สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 289 พายุเสียงแผลงฤทธิ์ซ ้า
เจ้าเมืองอีกาทองคำเป็นบุคคลลึกลับมากผู้หนึ่ง ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความเป็นมาของ
มัน สายลับจากฝ่ายต่างๆ ที่ส่งเข้ามาปะปนในเมืองก็ไม่อาจสืบทราบอันใดแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มการต่อสู้ บุรุษผู้นี้ก็นั่งอยู่บนเมฆมงคล มีสตรีซิวเจ่อสวม
หน้ากากผู้หนึ่งยืนอารักขาอยู่ข้างกาย สีหน้ามันสงบราบเรียบ ตั้งแต่ต้นจนจบ มัน
เพียงกล่าววาจา “ฆ่า” เพียงสองคำ
มันไม่รู้ตัวสักนิดว่าตกเป็นศูนย์กลางความสนใจของผู้คน
ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนบุรุษหนุ่มผู้นี้ แม้ว่ารูปโฉมภายนอกของมันดูอ่อนเยาว์ยิ่ง
อ่อนเยาว์จนแทบเป็นไปไม่ได้ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้ากังขาในความสามารถของมัน เมื่อ
สามารถสร้างรากฐานอันเข้มแข็งเช่นนี้ในอาณาจักรขุนเขาน้อยที่กลายเป็นกลียุคได้
ลองถามไถ่ตนเองดู มีกี่คนสามารถทำเรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินเช่นนี้ได้?
แผนลวงข้าศึกเมื่อครู่ยังเหนือความคาดหมายของผู้คน ผลลัพธ์ของการต่อสู้
รอบแรกก็น่าประหลาดใจ และในช่วงเวลาที่ขับคันอันตรายที่สุด เห็นมันจู่ๆ ก็ลุกขึ้น
ยืน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ทุกผู้คนรู้สึกหัวใจแทบกระดอนออกมา
จั่วม่อพอลุกขึ้นยืน พลันตระหนักว่าสายฟ้าแกร่งที่ปล่อยออกมาจากหอรบค่าย
กลสงคราม เริ่มมีความมั่นคงอีกครั้ง
ได้เวลาแล้ว
มันเพ่งจิตวูบหนึ่ง เจดีย์น้อยรับรู้ในบัดดล ทันใดนั้นเริ่มหมุนคว้างอย่างเร็วรี่
เห็นดวงอาทิตย์สีทองเปล่งแสงแรงกล้า เจิดจรัสขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้ว
เปลี่ยนเป็นลูกไฟลุกโชติช่วง เปลวไฟแล่นลามลงไปตามเส้นด้ายสีทองที่เชื่อมโยง
ระหว่างดวงอาทิตย์กับกลุ่มหอรบ แผ่ซ่านไปทั้งขบวนค่ายกลด้วยความเร็วอันน่า
ตระหนก พอเปลวไฟลุกลามผ่านวงแหวนแสงวงใด วงแหวนแสงก็จะสั่นสะเทือน
เปล่งเสียงระฆังอันสดใสออกมา
ไม่ทราบเพราะเหตุใด สุ้มเสียงนี้คล้ายกระแทกใส่หัวใจผู้คนจนสะท้านหวั่นไหว
คล้ายถูกไม้เท้าพระธรรมหวดฟาดใส่แสกหน้า ทั้งเกรี้ยวกราดและทรงพลัง!
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!
เสียงระฆังอันลึกล้ าเร่งร้อน ดังรัวเร็วไม่ขาดหู บันดาลให้ผู้คนใจสั่นหวั่นไหว
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งมายิ่งลึกล้ าเกรี้ยวกราด สอดประสานกับเสียง
สังวัธยายมนตร์ที่คล้ายมีคล้ายไม่มี ยิ่งทำให้ผู้คนหัวใจเต้นระส่ า
หากผู้คนจากอาณาจักรนภาจันทร์ได้ชมภาพเบื้องหน้านี้ แน่นอนว่าจะต้องหวน
นึกถึงฉากในงานชุมนุมวิจารณ์กระบี่แห่งตงฝู!
ผู้อาสุโสที่สองสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ในฐานะหนิงม่ายขั้นสาม สังหรณ์ต่อ
อันตรายของมันเฉียบไวกว่าผู้อื่น
ไม่ดีแล้ว!
กริ๊ง!
ราวกับเสียงระฆังกังวานจากวัดวาที่ห่างไกล เสียงนี้คล้ายหวดฟาดใส่หัวใจมัน
โดยตรง หะแรกอ่อนจางจนแทบไม่ได้ยิน จู่ๆ ก็แผดเสียงกระหึ่มกึกก้อง พลังสภาวะ
อันแกร่งกร้าวสง่างามราวกับมวลน้ าทลายเขื่อน กวาดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
อย่างไม่อาจหยุดยั้ง!
กระบวนท่าสังหารที่ร้ายกาจที่สุดของค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์…คลื่น
เสียงพิฆาตระฆังจันทรา!
คลื่นเสียงพิฆาตระฆังจันทรานี้เคยเคี่ยวกรำเหล่าศิษย์อัจฉริยะของหลายสำนัก
ในงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่แห่งตงฝูมาแล้ว เวลานี้ยังเพิ่มด้วยห่วงเสียงพุทธะ
ระดับสี่ กับค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ที่ใช้หอรบค่ายกลสงครามสามสิบหกหอ
เป็นรากฐาน เทียบกับค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ที่ใช้ตะปูเหล็กกับแผ่นหยก
เป็นรากฐานในวันนั้น ไม่ทราบว่าร้ายกาจกว่ากันกี่ขั้นต่อกี่ขั้น
จั่วม่อยังได้ค้นพบค่ายกลทักษะยุทธ์บนห่วงเสียงพุทธะระดับสี่
‘มนตร์พุทธองค์!’
เสียงสวดพระสูตรราวกับคมมีดที่สังหารโดยไม่เห็นเลือด หากผู้ใดไม่ระวัง จิตใจ
จะถูกกัดกร่อนแตกสลาย ไม่มีหนทางหลบหลีกรอดพ้น
ในสายตาของทุกผู้คน มีเมืองอีกาทองคำเป็นศูนย์กลาง ระลอกคลื่นที่มองไม่
เห็นกวาดวาบออกทุกทิศทุกทาง กองทัพหอสำนักนอกที่อยู่ใกล้ที่สุดไหนเลยจะทันมี
เวลาหลบเลี่ยง รับการโจมตีอันหนักหน่วงนี้เข้าไปซึ่งๆ หน้า ไม่มีผู้ใดรอดพ้น
ซิวเจ่อที่อ่อนด้อยสักหน่อย ทันใดนั้นเลือดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้า
อวัยวะภายในแหลกลาญ ขาดใจตายโดยไม่ทันรู้สึกตัว
ซิวเจ่อที่แข็งแกร่งขึ้นมาหน่อย อย่างเช่นผู้อาวุโสที่สอง ใบหน้าซีดขาว ร่างชะงัก
ค้างกลางอากาศอย่างช่วยไม่ได้
การหยุดชะงักนี้ ย่อมเป็นโอกาสอันดีงามของซิวเจ่อในเมืองอีกาทองคำ!
ทุกหอรบค่ายกลสงครามระดมยิงสายฟ้าแกร่งดุจคลื่นถาโถม ถล่มใส่บรรดาซิว
เจ่อที่หลงเหลือในบัดดล เสียงสวดพระสูตรในโสตประสาทของผู้คนสังกัดเมืองอีกา
ทองคำ กลับเป็นเหมือนสวรรค์ประทานพร ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าสลายหายไป
จิตใจกระจ่างแจ่มใส ซิวเจ่อทั้งสองค่ายขวัญกำลังใจพลุ่งพล่านขึ้นทันที
อาศัยพลังของบทสวดพระสูตรช่วยหนุนเสริม ซิวเจ่อภายในหอรบค่ายกล
สงครามแสดงฝีมือได้เหนือกว่ายามปกติ สายฟ้าแกร่งที่ยิงออกไปแม่นยำอย่างน่า
สะพรึงกลัว ฝ่ายหอสำนักนอกที่ได้รับบาดเจ็บจากเสียงสวดพระสูตร ตกอยู่ในสภาพ
อ่อนแอขีดสุดอยู่แล้ว แม้ว่าพวกมันจะยังมีโล่พลังปราณช่วยต้านรับสายฟ้าแกร่ง แต่
ยังคงถูกทะลวงร่างอย่างง่ายดาย บุปผาโลหิตสีแดงสดดอกแล้วดอกเล่า บานสะพรั่ง
ติดต่อตามกันอยู่บนท้องฟ้า กลิ่นอายแห่งความตายหนักข้นสาดกระจายไปทั่ว
หลังจากคลื่นสายฟ้าแกร่งระลอกแรกผ่านพ้นไป บนท้องฟ้าหลงเหลือซิวเจ่อ
เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ผู้อาวุโสที่สองเป็นหนึ่งในนั้น ใบหน้าของมันดำคล้ า เหม่อมองกองซากศพบน
พื้นดินอย่างงุนงง จากนั้นแหงนหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน แผดเสียงคำรามเกรี้ยวกราด
ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด “เจ้าเมืองอีกาทองคำ! กล้าต่อสู้ตัวต่อตัวหรือไม่?”
บนเมฆมงคล จั่วม่อเหลือกตา “โง่เง่า”
กระทั่งนกโง่ยังอดไม่ได้ ต้องเหลือกตามองบนใส่ผู้อาวุโสที่สองด้วยเช่นกัน
จั่วม่อพบว่าด้านล่างมันกลับไม่มีสุ้มเสียงใด ต้องบันดาลโทสะขึ้นมา ร้องตวาด
ลงไป “พวกเจ้ายังรออันใด? หรือคิดเชิญมันเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลอง?”
เท่านั้นเอง หอรบค่ายกลสงครามด้านล่างก็แตกฮือ วู้ม ห่าฝนสายฟ้าแกร่งผืน
ใหญ่พวยพุ่งออกไปอย่างพร้อมเพรียง เจิดจ้าบาดตาเป็นที่สุด
ผู้อาวุโสที่สองดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
สายฟ้าแกร่งอย่างน้อยหนึ่งโหลฟาดใส่ร่างมันอย่างพร้อมเพรียง มันถลึงตามอง
เมืองอีกาทองคำ ก่อนจะร่วงลิ่วลงมาจากฟ้าดุจถุงทรายเก่าใบหนึ่ง
ผู้อาวุโสที่สองนับเป็นคนสุดท้าย ทัพซิวเจ่อหอสำนักนอกทั้งหนึ่งพันห้าร้อยคน
ล้วนถูกสังหารสิ้น!
ซิวเจ่อหอสำนักนอกที่เหลือสูญเสียความสามารถในการกล่าววาจาอย่างสิ้นเชิง
แต่ละคนหน้าซีดขาวราวกระดาษ ก่อนหน้านี้มันพวกมันราบรื่นเกินไป ต่อให้เผชิญกับ
แรงต้านทานจากกองกำลังฝ่ายที่ไม่ยอมสยบ พวกมันเพียงแค่ต้องใช้ความพยายาม
เล็กน้อย ก็บดขยี้ได้อย่างราบคาบ ไม่เคยพบพานการต่อสู้ที่รุนแรงมาก่อน
นอกเมืองอีกาทองคำ เห็นซากศพไหม้เกรียมหนึ่งพันกว่าซากกลาดเกลื่อนอยู่
ทุกแห่งหน เศษแขนขาเลือดเนื้อกระจัดกระจายไปทั่ว พลังปราณปั่นป่วนอ้อยอิ่งอยู่
ในอากาศ สะกิดเตือนให้ผู้คนนึกถึงการต่อสู้อันโหดร้ายรุนแรงที่เพิ่งจะจบสิ้นลง!
กระทั่งเฮ่อเสียงที่ปรารถนาให้ผู้อาวุโสที่สองไปสู่ความตาย เวลานี้ยังไม่ได้รู้สึก
ยินดีแม้แต่น้อย ใบหน้ามันซีดขาวราวกระดาษ ในที่สุดค่อยตระหนักว่า การ
คาดการณ์ในแง่ดีของมันก่อนหน้านี้ เป็นความโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงไหน!
กระดูกชิ้นนี้แข็งกว่าที่พวกมันคาดคิดเอาไว้มาก!
มวลหมู่ผู้ชมแน่นขนัดล้วนเงียบสนิท
พวกมันรออยู่ที่นี่ เพราะต้องการชมดูการต่อสู้ที่ดี แต่บัดนี้พวกมันต้องตื่น
ตระหนกสุดขั้วหัวใจกับการต่อสู้อันดุดันอำมหิตนี้ โดยทั่วไปเมื่อการรบจบสิ้นลง ทุก
ผู้คนจะโถมเข้าไปอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแก่งแย่งช่วงชิงสินสงครามที่อยู่ในซากศพ
อย่างครึกครื้น แต่เวลานี้มองไปยังภูเขาซากศพดำเกรียม หัวใจพวกมันไม่มีแรง
กระตุ้นแม้แต่น้อย ได้แต่เบิกตามองอย่างซึมเซา
บุรุษกลางคนเครายาวกับชายร่างใหญ่ก็เหม่อมองอย่างเซื่องซึม
พวกมันตื่นตระหนกสุดระงับ
ในยุคสมัยที่อสูรปิศาจอาละวาดไปทั่วเช่นนี้ ทุกผู้คนล้วนทราบดีว่าสงครามใหญ่
ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ในที่สุดได้ชมดูสงครามขนาดใหญ่ด้วยสายตาตนเอง พวกมัน
พบว่าการต่อสู้ขนาดใหญ่เช่นนี้ ยังโหดร้ายอำมหิตเกินกว่าที่พวกมันจะคาดคิดได้
“ความองอาจหาญกล้าของคนผู้หนึ่งยังจะมีคุณค่าความหมายใด?” บุรุษร่าง
ใหญ่ทอดถอนด้วยอารมณ์ความรู้สึก คล้ายเจือปนร่องรอยของความสิ้นหวังอยู่บ้าง
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาเนิ่นนาน เพิ่มพูนพลังฝีมือส่วนบุคคล แล้วไปยังมหา
นครนภาโลหิตเพื่อแสวงหาชื่อเสียง ล้วนเป็นหนทางสู่ความสำเร็จของยอดยุทธ์รุ่น
เยาว์มาหลายยุคหลายสมัย แต่บัดนี้พวกมันกลับพบว่า ความเข้มแข็งส่วนตนที่พวก
มันไล่แสวงหาอย่างลำบากลำบนปางตาย แทบจะไม่ส่งผลอันใดต่อสงครามขนาดใหญ่
บุรุษกลางคนล่วงรู้ว่าชายร่างใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รีบกระตุ้นเตือน
ว่า “ต้าเหริน ไม่จำเป็นต้องหดหู่ไป หากผู้มาเป็นจินตัน ผลลัพธ์จะเป็นตรงกันข้าม
แล้ว”
บุรุษร่างใหญ่สีหน้าสดใสขึ้นเล็กน้อย เมื่อขบคิดตาม มันพบว่านี่กล่าวไม่ผิด หาก
ผู้มาเป็นจินตัน คงเหยียบย่ าเมืองนี้จนราบคาบเสียนานแล้ว พวกมันเคยประจักษ์
ความแข็งแกร่งของยอดฝีมือด่านจินตันด้วยสายตาตนเอง ต่อหน้ายอดฝีมือจินตัน
กระทั่งเมืองอันเข้มแข็งเช่นนี้ เกรงว่ายังยากจะหยุดยั้งฝีเท้าของจินตันได้
ตรงกันข้ามกับความเงียบเสมือนตายที่เบื้องนอก ภายในเมืองอีกาทองคำ เสียง
ไชโยโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วทุกหนแห่ง
อันที่จริง เมืองอีกาทองคำก็หลงเหลือเพียงเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายแล้วเช่นกัน
ผู้คนของสองค่ายแทบจะใช้พลังปราณไปจนแห้งเหือด หากมิใช่ว่าพวกมันมีผู้คน
จำนวนมาก ด้วยการโหมยิงคลื่นสายฟ้าแกร่งอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่
ตามมาเช่นนี้ ในไม่ช้าพวกมันจะไม่หลงเหลือซิวเจ่อที่ลุกขึ้นยืนได้แม้แต่คนเดียว
เจดีย์น้อยดูหมดเรี่ยวแรง คลื่นเสียงพิฆาตระฆังจันทราอันดุดันเมื่อครู่ใช้
พลังงานทั้งหมดของมันไป จั่วม่อถือมันไว้ในมืออย่างเจ็บปวดใจ ต้องโยนยุทธภัณฑ์
เวทสองสามชิ้นให้เจดีย์น้อย ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะฟื้นฟูเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง
“บุตรที่ดี บิดารู้ว่าเจ้าดีที่สุด”
เจดีย์น้อยพอได้รับคำชมก็ปลาบปลื้มยินดียิ่ง กลิ้งไปกลิ้งมาในมือจั่วม่ออย่างเบิก
บานใจ นกโง่มองจั่วม่อด้วยสายตาเหยียดหยาม คล้ายจะบอกว่า หลอกลวงเด็กน้อย…
จั่วม่อชะงักกึก แต่ตัดสินใจไม่สนใจเจ้าตัวไม่น่ารักนี้ มันลอบบ่นพำอย่างช่วย
ไม่ได้ การแสดงอารมณ์ของนกโง่ตัวนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเรื่องคราวที่แล้วนาง
ได้รับประโยชน์ไม่น้อยจริงๆ
กวาดตามองนกโง่ จั่วม่อยิ่งรู้สึกว่าเจ้าตัวนี้เต็มไปด้วยน้ ามันอันอุดมสมบูรณ์ ไม่
ทราบว่ามีวิธีบีบเค้นเอาน้ ามันออกมาได้หรือไม่
(เต็มไปด้วยน้ ามัน, บีบเค้นเอาน้ ามัน – อุปมาว่ามีผลประโยชน์, บีบเค้นเอา
ผลประโยชน์ออกมา)
นกโง่คล้ายสังหรณ์ถึงอันตรายจากจั่วม่อ รีบกระถดถอย ยืดระยะห่างออกไป
ไกลโขจากจั่วม่อ เจ้าเพลิงน้อยที่อยู่บนมืออีกข้างของจั่วม่อกลับพบว่าน่าเล่น ร้อง
แหลมออกมาอย่างสนุกสนาน ล่องลอยอย่างเชื่องช้าเหมือนฟองอากาศ ติดตามนกโง่
ไปร่วมสนุกด้วย
“เหล่าป่าน ข้างนอกเมือง… …” เปาอี้ทำท่าสะบัดหัวและบุ้ยปากไปยังด้านนอก
กำแพงเมือง
“นอกเมือง?” จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นค่อยฉุกใจคิด ยกมือขึ้นลูบคาง พลางกล่าว
“ส่งคำสั่งลงไป ให้ค่ายเว่ยออกไปจัดการ!”
ซู่หลงสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง รับฟังวาจาของซิวเจ่อผู้ถ่ายทอดคำสั่งอย่างละเอียด
รอบคอบ
แต่อันที่จริง ความสนใจของมันทั้งหมด อยู่ในสุ้มเสียงที่ตะเบ็งอยู่ในสร้อยคอ
ต่างหาก
“ภารกิจแรก พวกเจ้าทุ่มเทให้แก่ข้าสิบสองส่วน! ผู้ใดทำผิดพลาด ทำให้ข้าต้อง
เสียหน้า ฮี่ฮี่ คอยดูไปเถอะว่าข้าจะเล่นงานเจ้าอย่างไร! ฮึ่มฮึ่ม ในฐานะ
ผู้ใต้บังคับบัญชาชุดแรกของข้าในรอบหนึ่งพันปี หากเจ้าทำเสื่อมเสียมาถึงนามอสูรฟ้า
ของข้า ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด… …”
“ทันทีที่ออกจากเมือง ให้รีบตั้งกระบวนทัพค่ายกล นำทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าได้
ฝึกฝนออกมาใช้ให้หมด… …”
เห็นซิวเจ่อที่มาถ่ายทอดคำสั่งจากไปไกลแล้ว ซู่หลงค่อยกลืนน้ าลายอย่างฝืดคอ
กล่าวเสียงอ่อยว่า “แต่ต้าเหริน เหล่าป่านแค่สั่งให้พวกเราออกไปรวบรวมสินสงคราม
… …”
“ผายลม! ใช้กองทัพของอสูรฟ้าผู้ทรงเกียรติออกไปเก็บขยะหรือ? ข้าไม่อาจทน
รับความอับอายเยี่ยงนั้นได้! ฟังให้ดี ภารกิจนี้คือการทดสอบรายเดือนของพวกเจ้า
หากเจ้าทำผิดพลาด เดือนหน้าเจ้าจะได้พบกับวันคืนอันแสนอบอุ่น”
ซู่หลงหัวใจสั่นสะท้าน ความหนาวเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากปลายเท้า การ
ทดสอบรายเดือนเป็นวันอันเลวร้ายที่สุดในเดือน ทุกครั้งที่เกิดขึ้น เสียงกรีดร้อง
โหยหวนแทบจะดังสะท้อนไปทั้งเมือง
ต้าเหรินท่านนี้ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตา ตรงกันข้าม ต้องบอกว่ามันเป็นคนเจ้าคิด
เจ้าแค้นผู้หนึ่งจะถูกต้องกว่า หากภารกิจนี้ทำให้ต้าเหรินขุ่นข้องรำคาญขึ้นมา จะไม่มี
วันคืนที่ดีสำหรับทุกคนในอนาคต
ที่สำคัญ ในส่วนลึกของหัวใจ พวกมันก็ต้องการให้เหล่าป่านเห็นผลลัพธ์การ
ฝึกปรือของพวกมันเช่นกัน!
แม้ว่าพวกมันไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารหรือที่พักพิงอีก แต่ก็ไม่ได้ทำงานหนัก
อย่างที่ควรทำ ทุกวี่วันพวกมันได้แต่โหมฝึกปรืออย่างหนักหน่วง แต่เมื่อเกิดเรื่อง
อันตรายขึ้นมา เหล่าป่านก็ไม่เคยนึกถึงการคงอยู่ของค่ายเว่ย พวกมันค่ายเว่ยทั้งหมด
ได้แต่ถอนใจเฮือก พวกมันทราบดีว่าพื้นฐานของพวกมันย่ าแย่ยิ่ง พลังฝีมือก็อ่อนด้อย
ยังไม่อาจรับหน้าที่สำคัญ ดังนั้นทุกคนได้แต่โหมฝึกปรืออย่างไม่คิดชีวิต อาการ
บาดเจ็บจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงรุนแรง เป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดายิ่งในค่าย
เว่ย
เสียงถอนหายใจนี้ราวกับแส้ที่มองไม่เห็น คอยเฆี่ยนตีพวกมันอย่างเกรี้ยวกราด
วันนี้ ในที่สุดก็เป็นวันของพวกมันแล้วใช่หรือไม่?
ภายใต้ใบหน้ากร้านกรำของซู่หลง ในหัวใจของมันบังเกิดระลอกสั่นไหว มันขยับ
ปรับแต่งชุดเกราะปราณบนร่าง ระงับความตื่นเต้นในใจ พยายามรักษาฝีเท้าของมัน
ให้มั่นคง เดินออกจากกระโจม
นอกกระโจม ทุกคนในค่ายเว่ยมารวมตัวกันอย่างพรักพร้อม
ทุกผู้คนล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นฮึกเหิม เห็นได้ชัดว่าพวกมันต้องใช้ความพยายาม
อย่างสุดความสามารถ เพื่อระงับความตื่นเต้นของพวกมันเอาไว้
มองไปยังกองทัพอันเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยเครื่องแต่งกายใหม่ ซู่หลงสมอง
ขาวว่างเปล่าในบัดดล ฉากเหตุการณ์ในอดีตไหลผ่านในดวงตาดุจสายน้ าไหลริน
หวาดกลัว ตื่นตระหนก สภาพน่าสังเวช คุดคู้เบียดเสียดอยู่ด้วยกัน ผ้าผ่อนแทบไม่
อาจปกปิดร่างกาย ดวงตาที่สิ้นหวังอย่างลึกล้ า ไม่ต่างอันใดกับคนตาย… …
มันสูดลมหายใจลึก มือกระชับยุทธภัณฑ์เวทแนบแน่น ทุกภาพในใจแตก
กระจายเป็นเสี่ยงๆ ในทันที มองไปยังดวงตาพันคู่ที่เปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวาของเหล่า
สหาย ดวงตามันเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
“ออกเดินทาง!”