สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 282 หินเคียวไฟ
หยงเวยไม่ใช่เพิ่งมายังอาณาจักรขุนเขาน้อยเป็นครั้งแรก แต่เมื่อนางพบเห็น
อาณาจักรขุนเขาน้อยที่อยู่ในสภาพพังพินาศ ยังคงตะลึงลาน เหล่าองครักษ์ของจวนที่มา
กับนางล้วนตกตะลึงพอๆ กัน
“พรรคฟั้ากระจ่างไม่ใช่ตัวดีจริงๆ! พวกเจ้าดูอาณาจักรขุนเขาน้อย ดูว่าพวกมันทำอันใด
กับที่แห่งนี้?” บางคนพึมพำ
“ใช่แล้ว พวกมันจะต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์!”
“หรือว่าโหวเหยีย*คิดลงมือกับพรรคฟั้ากระจ่าง?” (โหวเหยีย – หมายถึงท่านพระยา
โหวเป็นชื่อบรรดาศักดิ์ ในที่นี้เทียบเท่าชั้น พระยา ของไทย)
“อย่าคาดเดาเหลวไหล… …”
ได้ยินคำบ่นพึมพำของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา หยงเวยไม่ได้กล่าววาจา จิตใจฟุั้งซ่านอยู่
บ้าง อึดใจใหญ่ค่อยได้สติคืนมา นางไม่ได้พบบรรพชนฟั้ากระจ่างอย่างที่คาดไว้ ตรา
สัญลักษณ์ของโหวเหยียพอถูกนำเสนอขึ้นไป พรรคฟั้ากระจ่างก็ปล่อยให้พวกนางเข้าสู่
อาณาจักรขุนเขาน้อยอย่างสะดวกดาย
นางรู้สึกถึงอารมณ์ตึงเครียดของพรรคฟั้ากระจ่างได้อย่างชัดเจน นางยังได้ยินพวกมัน
ถกเถียงกันเบาๆ คล้ายมีปัญหา
อาณาจักรขุนเขาน้อยใช่เกิดเรื่องขึ้นอีกครั้งหรือไม่?
อุบัติการณ์ดาวพร่างกลางทิวาในอาณาจักรนภาจันทร์คราวนั้น ก่อกวนผู้คนมากมาย
นางทราบว่าโหวเหยียสนอกสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ แม้ว่านางถูกโหวเหยียเลี้ยงดูมาตั้งแต่
เล็กแต่น้อย ยังแทบไม่เคยเห็นโหวเหยียห่วงกังวลกับเรื่องใดถึงเพียงนี้มาก่อน
โหวเหยียมีประวัติความเป็นมาลึกลับ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอาณาจักรนภาจันทร์
ในคราวนั้น แม้ว่าโหวเหยียจะไม่ได้ยื่นมือเข้าข้องเกี่ยว แต่เพราะดาวพร่างกลางทิวาครั้ง
นั้นเอง เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นสีหน้าเคร่งเครียดกังวลบนใบหน้าของโหวเหยีย
และนี่เป็นครั้งที่สอง มิหนำซ้ำยังเป็นเพราะดาวพร่างกลางทิวาอีกหน
ในจวนของโหวเหยียมีม้วนหยกและบันทึกเก่าแก่มากมาย เมื่อเติบโตขึ้นในจวนตั้งแต่เล็ก
ความรอบรู้ของหยงเวยก็ลึกล้ำกว้างขวางกว่าซิวเจ่อส่วนใหญ่ นางทราบว่าดาวพร่าง
กลางทิวาเป็นเรื่องราวใด
นางรู้สึกงงงวยอยู่บ้าง โหวเหยียที่นางรู้จักในยามปกติ คือคนไม่อินังขังขอบผู้หนึ่ง ยามนี้
โหวเหยียกลับวิตกกังวลกับเรื่องนี้ นางย่อมอดกังวลไม่ได้เช่นกัน
หยงเวยตั้งสติ ระงับจิตใจ กล่าวหนักๆ “ไปกันเถอะ”
องครักษ์จวนหุบปากทันควัน คุณหนูหยงแม้ว่าจะไม่ใช่เชื้อสายโดยตรงของโหวเหยีย แต่
ในแง่ความรักใคร่เอ็นดู นางเป็นอันดับแรกในจวน ที่สำคัญคุณหนูหยงไม่เคยทำให้โหว
เหยียผิดหวัง นางเด่นล้ำทุกด้านตั้งแต่เยาว์วัย เพียงแต่นางไม่ชมชอบออกจากจวน จึงไม่
ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป บรรดาองครักษ์จวนไม่ว่าจะอยู่ในจวนมานานเท่าใด ยาม
พบเห็นนางล้วนเคารพนบนอบ ไม่กล้าวางท่าเย่อหยิ่งแม้แต่น้อย
หยงเวยเริ่มรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา นางสมควรเริ่มต้นตรวจสอบดาวพร่างกลาง
ทิวาจากที่ใด?
เจี่ยงห่าวมองใบรางวัลนำจับ น้ำลายแทบไหลหยดย้อย “พี่ใหญ่ ทีนี้เราจะรวยกันยก
ใหญ่แล้ว!” คนอื่นๆ ก็เผยสีหน้าละโมบอย่างไม่ปิดบัง
เจี่ยงเหวยกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ แต่มันสงบเยือกเย็นกว่าผู้เป็นน้องชาย เมื่อใดที่หวน
คิดถึงสตรีซิวเจ่อผู้แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว ยังคงจมอยู่ในความอกสั่นขวัญ
แขวนไม่คลาย
“อย่าลืมสตรีนางนั้น” สุ้มเสียงมันแหบแห้ง
รอบข้างพลันเงียบกริบดุจปั่าช้า ความหวาดผวาตรึงแน่นอยู่ในดวงตาทุกผู้คน หลังจาก
ชมดูการสังหารหมู่โดยไร้สุ้มเสียงคราวนั้น สามคนในกลุ่มพวกมันหวาดหวั่นขวัญผวาไม่
คลาย เป็นระยะเวลานาน จนพลังบำเพ็ญเพียรแตกซ่าน เสียงกรีดร้องก่อนตายของพวก
มัน ยังคล้ายสะท้อนก้องอยู่เต็มสองหูของทุกคน
เปลวไฟแห่งความละโมบในดวงตาพวกมันเหมือนถูกถังน้ำเย็นราดรดในบัดดล
เจี่ยงห่าวสั่นสะท้าน แต่ยังฝืนเค้นรอยยิ้มบิดเบี้ยว พลางกล่าว “คนที่จะไปหาพวกมันคือ
หอสำนักนอก ไม่ว่าสตรีนางนั้นจะร้ายกาจปานใด นางก็มีคนเดียว… …” กล่าวไปกล่าว
ไป เสียงก็แผ่วลงแผ่วลง ใบหน้าเผือดสีลงทุกขณะ
“ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์มากมายเท่าใด แต่ยังต้องมีชีวิตไว้เพลิดเพลินกับมัน” เจี่ยงเหวย
ดวงเต็มเต็มไปเส้นเลือดแดงก่ำ กล่าวหนักๆ “ในเมื่อหอสำนักนอกกำลังค้นหาพวกมัน
ช้าเร็วก็ต้องต้องหาพบอยู่ดี ไม่แน่ว่าให้หาพบช้าลงอาจจะดีกว่า การต่อสู้ของพวกมัน
เป็นประโยชน์ต่อเรา บางทีเราอาจสามารถออกจากสถานที่บัดซบนี้ได้เสียที”
“พี่ใหญ่ ท่านประเมินพวกมันสูงส่งเกินไปแล้ว” เจี่ยงห่าวแย้งด้วยรอยยิ้มเต็มฝืน
“มิใช่ว่าข้าประเมินพวกมันสูงส่ง แต่ข้าภาวนาให้พวกมันทำสำเร็จ!” เจี่ยงเหวยกล่าว
พลางทอดถอน
คนทั้งหมดล้วนเงียบงันไป
ในอุโมงค์อันใหญ่โตของจั่วม่อ รอบด้านเต็มไปด้วยลวดลายค่ายกล ในใจมันตื่นเต้นยินดี
ถึงที่สุด เสร็จสมบูรณ์! ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว!
อาศัยพลังของตนเอง ก่อตั้งขบวนค่ายกลมหึมาเช่นนี้ เพียงพอให้ภาคภูมิใจแล้ว!
หวนคิดถึงการโหมก่อสร้างทั้งวันทั้งคืน มีแต่ตัวมันที่ทราบว่าลำบากลำบนถึงเพียงไหน
นับตั้งแต่เริ่มสร้างเมืองอีกาทองคำ มันไม่คิดเลยว่าจะสามารถทำสำเร็จได้จริงๆ
สถานการณ์ภายนอกเขม็งเกลียวราวกับแส้ล่องหน คอยหวดฟาดเร่งรัดมันอยู่ตลอดเวลา
กระตุ้นให้มันเร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ!
เมื่อมาถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง จั่วม่อกลับรู้สึกคล้ายเป็นความฝัน
“บอกข้าที นี่เป็นความจริงหรือ?” จั่วม่อพลันหันไปถามสตรีซิวเจ่อ
นางคล้ายไม่ได้ฟัง ทั้งยังไม่ตอบสนองตามเคย
จั่วม่อหัวร่อฮี่ฮี่ ไม่สนใจนาง หันกลับมารำพึงกับตัวเอง “โปรดอย่าให้เป็นเพียงแค่ความ
ฝันเลย!”
ในช่วงที่ผ่านมา พลังจิตสำนึกของมันรุดหน้าไปมาก ฝีมือเล่นกับไฟของมันก็ลึกล้ำขึ้นทุก
วัน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การทำงานช่วงหลังเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว หากอาศัยระดับ
ทักษะเดิม คิดกระทำโครงการใหญ่โตถึงเพียงนี้ให้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ ไม่มีเวลาอีกครึ่ง
ปี ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน
คราวนี้ผูเยาไม่ได้หลอกลวงมัน ตลอดกระบวนการสร้างเมือง มันมีความก้าวหน้าอย่าง
ใหญ่หลวง กระทั่งตัวมันเองยังตื่นตะลึง ศีรษะเหล็กหยกเข้าสู่การสุกงอมครั้งที่สาม และ
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อตื่นเต้นยินดีมากที่สุด คือพลังจิตสำนึกของมันเติบโตขึ้นถึงสามเท่า เวลา
นี้มันรู้สึกราวกับบ่อน้ำที่มีน้ำมากจนแทบล้นออกมา เกรงว่าจิตสำนึกของมันสมควรอยู่ไม่
ไกลจากการยกระดับ นอกจากนี้มันยังรู้สึกอย่างเลือนราง ว่าหากการยกระดับในครั้งนี้
ประสบความสำเร็จ ระดับชั้นของการรุดหน้าจะก้าวไกลและใหญ่โตยิ่ง
กวาดตามองรอบด้าน จั่วม่อพลันเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปียมล้น!
แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับจินตันก็ตาม!
ถึงตอนนี้ เหลืออีกเพียงอย่างเดียวที่มันต้องทำ…
จั่วม่อไม่ได้บอกผู้ใดว่างานของมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่บุคคลแรกที่รู้สึกถึงผลกระทบ
คือเปาอี้ ที่ผ่านมาอัตราการผลิตฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำไม่ทันต่อความต้องการ เปาอี้ทั้ง
ภาคภูมิใจ ทั้งเกือบจะคลั่งใจตาย
แต่จู่ๆ อัตราการผลิตฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำก็พุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว เปาอี้ทราบทันทีว่า
เป็นเรื่องราวใด
มีแต่ตอนที่ทางด้านเหล่าปั่านไม่ต้องการชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบใดอีกแล้ว ผู้คนในฝั่ายหลอม
สร้างจึงสามารถทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดของพวกมันในการทำฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ ใน
สองสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองอีกาทองคำ หนึ่งคือไฟอีกาทองคำ อีกหนึ่งคือฟูก
สมาธิกลั่นเกลาดำ นอกจากสินค้าส่วนที่เปาอี้จงใจเก็บเอาไว้แล้ว ไฟอีกาทองคำส่วนที่
เหลือล้วนขายออกไปหมดสิ้น เฉพาะเหล่าปั่านเท่านั้นที่สามารถผลิตไฟอีกาทองคำ แต่
เหล่าปั่านตอนนี้ไม่มีผู้ใดพบเห็นตลอดทั้งวัน ผู้ใดจะคาดหวังให้มันสร้างไฟอีกาทองคำ
ออกมาเพิ่มได้?
เมืองอีกาทองคำในตอนนี้ได้แต่ขายสินค้าหลักชนิดเดียวเท่านั้น ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ
ความสามารถมหัศจรรย์ของฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรขุนเขาน้อย
ดุจติดปีกบิน ซิวเจ่อมากมายนับไม่ถ้วนไหลบ่ามาจากทุกสารทิศ มุ่งหน้ามายังเมืองอีกา
ทองคำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ภายในอุโมงค์เหมืองอันมืดครึ้ม เจดีย์น้อยลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับหัวหน้าคนงานที่
คอยกำกับควบคุมให้บรรดาหุ่นเชิดทำงานอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของนก
โง่คราวที่แล้วขู่ขวัญเจดีย์น้อยจอมขี้ขลาดจนหวาดกลัวแทบตาย แม้ว่าจั่วม่อพอกลับมาก็
ไม่เคยตำหนิมัน แต่เจดีย์น้อยยังคงแสดงท่าทีสำนึกผิด ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม
เป็นการแก้ตัว
นี่ทำให้อัตราการผลิตจิงสือกับก้อนแร่ในระยะนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้ารื่นเริงบน
ใบหน้าเปาอี้ยิ่งมายิ่งเบ่งบานขึ้นทุกวัน
ทันใดนั้น หุ่นเชิดทองแดงหยุดขุดอย่างกะทันหัน มองสิ่งของแปลกๆ ที่อยู่ตรงหน้ามัน
อย่างงงงวย
เจดีย์น้อยค้นพบความผิดปกติในบัดดล รีบบินเข้ามาชมดู
ของสิ่งนั้นเป็นก้อนหินสีแดงสดที่แผ่ซ่านกลิ่นอายอันแปลกประหลาด เจดีย์น้อยเอียงคอ
มองก้อนหินสีแดงชิ้นนี้อย่างมึนงง
เจดีย์น้อยเชื่อมต่อกับจั่วม่อ จั่วม่อได้รับข้อมูลจากเจดีย์น้อยในทันที รีบแล่นไปยังที่เกิด
เหตุโดยไม่รีรอ
“ฮะ หินก้อนนี้แปลกจริงๆ” จั่วม่อพอเข้ามาถึงก็ลองเคาะดู
ก้อนหินสีแดงมีขนาดเท่าโต๊ะ รูปโฉมคล้ายชิ้นหยกแดง แผ่ซ่านกลิ่นอายอุ่นระอุ แต่สิ่งที่
แปลกประหลาดที่สุด คือก้อนหินนี้มีพลังชีวิตอันเข้มแข็ง หากผู้ใดเข้าไปใกล้ จะได้ยิน
เสียงหัวใจเต้นอย่างเลือนราง
เจ้านี่เป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่? จั่วม่อรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ หลังจากเดินวนรอบ
ก้อนหิน ชมดูอยู่นาน เค้นสมองครุ่นคิดเท่าใด ยังไม่สามารถนึกออกว่าก้อนหินสีแดงที่
ร้อนแรงนี้เป็นสิ่งใดกันแน่ …เช่นนั้นก็เหลือเพียงวิธีเดียว…
“ผูเยา เจ้านี่คือสิ่งใด?” จั่วม่อแล่นเข้าไปถามผูเยา
ผูเยานั่งอยู่หน้าปั้ายศิลาสุสาน หลับตาผ่อนคลาย ทำท่าราวกับไม่ได้ยินจั่วม่อ
เห็นสีหน้าท่าทีของผูเยา จั่วม่อเข้าใจว่าเจ้าผู้นี้ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ดี อย่างไรก็ตาม มันได้
ลืมเลือนสิ่งที่มันเคยทำไปตั้งนานแล้ว
ลูกผู้ชายยกขึ้นได้วางลงได้ เกอจะยอมทนไปก่อน
จั่วม่อปันรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า “ผูเยา เจ้าเป็นอสูรฟั้าผู้ทรงเกียรติ จะมาขุ่นข้องหมองใจ
อันใดกับคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างข้า? เกอ … อ้า ไม่ใช่ๆ หากน้องเล็กผู้นี้มีที่ใดล่วงเกินไป
บ้าง โปรดอย่าถือสาเลย”
ผูเยาดวงตายังคงปิดสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แต่จั่วม่อสังเกตเห็นเอวของผูเยายืด
เหยียดขึ้นเล็กน้อย
ได้ผล!
“ผูเยา เจ้าเป็นอสูรฟั้าอายุพันปี! ท่วงท่าอันงามสง่านั่น จิตใจอันกว้างขวางของเจ้า กว้าง
กว่าแผ่นฟั้า ลึกล้ำกว่าห้วงสมุทร ภูมิปัญญาของเจ้า เจ้า… …”
“พอแล้ว พอแล้ว! เลิกเยินยอข้าเสียที!” ผูเยาอดรนทนไม่ไหว แต่รอยยิ้มที่มุมปากเผย
อารมณ์เบิกบานใจของมันออกมา
จั่วม่อในใจลอบหัวร่อเยาะหยัน อย่างที่คาดไว้จากของโบราณพันปี แต่มันทำทีเป็นค้อม
กายน้อยๆ อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ปันรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้า “ชี้แนะข้าสัก
นิดได้หรือไม่?”
“อะแฮ่ม” ผูเยาแสร้งกระแอมเบาๆ ก่อนร่ายยาวด้วยเสียงเนิบนาบ “เจ้าไม่เคยเห็นของ
สิ่งนี้มาก่อนนับว่าไม่น่าอาย มีซิวเจ่อไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยเห็นมัน เจ้าสิ่งนี้เรียกว่าหินเคียว
ไฟ หลังจากดูดซับแก่นสารของสุริยันจันทรามาเป็นเวลานาน ก็บังเกิดสติปัญญาขึ้น หาก
ไม่เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรขุนเขาน้อย หินเคียวไฟชิ้นนี้จะกลายเป็นสมบัติล้ำ
ค่าแห่งฟั้าดิน ระดับไม่ต่ำกว่าระดับห้า”
“เช่นนั้นตอนนี้เล่า?” จั่วม่อถามอย่างใคร่รู้
“ทุกวันนี้ปราณธรรมชาติในอาณาจักรขุนเขาน้อยสลายไป พลังแห่งความโกลาหลเพิ่ม
สูงขึ้น แต่ชิ้นส่วนของหินเคียวไฟชิ้นนี้เมื่อมีสติปัญญา มันไม่สามารถดูดซับปราณ
ธรรมชาติได้ จึงหันไปดูดซับพลังแห่งความโกลาหลแทน”
จั่วม่อไม่เข้าใจอยู่บ้าง “พลังแห่งความโกลาหล?”
“ความโกลาหลคือต้นกำเนิดของพลังทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นซิวเจ่อ อสูรหรือปิศาจ ล้วน
ได้รับพลังงานมาจากความโกลาหล เพียงแต่ทุกคนเดินไปในมรรคาที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์
จึงแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่อสูรปิศาจกระทำคือคล้อยตามความโกลาหล แต่
ซิวเจ่อเลือกที่จะย้อนทวน พลังปราณของซิวเจ่อจึงเป็นศัตรูตามธรรมชาติกับพลังแห่ง
ความโกลาหล”
“ความหมายของเจ้าคือมันจะกลายเป็นอสูรปิศาจใช่หรือไม่?” จั่วม่อชี้ก้อนหินพลางถาม
อย่างตื่นตะลึง
“กลายเป็นอสูร” ผูเยาลำพองใจอย่างเห็นได้ชัด “ก้อนหินนี้หล่อเลี้ยงอสูรไฟอยู่ภายใน
นั้น แต่ก่อนที่มันจะออกมา ข้าก็ไม่ทราบว่าเป็นอสูรไฟประเภทใด พืชหญ้า ก้อนหิน ดิน
น้ำ ไฟและโลหะที่มีสติปัญญาจะกลายเป็นอสูร สัตว์ร้ายที่มีสติปัญญาจะกลายเป็นปิศาจ
ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้าโยนสัตว์ปราณเข้าไปในสถานที่เช่นมหานครนภาโลหิต ค่อยๆ
ถูกพลังแห่งความสับสนวุ่นวายกัดกร่อน สุดท้ายมันจะกลายเป็นเผ่าปิศาจไป”
จั่วม่อพอฟังเข้าใจ รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง “ที่แท้เป็นแค่อสูรตัวหนึ่ง เช่นนั้นสมควรฆ่าปิศาจ
พิฆาตอสูรเสียเลยดีหรือไม่?”
ผูเยาใบหน้าเปลี่ยนเป็นดำคล้ำทันที “เจ้าจะฆ่าผู้ใด?”
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ค่อยนึกออกว่าคนตรงหน้ามันเป็นอสูรฟั้าตนหนึ่ง รีบหัวร่อกลบ
เกลื่อน “ฮ่าฮ่า ข้าล้อเล่น ล้อเล่น!” จากนั้นแก้เกี้ยวว่า “ข้าแค่ผิดหวังมากไปหน่อย นึก
ว่าขุดเจอสมบัติ ที่ไหนได้ กลายเป็นของไร้ประโยชน์ไปเสียได้”
“แล้วใครบอกเจ้าว่ามันไร้ประโยชน์?” ผูเยาเห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นอยู่บ้าง “เจ้าแค่ไม่รู้จัก
ว่าอะไรดีไม่ดีเท่านั้น! สมบัติ เฮอะ กระทั่งวางไว้ตรงหน้าเจ้า เจ้ายังไม่ล่วงรู้ ยังจะฝันหา
สมบัติใด?”
“เช่นนั้นเจ้าสิ่งนี้ใช้ทำอะไร?”
ผูเยาปิดปากสนิท วางท่าเย่อหยิ่งลำพอง
จั่วม่อไม่หลงกล เรียกกระบี่บินออกมาจากแหวนเล่มหนึ่ง จ่อจี้ใส่หินเคียวไฟ “เฮอะ
หากข้าไม่สามารถใช้งาน ใครก็อย่าหวังจะได้ใช้ ตายเสียเถอะ!”
ผูเยาตาเหลือก รีบกล่าว “อสูรไฟก็ไม่ได้แตกต่างจากสัตว์ปราณของพวกเจ้า เจ้าสามารถ
ใช้พลังบางอย่างของมันได้”
“อ้อ เช่นนั้นเอง แต่ข้าไม่รู้วิธี”
“แค่หยดเลือดลงไป” พอกล่าวจบคำ ค่อยรู้สึกตัวว่าหลงกลแล้ว
จริงดังคาด จั่วม่อชักกระบี่บินกลับอย่างยินดีปรีดา ปาดใส่นิ้วตัวเองวูบหนึ่ง บีบปลายนิ้ว
ให้เลือดหยดลงบนหินเคียวไฟ สีหน้าเต็มไปด้วยชัยชนะ
—————————-
หมายเหตุ – ช่วง อ๊ะ อ๊ะ ข้าจำเจ้าได้นะ!
เจี่ยงเหวยกับเจี่ยงห่าว – คือกลุ่มที่แปลงเป็นนกอินทรี แล้วโดนจั่วม่อเอาปั้อมสายฟั้ายิง
ใส่ เซ่นสังเวยเป็นศพแรก หลังจากนั้นยังถูกสาวหน้ากากไล่ kill แบบ unstoppable
จนหนีหางจุกตูดไปนั่นเอง