สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 286 พวกมันมาถึงแล้ว!
หยงเวยเฝ้ามองกองกำลังที่หายลับไปตรงเส้นขอบฟ้า ในใจเต็มไปด้วยความตื่น
ตะลึงจนพูดไม่ออก
หลังจากชมดูการต่อสู้ทั้งหมดด้วยสายตาตนเอง กองกำลังหกร้อยหรือเจ็ดร้อย
คนนี้ทิ้งความประทับใจให้แก่นางอย่างลึกล้ า การโถมโจมตีที่แหลมคมราวกับปลาย
ดาบอันพิสดาร ในช่วงเวลานั้น กระทั่งนางเองยังมีความคิดที่จะหลบลี้หนีหน้าไปให้
ไกลที่สุด
นี่เป็นการต่อสู้ที่แทบไม่อาจเรียกว่าการต่อสู้ มันจบสิ้นลงในช่วงเวลาอันกระชั้น
สั้นเป็นที่สุด กองกำลังนี้ประดุจดาบคมกล้า สะบั้นศัตรูออกเป็นชิ้นๆ ในชั่วพริบตา
ถูกต้อง นอกเหนือจากคำว่าสะบั้น หยงเวยก็ไม่สามารถนึกหาคำใดที่จะใช้บรรยาย
ฉากที่นางเห็นได้เหมาะสมไปกว่านี้อีก
ฝ่ายศัตรูเป็นกองกำลังที่มีไพร่พลร่วมหนึ่งพันคน!
เหล่าองครักษ์จวนที่อยู่ข้างกายหยงเวยล้วนปากอ้าตาค้าง มองตามท้องฟ้าว่าง
เปล่าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ฉากที่ได้ชมดูเมื่อครู่ส่งผลกระทบกับพวกมันอย่างใหญ่
หลวง การพุ่งจู่โจมอันคมกล้าที่ไร้ผู้ต้านติด ราวกับสายฟ้าทะลวงเข้าไปในหัวใจของ
พวกมันด้วย!
กองกำลังพันคนไม่ต่างอันใดกับคนกระดาษ เพียงปะทะครั้งเดียว พวกมันก็แตก
พ่าย กองทัพพังทลายเป็นเสี่ยงๆ หยงเวยไม่เคยคาดคิด ว่าเมื่อเสียงกรีดฝ่าอากาศกับ
พลังสภาวะสุดแหลมคมของปราณกระบี่ยักษ์มาประกอบเข้าด้วยกัน จะงดงาม
ตระการตาถึงเพียงนั้น กระชากขวัญวิญญาณถึงเพียงนั้น กระทั่งพวกมันที่เป็นเพียง
ผู้ชม ยังรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน มือเท้าเย็นเฉียบ แล้วบรรดาผู้ที่เผชิญหน้ากับการโจมตี
โดยตรงเล่า จะสยองขวัญสั่นประสาทถึงเพียงไหน?
ไม่มีผู้ใดหัวร่อเยาะกองกำลังที่พ่ายแพ้
ในอาณาจักรขุนเขาน้อยไฉนมีกองทัพอันร้ายกาจถึงเพียงนี้อยู่ด้วย?
แม้แต่ในอาณาจักรวารีฟ้าของพวกมัน กองกำลังที่สามารถบรรลุถึงระดับชั้นนี้
ได้ สมควรมีไม่เกินหนึ่งหรือสองกองทัพเท่านั้น
“เหล่าต้า มีคนติดตามพวกเรามา” เซี่ยซานกระซิบบอกกงซุนชา
หลายคนในกองทัพสังเกตเห็นกลุ่มคนที่ติดตามพวกมันมาทางด้านหลังอยู่แล้ว
แต่พวกมันไม่ได้วิตกกังวล เพียงอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างเท่านั้น หลังจากทำสงคราม
มานาน ผู้คนที่พบเห็นการสู้รบของพวกมันล้วนเร่งรีบหลบลี้หนีหน้าราวกับสายลม นี่
เป็นครั้งแรกที่พวกมันเห็นคนที่กล้าติดตามพวกมันมาเช่นนี้
กงซุนชาเหลียวหน้ากลับไปมอง “อ้อ ลองไปถามดู”
เซี่ยซานลอบตำหนิตัวเองปากมาก นี่ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? แต่เมื่อ
แม่นางน้อยสั่งการลงมา มันก็ได้แต่บินย้อนกลับไปยังคนกลุ่มนั้น
กล่าวตามความสัตย์ หยงเวยก็รู้สึกกังวลไม่น้อย หากอีกฝ่ายไม่ถือหลักเหตุผล
เพียงพุ่งจู่โจมเข่นฆ่าเข้ามาอย่างไม่ไว้หน้า พวกนางก็ได้แต่หลบหนีเท่านั้น แต่นาง
สังเกตเห็นอีกฝ่ายไม่คล้ายหมกมุ่นอยู่กับการเข่นฆ่าสังหาร อีกทั้งยังไม่ได้ไล่ล่าเหล่า
ศัตรูที่หลบหนี
นางกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับกองกำลังนี้จนอดใจไม่ไหวจริงๆ นางศึกษาร่ าเรียนมา
ตั้งแต่เด็ก ภูมิความรู้เหนือล้ ากว่าผู้คนทั่วไป เป็นธรรมดาที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
กองกำลังนี้เริ่มมีรูปร่างของกองทัพที่แท้จริงแล้ว นางทราบกระจ่างว่าการสร้าง
กองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ไพร่พลสมควรต้องคัดเลือกอย่างรอบคอบ ต้องมีสมาชิกที่มี
ฝีมือ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายมหาศาล… …
ในอาณาจักรวารีฟ้ามีค่ายพรรคสำนักมากมายนับไม่ถ้วน แต่มีเพียงสองสำนัก
เท่านั้นที่มีกองทัพ
นางติดตามโหวเหยียมาแต่เล็กแต่น้อย ทราบดีว่าโหวเหยียมีความคิดสร้าง
กองทัพมานานแล้ว แต่ติดขัดที่ปัญหากำลังคน ผู้คนประเภทเดียวที่สามารถสร้าง
กองทัพย่อมเป็นเหล่าแม่ทัพบัญชาการศึก แต่เฉพาะสำนักใหญ่อันทรงพลังอำนาจ
เท่านั้น ที่มีความสามารถในการเพาะสร้างแม่ทัพบัญชาการศึก
เหล่าองครักษ์จวนที่นางนำมาด้วย มองผิวเผินอาจดูคล้ายยอดฝีมือ แต่หาก
เปรียบเทียบกัน ก็สามารถเห็นควมแตกต่างได้ทันที หยงเวยดวงตาแหลมคม นาง
สามารถมองเห็นได้ว่า ซิวเจ่อในกองกำลังนี้ ส่วนใหญ่พลังฝีมือไม่เทียบเท่าองครักษ์
จวนภายใต้บังคับบัญชาของนาง
แต่หากสู้กันเป็นกองกำลังด้วยจำนวนคนที่เท่ากัน ฝ่ายที่ตายก่อนจะเป็นเหล่า
องครักษ์จวนของนางอย่างไม่ต้องสงสัย นี่ทำให้หยงเวยลองเสี่ยงติดตามมา ดูว่า
สามารถเกลี้ยกล่อมแม่ทัพบัญชาการศึกผู้นี้ หรือกองกำลังทั้งหมดของมัน เข้าร่วมกับ
โหวเหยียของนางได้หรือไม่
แต่หยงเวยทราบดีว่าความคิดนี้ออกจะเพ้อฝันเกินไปหน่อย กองกำลังนี้เห็นได้
ชัดว่าก่อตั้งขึ้นมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว สำนักที่ไม่มีพลังอำนาจอยู่บ้าง ย่อมไม่อาจ
สนับสนุนพวกมันได้ แต่ในเมื่อพวกมันถูกส่งเสริมจนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว เช่นนั้น
สำนักที่เพาะสร้างพวกมันขึ้นมา จะต้องเข้มแข็งไม่เบาทีเดียว
โอกาสที่จะเกลี้ยกล่อมพวกมันเข้าร่วมมีเพียงน้อยนิด
นางที่ออกคำสั่งให้ติดตามมา เหตุผลหนึ่งคือความอยากรู้อยากเห็น ส่วนอีก
เหตุผลหนึ่ง เนื่องเพราะนางทราบกระจ่างว่ากองกำลังอันแข็งแกร่งนี้ ย่อมต้องเป็น
หนึ่งในขุมกำลังสำคัญของอาณาจักรขุนเขาน้อย
แม้ว่าไม่อาจเกลี้ยกล่อมพวกมันเข้าร่วม แต่การจับมือเป็นพันธมิตรกับพวกมัน
ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว
ก็ไม่ใช่ว่านางกำลังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ทราบจะตรวจสอบดาวพร่างกลาง
ทิวาอย่างไรอยู่พอดีหรอกหรือ? หากนางสามารถร่วมมือกับขุมกำลังอันเข้มแข็งเช่นนี้
เรื่องราวย่อมง่ายดายขึ้น
แต่บรรดาองครักษ์จวนไหนเลยจะหยั่งทราบความคิดอันซับซ้อนของหยงเวย
พวกมันล้วนอกสั่นขวัญแขวน เฝ้าโคจรพลังปราณ เตรียมพร้อมคว้าตัวหยงเวย
หลบหนีได้ตลอดเวลา
ทันใดนั้น เห็นคนผู้หนึ่งผละจากกองกำลังนั้น มุ่งตรงเข้ามาหาพวกมัน
เหล่าองครักษ์จวนตึงเครียดขึ้นมาทันที
หยงเวยกลับคลายใจลง สิ่งที่นางหวาดเกรงก็คืออีกฝ่ายจะเข่นฆ่าเข้ามาโดยไม่
คิดถามไถ่ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายส่งผู้คนเข้ามา นั่นหมายความว่านางมีโอกาสเจรจา
“พวกเจ้าเป็นใคร? ไฉนติดตามพวกเรามา?” เซี่ยซานถามอย่างไม่อ้อมค้อม
หยงเวยประสานมือค้อมคำนับ กล่าวว่า “พวกเราเป็นศิษย์ในจวนอู่โหว (พระยา
อู่) แห่งอาณาจักรวารีฟ้า ได้รับคำสั่งให้มาสืบสวนเรื่องดาวพร่างกลางทิวาใน
อาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่ทราบว่าพวกเราสามารถเดินทางไปกับกองกำลังของพวก
ท่านด้วยได้หรือไม่? เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นี่เป็นน้ าใจเล็กน้อย ไม่ถือเป็น
ความเคารพ โปรดยิ้มรับไว้ด้วย”
กล่าวพลางนำจิงสือระดับสี่ออกมาหลายชิ้น
เซี่ยซานกวาดตามองจิงสือในมือนาง แต่ไม่ได้หยิบฉวย เพียงผงกศีรษะ กล่าวว่า
“ข้าจะรายงานให้แก่เจ้า”
กล่าวจบก็หันหลังกลับ เหินร่างเข้าไปในกองกำลัง
“ไปกับเราด้วย?” กงซุนชาแปลกใจอยู่บ้าง
“โอ้ หรือว่านางคิดไล่ตามหนึ่งในพวกเรา?” เหลยเผิงหัวร่ออย่างมีเลศนัย ที่
ด้านข้าง เหนียนลู่สะท้านขึ้นทั้งร่าง รีบรับสมอ้าง “นอกจากสุดหล่ออย่างข้า ยังจะมี
ผู้ใดอีก?”
ทุกผู้คนไม่แยแสสนใจพวกมัน กระทั่งจงหยูยังทนดูไม่ได้ นี่มันเคยอยู่หน่วยย่อย
เดียวกันกับตัวตลกสองตัวนี้มาก่อนหรือ? น่าอับอายแทบตายแล้ว!
“นางว่าอย่างนั้น นางยังบอกว่าพวกนางมาจากจวนอู่โหวแห่งอาณาจักรวารี
ฟ้า” เซี่ยซานกล่าวเสริม
“พวกเจ้าผู้ใดเคยได้ยินนามนี้บ้าง?” กงซุนชาหันไปถามรวมๆ
“พวกเราล้วนเป็นคนบ้านนอก ผู้ใดจะเคยไปยังอาณาจักรวารีฟ้า?” ม้าฝานหัว
ร่อเยาะหยัน
“ท่านคิดทำอย่างไร?” เซี่ยซานมองกงซุนชา
“เราไม่ได้มีเวลาที่จะพัวพันกับพวกมัน” กงซุนชาสั่นศีรษะ
“น่าเสียดายจริงๆ นั่นเป็นโฉมสะคราญปานหยาดฟ้ามาดินนางหนึ่ง” เซี่ยซาน
น้ าเสียงแฝงแววหยอกเย้าเล็กน้อย
กงซุนชาเหลือบมองมันแวบหนึ่ง เซี่ยซานหุบปากฉับ อย่าได้ตอแยแม่นางน้อย
มิเช่นนั้นมันจะประสบชะตากรรมอันน่าอนาถยิ่ง
ทันใดนั้น นกกระเรียนกระดาษน้อยตัวหนึ่งร่อนลงมาจากฟากฟ้า หล่นลงในมือ
กงซุนชา มันรีบคลี่นกกระเรียนกระดาษออกอ่านอย่างรวดเร็ว กงซุนชาสีหน้า
แปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง นกกระเรียนกระดาษถูกส่งเวียนกันอ่านอย่างรวดเร็ว ทุกผู้คนสี
หน้าเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง
“ไป!”
ไม่มีผู้ใดมัวหยอกล้อ ไม่มีผู้ใดสิ้นเปลืองวาจา บรรยากาศกลายเป็นเขม็งตึง
เครียด ค่ายจูเชวี่ยปรับขบวนทัพในพริบตา จากนั้นพุ่งทะยานดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง
เร่งรุดไปยังยอดเขาดาวสรรค์ด้วยความเร็วถึงขีดสุด
หยงเวยเหม่อมองกองกำลังที่หายลับไปตรงขอบฟ้าอย่างพิศวงงงงวย เกิดเรื่อง
อันใดขึ้น?
เหล่าองครักษ์จวนโหวพากันระบายลมหายใจอย่างโล่งอก พวกมันหวาดหวั่น
แทบตาย องครักษ์ผู้หนึ่งกระตุ้นเตือนหยงเวยอย่างระมัดระวัง “คุณหนู พวกมันไป
แล้ว”
หยงเวยค่อยสะดุ้งตื่นจากความมึนงง รีบกล่าว “ตามพวกมันไป”
องครักษ์จวนโหวที่เพิ่งจะโล่งใจกลายเป็นฝืนยิ้มขมขื่นทันที หยงเวยไม่แยแส
สนใจพวกมัน พุ่งทะยานออกไปเป็นคนแรก คนอื่นๆ ได้แต่ติดตามนางไปอย่างอับจน
ปัญญา
จั่วม่อผายมือขึ้น เห็นกระสุนสายฟ้าลูกหนึ่งหมุนคว้างอยู่บนฝ่ามือ นี่คือสายฟ้า
แกร่งภูตหยางที่มันช่ าชองชำนาญที่สุด สายฟ้าแกร่งภูตหยาง คือการใช้พลังจิตสำนึก
ควบคุมพลังงานสายฟ้าอันบางเบาในอากาศ ก่อเกิดเป็นสายฟ้าแกร่ง ด้วยเคล็ดวิชา
เพิเศษเฉพาะ สายฟ้าแกร่งที่สร้างขึ้นจึงทั้งหยางสุดขั้วและแกร่งกร้าวสุดขีด
ถึงตอนนี้ จั่วม่อแตกฉานกระบวนท่านี้ถึงที่สุด เพียงแค่คิด สายฟ้าแกร่งก็ก่อเกิด
มันยังคงรวบรวมสายฟ้าแกร่งเข้าสู่ฝ่ามือไม่หยุดยั้ง อึดใจต่อมา สายฟ้าแกร่งก็
กระจัดกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย จั่วม่อกำลังลองผิดลองถูก กระบวนการหลอม
สร้างเหอเถาอัสนีคำรนประสบความสำเร็จอย่างสูง ช่วยให้มันบรรลุความเข้าใจเคล็ด
ลับบางประการของสายฟ้าแกร่ง และหวังว่าจะสามารถผสานความเข้าใจนี้เข้ากับ
เคล็ดวิชาที่มันฝึกปรือ
สายฟ้าแกร่งภูตหยาง เป็นกระบวนท่าจู่โจมหลักของมัน กระบวนท่านี้รวดเร็ว
กว่าหมัดคลื่นสวรรค์มาก มิหนำซ้ ายังทรงพลานุภาพ จุดด้อยเพียงหนึ่งเดียวก็คือขาด
ความพลิกแพลงอันหลากหลาย เมื่อจั่วม่อบรรลุความเข้าใจในค่ายกลสายฟ้าแกร่ง สิ่ง
แรกที่มันนึกถึงคือกระบวนท่าสายฟ้าแกร่งภูตหยาง
เพิ่มพูนความเข้าใจในเคล็ดวิชาอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ซิวเจ่อทุกคนต้องทำ นี่ยัง
เป็นเหตุผลที่ทำให้ศิษย์สำนักเดียวกันที่ฝึกเวทวิชาเดียวกัน แต่กลับมีผลลัพธ์แตกต่าง
กัน แต่ละคนมีความเข้าใจของตัวเอง วิถีทางที่พวกมันก้าวเดิน ย่อมแตกต่างกันไป
เป็นธรรมดา
กระสุนสายฟ้าในมือมันยังอยู่แปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง บัดเดี๋ยวกลายเป็นตาข่าย
สายฟ้าอันถี่ยิบ ปกคลุมรอบฝ่ามือของจั่วม่อ บัดเดี๋ยวเปลี่ยนเป็นลูกศรสายฟ้า
จากนั้นลูกศรสายฟ้าพลันแตกกระจาย กลายเป็นงูสายฟ้าเล็กจิ๋วจำนวนมาก แล้วงู
สายฟ้าเข้ามารวมตัวกันอย่างฉับพลัน เปลี่ยนเป็นวิหคสายฟ้าตัวหนึ่ง… …
อย่างแช่มช้า จั่วม่อรู้สึกควบคุมได้ดีขึ้น ช่ าชองชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ สายฟ้า
แกร่งบนฝ่ามือของมันคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แปรเปลี่ยนได้ดั่งใจ
จั่วม่อตัดสินความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงแบบต่างๆ อย่างรวดเร็ว
สายฟ้าแกร่งโน้มเอียงไปทางการจู่โจมมากกว่า เมื่อเปลี่ยนเป็นโล่สายฟ้า คล้าย
ว่าแทบไม่มีพลังป้องกันเอาเสียเลย แต่เมื่อแปรสภาพเป็นหอกหรือลูกศร ฤทธานุภาพ
นั้นไร้ผู้ต้าน อีกหนึ่งคุณสมบัติที่วิเศษยิ่งคือมันรวดเร็วเป็นที่สุด อาจเป็นหนึ่งในบรรดา
เคล็ดวิชาที่เร็วที่สุด
สายฟ้าแกร่งทั้งแกร่งกร้าวและดุดัน ยากที่จะบีบอัดถึงที่สุด จั่วม่อพยายามอย่าง
สุดความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถควบรวมพลังสายฟ้าได้มากไปกว่านี้ จากข้อนี้
สามารถเห็นได้ว่าเหอเถาอัสนีคำรนเป็นของวิเศษปานใด ปริมาณพลังสายฟ้าที่เก็บกัก
อยู่ภายในเหอเถาอัสนีคำรนมีจำนวนมากมายจนผู้คนไม่สามารถจินตนาการได้
หลังผ่านการหลอมสร้าง พลานุภาพของเหอเถาอัสนีคำรนยังพุ่งทะยานขึ้นอีก
หลายขั้น จั่วม่อเต็มไปด้วยความคาดหวังในพลังอำนาจของระเบิดมหาประลัยนี้ แต่
มันไม่ได้ทดลองดู เนื่องเพราะไม่อาจทานทนรับการสูญเปล่าได้
ทันใดนั้นเอง จั่วม่อพลันลืมตาขึ้น มองไปยังที่ห่างไกล ดวงตาสาดประกายเจิด
จ้า รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้า
มันควบคุมเมฆมงคลลงไปในเมืองอีกาทองคำ ทันทีที่ลงไปถึง ก็เก็บเมฆมงคลไว้
ในแหวน ความสงบนิ่งไม่แตกตื่นลนลานของจั่วม่อ ช่วยบรรเทาความตึงเครียดกังวล
ของซิวเจ่อทั้งสองค่ายได้เป็นอย่างดี
“ทุกคนตั้งสติให้มั่น พวกมันมาแล้ว!” จั่วม่อคำรามก้อง
ทุกผู้คนใจหายวาบ อย่างไรก็ตาม พวกมันก็รีบเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ใน
บัดดล จัดขบวนทัพเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ลำแสงจากหอรบค่ายกล
สงครามทยอยสว่างเรืองรองติดต่อตามกัน
ประตูเมืองปิดลงอย่างแช่มช้า เสียงโหวกเหวกโวยวายภายในเมืองเงียบหายไป
ทันที
เหล่าซิวเจ่อที่ตั้งค่ายอยู่เบื้องหลังเมืองอีกาทองคำก็สังเกตเห็น เริ่มส่งเสียงบอก
ต่อกันดังอื้ออึง
“หอสำนักนอกมาแล้ว! หอสำนักนอกมาแล้ว! สงครามจะเริ่มแล้ว!”
“ทุกคนระวังให้ดี! หากเห็นผิดท่า ให้รีบหนีทันที!”
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่เคยชมดูเรื่องราวใหญ่โตอลังการถึงเพียงนี้มาก่อน นับว่าได้เปิดหู
เปิดตาอย่างแท้จริง”
เสียงเอะอะโวยวายดังอึงอลไปทั่ว บุรุษกลางคนเครายาวกับบุรุษร่างใหญ่
รวมถึงกลุ่มของพวกมันก็บินขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยเช่นกัน คล้ายความตื่นเต้นฮึกเหิมของคน
รอบข้างระบาดใส่พวกมัน ความกระหายการต่อสู้ลุกโชนในดวงตาของบุรุษร่างใหญ่
อย่างฉับพลัน ส่วนบุรุษกลางคนใบหน้าแดงเรื่อด้วยเลือดฝาด
ผู้ใดเคยได้ชมสงครามครั้งใหญ่ถึงเพียงนี้มาก่อน?
“เจ้าต้องดูให้ดี นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก เรียนรู้ได้สักเล็กน้อยก็เป็นประโยชน์นับ
อเนกอนันต์” บุรุษกลางคนกระตุ้นเตือนเหล่าองครักษ์รอบกายพวกมัน
บุรุษร่างใหญ่ทราบว่าเซียนเซิงสะกิดเตือนมันด้วยเช่นกัน แต่สายตาของมันตรึง
แน่นอยู่ที่ขอบฟ้าห่างไกล ไม่อาจละสายตาจากมา
เห็นกลุ่มจุดสีดำเป็นแผ่นผืนกว้างใหญ่ปรากฏขึ้นตรงขอบฟ้า ราวกับเมฆดำทึบ
คลี่คลุมท้องฟ้า ถาโถมเข้ามาอย่างแช่มช้า
บรรดาซิวเจ่อที่โหวกเหวกโวยวายพากันสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บพร้อมกัน
ท้องฟ้าเงียบกริบเสมือนตาย
หอสำนักนอกยิ่งใกล้เข้ามา พวกมันก็อดใบหน้าเผือดสีลงไม่ได้
เห็นไพร่พลเจ็ดพันคนรวมตัวอยู่บนท้องฟ้า ราวกับคลื่นน้ าถาโถมที่ไม่มีสิ่งใด
ต้านทานได้ พวกมันไม่ได้รวดเร็ว แต่ความกดดันท่วมทะลักเข้ามาไม่หยุดยั้ง บันดาล
ให้ผู้คนหายใจไม่ออก ดูเหมือนว่าจะใช้วิธีการนี้ เพื่อประกาศว่าพวกมันสามารถ
เหยียบย่ าทุกอย่างจนราบเป็นหน้ากลอง!