สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 297 ชุดเกราะองครักษ์ทุกข์ยาก
“ประเสริฐ! ประเสริฐ! ประเสริฐ!” บรรพชนฟ้ากระจ่างกล่าว ‘ประเสริฐ’สาม
คำติดต่อกัน เจตนาสังหารค่อยๆ ทวีความเกรี้ยวกราด ทะลักล้นออกมารอบกาย บน
ท้องฟ้าเหนือพรรคฟ้ากระจ่าง ลมเมฆพลันแปรปรวน เมฆดำหนาหนักเหมือนตะกั่ว
ทั่วทั้งสำนักหนาวสะท้าน เหล่าศิษย์ล้วนตัวสั่นงันงกกันถ้วนหน้า ประหวั่นพรั่นพรึง
สุดขั้วหัวใจ
“นึกไม่ถึงว่าสายการสืบทอดของพรรคฟ้ากระจ่างจะสิ้นสุดลงในมือข้า” บรรพ
ชนฟ้ากระจ่างก้มมองฝ่ามือที่เรียบเนียนราวกับมือทารกของตน สุ้มเสียงสงบราบเรียบ
ดุจสายน้ า แต่เจตนาสังหารในอากาศหนักข้นแกร่งกร้าวขึ้นทุกขณะ มันเงยหน้าขึ้น
ดวงตาเย็นยะเยียบ “ข้าเพียงปิดด่านฝึกตนไม่กี่เดือน แต่เรื่องราวกลับแปรเปลี่ยนไป
มากมายถึงเพียงนี้ สวรรค์เอ๋ย! ต่อให้นี่เป็นเจตนาของฟ้าสวรรค์ ก็อย่าหวังว่าจะหยุด
ตาเฒ่าผู้นี้ได้!”
มันพลันลุกขึ้นยืน ดวงตามองกราดไปยังเหล่าศิษย์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านล่าง
“หากข้าไม่กลับมาภายในสิบวัน พวกเจ้าก็หลบหนีเอาชีวิตรอดเถอะ”
เพียงกล่าวจบคำ ไม่รอให้ผู้ใดทันได้ตอบสนอง มันก็หายวับไปจากห้องโถงแห่ง
นั้น
บรรยากาศในเมืองอีกาทองคำตึงเครียดยิ่ง
บนท้องฟ้าเหนือค่ายเว่ย พลังงานสีดำปกคลุมท้องฟ้า หลายวันมานี้ไม่เลือน
หายไปแม้แต่น้อย ซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ยเฝ้าระวังหน้าประตูอย่างเข้มงวด ดวงตาของพวก
มันทอแววตื่นตะลึง เจตจำนงสังหารอันแหลมคมนี้ เข้มข้นเสียจนกระทั่งพวกมันยัง
รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
พวกมันไม่อาจเข้าใจได้ เพียงแค่บากบั่นพากเพียรฝึกปรือไม่กี่เดือน บรรดาทาส
ฝึกตนที่อ่อนแอกลายเป็นน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
จั่วม่อเฝ้ามองอย่างวิตกกังวล ที่กลางลาน เห็นบรรดาไพร่พลค่ายเว่ยตั้งกระ
บวนทัพเรียงรายเป็นระเบียบ ในวันนั้นหลังจากเข้ามาในเมืองอีกาทองคำ ซู่หลงกับ
พวกก็อยู่ในสภาพนี้มาโดยตลอด ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมาสิบวันเต็ม
เจตจำนงสังหารอันหนักข้นบนร่างกายของพวกมัน ทำให้พวกมันดูคล้ายเทพ
แห่งการสังหารที่มาจากแดนอเวจี
พลังงานสีดำรอบกายพวกมันแต่ละคนโคจรอย่างพลุ่งพล่าน พลังงานสีดำของซู่
หลงหนาแน่นเสียจนมองไม่เห็นร่างกายและรูปโฉมที่อยู่ภายใน พวกมันทุกคนล้วนถูก
พลังงานสีดำปกคลุมทั่วร่าง
“พวกมันไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” จั่วม่อกังวลเป็นที่สุด
“หากพวกมันผ่านไปได้ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร แต่หากพวกมันพ่ายแพ้ ก็คง
หลงเหลือแต่ความตายเท่านั้น” ผูเยาน้ าเสียงไม่แยแส แต่จั่วม่อยังคงสามารถจับเค้า
ความกังวลใจที่แฝงอยู่ภายในได้
“เจตจำนงสังหารทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องดูดกลืนเข้าไปในร่างกายอย่างสมบูรณ์
หรือไม่?”
“อา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความลี้ลับและลึกซึ้งของเจตจำนง เผ่าปิศาจ
มุ่งเน้นการเข่นฆ่าสังหาร เจตจำนงสังหารของพวกมันจึงแข็งกล้า เจตจำนงสังหารของ
พวกมันสามารถกลายเป็นมีตัวตน ซึ่งสำหรับพวกมัน นี่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่
โอกาสแห่งความก้าวหน้านี้มาเร็วเกินไป ข้าไม่รู้ว่าพวกมันสามารถรับไว้ได้หรือไม่”
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้น ร่างกายของซู่หลงเริ่มสั่นระริก พลังงานสีดำที่ห่อหุ้มทั่ว
ร่างเริ่มโคจรพลุ่งพล่านเกรี้ยวกราด
“เริ่มแล้ว!” ผูเยาอุทาน จั่วม่อหัวใจแทบกระดอนออกมา
พลังงานสีดำราวกับอสรพิษน้อยเรียวยาว เจาะเข้าไปในร่างของซู่หลงอย่าง
ต่อเนื่อง ซู่หลงยิ่งสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
“ขั้นตอนที่เจตจำนงสังหารกลั่นเกลาร่างกาย เป็นอุปสรรคที่ยากที่สุด” ผูเยา
ดวงตาจ้องซู่หลงเขม็ง กล่าวเร็วรี่ “ร่างกายของพวกมันเดิมทีอ่อนแอตามธรรมชาติ
หากต้องการก้าวเดินไปในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร พวกมันต้องผ่านการกลั่นเกลานี้
หากคนผู้นี้ยังรอดชีวิตมาได้ จากนี้จะกลายเป็นเรื่องง่ายแล้ว… …”
จั่วม่อไม่กล้าละสายตาเช่นกัน คนไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า ไหนเลยจะไร้น้ าใจได้ ไม่
ต้องกล่าวถึงสิ่งที่ทาสฝึกตนเหล่านี้ครุ่นคิดอยู่ในใจ แต่มันสามารถรู้สึกได้ถึงความ
ไว้วางใจในตัวมันอย่างชัดเจน ในบรรดาทาสฝึกตนเหล่านี้ ไม่ว่าคนใด ล้วนแล้วแต่
ยินยอมสละชีวิตของพวกมันเพื่อจั่วม่อได้โดยไม่กะพริบตาเสียด้วยซ้ า
การศึกนอกเมืองอีกาทองคำได้พิสูจน์เรื่องนี้มากเกินพอแล้ว
หากบอกว่ามันไม่ได้หวั่นไหวใจ ก็เท่ากับหลอกลวงผู้คน ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็ไม่
ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้นกับซู่หลงและคนอื่นๆ หลายวันมานี้ วัตถุดิบหรือยุทธภัณฑ์เวท
ใดที่จำเป็น ไม่ว่าจะราคาแพงสักเท่าใด ขอเพียงมีอยู่ในมือ มันล้วนส่งมอบออกมาโดย
ไม่ลังเล
มันไม่กล้าคาดหวังใหญ่โตถึงความก้าวหน้าของค่ายเว่ย มันเองอาจเริ่มต้นฝึก
ฝีมือได้ไม่นาน แต่ยังคงเข้าใจความสำคัญของรากฐานอันมั่นคงเข้มแข็ง ซู่หลงกับพวก
มีรากฐานตื้นเขินจนไม่อาจตื้นเขินไปกว่านี้อีก โอกาสรุดหน้าไม่สูงนัก แต่มันหวังเพียง
แค่ว่าจะไม่มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับพวกมัน
สำหรับจั่วม่อ ไม่ว่าตัวมันจะเคยมีบุญคุณต่อซู่หลงกับพวกมากมายเท่าใด แต่คน
เหล่านี้ก็สู้ตายถวายชีวิตเพื่อมันมาแล้วครั้งหนึ่ง จั่วม่อคิดว่าพวกมันได้ทดแทนบุญคุณ
จนหมดสิ้นแล้ว ที่สำคัญคือมันไม่เคยรู้สึกเสียด้วยซ้ า ว่ามันกระทำบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อซู่
หลงกับพวก
ซู่หลงร่างสั่นระรัวอย่างรุนแรงราวกับลูกเต๋าในชามเจ้ามือ พลังงานสีดำไหลบ่า
เข้าไปในจมูกและทุกรูขุมขนของมัน กลุ่มพลังงานสีดำที่ห่อหุ้มรอบกายเริ่มเบาบางลง
รูปโฉมของมันค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้นทีละน้อย
จั่วม่อพอมองเห็นชัดตา อดอุทานอย่างแปลกใจไม่ได้
ซู่หลงรูปโฉมแปรเปลี่ยนไปอย่างมากมาย แววกร้านกรำบนใบหน้าเลือนหายไป
ริ้วรอยเหี่ยวย่นก็หายไป มันดูอ่อนกว่าวัยมาก สีผิวเปลี่ยนเป็นคร้ามเข้มมันวาว ราว
กับขัดถูด้วยน้ ามันชั้นดี
จั่วม่อเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ ซู่หลงเมื่อครั้งยังเป็นบุรุษหนุ่มอายุเยาว์ กลับ
หล่อเหลาคมคายถึงเพียงนี้!
จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วคมดุจกระบี่ โครงหน้ามีเหลี่ยมมุมชัดเจน เบ้าตาลึก ริม
ฝีปากบางเฉียบ ร่องรอยของความเหนื่อยล้าตรากตรำเลือนหายไป แทนที่ด้วยเสน่ห์
อันลึกล้ าของบุรุษที่เติบโตเต็มวัย
กลางหน้าผากมีผลึกสีดำฝังอยู่เม็ดหนึ่ง
เพี๊ยะ เห็นชุดเกราะหนักสีดำชุดเดิมแตกกระจายออกไป จั่วม่อค่อยสังเกตเห็น
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด บนร่างของซู่หลงห่อหุ้มด้วยชุดเกราะสีดำเงางามอีกชุดหนึ่ง
เกราะชุดใหม่กับร่างกายของมันเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกัน แนบชิดกับร่างกาย เกือบ
ทั้งร่างของมันถูกห่อหุ้มไว้ในชุดเกราะ
เทียบกับองครักษ์เกราะทองแล้ว ชุดเกราะสีดำของซู่หลงกระชับมากขึ้น
ละเอียดอ่อนงดงามมากขึ้น ให้ความรู้สึกที่มั่นคง สมดุล แต่แข็งแกร่งทรงพลังยิ่งกว่า
“ชุดเกราะองครักษ์!” ผูเยาอุทาน สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความยินดีที่ไม่คาดฝัน
“ชุดเกราะองครักษ์เป็นเรื่องราวใด?”
“เมื่อองครักษ์ทุกข์ยากฝึกปรือถึงระดับที่เหมาะสม พวกมันจะสร้างชุดเกราะ
องครักษ์ขึ้นมา ชุดเกราะนี้ความสามารถมากมาย ยิ่งพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันลึก
ล้ าเท่าใด จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น!” ผูเยากล่าวอย่างตื่นเต้น “เมื่อพวกมันฝ่าเข้า
สู่ด่านถัดไป พวกมันจะสามารถควบรวมเจตจำนงสังหารเพื่อสร้างศาสตราวุธคู่กาย
เมื่อถึงตอนนั้น ฮี่ฮี่ … …”
จั่วม่อในใจเต็มไปด้วยความปิติยินดี มันรู้สึกเบิกบานใจแทนซู่หลง
การบุกฝ่าด่านของซู่หลงคล้ายจะเป็นสัญญาณ ค่ายเว่ยคนอื่นๆ ทยอยประสบ
ความสำเร็จในการสร้างเกราะองครักษ์ของพวกมัน
กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องกว่าห้าชั่วยามเต็ม ในห้าชั่วยามที่ผ่านมา
จั่วม่อไม่กล้าจากไปแม้แต่อึดใจเดียว
จนกระทั่งไพร่พลค่ายเว่ยคนสุดท้ายฝ่าด่านสำเร็จ ดวงตาที่ปิดแน่นสนิทของซู่
หลงก็เบิกโพลง
ดวงตาคู่นั้นกระจ่างดุจดวงดารา ลึกล้ าเท่าดวงดาวที่ห่างไกลที่สุด
มันทรุดคุกเข่าข้างหนึ่ง โน้มร่างมาข้างหน้า เป็นท่วงท่าคารวะที่จั่วม่อไม่เคยพบ
เห็นมาก่อน
“ในนามขององครักษ์ทุกข์ยาก ขอติดตามต้าเหริน จงรักภักดีจวบจนชีพมลาย
ไม่จากไป ไม่ละทิ้ง!”
สุ้มเสียงของซู่หลงแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ลึกล้ ากังวาน เสนาะหูไม่น้อย
“ในนามขององครักษ์ทุกข์ยาก ขอติดตามต้าเหริน จงรักภักดีจวบจนชีพมลาย
ไม่จากไป ไม่ละทิ้ง!”
หนึ่งพันองครักษ์ทุกข์ยากทรุดคุกเข่าท่าเดียวกัน คำรามก้องอย่างพร้อมเพรียง
จั่วม่อตะลึงลานแล้ว
หยงเวยไม่ได้ล่าถอยออกไปห่างไกลเท่าซิวเจ่ออื่น นางเพียงเฝ้ามองจาก
ระยะไกลบนยอดเขาแห่งหนึ่ง ส่วนบนยอดเขาใกล้เคียง เห็นบุรุษร่างใหญ่กับเซียนเซิง
วัยกลางคน นอกจากนั้นยังมีซิวเจ่ออีกหลายคนกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่
เป็นหนิงม่ายขั้นสาม
นี่เป็นโอกาสหายาก ที่จะได้ชมดูการต่อสู้ของจินตันด้วยสายตาตัวเอง
นี่ไม่ใช่เพียงซ้อมมือหรือชี้แนะกระบวนท่า แต่เป็นการต่อสู้ตัดสินเป็นตาย
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดเคยเห็นเจ้าเมืองอีกาทองคำผู้ลึกลับลงมือต่อสู้ กระบวน
ท่าโจมตีครั้งเดียวที่มันกระทำ อาจจะเป็นการขับเคลื่อนค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียง
จันทร์ อย่างไรก็ตาม นอกจากได้เห็นว่าฝีมือเชิงค่ายกลของมันลึกล้ าสุดหยั่งถึงแล้ว
พลังฝีมือเชิงยุทธ์ของมันกลับไม่มีผู้ใดระแคะระคายแม้แต่น้อย
นี่จะได้เห็นในศึกครั้งนี้
หยงเวยกลับมีความคิดเป็นอื่น กล่าวตามความสัตย์ นางไม่ได้คาดหวังในแง่ดีกับ
เจ้าเมืองอีกาทองคำนัก บรรพชนฟ้ากระจ่างเป็นบุคคลที่กระทั่งโหวเหยียยังต้อง
ระมัดระวัง พลังฝีมือของมันไม่ใช่สามัญธรรมดา
เฉพาะซิวเจ่อที่รู้จักจินตัน จึงจะทราบว่าจินตันแข็งแกร่งถึงเพียงไหน ไม่ต้อง
กล่าวถึงอื่นใด เพียงแค่ความเร็วของท่าร่างก็ทิ้งห่างหนิงม่ายไม่เห็นฝุ่น เพียงพอจะทำ
ให้จินตันจะอยู่ในสถานะไม่พ่ายแพ้ มิหนำซ้ าความแตกต่างในการร่ายเวทวิชา ยังเป็น
ความแตกต่างตั้งแต่รากฐานของพลัง
ใช้พวกมากกลุ้มรุมคนน้อยไม่ใช่สิ่งที่สามารถใช้กับจินตันได้ นั่นหมายความว่า
เมืองอีกาทองคำมีชะตากรรมที่จะต้องตั้งรับเท่านั้น และยังหมายความว่าบรรพชนฟ้า
กระจ่างสามารถเป็นฝ่ายรุกได้ตามอำเภอใจ
การที่จินตันบุกโจมตีได้ตามใจ ทั้งยังเป็นจินตันผู้มีฝีมือเชิงกระบี่ที่เชี่ยวชาญการ
โจมตี ดังเช่นบรรพชนฟ้ากระจ่าง เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
หยงเวยย่อมไม่คิดเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ นางไม่มีคุณสมบัติพอ อย่างไรก็ตาม
แผนการของนางก็คือ หากเมืองอีกาทองคำพ่ายแพ้ อาศัยหน้าของโหวเหยีย นางอาจ
สามารถรักษาชีวิตของแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินผู้นั้นเอาไว้ได้ หากปล่อยให้แม่
ทัพบัญชาการศึกระดับเงินซึ่งยังอายุเยาว์ถึงเพียงนี้ต้องกลายเป็นผีเฝ้าสนามรบอยู่ที่นี่
ก็น่าสังเวชเกินไปแล้ว
และหากนางมีโอกาสเกลี้ยกล่อมมันเข้าร่วม… …
ในใจนางแฝงความคิดเช่นนี้เอาไว้
นางลอบมองไปยังคนร่างใหญ่กับบุรุษกลางคนที่อยู่ข้างเคียงตามสัญชาตญาณ
นางพบว่าสองคนนี้ความเป็นมาไม่ใช่เล็กน้อย ในใจคาดหวังว่าพวกมันคงไม่ได้มี
ความคิดเช่นเดียวกันกับนางหรอกกระมัง
มิเช่นนั้นคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการนองเลือดอีกครั้ง ที่สำคัญที่สุด หากบรรพชนฟ้า
กระจ่างพบว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน พวกมันไม่ว่าผู้ใดก็ไม่
ต้องคาดหวังอีกต่อไป บรรพชนฟ้ากระจ่างหากไม่อาจใช้งานมัน ก็ต้องเข่นฆ่าให้สิ้น
ซาก
อัจฉริยะเช่นนี้ จะปล่อยให้อยู่ในมือผู้อื่นได้อย่างไร
แผนการของนางจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อบรรพชนฟ้ากระจ่างไม่รู้ตัว
เท่านั้น
ทันใดนั้นเอง ระลอกคลื่นสั่นกระเพื่อมจากท้องฟ้าที่ห่างไกล พลังสภาวะอัน
กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด แผ่คลุมเทือกเขาดาวสวรรค์ไว้ทั้งหมด
ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง พวกมันรู้สึกร่างแข็งทื่อ ลอบตื่นตะลึงไม่
น้อย
มาแล้ว!
ทันใดนั้น แสงสีทองของเมืองอีกาทองคำเปล่งกระกายเจิดจ้า ลำแสงสีทองเหลือ
คณานับพุ่งวาบขึ้นฟ้า แหวกว่ายดุจฝูงปลา พวกมันเคลื่อนขึ้นไปปกคลุมท้องฟ้าเหนือ
เมืองอีกาทองคำ หอรบค่ายกลสงครามแต่ละหอเปล่งแสงสีเงินอย่างพร้อมเพรียง ใน
ชั่วพริบตาเดียว สามสิบหกหอรบค่ายกลสงครามสว่างไสวเรืองรอง ห่วงสีทองหมุน
คว้างขึ้นสู่ท้องฟ้า แผดแสงสีทองอันร้อนแรงออกมา เส้นด้ายสีทองนับไม่ถ้วนห้อย
ระลงเกาะเกี่ยวหอรบค่ายกล เสียงสวดพระสูตรแว่วกังวานได้ยินมาแต่ไกล
ทันใดนั้น บรรพชนฟ้ากระจ่างคล้ายปรากฏออกมาจากอากาศว่างเปล่าเหนือ
เมืองอีกาทองคำ
ผมเผ้าปลิวสยาย มันดูราวกับบุรุษอายุสี่สิบปี แต่ผิวเรียบเนียนสุกใสดุจทารก
เสื้อคลุมสีขาวราวหิมะคลุมร่างไว้อย่างไม่ใส่ใจนัก
มันเหลือบมองผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่ไกลๆ เพื่อชมดูการต่อสู้
ทุกผู้คนพลันรู้สึกหัวใจกระตุกวูบ ยิ่งแตกตื่นมากกว่าเดิม
ตบะบารมีของจินตันดุร้ายยิ่ง!
“แม่นางน้อยหยง โหวเหยียสบายดีหรือ?” บรรพชนฟ้ากระจ่างเอ่ยปากเบาๆ
ราวกับกำลังกล่าวถึงดินฟ้าอากาศ
หยงเวยได้แต่ออกมาทักทาย “ด้วยบารมีของท่านบรรพชน โหวเหยียสบายดี”
“อ้อ เช่นนั้นไฉนโหวเหยียพยายามแย่งชิงอาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้กับข้าด้วย?”
สุ้มเสียงของบรรพชนฟ้ากระจ่างยังคงราบเรียบแผ่วจาง
หยงเวยใจหายวาบ รู้สึกลมหายใจแทบขาดห้วง เกือบจะล้มคว่ า หนังศีรษะชา
ซ่าน ได้แต่กล่าวแก้ว่า “ท่านบรรพชนล้อเล่นแล้ว ท่านบรรพชนอยู่ที่นี่ โหวเหยียไหน
เลยกล้ายุ่งเกี่ยว เพียงแต่โหวเหยียได้ยินว่าดาวพร่างกลางทิวาปรากฏขึ้นในอาณาจักร
ขุนเขาน้อย ดังนั้นส่งข้ารับใช้ผู้นี้มาลองตรวจสอบดู ก่อนที่จะมา โหวเหยียยังกำชับให้
ข้ารับใช้ผู้นี้เข้าพบ เพื่อคารวะท่านบรรพชนเป็นอันดับแรก เพียงแต่ท่านบรรพชนปิด
ด่านฝึกตน ข้ารับใช้ผู้นี้จึงไม่มีโอกาสได้พบ”
“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้” บรรพชนฟ้ากระจ่างผงกศีรษะรับรู้ “เมื่อจบเรื่องนี้ ข้าจะ
ไปเยี่ยมคารวะโหวเหยียด้วยตนเอง ส่วนเจ้า หากต้องการชมดูการต่อสู้ ให้ถอยไปอีก
ห้าสิบลี้”
สุ้มเสียงที่บรรพชนฟ้ากระจ่างกล่าวกับนางช่างอบอุ่นอ่อนโยน แต่มิทราบเพราะ
เหตุใด หยงเวยรู้สึกหัวใจเย็นเฉียบ นางไม่กล้ารีรอลังเลแม้แต่น้อย รีบล่าถอยไปห้าสิบ
ลี้ในบัดดล
“คนอื่นๆ ล่าถอยไปหนึ่งร้อยลี้” บรรพชนฟ้ากระจ่างกล่าวเสียงเบา “ภายในสิบ
ลมหายใจ มิเช่นนั้น อย่าได้โทษว่าเราผู้เฒ่าไม่เกรงอกเกรงใจ”
อากาศพลันกลายเป็นหนักหน่วงดุจภูเขา
คนอื่นๆ แตกตื่นสุดระงับ รีบล่าถอยไม่คิดชีวิต บุรุษร่างใหญ่กับเซียนเซิงวัย
กลางคนอดสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่ได้ พวกมันสบตากันวูบ รีบล่าถอยไปอย่างพร้อม
เพรียง
ไม่มีผู้ใดกล้าไม่เชื่อฟังจินตัน
จนถึงตอนนี้ บรรพชนฟ้ากระจ่างค่อยหันไปมองเมืองอีกาทองคำอย่างสงบราบ
คาบ