สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 287 ม่านไหมค่ายกลเมฆา
กองทัพฝ่ายศัตรูพอกดดันเข้ามาใกล้ บรรดาซิวเจ่อในหอรบค่ายกลสงครามพา
กันแตกตื่นอื้ออึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วค่อยๆ สงบลง
มวลเมฆหนาทึบบดบังแสงตะวัน แผ่นฟ้ามืดทะมึน บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่น
อายแห่งความตาย
จั่วม่ออดสั่นศีรษะไม่ได้ สุดท้ายค่ายตะวันออกกับค่ายตะวันตกยังคงด้อย
ประสบการณ์อยู่บ้าง ศิษย์น้องกงซุนไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่ายรองทั้งสองค่ายนี้ เมื่อ
เทียบกับค่ายจูเชวี่ย ทั้งสองค่ายยังอ่อนด้อยกว่ามาก
มันสะบัดมือ ซัดห่วงเสียงพุทธะขึ้นไป
ห่วงเสียงพุทธะสีทองหมุนคว้างสู่เบื้องบน แขวนค้างอยู่กลางท้องฟ้าเหนือเมือง
อีกาทองคำ กลายเป็นดวงอาทิตย์สีทองเจิดจรัส เส้นด้ายสีทองมากมายห้อยลงมา ผูก
รัดเข้ากับหอรบค่ายกลสงครามทั้งสามสิบหกหอ เรียงรายอยู่บนเหล่าเส้นด้ายสีทอง
เป็นวงแหวนทองคำน้อยใหญ่ จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน!
ห่วงเสียงพุทธะผ่านการกลั่นเกลาจากไฟอีกาทองคำและสายฟ้าแกร่ง ในเวลานี้
นับว่าเปี่ยมด้วยคุณสมบัติที่เหมาะเจาะพอดีกับเมืองอีกาทองคำและหอรบค่ายกล
สงคราม ขณะที่วงแหวนสีทองเฉิดฉายอยู่กลางเวหา ฉากนี้ดูวิเศษยิ่งกว่าครั้งที่เคยใช้
งานบนเกาะแมกไม้รกร้างเสียอีก ตำแหน่งการก่อสร้างหอรบค่ายกลสงครามทั้ง
สามสิบหกหอ ผ่านการครุ่นคิดไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี นอกเหนือจากการใช้ห่วงเสียง
พุทธะก่อตั้งเป็นค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์แล้ว หอรบเหล่านี้ยังสามารถรวมตัว
กันสร้างเป็นค่ายกลเฉพาะของตัวเอง
ศึกคราวนี้จั่วม่อเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น
ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งอื่นใด แต่เป็นความเชื่อมั่นในเมืองอีกาทองคำของมัน
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เท่ากับมันอีกแล้ว ว่าเมืองที่มันสร้างขึ้นด้วยมือตัวเองนี้ ต้องบากบั่น
ทุ่มเทความคิดจิตใจเข้าไปมากมายเท่าใด
ค่ายกลคลื่นเสียงพุทธะอันเคร่งขรึมสง่างาม บัดเดี๋ยวดังกังวานอยู่ในโสต
ประสาท บัดเดี๋ยวเลือนรางจนคล้ายจะไม่ได้ยิน แต่บรรดาซิวเจ่อที่อยู่ในเมือง ความ
หวั่นเกรงในใจพลันสลายไปในบัดดล
“นั่นมันค่ายกลอันใด?” บุรุษร่างใหญ่ดวงตาทอแววตื่นตะลึงวูบหนึ่ง กระทั่ง
มองจากที่ห่างไกล ยังเห็นได้ว่าพลังสภาวะของค่ายกลขบวนนี้ไม่ใช่ธรรมดาสามัญ
บุรุษกลางคนเครายาวหรี่ตาลง “เท่าที่ข้าน้อยเห็น ค่ายกลนี้สมควรเป็นค่าย
กลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ แต่คุณลักษณะกลับเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ทั้ง
แกร่งกร้าวและดุดันอำมหิต เน้นเข่นฆ่าสังหารเป็นหลัก! ขบวนค่ายกลของคนผู้นี้
เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง!”
“หมายความอย่างไร?” บุรุษร่างใหญ่ถามอย่างถ่อมตน
บุรุษกลางคนเครายาวอธิบายว่า “ต้าเหรินโปรดชมดู ห่วงทองคำวงนั้นสมควร
เป็นห่วงเสียงพุทธะ”
“ห่วงเสียงพุทธะ?” คนร่างใหญ่ไม่เคยได้ยินมาก่อน “มันทรงพลังนักหรือ?”
“นี่เป็นยุทธภัณฑ์เวทประเภทเสียง ระดับสาม แต่ห่วงเสียงพุทธะวงนี้เห็นได้ชัด
ว่าผ่านการกลั่นเกลามาเป็นพิเศษ หากข้าน้อยคาดเดาไม่ผิด ของสิ่งนี้สมควรได้รับการ
กลั่นเกลาด้วยไฟและสายฟ้า วงแหวนนี้ยกระดับขึ้นเป็นระดับสี่แล้ว”
“อ้อ ระดับสี่” บุรุษร่างใหญ่คล้ายไม่ใส่ใจนัก ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่แม้เป็นของ
หายาก แต่สำหรับมันไม่นับเป็นอะไรได้
“ความคิดของผู้ครองเมืองนี้แยบคายยิ่ง ค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์อาจมี
อานุภาพสูงส่ง แต่การก่อตั้งค่ายกลยุ่งยากซับซ้อน กว่าจะก่อตั้งขึ้นสำเร็จไม่ง่ายนัก
ทว่าคนผู้นี้กลับอาศัยหอรบค่ายกลสงครามเป็นรากฐาน ด้วยวิธีนี้ มันเพียงแค่ต้องใช้
ห่วงเสียงพุทธะ ก็สามารถก่อตั้งค่ายกลขึ้นได้ทุกเมื่อ มิหนำซ้ าวงแหวนนี้ยังผ่านการ
กลั่นเกลาด้วยไฟและสายฟ้า ทั้งแกร่งกร้าวและดุดัน ต้าเหรินท่านคงยังไม่ลืมเลือนว่า
ตัวเมืองอีกาทองคำก็ถูกกลั่นเกลาด้วยไฟและสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยค่ายกลขบวน
นี้กับหอรบค่ายกลสงครามเหล่านั้น เมืองอีกาทองคำทั้งเมืองก็ผสานรวมกลายเป็นร่าง
เดียว ฤทธานุภาพเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่า” บุรุษกลางคนไม่ปิดบังความนับถือเลื่อมใส
ถึงตอนนี้บุรุษร่างใหญ่ค่อยเข้าใจกระจ่าง บนใบหน้าสาดประกายคาดหวัง
ออกมา
ฟังสุ้มเสียงพุทธะดังกังวานเป็นระลอก จั่วม่อมองกองทัพศัตรูที่เข้ามาใกล้เมือง
อีกาทองคำในระยะยี่สิบลี้ มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ
นอกเหนือจากจินตัน ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินว่าซิวเจ่อด่านหนิงม่ายสามารถจู่โจมได้
ไกลถึงยี่สิบลี้ อันที่จริงปราณกระบี่ของหนิงม่ายมีพลังอำนาจอยู่ในระยะไม่เกินสามลี้
เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากฝ่ายศัตรูต้องการโจมตีเมืองอีกาทองคำ จะต้องเข้า
มาอยู่ในระยะห่างจากเมืองไม่เกินสามลี้
แต่ระยะจู่โจมของหอรบค่ายกลสงครามโดยทั่วไปอยู่ที่สิบลี้ ส่วนหอรบค่ายกล
สงครามสายฟ้าแกร่งของจั่วม่อ ครอบครองระยะจู่โจมอันน่าตระหนกถึงสิบห้าลี้!
หอรบค่ายกลสงครามเมื่อราคาสูงและยากจะสร้างเช่นนี้ ไฉนจึงมีความสำคัญ
ต่อเมืองนักเล่า? ย่อมเป็นเพราะพลังอำนาจขั้นสุดยอดนี้เอง เมื่อจั่วม่อเริ่มสร้างเมือง
อีกาทองคำ การเตรียมการทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เพื่อทำสงครามทั้งสิ้น
วิธีการโจมตีแทบทั้งหมดที่มันนึกออก ล้วนทุ่มเทลงมาในเมืองอีกาทองคำ
เมื่อเฮ่อเสียงกับเหล่าผู้อาวุโสที่เหลือของหอสำนักนอกพบเห็นเมืองอีกาทองคำ
แต่ไกล ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ!
“คาดไม่ถึงว่าจะมีคนสร้างเมืองเช่นนี้ขึ้นมาจริงๆ!”
“ช่างนึกไม่ถึงจริงๆ!”
เหล่าผู้อาวุโสดวงตาทอประกายละโมบ ไม่ว่าผู้ใดเมื่อพบเห็นเมืองอีกาทองคำ
อันวิจิตรงดงาม ความคิดแรกในใจพวกมันก็คือต้องเข้ายึดครองเมืองนี้ให้จงได้
“สถานที่อันดีงามเยี่ยงนี้ มีเพียงหอสำนักนอกเราเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าพำนัก!”
เฮ่อเสียงกล่าวอย่างเฉียบขาด แทบไม่อาจทนรอแม้แต่อึดใจเดียว
หากพวกมันสามารถยึดครองเมืองแห่งนี้ ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของหอ
สำนักนอก ไม่ทราบว่าหรูหราโอ่อ่าถึงเพียงไหน กระทั่งบรรพชนฟ้ากระจ่างหากพบ
เห็นเมืองนี้ เกรงว่ายังไม่อาจรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้! พวกมันยังได้ยินว่าในเมือง
เต็มไปด้วยยุทธภัณฑ์เวทและวัตถุดิบล้ าค่ากองสุมซ้อนเป็นภูเขาเลากา นี่เป็นเมือง
มหาสมบัติอย่างแท้จริง!
บรรดาผู้อาวุโสไม่มีผู้ใดเห็นค้าน แต่ละคนดวงตาร้อนระอุ ความลำบาก
ตรากตรำทั้งหมดที่พวกมันเผชิญพบมา ล้วนถูกโยนทิ้งไปทางด้านหลัง ชั่วขณะนี้ ใน
สายตาพวกมันมีเพียงเมืองแห่งนี้เท่านั้น เมืองแห่งดวงตะวัน!
“ผู้ใดจะไปเป็นคนแรก?” เฮ่อเสียงเหลียวหน้ากลับไปถาม
ผู้อาวุโสทั้งหมดหุบปากเงียบ พวกมันไม่ได้โง่เขลา เมืองอีกาทองคำกอรปพลัง
สภาวะหนักหน่วงรุนแรง ไม่ต้องกล่าวถึงแสงเจิดจ้าจากค่ายกลใหญ่ ทำให้พวกมัน
สะท้านหวั่นใจอยู่บ้าง ในความเห็นของพวกมัน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเก็บเกี่ยวผล
กำไร ขอเพียงยึดครองเมืองอีกาทองคำสำเร็จ บรรดาของรางวัลย่อมต้องมีส่วนแบ่ง
ของพวกมันด้วย แต่หากเอาชีวิตไปทิ้งเสียกลางศึก นี่ก็ไม่คุ้มค่าแล้ว
เสียงมนตราพุทธะดังแว่วมาจากที่ห่างไกล ดวงอาทิตย์สีทองเหนือเมืองอีกา
ทองคำ ยังกระตุ้นเตือนให้พวกมันระวังตัว
เฮ่อเสียงรู้จักจิ้งจอกเฒ่าเหล่านี้ดี ในใจลอบแสยะยิ้มเย็นชา แต่ปากกล่าวอย่าง
ใจกว้าง “คนแรกที่เข้าไปในเมือง จะได้เลือกสินสงครามเป็นคนแรกด้วย ทั้งยัง
สามารถเลือกได้สามชิ้น!”
เหล่าผู้อาวุโสดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน
ภายใต้รางวัลล่อใจ ย่อมมีผู้กล้าขันอาสา!
ด้วยความมั่งคั่งของเมืองอีกาทองคำ ความอุดมสมบูรณ์ของสินสงครามที่ยึด
ครองย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ เป็นคนแรกที่ได้เลือก ทั้งยังเลือกได้สามอย่าง อย่าง
น้อยก็สุดก็สมควรเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่สามชิ้น! ภายใต้ของรางวัลอันล้ าค่าถึง
เพียงนี้ ยังมีผู้ใดไม่หวั่นไหวใจ?
“ผู้ใดเป็นคนแรก?” เฮ่อเสียงถามย้ าอีกครั้ง
“ข้าก่อน!”
“ข้าอาสาเป็นคนแรก!”
บรรดาผู้อาวุโสล้วนกระโจนออกมาอย่างพร้อมเพรียง แต่ละคนฮึกหาญทะยาน
ฟ้า กระทั่งผู้อาวุโสที่สองผู้มักไม่ลงรอยกับผู้อาวุโสสูงสุดยังอดเสนอตัวไม่ได้
“เช่นนั้นต้องรบกวนผู้อาวุโสที่สองออกศึกเป็นคนแรกแล้ว!” เฮ่อเสียงกล่าว
เสียงราบเรียบ
เห็นผู้อาวุโสที่สองหันไปสั่งการกองกำลังของตน ตระเตรียมจู่โจมเมืองอย่างปิติ
ยินดี เฮ่อเสียงดวงตาทอประกายผู้ชนะแวบหนึ่ง เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น มัน
นับว่าลึกซึ้งชั่วร้ายยิ่ง เมื่อเห็นเมืองอีกาทองคำ ก็ทราบว่านี่เป็นเมืองแกร่งที่ยากจะตี
แตก เห็นผู้อาวุโสที่สองเต็มใจไปตาย มันก็ยินดีน้อมสนอง
สำหรับการยึดครองเมืองอีกาทองคำ เฮ่อเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ อาศัยผู้คน
มากมายถึงเพียงนี้ มันสามารถใช้ยุทธวิธีคลื่นมนุษย์ ถาโถมเข้าท่วมทับอีกฝ่ายด้วย
จำนวนคน เมื่อถึงตอนนั้น มันที่สุขสบายแทนตรากตรำ ย่อมมีพลังมากพอที่จะ
สามารถบดขยี้อีกฝ่ายได้โดยไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง
ในหมู่ผู้อาวุโสทั้งหมด ผู้อาวุโสที่สองมีอำนาจเป็นรองเพียงเฮ่อเสียงเท่านั้น มัน
มิใช่ว่าไม่ล่วงรู้สิ่งที่เฮ่อเสียงดีดลูกคิดรางแก้วเอาไว้ เพียงแต่มันเมื่อกล้าเสนอตัวทั้งที่
ทราบดี ย่อมมีที่ถือดีอย่างเปี่ยมล้น
ผู้อาวุโสที่สองเลือกไพร่พลหนึ่งพันห้าร้อยคนออกมาในคราวเดียว มิหนำซ้ ายังมี
อีกสามผู้อาวุโสร่วมลงมือกับมัน
เมื่อผู้อาวุโสที่สองนำยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่งออกมา ผู้อาวุโสที่เหลือรวมทั้งเฮ่อ
เสียง ล้วนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดสุดทนดู เห็นพลังงานเมฆจางๆ แผ่ซ่าน
ออกมาจากมือของมัน ลอยละล่องไปท่ามกลางซิวเจ่อในกองทัพ เพียงชั่วครู่ ผู้คนทั้ง
หนึ่งพันห้าร้อยคน รอบกายของแต่ละคนล้วนมีเส้นใยเมฆบางเบาวนเวียนล้อมรอบ
“ม่านไหมค่ายกลเมฆา!” บุรุษกลางคนที่เฝ้าชมดูแต่ไกลพลันอุทานอย่างตื่น
ตะลึง “ที่แท้มันครอบครองม่านไหมค่ายกลเมฆา!”
“ม่านไหมค่ายกลเมฆาคือสิ่งของอันใด?” คนร่างใหญ่เห็นบุรุษกลางคนถึงกับ
เสียกิริยา จึงอดถามอย่างกระหายใคร่รู้ไม่ได้
“ม่านไหมค่ายกลเมฆาเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่หาได้ยากยิ่งชนิดหนึ่ง” บุรุษเครายาว
สีหน้าหนักอึ้ง “ระดับไม่สูงนัก เพียงแค่ระดับสี่เท่านั้น เป็นผลงานของร้านฟ้า
หฤหรรษ์ในอาณาจักรทะเลเมฆ พวกมันเก็บเกี่ยวเส้นใยเมฆามาหลอมสร้างเป็น
ยุทธภัณฑ์เวท ยากนักที่สินค้าชนิดนี้จะหลุดออกมาถึงภายนอก พลังของยุทธภัณฑ์
เวทชนิดนี้พิเศษเฉพาะยิ่ง นั่นคือสามารถสร้างปราณเมฆาออกมาปกป้องคุ้มครอง
ผู้คน”
“เหมือนกับโล่พลังปราณใช่หรือไม่?” บุรุษร่างใหญ่ถาม
“นับว่าใกล้เคียง แต่ปราณเมฆาเหล่านี้พลังป้องกันไม่ได้แข็งแกร่งนัก ทว่ายาก
จะสลายตัว จุดสำคัญจริงๆ ก็คือ ของสิ่งนี้ไม่ได้มีผลกับผู้คนแค่คนเดียวเท่านั้น ท่าน
ลองมองดูพวกมัน ทุกผู้คนในกองทัพของพวกมันล้วนมีเส้นใยของพลังปราณเมฆาอยู่
กับตัว ในม่านไหมค่ายกลเมฆา ยิ่งมีผู้คนมากเท่าใด ยิ่งมีพลังแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!”
บุรุษร่างใหญ่ตาลุกวาว “สมบัติที่ดีเช่นนี้ อยู่ในมือคนเหล่านี้ช่างสูญเปล่าอย่าง
แท้จริง”
ชายวัยกลางคนสุ้มเสียงหนักอึ้งเคร่งเครียด “นี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเมืองอีกา
ทองคำ!” เห็นคนร่างใหญ่ยังคล้ายไม่ใส่ใจ ต้องกระตุ้นเตือนว่า “ปราณเมฆาอาจไม่
แข็งแกร่ง แต่หากการป้องกันของทุกคนในกองทัพแข็งแกร่งขึ้นอีกส่วนหนึ่ง นั่นก็เป็น
ผลรวมที่น่าสะพรึงกลัวมากแล้ว”
บุรุษร่างใหญ่ขบคิดแวบหนึ่ง ทันใดนั้นสะท้านเฮือก ค่อยตระหนักถึงพลังวิเศษ
ของสินค้าชิ้นนี้มากกว่าเดิม นี่เป็นสุดยอดอาวุธสำหรับสงครามขนาดใหญ่อย่างแท้จริง
อดกล่าวไม่ได้ “สามารถซื้อหาม่านไหมค่ายกลเมฆานี้สักชิ้นหรือไม่?”
บุรุษกลางคนสั่นศีรษะ “อาณาจักรทะเลเมฆอยู่ห่างไกลจากพวกเรามาก”
คนร่างใหญ่เศร้าเสียดายอยู่บ้าง
ผู้คนที่ชมดูอาจไม่ทราบความเป็นมาของม่านไหมค่ายกลเมฆา แต่พลังของ
ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้สามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดาย หนึ่งพันห้าร้อยคนอยู่ภายในม่าน
ไหมค่ายกลเมฆา ความแข็งแกร่งของกองทัพเพิ่มสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
เหล่าผู้อาวุโสสีหน้ามืดมน ผู้อาวุโสที่สองครอบครองยุทธภัณฑ์เวทอันทรงพลัง
เช่นนี้ แต่ในหลายสงครามก่อนหน้า พวกมันไม่เคยเห็นของสิ่งนี้มาก่อนเลย แน่นอน
สิ่งที่พวกมันห่วงใยกังวลที่สุดก็คือ เกรงว่าผู้อาวุโสที่สองจะบุกเข้ายึดครองเมืองอีกา
ทองคำในการโจมตีคราวเดียว
จั่วม่อก็ตื่นตะลึงเช่นกัน ยุทธภัณฑ์เวทของอีกฝ่ายร้ายกาจยิ่ง! ในสงครามขนาด
ใหญ่ ยุทธภัณฑ์เวทเช่นม่านไหมค่ายกลเมฆาจึงน่าหวาดกลัวที่สุด แต่จะอย่างไร
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ มันก็ไม่มีทางทำอะไรได้มากกว่านี้อีก
โชคดีที่จิตใจของมันแข็งแกร่งมั่นคง แม้ว่าเกิดเรื่องราวเหนือการคาดคำนวณขึ้น
แต่ไม่ได้หวาดหวั่นลนลานแม้แต่น้อย
ผู้อาวุโสที่สองใบหน้าเต็มไปด้วยความผยองลำพอง เฮ่อเสียงเอ๋ยเฮ่อเสียง เจ้าคง
ไม่เคยคาดคิดว่าข้าจะมีม่านไหมค่ายกลเมฆาใช่หรือไม่! สามผู้อาวุโสที่ร่วมหัวจมท้าย
กับมันก็ปิติยินดีเช่นกัน ขวัญกำลังใจของกองทัพหนึ่งพันห้าร้อยคนทะยานขึ้นถึงขีด
สุด แต่ละคนเริ่มเปิดใช้งานเกราะปราณของตนเอง
เกราะปราณของพวกมันแต่ละคนมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ดังนั้นย่อมเต็มไป
ด้วยสีสันอันหลากหลาย มองจากที่ห่างไกล เห็นท้องฟ้าคราคร่ าไปด้วยแสงสีอันพราว
พร่าง! ภายใต้แสงสีอันยิ่งใหญ่ของเกราะปราณ ปราณเมฆาจางๆ กลายเป็นยิ่งจืดจาง
กว่าเดิม
“ทุกคน ฟังให้ดี” ผู้อาวุโสที่สองกล่าวอย่างแช่มช้า สุ้มเสียงกังวานไปทั่ว “นี่เป็น
สงครามสุดท้ายของเรา หลังจากศึกครั้งนี้ พวกเราจะครอบครองเมืองแห่งนี้! คนแรก
ที่บุกฝ่าเข้าไปในเมืองได้สำเร็จ ข้าจะตอบแทนมันด้วยยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่!”
เหล่าไพร่พลกลายเป็นตื่นเต้นฮึกเหิมในบัดดล สำหรับซิวเจ่อทั่วไป การ
ครอบครองยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่สักชิ้นยากเย็นดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์! ซิวเจ่อเหล่านี้
พอฟังดวงตากลายเป็นแดงฉาน หอบหายใจหนักๆ พวกมันรู้สึกโลหิตเดือดพล่าน จิต
กระหายสงครามล้นทะลัก ไม่อาจทนรอที่จะโถมเข้าไปเข่นฆ่าแม้แต่ชั่วครู่เดียว!
เห็นว่าขวัญกำลังใจพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ผู้อาวุโสที่สองตวาดอย่างถือดี “โจมตี!”
ซิวเจ่อหนึ่งพันห้าร้อยคนกู่คำรามสนั่นหวั่นไหว พกพาเจตนาสังหารพุ่งทะยาน
เข้าหาเมืองอีกาทองคำอย่างไม่รีรอ!
ทุกคนเร่งเร้าโล่พลังปราณให้ใหญ่โตที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บรรดาซิวเจ่อที่มี
ยุทธภัณฑ์เวทป้องกันตัว ล้วนนำออกมาใช้ทั้งหมดอย่างไม่ออมรั้ง แผดเสียงโห่ร้อง
พลางโลดทะยานเข้าหาเมืองอีกาทองคำไม่คิดชีวิต!
บนท้องฟ้า ลำแสงทั้งห้าสีส่องสว่างลำแล้วลำเล่า ลำแสงหนึ่งพันห้าร้อยสาย
ท่วมท้นเต็มท้องนภา พวกมันโดดเด่นสะดุดตากว่าผู้ใด หอบเจตนาสังหารพุ่งโถม
อย่างบ้าคลั่ง ไม่ตายไม่เลิกรา!
จั่วม่อนั่งอยู่บนหอรบค่ายกลสงคราม ไม่มีทีท่าเกรงกลัวแม้แต่น้อย ยามนี้
ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดถูกเหวี่ยงทิ้งไปด้านหลัง
ในสายตาของมัน มีเพียงขบวนทัพศัตรูที่เคลื่อนใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว!
จ้องมองศัตรูตาไม่กะพริบ ในใจคาดคำนวณระยะห่างระหว่างพวกมันอย่างเงียบ
เชียบ ทันใดนั้นเอง จั่วม่อดวงตาสาดประกายเจิดจ้า มือขวายกชูขึ้นสุดล้า สับฟันลง
อย่างหนักแน่น เสียงตวาดของมันดุจสายฟ้าคำรน ดังสะท้านไปทั่วทั้งเมือง
“ฆ่า!”