สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 296 ระดับเงิน
หลังจากคลื่นระลอกแรกบุกทะลวงไปจนสุดทาง ผู้คนสองพันคนถูกสังหารไป
มากกว่าห้าร้อยคน
“เศษสวะชัดๆ” เหลยเผิงแค่นเสียงอย่างรังเกียจ แล้วกล่าวสืบต่อ “คนมากมาย
ถึงเพียงนี้ แต่กระทั่งคลื่นลูกแรกยังรับไว้ไม่ได้”
เหนียนลู่ตอบโต้อย่างไม่ใส่ใจนัก “ไม่ดีหรือ? มิเช่นนั้นเราจะต้องสิ้นเปลือง
เรี่ยวแรงมากกว่านี้ ระวังจะทำภารกิจของเหล่าป่านไม่สำเร็จ”
“เราจะเข่นฆ่าพวกมันทั้งหมดจริงๆ?” เหลยเผิงบ่นพึมพำ
“เป็นไร? อย่าได้คิดว่าเจ้าจะลอยตัวไปได้!” เหนียนลู่ปัดผมที่หน้าผาก พลาง
กล่าวเตือนเสียงหนัก “เหล่าป่านประกาศต่อหน้าผู้คนมากมายปานนี้ หากเราไม่มี
ปัญญากระทำได้ ย่อมทำให้เหล่าป่านเสียหน้า เหล่าป่านเสียหน้าเท่ากับแม่นางน้อย
เสียหน้า หากแม่นางน้อยเสียหน้า ไม่ต้องให้ข้ากล่าวที่เหลือกระมัง”
“ข้ารู้น่า” เหลยเผิงวางท่าเหนื่อยหน่ายราวกับต๊กโกวคิ้วป้าย* “เพียงแต่
เอาชนะศัตรูสวะเยี่ยงนี้ ข้ามิได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย”
(*หมายถึงมารกระบี่แสวงพ่ายที่เรารู้จักกันดี)
“ศัตรู? โอ้ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว พวกมันเป็นเพียงแพะอ้วน ความยินดีในการฆ่า
แพะอ้วนไม่ใช่การเอาชัยพวกมัน แต่เป็นการถลกหนังพวกมัน”
ทั้งคู่ไม่มีเวลาสนทนาอีก คำสั่งการของแม่นางน้อยถ่ายทอดลงมาอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่รีบรวบรวมสมาธิ หมุนตัวกลับไป
ค่ายจูเชวี่ยที่เพิ่งทะลวงผ่านออกมายังแนวหลังของศัตรู หมุนกระบวนทัพอย่าง
ฉับพลัน จากนั้นเข่นฆ่ากลับมาอีกหน
ซิวเจ่อพันกว่าคนที่เพิ่งถูกตีแตกพ่ายกลายเป็นสับสนอลหม่านกว่าเดิม ทันใดนั้น
เริ่มกรีดร้องระงม เมื่อขาดระเบียบวินัยอันเคร่งครัด พวกมันก็วิ่งวุ่นไปทุกทิศทุกทาง
อย่างขวัญหนีดีฝ่อ
แต่ไหนเลยจะมีที่ให้พวกมันหลบหนี ไม่ว่าหนีไปทางใด ก็ล้วนปะหน้าไพร่พล
ค่ายจูเชวี่ยที่ลอบดักทางอยู่สองปีกข้าง หลังจากถูกฆ่าติดต่อกันหลายสิบคน ผู้คนที่
หลงเหลือหวาดกลัวแทบตาย ได้แต่หมุนตัวแล่นกลับไปยังทิศทางที่พวกมันมา
หลายหมู่ที่วนเวียนอยู่ด้านข้างเหล่านี้ ไม่ได้ไล่ล่าไพร่พลแตกพ่ายของหอสำนัก
นอก พวกมันเพียงรับหน้าที่ไล่ต้อนผู้ที่หลบหนีออกด้านข้าง ให้กลับเข้าไปรวมกันยัง
ทัพใหญ่
ค่ายจูเชวี่ยที่หันกลับไปไล่เข่นฆ่าดูราวกับไล่ต้อนฝูงแกะ ไล่ขับอยู่ตลอดเวลา ขู่
ขวัญผู้คนพันกว่าคนจนกระเจิดกระเจิง หลบหนีไม่คิดชีวิต
หงจุนเซวียนมือเท้าเย็นเฉียบ ยืนซึมเซาอยู่กลางท้องฟ้า สีหน้าอับจนปัญญา
เห็นซิวเจ่อหอสำนักนอกโถมผ่านมันไปไม่ขาดสาย ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วย
ความหวาดกลัว ลนลานและสิ้นหวัง ขบวนทัพที่มันจัดเตรียมไว้แตกพ่ายไม่เป็นขบวน
ซิวเจ่อที่แตกทัพไหลบ่าสวนเข้าไปในอีกสามทัพ จนปั่นป่วนโกลาหลไปหมด
ความประหวั่นพรั่นพรึงระบาดออกไปสู่อีกสามทัพอย่างรวดเร็ว กองทัพที่ขวัญ
กำลังใจตกต่ าอยู่แล้ว แตกพ่ายถล่มทลายในชั่วพริบตา พากันแตกหนีไปในทิศทางที่
ถูกกำหนดไว้
ด้านบนเมฆมงคล จั่วม่อทอดตามองสนามรบอันอลหม่าน อดสั่นศีรษะไม่ได้
กล่าวว่า “กองกำลังเช่นนี้เข้มแข็งแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น” จากนั้นแย้มยิ้ม ส่งเสียงหัว
ร่อฮี่ฮี่ “ทั้งหมดเป็นของเราแล้ว”
สตรีซิวเจ่อยืนอยู่ข้างกายมันเหมือนหุ่นไม้
จั่วม่ออันที่จริงเพียงกล่าวกับตัวเอง ไม่คาดหวังให้สตรีซิวเจ่อโต้ตอบอันใด ว่ากัน
ตามจริงหากจู่ๆ นางกล่าววาจาออกมา มันต้องแผ่นแน่บไม่คิดชีวิตเป็นแน่
ค่ายจูเชวี่ยร้องตวาด ‘ยอมจำนนละเว้นชีวิต’ อย่างพร้อมเพรียงเป็นระยะ ดัง
กังวานไปไกล ซิวเจ่อหอสำนักนอกที่สิ้นหวังถึงที่สุด พอฟังรีบยอมจำนนอย่างง่ายดาย
กระทั่งจั่วม่อยังตื่นตะลึง
การรบที่สมควรดุเดือดเลือดพล่าน กลับจบลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มี
ผู้ใดคาดคิด แม้แต่จั่วม่อกับกงซุนชายังแทบไม่เชื่อ ว่าผู้คนมากกว่าสี่พันคนจะพ่ายแพ้
อย่างง่ายดาย ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข
อย่าว่าแต่บรรดาผู้ชมที่ล้วนตะลึงงันกันไปหมด
บุรุษกลางคนเป็นคนแรกที่ได้สติ สั่นศีรษะพลางทอดถอน “ท้ายที่สุดสิ่งที่หอ
สำนักนอกกระทำก็ไม่ใช่วิถีทางอันเที่ยงธรรม กองกำลังที่สร้างขึ้นในลักษณะนี้ ไม่ต้อง
กล่าวถึงระเบียบวินัยหรือขวัญกำลังใจ ในยามปกติอาจไม่มีปัญหาใด แต่ยามคับขัน
อันตราย พวกมันก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีแม้แต่ครั้งเดียว”
คนร่างใหญ่แค่นเสียงไม่พึงใจ “หากเป็นยอดฝีมือจากสำนักเรา ไม่ทราบผู้ใดว่า
จะได้ชัย”
บุรุษกลางคนกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “กองกำลังชั้นยอดของสำนักเราสามารถยกขึ้น
เทียบกับกองกำลังนี้ได้จริง แต่ด้านแม่ทัพบัญชาการศึกเล่าจะว่าอย่างไร?”
คนร่างใหญ่อึ้งงัน ทหารพันคนหาได้ง่าย แต่หนึ่งแม่ทัพยากจะพบพาน คิดเพาะ
สร้างแม่ทัพบัญชาการศึกสักคนยากเย็นแสนเข็ญ ที่ผุดขึ้นเองจากความยากไร้มีน้อย
เสียยิ่งกว่าน้อย เฉพาะสำนักใหญ่เท่านั้นที่สามารถเพาะสร้างขึ้นมาบ้าง ในบรรดา
สถาบันการประเมินแขนงต่างๆ สถาบันประเมินแม่ทัพบัญชาการศึกมักมีผู้คนนิยม
น้อยที่สุด แต่หลังจากแนวรบที่มหานครนภาโลหิตแตกพ่าย การฝึกอบรมแม่ทัพ
บัญชาการศึกก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เป็นที่นิยมไม่สิ้นสุด
แน่นอน การฝึกอบรมเหล่านี้ล้วนหลอกลวงจิงสือของผู้คนเท่านั้น
แต่อีกด้านหนึ่ง ยังสามารถสะท้อนให้เห็นความกระตือรือร้นของเหล่าสำนัก
ใหญ่ที่มีต่อแม่ทัพบัญชาการศึกได้อีกด้วย ปัจจุบันแม่ทัพบัญชาการศึกกลายเป็นอาชีพ
ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุด สำนักของพวกมันมีแม่ทัพบัญชาการศึก
สามคนห้าคน แต่พวกมันล้วนเป็นระดับชั้นป้ายสัมฤทธิ์ทั้งหมด
ทว่าแม่ทัพบัญชาการศึกของกองทัพเบื้องหน้านี้ จะต้องไม่ใช่แค่แม่ทัพระดับ
ป้ายสัมฤทธิ์เป็นแน่
ระดับที่เหนือกว่าป้ายสัมฤทธิ์คือป้ายเงิน แม่ทัพปัญชาการศึกป้ายเงินแต่ละคน
ล้วนเป็นอัจฉริยะที่ไม่ใช่จะพบพานได้โดยง่าย ค่าตอบแทนในการรับจ้างแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับเงินสักคนหนึ่ง ยังสูงกว่าเซียนกระบี่ด่านจินตันเสียอีก
บุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่เหนือล้ ากว่าระดับสัมฤทธิ์ใช่หรือไม่… …
ชายร่างใหญ่มองใบหน้าอ่อนใสเอียงอายของกงซุนชา แทบเชื่อไม่ลง
หยงเวยยังตื่นตะลึงกว่าพวกมันเสียอีก เนื่องเพราะทางด้านหยงเวยมิใช่เพียง
คาดเดาเท่านั้น กับความจริงข้อนี้นางมั่นใจยิ่ง นางเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับ
สัมฤทธิ์ด้วยตนเอง มีขีดความสามารถตัดสินฝีมือของกงซุนชาได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่า
บุรุษหนุ่มที่มีรอยยิ้มขวยเขินเอียงอายราวกับเด็กชายข้างบ้านผู้นี้ เป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกอย่างน้อยระดับเงินไม่ผิดแน่!
พรรคฟ้ากระจ่างคราวนี้เตะถูกจานเหล็กเข้าเต็มรัก!
หยงเวยจ้องมองสนามรบโดยไม่กล่าวคำใด ด้านหลังนางเป็นใบหน้าตะลึงลาน
ของบรรดาองครักษ์จวนโหว
สายตาของนางเงยขึ้นไปยังบุรุษหนุ่มผิวคร้ามบนก้อนเมฆมงคล นั่นจึงเป็นเจ้า
เมืองอีกาทองคำ แต่แล้วนางพลันขมวดคิ้วฉับ เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นั้นดูเหมือนกำลัง
ชื่นชมเท้าเปล่าของสตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ
นางคาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นคนตัณหากลับผู้หนึ่ง
หยงเวยลอบเวทนาในใจ แม่ทัพบัญชาการศึกหนุ่มฉกรรจ์ผู้หนึ่งมีอนาคตไร้
ขีดจำกัด แต่กลับต้องมาอยู่ใต้อำนาจของคนตัณหากลับผู้หนึ่ง นางรู้สึกเศร้าเสียดาย
สุดบรรยาย
จั่วม่อเพ่งตามองเท้าเปล่าอันสมบูรณ์แบบของสตรีซิวเจ่อ กล่าวราวรำพึงกับ
ตัวเอง “บอกข้าที ครั้งนี้บรรพชนฟ้ากระจ่างจะมาด้วยหรือไม่?”
หลังจากร่วมเป็นร่วมตายกันในครั้งที่ต่อสู้กับแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง
ความสัมพันธ์ระหว่างจั่วม่อกับสตรีซิวเจ่อก็ใกล้ชิดสนิทสนมโดยไม่รู้ตัว กระทั่งมันเอง
ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก
เท้าเปล่าของนางมักจะดึงดูดความสนใจของมันอย่างไม่ทันตั้งตัว ทีแรกมันรู้สึก
อับอายอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นพบว่านางไม่ได้แยแสสนใจมันแม้แต่น้อย จึงชมดูอย่าง
เปิดเผยเสียเลย
นี่คือการชื่นชมศิลปะตามธรรมชาติอันงดงาม! จั่วม่อให้เหตุผลอันถูกต้องตาม
ทำนองคลองธรรม
“มันสมควรมาในไม่ช้า”
จั่วม่อพึมพำกับตัวเอง แต่สายตายังคงจ้องอยู่ที่เดิม
“บรรพชนฟ้ากระจ่าง… …”
สตรีซิวเจ่อเงียบสนิท
ปลดทรัพย์ของเชลยศึกเป็นงานที่ค่ายจูเชวี่ยชำนาญเป็นอย่างยิ่ง เปาอี้ก็รีบออก
จากเมืองอีกาทองคำมาช่วยเหลือ ใช้เวลาไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็กวาดล้างผู้ถูกจับกุม
ทั้งหมดจนเกลี้ยงเกลา
บรรดาผู้ชมเฝ้าดูด้วยดวงตาร้อนฉ่าแทบลุกไหม้ พวกมันต้องการโถมเข้าไปจับ
ปลาสักตัวสองตัว แต่หลังจากชมดูพลังต่อสู้อันเข้มแข็งของค่ายจูเชวี่ย ไม่มีผู้ใดกล้าแส่
หาที่ตาย
เมื่อหงจุนเซวียนกับศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างที่เหลือถูกพาตัวเข้าพบจั่วม่อ พวกมัน
แต่ละคนหลงเหลือเพียงกางเกงตัวเดียว
“หากเจ้ากล้าแตะต้องพวกเราแม้แต่เส้นผม ท่านบรรพชนจะไม่เอาเจ้าไว้แน่!”
ศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างผู้หนึ่งคำรามด้วยอารมณ์รุนแรง
เจ้าคนเสียสติ! จั่วม่อเหลือกตา สถานการณ์เช่นนี้ ยังจะกล่าววาจาโง่เง่าประดา
นี้ หรือรำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปแล้ว?
หงจุนเซวียนพลันตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “หุบปาก!”
มันไม่แยแสสนใจศิษย์ผู้นั้น หันกลับมากล่าวกับจั่วม่อ “พวกเราล้วนเป็นศิษย์
เอกของพรรคฟ้ากระจ่าง หากใต้เท้าเว้นทางรอดให้แก่เรา เรายินดีจ่ายค่าตอบแทนที่
เหมาะสม”
จั่วม่อตาลุกวาบ สำหรับมันยังจะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าจิงสือ แต่ปากยังคงกล่าว
“อ้อ แต่ตอนนี้เจ้าไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออีกแล้ว”
“โปรดมอบนกกระเรียนกระดาษให้แก่ข้าสักตัว ผู้น้อยเชื่อมั่นว่าจะต้องจ่าย
ค่าตอบแทนที่ทำให้ใต้เท้าพึงพอใจได้แน่” หงจุนเซวียนกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็น
ตามเดิม
จั่วม่อขบคิดแวบหนึ่ง จากนั้นสั่นศีรษะ
“เพราะเหตุใด?” หงจุนเซวียนเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาทันที หากอีกฝ่ายไม่เห็น
ด้วย เช่นนั้นชีวิตน้อยๆ ของมันก็ตกอยู่ในอันตรายแล้ว มันคิดว่าอีกฝ่ายยังไม่พอใจ
ราคา จึงรีบกล่าว “สองร้อยชิ้นจิงสือระดับสี่เป็นอย่างไร? ราคานี้… …”
เหล่าศิษย์น้องรอบกายสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เหม่อมองศิษย์พี่รองอย่าง
ไม่อยากเชื่อ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าศิษย์พี่รองจะมั่งคั่งถึงเพียงนี้
ศิษย์พี่รองเอาจิงสือมากมายถึงเพียงนี้มาจากที่ใด?
ทว่าจั่วม่อยังคงสั่นศีรษะ
“รวมทั้งผลกำไรครึ่งหนึ่งจากหอสำนักนอก!” หงจุนเซวียนกล่าวอย่างเจ็บปวด
ใจ “ใต้เท้าสมควรทราบว่าในปีนี้หอสำนักนอกทำกำไรได้มากมายเท่าใด ขอเพียงใต้
เท้าเว้นทางรอดให้แก่พวกเรา ตอนนี้หอสำนักนอกยังคงอยู่ในการควบคุมของพวกเรา
… …”
“ศิษย์พี่รอง ท่านบ้าไปแล้ว … …” ศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างผู้หนึ่งอดกล่าวไม่ได้
“หุบปาก!” หงจุนเซวียนหน้าเขียวคล้ า เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ “หรือเจ้า
อยากตายที่นี่?”
ศิษย์อื่นๆ รีบหุบปากสนิททันที
หงจุนเซวียนคล้ายผีพนันที่สูญเสียจนหมดตัว หันมามองจั่วม่อ “ท่านเห็นว่า
อย่างไร?”
จั่วม่อยังคงสั่นศีรษะ
“ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่?” หงจุนเซวียนแทบเสียสติ
“ฆ่าบรรพชนฟ้ากระจ่าง” จั่วม่อกล่าวเสียงราบเรียบ
บรรดาศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างงงงันวูบ จากนั้นหัวร่องอหาย ราวกับว่าพวกมันได้
ยินเรื่องขบขันที่สุดในโลก
หงจุนเซวียนหัวร่ออย่างหนักจนแทบหายใจไม่ทัน หลังจากนั้นสักครู่ ค่อยหยุด
หัวร่ออย่างยากเย็น กล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “อย่าได้ล้อเล่นแล้ว คิดสังหารท่าน
บรรพชน? ลำพังพวกเจ้านี่หรือ? ข้าว่าเจ้าสมควรพิจารณาข้อเสนอของข้าก่อนหน้านี้
จะดีกว่า”
จั่วม่อถามอย่างสนอกสนใจ “อ้อ เพราะเหตุใด? พลังของพวกเรายังไม่พอ?”
“ไม่ใช่แค่ว่าพลังไม่พอ” หงจุนเซวียนแย้มยิ้มเย็นชา “ท่านบรรพชนเป็นยอด
ฝีมือด่านจินตัน พลังของท่านไร้ขอบเขต พวกเจ้าอาจแข็งแกร่งอยู่บ้าง แต่ต่อหน้า
ท่านบรรพชน เจ้ากระทั่งช่องว่างให้เคลื่อนไหวยังไม่มี เป็นอย่างไร? ลองพิจารณา
ข้อเสนอของข้าดีกว่า ผู้คนควรสำนึกตัวบ้าง”
หงจุนเซวียนบนใบหน้าปรากฏเค้าทระนงถือดีอย่างสุดจะระงับยับยั้ง
จั่วม่อไม่คิดสิ้นเปลืองวาจากับคนเหล่านี้อีก มันหมุนตัวจากไป จุดยืนของผู้คน
แตกต่างกัน ไม่อาจบังคับฝืนใจ หงจุนเซวียนกับพวกไม่มีทางเข้าใจความคิดของมัน
มันเพียงโบกมือเป็นสัญญาณโดยไม่หันกลับไปมอง “อย่าได้เก็บคนเหล่านี้ไว้ ทำให้
แน่ใจว่าพวกมันจะไม่กลับมาหลอกหลอนเราในภายหลัง”
หงจุนเซวียนกับพวกหน้าซีดขาวราวกระดาษอย่างฉับพลัน
หลังจากศึกครั้งนี้ ชื่อเสียงของเมืองอีกาทองคำกระเดื่องดังไปทั่วอาณาจักร
ขุนเขาน้อย คนกลุ่มนี้กับเมืองแห่งนี้ จู่ๆ ก็ทะยานขึ้นฟ้าโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า ไม่มี
ผู้ใดทราบประวัติความเป็นมาของพวกมัน
แต่กระทั่งคนที่โง่งมที่สุด ยังรู้ว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างเมืองอีกาทองคำกับ
พรรคฟ้ากระจ่าง กำลังจะมาถึง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ หรือการศึกครั้งใหญ่นี้ ก็ล้วนแล้วแต่ทำ
ให้ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันอีก
นับตั้งแต่สงครามครั้งนี้จบลง ประตูเมืองอีกาทองคำก็ปิดตาย อยู่ภายใต้การคุ้ม
กันอย่างเข้มงวด ไม่มีผู้ใดทราบว่าด้านหลังกำแพงเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางครั้งเสียง
ระเบิดดังกึกก้องจากด้านในเมือง บางคนหาญกล้าบ้าบิ่นสักหน่อย คิดบินขึ้นไปดูบน
ฟากฟ้า แต่พวกมันเกือบต้องสังเวยชีวิตเซ่นสายฟ้าแกร่งอันดุดันอำมหิตของหอรบ
ค่ายกลสงครามเสียแล้ว
เมืองอีกาทองคำที่กำลังเตรียมการรับศึกที่จะมาถึง บันดาลให้ทุกผู้คนตระหนัก
ถึงความตึงเครียดของสถานการณ์มากกว่าเดิม ไม่มีผู้ใดกล้าอยู่ในรัศมีหนึ่งร้อยลี้จาก
เมืองอีกาทองคำ แม้ว่าพวกมันต้องการชมดูด้วยสายตาตัวเองเหมือนที่เคยทำก่อน
หน้านี้ แต่กับการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง พวกมันไม่กล้าเสี่ยงชีวิต
พรรคฟ้ากระจ่างคราวนี้ มีเพียงผู้เดียวที่จะมาถึง …บรรพชนฟ้ากระจ่าง
จินตันเพียงผู้เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย!
หลายวันต่อมา ท้องฟ้ามืดครึ้มเย็นเยือก เต็มไปด้วยสังหรณ์เลวร้ายที่ยากจะบ่ง
บอกบรรยาย
พายุกำลังใกล้เข้ามา