สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 295 แม่ทัพบัญชาการศึก!
ค่ายจูเชวี่ยไม่ได้ด่วนลงมือทันที
พวกมันราวกับนายพรานผู้อดกลั้น เฝ้ารอให้เหยื่อของพวกมันเผยจุดอ่อน การ
ทำศึกไม่หยุดหย่อนทำให้พวกมันเติบโตเต็มที่อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่กงซุนชาผู้เดียว
คนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน ในตอนนี้ พวกมันไม่ต้องให้กงซุนชาออกคำสั่ง ทุก
ผู้คนก็ทราบว่าพวกมันสมควรทำอย่างไร
กงซุนชาดวงตาเป็นประกาย บนใบหน้าเปื้อนยิ้มเอียงอายอันเป็นเอกลักษณ์ คำ
ชี้นำของศิษย์พี่ ทำให้มันตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
เห็นรอยยิ้มของแม่นางน้อย ไม่ว่าผู้ใดก็ทราบว่าแม่นางน้อยกำลังเริ่มรุนแรง
พวกมันรีบปลุกปลอบกำลังขวัญสิบสองส่วน รวบรวมสมาธิจิตใจอย่างเร่งด่วน หาก
พวกมันไม่สามารถกระทำตามข้อเรียกร้องของเหล่าป่าน เช่นนั้นชะตากรรมที่รอคอย
อยู่เบื้องหน้าก็ไร้มนุษยธรรมยิ่ง… …
พวกมันสะท้านขึ้นทั้งร่างอย่างพร้อมเพรียง
ดวงตาของทุกคนสาดประกายเจิดจ้า เผยสภาวะที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกขลาดเขลา
ออกมา
ผู้ที่ลงมือก่อนคือหอสำนักนอก พวกมันแบ่งกองทัพอันเข้มแข็งห้าพันคน
ออกเป็นห้ากองพัน สองทัพร่วมกันจู่โจมด้านหน้า อีกสองทัพแยกย้ายเข้าจู่โจมสอง
ปีกข้าง ส่วนอีกหนึ่งทัพ รอเป็นทัพหนุนอยู่ด้านหลัง
“พวกมันคิดล้อมกรอบเราหรือ?” ม้าฝานตะลึงงัน
“ฮ่า!” เซี่ยซานแย้มยิ้ม เต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
เหล่าผู้ชมสามารถเห็นได้ว่า หอสำนักนอกคิดเขมือบกลืนกองกำลังชั้นยอดของ
เมืองอีกาทองคำในคำเดียว
“กองทัพเมืองอีกาทองคำทัพนี้ทระนงตนเกินไป” บุรุษร่างใหญ่สั่นศีรษะ “อย่าง
น้อยจนถึงตอนนี้ หอสำนักนอกยังไม่ได้ทำสิ่งใดโง่เขลา ในที่สุดพวกมันก็เข้าใจ ว่าข้อ
ได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกมันคือจำนวนคนอันมากมายมหาศาล หากพวกมัน
ล้อมกักกองทหารนี้เอาไว้ได้ จากนั้นก็สามารถค่อยๆ บดขยี้จนตายได้อย่างแน่นอน”
บุรุษกลางคนเงียบงัน มันแม้ไม่กล่าววาจา แต่ในใจทราบดีว่าคนร่างใหญ่กล่าว
ไม่ผิด
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่พวกมันที่สามารถพบเห็นเรื่องนี้ หยงเวยก็เห็นชัดตาเช่นกัน
นางจ้องมองกองกำลังที่กำลังจะถูกล้อมกรอบอย่างมึนงง หลังจากติดตามพวก
มันมาหลายวัน นางมีวิจารณญาณของตัวเองเกี่ยวกับกองกำลังลึกลับนี้
นี่เป็นกองกำลังชั้นยอดอย่างแท้จริง!
พวกมันเชี่ยวชาญกลยุทธ์ คุณสมบัติของไพร่พลล้ าเลิศ ระเบียบวินัยเคร่งครัด
เด็ดเดี่ยวห้าวหาญ ทรหดอดทนในการสู้รบ กองกำลังเช่นนี้ไหนเลยจะกระทำเรื่อง
ผิดพลาดอันตื้นเขินเช่นนี้ได้? พวกมันเป็นยอดฝีมือ แต่จำนวนคนแตกต่างจากฝ่าย
ตรงข้ามมากเกินไป ในสถานการณ์เช่นนี้ กลยุทธ์ที่ดีที่สุดของพวกมัน สมควรใช้ความ
คล่องตัวของตนเอง ก่อกวนหลอกล่อศัตรูอย่างต่อเนื่อง แล้วคอยหาโอกาสจ้วงแทงอีก
ฝ่าย ริดลอนกำลังของฝ่ายตรงข้ามทีละน้อย
แต่ค่ายจูเชวี่ยดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านต่อการถูกล้อมกรอบแม้แต่น้อย
ในใจนางลอบเศร้าเสียดาย กองกำลังชั้นยอดเช่นนี้ กำลังจะทอดร่างเป็นซากศพ
อยู่ที่นี่ นางเดิมทีต้องการผูกสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ แต่มองจากยามนี้ คงต้องหาทางอื่น
เสียแล้ว
ในขณะที่ผู้อื่นกำลังเศร้าเสียดาย ค่ายจูเชวี่ยกลับไม่แยแสสนใจ ในที่สุดก็พุ่ง
ทะยานออกไป!
ไม่มีหลอกล่อ ไม่มีกลอุบาย เพียงพุ่งทะลวงตรงไปยังสองกองพันที่โถมจู่โจมมา
จากทางด้านหน้า
ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง สองกองพันที่ดาหน้าเข้ามาทางด้านหน้า
พวกมัน รวมแล้วมีผู้คนกว่าสองพันคน เป็นทิศทางที่มีกำลังคนมากที่สุด เป็นตัวเลือก
ที่ไม่ควรพุ่งชนอย่างซึ่งหน้ามากที่สุด
แต่ค่ายจูเชวี่ยกลับเลือกปะทะซึ่งหน้าอย่างหักโหม!
เร่งความเร็ว! เร่งความเร็วขึ้นไม่หยุดยั้งอย่างไม่มีรีรอลังเล!
ในท้องนภา เสียงกรีดฝ่าอากาศแหลมสูงบาดหู
ม้าฝานกับเซี่ยซานโถมทะยานอยู่หน้าสุด พวกมันดึงดูดสายตาของทุกผู้คน
ม้าฝานเร่งเร้าท่าร่างเงาลวงตาไปถึงจุดสูงสุด เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมสูงใน
โสตประสาทเลือนหายไป ด้วยความเร็วสูงสุดของมัน ทิ้งเหล่าสหายไว้ที่เบื้องหลัง
หลายช่วงตัว! ท่ามกลางท้องนภา เห็นภาพเงาลวงตามากมายกลาดเกลื่อนเต็มฟ้า
จากนั้นเลือนหายไปโดยเหล่าสหายที่ติดตามมาเบื้องหลังอย่างกระชั้นชิด
มันไม่ต้องเหลือบมองก็ทราบว่าเซี่ยซานต้องอยู่ไม่ไกลจากมัน พวกมันร่วมศึกกัน
มานับครั้งไม่ถ้วน รู้มือรู้ใจกันเป็นอย่างดี
ท่าร่างของมันรวดเร็วเสียจนมันไม่อาจมองเห็นหน้าศัตรูได้ชัดเจน ดังนั้นก้มหน้า
ลง จดจ่ออยู่เฉพาะกระบี่บินในมือ
แถวทัพของศัตรูใกล้เข้ามาด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก เจตจำนงสงคราม
ที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในร่างมันบรรลุถึงจุดสูงสุดในพริบตา พลังปราณที่รวมรั้งไว้
ปะทุถาโถมเข้าสู่กระบี่บินอย่างเกรี้ยวกราด!
กระบี่มายาไร้เงามหาวินาศ!
เจตจำนงกระบี่ที่ขู่ขวัญผู้คนรวมรั้งอยู่ที่ปลายของปราณกระบี่แต่ละสาย ทิ้ง
ขบวนภาพเงาลวงตายาวเหยียดไว้ด้านหลัง กลุ่มปราณกระบี่พุ่งวาบไปข้างหน้า บัด
เดี๋ยวเจิดจ้า บัดเดี๋ยวสลัวราง
ซิวเจ่อสามคนที่ตกเป็นเป้าของเจตจำนงกระบี่ หน้าเปลี่ยนสีในบัดดล ถลาหลบ
ไปสองฟากข้างอย่างแตกตื่นลนลาน!
เซี่ยซานแม้มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงล้ าที่สุด แต่ในแง่ของพรสวรรค์เชิงกระบี่และ
ความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ ม้าฝานนับเป็นอันดับหนึ่งในค่ายจูเชวี่ย เจตจำนงกระบี่แต่
ละเล่มของมันก่อเกิดภาพลวงตาสามภาพห้าภาพ ยากจะแยกแยะจริงเท็จ เห็นปราณ
กระบี่ปกคลุมเต็มฟ้า บันดาลให้ผู้คนไม่ทราบจะหลบหลีกไปที่ใด เจตนงกระบี่ที่รวมรั้ง
ตรงปลายของปราณกระบี่แต่ละสาย ทั้งบริสุทธิ์และไร้ผู้ใดต้านติด
ซิวเจ่อหอสำนักนอกไม่ว่าผู้ใด เผชิญหน้ากับปราณกระบี่เหล่านี้ ล้วนรู้สึกว่า
ปราณกระบี่จี้ตรงใส่หว่างคิ้วมัน ในใจอดแตกตื่นลนลานไม่ได้
เหล่าซิวเจ่อหอสำนักนอกล้วนถลันหลบไปสองฟากข้าง ราวกับกระแสน้ าแหวก
หลบทุกที่ที่ม้าฝานพุ่งผ่าน
เซี่ยซานเร่งเร้าพลังปราณในร่างถึงขีดสุด พลังบำเพ็ญเพียรอันน่าสะพรึงกลัว
หนึ่งร้อยแปดสิบจิง แผ่แรงกดดันอันแกร่งกร้าวมากพอที่จะทำให้ผู้คนเสียสติ ซิวเจ่อ
หอสำนักนอกพลันหวนนึกถึงยอดฝีมือด่านหนิงม่ายขั้นสามผู้น่าหวาดผวา ที่แทบจะ
กวาดทำลายเมืองหนานเสิ้งทั้งเมืองด้วยตัวคนเดียว
ผู้ชมครางกระหึ่ม โผพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อชมดูในสนามรบอย่างตื่นตะลึง
แต่ละคนสามารถสัมผัสระลอกที่เซี่ยซานปลดปล่อยออกมาได้อย่างชัดเจน หนิง
ม่ายขั้นสามผู้มีพลังบำเพ็ญเพียรเหนือกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบจิง เป็นตัวตนระดับสูงสุด
ในด่านหนิงม่าย
อย่างไรก็ตาม เซียนเซิงวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายบุรุษร่างใหญ่กลับสนอกสนใจม้า
ฝานมากกว่า
“ยังเยาว์วัย แต่ครอบครองเจตจำนงกระบี่อันบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ นับว่าหาได้ยาก
ยิ่ง ต่อไปในภายภาคหน้า มันสมควรทะยานขึ้นเป็นยอดฝีมือได้ไม่ยาก หากมีโอกาส
เกลี้ยมกล่อมมันเข้าร่วมกับเราได้ก็ประเสริฐ”
บุรุษร่างใหญ่ในใจกลับไม่เห็นพ้อง ในสำนักมัน มีศิษย์น้องหลายคนที่มีพลัง
เช่นนี้ มันไม่ค่อยสนใจม้าฝานเท่าใด
บุรุษกลางคนทราบดีว่าคนร่างใหญ่ครุ่นคิดอันใด ต้องลอบถอนหายใจเฮือก ใน
ความเห็นของมัน ด้วยสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายเช่นนี้ แต่ม้าฝานกลับสามารถฝึกปรือ
เจตจำนงกระบี่จนบริสุทธิ์ถึงขั้นนี้ ก็สามารถยืนยันพรสวรรค์อันเด่นล้ าของมันได้อย่าง
ชัดเจน ศิษย์ของสำนักของพวกมันอาจแข็งแกร่ง แต่พวกมันต้องใช้โอสถปราณ
มากมายเท่าใด? กระยาหารปราณมหัศจรรย์อีกเท่าใด? กว่าจะสร้างพลังแข็งแกร่ง
เช่นนั้นขึ้นมาได้?
แต่มันไม่คิดสิ้นเปลืองวาจาเกลี้ยกล่อมมากไปกว่านี้
อีกผู้หนึ่งที่คิดเห็นเช่นเดียวกับบุรุษกลางคนคือหยงเวย แต่นางทราบกระจ่างถึง
พลังของค่ายจูเชวี่ย และไม่คิดเสียเวลาเกลี้ยกล่อมชักชวนคนในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม
ในใจนางยิ่งมายิ่งตื่นตกใจ กองกำลังนี้เต็มไปด้วยพรสวรรค์สารพัดรูปแบบ ยัง
แข็งแกร่งกว่าที่นางคาดเอาไว้มาก
นางพลันแหงนหน้ามองบุรุษบนเมฆมงคลเหนือเมืองอีกาทองคำ เมื่อสักครู่นาง
ได้ยินมันตะโกนเรียก ‘ศิษย์น้อง’ หรือว่ามันผู้นี้จึงเป็นผู้นำที่แท้จริง? เมื่อนางเลื่อน
สายตาไปมองสตรีซิวเจ่อสวมหน้ากากที่อยู่ด้านข้าง พลันบังเกิดความรู้สึกอย่างแรง
กล้า ว่าสตรีนางนี้ไม่สามัญธรรมดา ลึกล้ าเสียจนนางมิอาจหยั่งวัด
คนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดาสามัญจริงๆ!
บรรดาศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างล้วนสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู พลังฝีมืออันร้ายกาจ
ของม้าฝานกับเซี่ยซานทำให้ซิวเจ่อหอสำนักนอกพากันถอยหนีไม่คิดชีวิต ไม่มีผู้ใด
กล้าต้านรับฝ่ายตรงข้ามแม้แต่ท่าเดียว
อย่างรวดเร็ว ศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างสี่คนโถมเข้าหาคนทั้งสองอย่างพร้อมเพรียง
เซี่ยซานหัวร่อฮี่ฮี่ กระบี่บินในมือยกชี้ไปข้างหน้า ทันใดนั้นมันเร่งความเร็วพุ่ง
วาบ คนกลายเป็นลำแสงหลากสี สาดพุ่งสวนเข้าหาคนทั้งสี่อย่างไม่พรั่นพรึง!
ม้าฝานที่รู้มือกันดีพลันขยับกายวูบ ทิ้งศัตรูทั้งสี่ไว้ที่ด้านหลัง ยังคงโถมทะยาน
ไปเบื้องหน้า ส่วนเบื้องหลังมัน เห็นเหนียนลู่โถมเข้ามาแทนที่ ข้างเหนียนลู่เป็นเหลย
เผิงแสยะยิ้มแยกเขี้ยว พุ่งเข้าหาศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างทั้งสี่ที่ถูกเซี่ยซานล้อมกักเอาไว้
ข้างเหลยเผิง ยอดฝีมืออื่นๆ ตามติดมาเป็นระลอก เต็มไปด้วยเจตนาสังหารอย่าง
เปี่ยมล้น
พวกมันไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสต่อสู้ดิ้นรน ฉวยโอกาสที่เซี่ยซานล้อมกักฝ่าย
ตรงข้ามทั้งสี่เอาไว้ ปราณกระบี่กับปราณดาบของเหลยเผิงกับพวกกรีดวาบโดยไร้สุ้ม
เสียง
สีเลือดสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของคนทั้งสี่อย่างพร้อมเพรียง
พวกมันถลึงตากว้าง ใบหน้าฉาบด้วยความสยดสยอง พวกมันคล้ายอยากจะพูด
อะไรบางอย่าง
ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจพวกมัน เหล่าซิวเจ่อจากหน่วยเทียนฟงไม่มีผู้ใดชายตามอง
ศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างทั้งสี่แม้แต่แวบเดียว เพียงพุ่งผ่านพวกมันไป
หลังจากสลัดพ้นสิ่งที่อยู่ด้านหลัง ม้าฝานราวกับหัวลูกศรเดียวดายพุ่งลิ่วไปไม่
หยุดยั้ง แล้วพลันสะบัดข้อมือ กระบี่แทงกราดไปเบื้องหน้า ปราณกระบี่ที่รวมรั้งไว้
เนิ่นนานพลันแตกระเบิดออกมา ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ราวกับห่าพิรุณปราณกระบี่ ทุกผู้คนรู้สึก
ในสายตากระจ่างจ้า ปราณกระบี่คลุมฟ้าพกพาเจตจำนงกระบี่คมกล้า คลี่คลุมใส่ทุก
สรรพสิ่ง ทุกผู้คนรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
พวกมันขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง ถลันหลบตามสัญชาตญาณ
หน่วยเทียนฟงราวกับมีดร้อนตัดผ่าเนยแข็ง ไม่มีผู้ใดต้านติด ตัดแบ่งกองทัพศัตรู
ออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย
สิ่งที่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด เป็นหกกองร้อยของค่ายจูเชวี่ย
แตกต่างจากความคมกล้าสุดเปรียบปานของหน่วยเทียนฟง สิ่งที่หกกองร้อย
สำแดงออกมาคือพลังอันดุดัน หากหน่วยเทียนฟงประดุจมีดแหลมคม หกกองร้อยก็
เป็นค้อนหนักหกด้าม พกพาพลังทำลายล้างหนักหน่วงสามหมื่นจิน ไม่อาจหยุดยั้ง
กร้าวแกร่งดุดันสุดเปรียบปาน!
ต่อหน้าหกกองร้อย ผู้คนสองพันคนไม่ผิดอันใดกับคนกระดาษ ถูกทะลุทะลวง
อย่างง่ายดาย ทุกที่ที่พวกมันแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงพิรุณโลหิตโหมกระหน่ า
ภายในชั่วพริบตา สถานการณ์สู้รบก็พลิกกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง ทุกผู้คนล้วน
อ้าปากค้าง
ทัพใหญ่สองพันคนถูกตัดแบ่งและบดขยี้ จากแถวหน้าสุดไปถึงด้านหลังสุด
ความได้เปรียบเสียเปรียบของทั้งสองฝ่ายพลิกกลับข้างกันในบัดดล ในเวลานี้ ค่ายจู
เชวี่ยเหนือกว่าอย่างท่วมท้น
นี่มัน… … นี่มัน… …
ผู้ชมนับไม่ถ้วนตะลึงงัน เหม่อมองอย่างซึมเซา เห็นค่ายจูเชวี่ยทะลวงผ่านขบวน
ทัพสองพันคนในพริบตา นั่นคือผู้คนสองพันคน! จำนวนมากกว่าค่ายจูเชวี่ยเกือบสาม
เท่าตัว!
ซิวเจ่อที่แตกตื่นลนลานราวกับฝูงแมลงวันไร้หัว แตกฮือหลบหนีไปทุกทิศทาง
ไม่ว่าหงจุนเซวียนจะร้องตวาดอาละวาดสักเท่าใดก็ไม่มีประโยชน์
บุรุษร่างใหญ่กับเซียนเซิงวัยกลางคน รวมทั้งหยงเวย สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่าง
พร้อมเพรียง!
ดวงตาของพวกมันแหลมคมและแม่นยำมากกว่าผู้คนในที่นี้ ทั้งสองฝ่ายปะทะ
กันเพียงช่วงสั้นๆ แต่ในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้นนี้เอง กลับทำให้พวกมันตื่นตระหนกสุด
ระงับ แฝงความนัยมากมายที่พวกมันต้องใช้เวลาแยกแยะ
นั่นเป็นซิวเจ่อที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่จำนวนถึงสิบกว่าคน!
หากดูจากจำนวน บุรุษร่างใหญ่ยังไม่ถึงกับตื่นตระหนก มีศิษย์มากมายในสำนัก
มันที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่ แต่ศิษย์เหล่านั้น เมื่อเข้าสู่กองทัพ พวกมันจะกลายเป็น
หัวใจหลักของแต่ละกองทัพที่สังกัด
การใช้ยอดฝีมือที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่มารวมกัน สร้างเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อเข่น
ฆ่าทะลวงฟันไปเบื้องหน้า… …
ความคิดอันคลุ้มคลั่งเช่นนี้ อย่าว่าแต่เคยเห็น มันกระทั่งได้ยินยังไม่เคยได้ยินมา
ก่อน
นี่มันหรูหราเกินไป!
บุรุษร่างใหญ่รู้สึกคล้ายใกล้จะเสียสติ มันเริ่มสงสัยใจ สำนักของมันที่แท้เป็น
สำนักใหญ่จริงหรือไม่? ไฉนมันรู้สึกว่ามันยากจนข้นแค้นเหลือเกิน?
หยงเวยมองสนามรบกลางอากาศอันสับสนอลหม่าน นางเคยคาดการณ์
ความสามารถในการรบของกองกำลังเจ็ดแปดร้อยคนนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนี้เมื่อ
ประจักษ์การต่อสู้เบื้องหน้าด้วยสายตาตนเอง นางพบว่านางยังประเมินพวกมันต่ า
เกินไปมาก
แม่ทัพบัญชาการศึก!
นี่เป็นกองทัพที่มีแม่ทัพบัญชาการศึกอย่างแน่นอน มิหนำซ้ ายังไม่ใช่ระดับต่ า
การบุกทะลวงอันดุร้ายแหลมคมราวกับดาบสันหนาที่ตัดแบ่งฝ่ายตรงข้ามอย่าง
แม่นยำ การร่วมมือสอดประสาน หนุนเสริมซึ่งกันและกัน รวมถึงเส้นทางที่บุกทะลวง
เข้าไปและจังหวะเวลาที่จู่โจม ล้วนไร้ที่ติ!
หยงเวยรู้สึกเหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลัง โหวเหยียพยายามสั่งสอนนางอย่างสุด
ความสามารถ นางยังร่ าเรียนวิชาแม่ทัพบัญชาการศึกเช่นกัน มิเช่นนั้น โหวเหยียคงไม่
ส่งนางมาทำภารกิจนี้
รวดเร็วเหนือผู้ใด ตั้งแต่อายุสิบห้าปี นางก็ได้รับป้ายหยกแม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับสัมฤทธิ์จากสถาบันประเมินผล พรสวรรค์ของนางน่าอัศจรรย์ใจ
แต่นางเมื่อเทียบกับบุรุษอายุเยาว์ผู้นี้แล้ว ถึงกับลอบยินดีที่ไม่ได้แขวนป้ายแม่
ทัพบัญชาการศึกสัมฤทธิ์ไว้ที่เอว
นางเฝ้ามองจากระยะไกล มองบุรุษหนุ่มที่ถูกห้อมล้อมไว้ตรงกลางอย่างแน่น
หนา พลันรู้สึกยากจะเข้าใจ นับตั้งแต่ยังเล็ก สิ่งที่นางได้ยินได้ฟังมากที่สุดก็คือคำชื่น
ชมในพรสวรรค์ของนาง แต่วันนี้ เหมือนโลกพลิกคะมำ นางได้พบเห็นบุรุษหนุ่มอายุ
เยาว์กว่านางมาก แต่มีฝีมือเหนือล้ ากว่านางมาก
กงซุนชาไม่ได้สนใจว่ามีใครบางคนลอบมองมายังมัน ดวงตาของมันดุจดวงดารา
กลางรัตติกาล ทอประกายสุกสกาวเรืองรอง
เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงในสนามรบอยู่ตลอดเวลา ทันใดนั้นมันเอ่ยปาก
“เตรียมลงมือ”