราม เค้นเสียงลอดไรฟัน
“สงครามสุดท้ายเริ่มขึ้นแล้ว! นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของพวกเรา! พี่น้องทุกท่าน มอบ
ชีวิตของพวกเจ้าออกมาเถอะ พวกเราจะอยู่หรือตาย ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ชี้ขาดครั้งนี้!”
ไม่มีผู้ใดกล่าววาจา ผู้อาวุโสทุกคนดวงตาแดงฉาน ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด เต็มไป
ด้วยความบ้าดีเดือด
จี๋เหว่ยกับซุนเปั่าเดินเข้าไปในอุโมงค์อย่างระมัดระวัง สายตาของพวกมันมองไล่ไปตาม
ลวดลายค่ายกลอันซับซ้อนบนผนังอุโมงค์โดยไม่ได้ตั้งใจ สีหน้าทอแววลุ่มหลงมึนเมา
พวกมันราวกับคนชนบทที่เกิดมาไม่เคยออกนอกหมู่บ้าน เพิ่งเคยมีโอกาสเข้ามาในเมือง
หลวงอันตระการเป็นครั้งแรก เพียงรู้สึกว่าดวงตาไม่พอให้ใช้
ในอุโมงค์อันเงียบสงัด มีเสียงอุทานของคนทั้งสองดังสะท้อนเป็นระยะ
“เจ้าดูนี่ มันสามารถเชื่อมต่อกันแบบนี้ได้ด้วย!” จี๋เหว่ยชี้ไปยังจุดหนึ่ง พร่ำชื่นชมเป็น
การใหญ่ “ไม่ทราบในศีรษะเหล่าปั่านบรรจุไว้ด้วยสิ่งใด กระทั่งวิธีการเช่นนี้ยังคิดออกมา
ได้!”
“ใช่แล้ว!” ซุนเปั่าตอบรับ แต่สายตาของมันไม่อาจละออกมาจากค่ายกลได้ “วิชาค่าย
กลของเหล่าปั่านลึกล้ำและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ”
“อา ข้ารู้สึกว่าเหล่าปั่านน่าจะสามารถคว้าปั้ายหยกของปรมาจารย์ค่ายกลมาแขวนเล่น
ได้ง่ายๆ” จี๋เหว่ยกล่าว
“เหล่าปั่านไม่สนใจหรอก” ซุนเปั่านัยน์ตาทอแววประหลาด ค่อยเบือนสายตาออกจาก
ค่ายกลจุดนั้นอย่างชุ่มฉ่ำใจ “เหล่าปั่านจะนำปั้ายหยกปรมาจารย์ค่ายกลไปทำอะไร?
เหล่าปั่านสนใจแต่ของที่นำมาแลกอาหารได้เท่านั้นละ ข้าว่าเราสมควรสนใจค่ายกล
เหล่านี้จะดีกว่า เพื่อที่เราจะได้ไม่จบสิ้นลงเพราะไม่มีคุณสมบัติกระทั่งจะเป็นผู้ช่วยของ
เหล่าปั่าน ดูค่ายกลเหล่านี้ พวกมันงดงามราวกับภาพวาด ฝีมือเล่นไฟของเหล่าปั่าน
บันดาลให้ผู้คนพูดไม่ออกจริงๆ ข้าว่าหากเหล่าปั่านลงมือหลอมสร้าง พวกเราได้แต่เป็น
เด็กหยิบของเท่านั้น แล้วเจ้าลองคิดดู เหล่าปั่านเพิ่งจะอายุเท่าใด?”
จี๋เหว่ยพอฟัง รีบพยักหน้าเป็นการใหญ่ “เจ้ากล่าวถูกต้อง เรายังจำเป็นต้องคอยดูแล
กลุ่มเดรัจฉานน้อยที่ไม่ได้ความเหล่านี้ ไฮ้ หากพวกมันมีความสามารถได้สักครึ่งหนึ่งของ
เหล่าปั่านก็คงดี”
ซุนเปั่าหัวร่อพลางกล่าว “ความสามารถครึ่งหนึ่งของเหล่าปั่าน เจ้าไม่ได้เพ้อฝันไปใช่
หรือไม่ พวกเราไม่ใช่บุรุษหนุ่มแล้ว แต่เจ้าเคยพบเห็นผู้ใดเป็นสัตว์ประหลาดเหมือน
เหล่าปั่านมาก่อนหรือไม่? สวรรค์! เหล่าปั่านหาใช่ผู้คนไม่ ผู้คนที่ไหนจะสามารถสร้าง
เมืองอีกาทองคำทั้งเมืองด้วยตัวคนเดียว มิหนำซ้ำยังใช้วิธีการหลอมสร้างด้วยไฟ เจ้าอาจ
ไม่ทันสังเกต แต่ข้าถึงกับยืนตะลึงงันอยู่ครึ่งค่อนวันทีเดียว!”
จี๋เหว่ยพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ “ใช่แล้ว ข้าก็ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้นเช่นกัน กระทั่งพวก
เราทุกคนในฝั่ายร่วมมือกัน ยังแทบตามความเร็วในการสร้างของเหล่าปั่านไม่ทัน วันคืน
เหล่านั้นข้าไม่เคยนอนหลับสนิทเลยสักครั้ง คอยหวั่นเกรงว่าจะตามเหล่าปั่านไม่ทัน
ทักษะกระดาษไฟของเหล่าปั่าน จุ๊ จุ๊ แค่ชมดูก็นับเป็นความรื่นรมย์อย่างบอกไม่ถูก ข้า
แทบไม่อยากจากไป”
ซุนเปั่าหัวร่อฮี่ฮี่ “ทุกคนก็เหมือนกัน ผู้ใดเคยเห็นทักษะหลอมสร้างด้วยไฟอันมหัศจรรย์
เช่นนี้? เพียงพอจะขู่ขวัญข้าแทบตาย ไหนจะหอรบค่ายกลสงครามเหล่านั้น สามสิบหก
หอรบมารดามัน! เราโชคดีที่เหล่าปั่านเป็นเหล่าปั่านของเรา หากเป็นที่อื่น ทุกผู้คนล้วน
ตกงานกันหมดแล้ว”
“อาศัยเมืองเช่นนี้ กับหอรบค่ายกลสงครามเหล่านี้ เมืองอีกาทองคำของเราอาจเป็นหนึ่ง
เดียวในอาณาจักรขุนเขาน้อย และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน!” จี๋เหว่ยกล่าว เต็มไปด้วยความ
ภาคภูมิใจ
“นั่นย่อมแน่นอน!” ซุนเปั่าก็มีสีหน้าภาคภูมิใจ มันเหลือบมองรอบๆ แวบหนึ่ง จากนั้น
ลดเสียงกล่าวอย่างแผ่วเบา “แต่จากที่ข้าเห็น เหล่าปั่านคงไม่คิดอยู่ในอาณาจักรขุนเขา
น้อย ดูอุโมงค์เหล่านี้เถอะ ค่ายกลขบวนมหึมาปานนี้ นอกเหนือจากจินตัน ข้าไม่
สามารถคิดถึงผู้ใดที่ต้องตระเตรียมการรับมือถึงเพียงนี้อีก”
จี๋เหว่ยเงียบงันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกล่าว “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ตั้งใจจะติดตามเหล่าปั่าน
ไปทุกหนแห่ง ข้าไม่ใช่บุรุษหนุ่มอีกแล้ว เห็นโลกอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว ไม่ต้อง
กล่าวถึงวิธีการที่เหล่าปั่านปฏิบัติต่อพวกเรา สำหรับเรื่องอื่น ไม่ว่าอยู่หรือตาย ข้าคร้าน
จะไปคิดถึง”
“วาจาไร้สาระเช่นนี้ยังจำเป็นต้องให้เจ้ากล่าวออกมาด้วยหรือ” ซุนเปั่าไม่แยแสสนใจ
“ในหมู่พวกเราย่อมไม่มีผู้ใดยินยอมจากไป หากเดรัจฉานน้อยตัวใดโง่งมจนกล้าจากไป
คอยดูข้าหักขาพวกมันเถอะ ข้าเชื่อมั่นในตัวเหล่าปั่าน เพียงแค่อาณาจักรขุนเขาน้อย
เล็กๆ เท่านี้ ไม่สามารถกักขังพยัคฆ์ร้ายเช่นเหล่าปั่านได้”
“เช่นนั้นเจ้ากล่าววาจาเหล่านี้ทำอะไร?” จี๋เหว่ยชายหางตามองคู่หูอย่างไม่สบอารมณ์
ซุนเปั่ากล่าวอย่างคึกคักฮึกเหิม “หรือเจ้าไม่ตื่นเต้น? เรากำลังจะเชือดจินตัน! จินตัน
เชียวนะ!”
จี๋เหว่ยเหลือกตา กล่าวอย่างไม่ไว้หน้า “เจ้าก็ชราแล้ว ไฉนยังทำตัวราวกับทารกน้อย?
รีบด่วน รีบด่วน เลิกเหลวไหลไร้สาระเสียที เราต้องนำสิ่งของเหล่านี้ไปส่งให้แก่เหล่า
ปั่าน เหล่าปั่านคงรอจนขุ่นข้องรำคาญแล้วกระมัง”
“เจ้าไม่ได้ตื่นเต้นเลยสักนิดหรือ? จินตัน นั่นเป็นจินตันจริงๆ นะ… …”
“อ้อ ข้าตื่นเต้นมาก”
“เจ้าไม่ตื่นเต้นเลยจริงๆ? จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร? เจ้า… …”
“ข้าว่าเจ้ามีเรี่ยวแรงล้นเหลือถึงเพียงนี้ รีบกลับไปหลอมสร้างฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำเพิ่ม
จะดีกว่า ไม้ไผ่ผอมแทบจะไม่มีสินค้าให้ขายได้ทันความต้องการของผู้คนแล้ว… …”
ในคลังสินค้า เปาอี้มองกองจิงสือกับวัตถุดิบเป็นภูเขาเลากา ใบหน้าเบิกบานเหมือนดอก
ทานตะวัน เหล่าปั่านยอดเยี่ยมจริงๆ ปฏิกิริยาลูกโซ่นี้รวดเร็วเกินไปแล้ว! หลังจาก
เหล่าต้าผู้นั้นออกไปได้ไม่นาน ซิวเจ่อหลายกลุ่มก็แล่นมาถึงในระยะเวลาอันสั้น บางคน
ซื้อต่อฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำจากผู้อื่น จากนั้นมาเสาะหาเพิ่มเติม ส่วนบางคนอยู่ใน
ระหว่างหลบหนีผ่านทางมา
นี่ต้องขอบคุณหอสำนักนอก การกวาดล้างอย่างคลุ้มคลั่งของพวกมัน ทำให้เหล่าซิวเจ่อ
ที่ไม่ยอมสยบ ต้องล่าถอยหลบหนีไปตลอดทาง ดังนั้นหลายคนย่อมผ่านมาทางเมืองอีกา
ทองคำ ทุกคนที่ผ่านมาพอมองเห็นเมืองอีกาทองคำบนยอดเขา ล้วนปากอ้าตาค้าง ตื่น
ตระหนกจนแทบพลัดตกลงมาจากท้องฟั้า
และสินค้าพิเศษเฉพาะที่เมืองนี้เปิดขาย ยังทำให้พวกมันต้องบ้าคลั่งไปจริงๆ
การปรากฏตัวของฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำเป็นระเบิดอันยิ่งใหญ่ จำนวนผู้ที่มาซื้อฟูกสมาธิ
กลั่นเกลาดำ ทุกวันมีมากล้นจนต้องต่อแถวยาวเหยียด ในความเป็นจริงพวกมันไม่ได้ซื้อ
หนึ่งคนต่อหนึ่งผืนเสียด้วยซ้ำ แต่ละกลุ่มมักจะซื้อครั้งละยี่สิบสามสิบผืน ผู้คนสามคน
หมุนเวียนกันใช้หนึ่งผืน จะเพียงพอต่อความต้องการประจำวันของพวกมันพอดี
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยตรงจากฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ คือจิงสือที่ผู้คนโยนทิ้งทุกที่
กลายเป็นมีคุณค่าเพิ่มขึ้นในบัดดล อาศัยฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ จิงสือยังมีค่ามากกว่า
เมล็ดข้าวปราณเสียอีก หลายคนทนนำจิงสือมาซื้อสินค้าไม่ได้ ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบมา
แลกเปลี่ยนแทน
ดังนั้นวัตถุดิบทุกประเภทไหลบ่ามายังเมืองอีกาทองคำ เป็นเหตุให้เปาอี้ฉวยโอกาสเพิ่ม
มาตรฐานสำหรับวัตถุดิบที่รับแลกเปลี่ยน
เปาอี้ใบหน้าสูบฉีดด้วยเลือดฝาด จิตใจคึกคักแจ่มใส มันเคยเป็นพ่อค้าตลาดมืดมาตั้ง
นาน ยังไม่เคยทำการค้าเช่นนี้มาก่อน สิ่งที่มันขายในตอนนี้สามารถพลิกฟั้าคว่ำดินใน
อาณาจักรขุนเขาน้อย มันรู้สึกว่าความรู้สึกสุขสบายจางๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
สินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้มันมีช่องว่างมากพอที่จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ของคำ
ว่า ‘ดำมืด’ ออกมาได้ถึงขีดสุด
ยุทธภัณฑ์เวท วัตถุดิบ จิงสือ … …
เราจะเก็บเกี่ยวพวกมัน เก็บเกี่ยวพวกมันทั้งหมด!
ราคาแพง? โอ้ ขออภัยจริงๆ เราลดไม่ได้อีกแล้ว!
ความมั่งคั่งบริบูรณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ครอบงำร่างกายทั้งหมดของเปาอี้
ชีวิตเป็นเช่นนี้ ยังจะมุ่งมาดปรารถนาอันใดอีก!
ท้องนภามืดดำฉาบด้วยสีแดงดุจโลหิต พื้นดินแห้งแล้งรกร้าง นี่เป็นสถานที่แห่งหนึ่งใน
มหานครนภาโลหิต
กองทัพอสูรตั้งค่ายทัพอยู่รายรอบบ่อน้ำพุซึ่งดูเหมือนโลหิตสดๆ แห่งหนึ่ง นี่ย่อมเป็น
น้ำพุเลือดอันโด่งดัง ในมหานครนภาโลหิตสามารถพบเห็นน้ำพุเลือดจนชินตา สำหรับ
อสูรปิศาจ น้ำพุเลือดเป็นสถานที่ที่ดีมาก อสูรสามารถพึ่งพามันระงับพลังงานอันพลุ่ง
พล่านปันปั่วน ส่วนปิศาจสามารถถดื่มกินน้ำพุเลือดได้โดยตรง เพื่อฟืนฟูเรี่ยวแรงของ
พวกมัน แต่สำหรับซิวเจ่อ น้ำพุเลือดเป็นสถานที่อันเลวร้าย ยิ่งอยู่ใกล้น้ำพุเลือดมาก
เท่าใด ปราณธรรมชาติยิ่งปันปั่วนและรุนแรงมากเท่านั้น ละอองโลหิตของน้ำพุเลือดยัง
เป็นพิษร้ายสำหรับซิวเจ่อ ซิวเจ่อภายใต้ด่านจินตันหากสัมผัสถูกแม้แต่น้อย พวกมันจะ
ถูกพิษทันที หากไม่ระวัง อาจถึงตายได้ง่ายๆ
ทัพอสูรกองนี้มีไพร่พลราวหนึ่งพันคน
“พวกเราอยู่ไกลจากอาณาจักรขุนเขาน้อยเท่าใด?” ผู้บัญชาการกองทัพสอบถาม
“ราวสิบห้าวัน” รองผู้บัญชาการรีบตอบ
ทันใดนั้น หนึ่งในเม็ดไข่มุกบนปลอกแขนของผู้บัญชาการสว่างเจิดจ้าด้วยแสงสีคราม มัน
อุทานเบาๆ “จดหมายบุปผาคราม! คำสั่งจากสภาผู้อาวุโส!”
มันรีบฉวยเม็ดไข่มุกที่ทอแสงสีคราม โยนลงบนพื้น เพียะ ทันทีที่เม็ดไข่มุกกระทบพื้น ก็
จมดิ่งลงไป อย่างรวดเร็ว ต้นไม้สีครามงอกขึ้นและเติบโตด้วยระดับความเร็วที่มองเห็น
ได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า ออกดอกสะพรั่ง แล้วกลายเป็นผล
ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นระยะเวลาเพียงสองอึดใจเท่านั้น
ผลไม้สีครามปลดปล่อยหมอกครามจางๆ ออกมา หมอกกลุ่มนั้นล่องลอยและหมุนวน
กลายเป็นใบหน้าชราดวงหนึ่ง
“ใต้เท้าเทียนเซิง สภาผู้อาวุโสได้ปรึกษาหารือกันอย่างถี่ถ้วน มีคำสั่งให้กองทัพของท่าน
เร่งรุดไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย ด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังจากไปถึง
ให้เข้ายึดแม่น้ำอาณาจักรที่ไปยังอาณาจักรวารีฟั้าในทันที ภารกิจนี้ไม่อนุญาตให้
ล้มเหลว!”
“รับทราบ!” เทียนเซิงตอบรับอย่างหนักแน่น
เพียะ หมอกกระจายหายไป ต้นบุปผาสีครามเหี่ยวแห้งอย่างรวดเร็ว กลายเป็นผุยผงใน
ชั่วพริบตา สายลมกรรโชกแรง ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป จัดขบวนทัพ เตรียมตัวออกเดินทางในบัดดล” เทียนเซิงกล่าว
หนักๆ
“ขอรับ!” รองผู้บัญชาการรีบรุดไปปฏิบัติตามคำสั่ง
เทียนเซิงยังคงครุ่นคิดถึงคำสั่งเมื่อสักครู่ ในบรรดาคำสั่งทางทหารทั้งหมดของกองทัพ
อสูร มีเพียงคำสั่งจากสภาผู้อาวุโสจึงสามารถใช้จดหมายบุปผาคราม กล่าวอีกอย่างก็คือ
คำสั่งนี้มาจากสภาผู้อาวุโสโดยตรง สถานการณ์เช่นนี้หาได้ยากมาก นี่นับเป็นครั้งแรกที่
มันพบเจอ
มีบางอย่างเกิดขึ้นในอาณาจักรขุนเขาน้อย!
แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้พักผ่อนเป็นเวลานาน ไพร่พลยังไม่ฟืนตัวจากอาการเหนื่อยล้า แต่
เมื่อมีคำสั่งเร่งด่วนลงมา ระเบียบวินัยที่ดีของกองทัพอสูรก็เป็นที่ประจักษ์อย่างเต็มที่ใน
เวลานี้เอง พวกมันจัดขบวนทัพอย่างเร่งรีบ
“อาณาจักรขุนเขาน้อย เดินทางด้วยความเร็วเต็มพิกัด!”
ต่งเฉิงบิดกายอย่างเกียจคร้าน ยากนักที่จะสามารถมีชีวิตอย่างเกียจคร้านในอาณาจักร
ขุนเขาน้อย มันลอบภาคภูมิใจกับความรู้สึกอันเฉียบไวของตน ในฐานะกองกำลังแรกที่
ยอมสวามิภักดิ์ต่อหอสำนักนอก มันกลายเป็นแบบอย่างที่ดี และได้รับมอบหมายให้ดูแล
หอสาขาแห่งแรกของหอสำนักนอก
หัวหน้าหอสาขาแรกของหอสำนักนอก มันหรี่ตา ดื่มด่ำรื่นรมย์กับแสงแดดที่ส่องต้อง
ใบหน้า เพียงแค่ฉายานามนี้ก็เพียงพอให้มันมีชีวิตที่ดีงามในอนาคต
แม้ว่าภาระงานแต่ละเดือนจะไม่ใช่เบา แต่นับว่าสุขสบายกว่าชีวิตที่ผ่านมาของมันมาก
อ้อ มันต้องร้องขอทาสฝึกตนจากหอหลักอีกสักชุดใหญ่ๆ เสียแล้ว
ทันใดนั้น ลูกสมุนผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในลาน ร้องบอกอย่างหวาดผวา “ต้าเห
ริน! ต้าเหริน! แย่แล้ว แย่แล้ว!”
ความฝันของต่งเฉิงถูกขัดจังหวะ อารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาทันที ขมวดคิ้วดุว่า “แตกตื่นอันใด
ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย!”
“แย่แล้ว! ต้าเหริน! แย่แล้ว… …”
“ฮึ่ม ว่ามา อันใดแย่?” ต่งเฉิงยิ่งขุ่นข้องรำคาญกว่าเดิม ตกลงใจว่าหากสิ่งที่เจ้าผู้นี้กล่าว
มาไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะลงโทษให้หลาบจำทีเดียว
“มีคนโจมตีเรา… …”
“ผายลม!” ต่งเฉิงแค่นเสียง “ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่มีผู้ใดกล้ามาหาเรื่องหอสำนัก
นอกเรา เพื่อ… …”
ประโยคของมันหยุดลงกะทันหัน ร่างแข็งทื่อ เหม่อมองท้องฟั้าอย่างโง่งม
บนท้องฟั้า เห็นกองทัพหนึ่งยืนเรียงราย ก้มมองลงมาที่พวกมันอย่างเฉยชา
ทันใดนั้นต่งเฉิงฉุกคิดถึงเรื่องราวหนึ่ง ใบหน้าเผือดสีในบัดดล มือเท้าเย็นเฉียบ ขวัญ
วิญญาณแทบหลุดลอยออกจากร่าง!