สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 306 เวทวิชาสู่ค่ายกล
จั่วม่อแก้มโป่งพองออกมา ถลึงตากลมโต ราวกับคางคกพองแก้ม พ่นออกมา
อย่างดุดัน!
วู้ม!
เปลวไฟสีแดงพวยพุ่งออกจากปากเป็นทางยาว!
ทันใดนั้นเปลวไฟเล็กๆ นับไม่ถ้วน ราวกับหยาดพิรุณพร่างพรมลงในค่ายกล
กระบี่
บึม!
ค่ายกลกระบี่สาดแสงสว่างเจิดจ้า ประกายไฟสีแดงเหลือคณานับลอยอยู่ภายใน
ท่ามกลางเจตนาสังหารคมกล้า แฝงเร้นไว้ด้วยพลังงานอันเกรี้ยวกราดรุนแรง
ในเวลาเดียวกัน จั่วม่อพลิกฝ่ามือ เคล็ดเมฆฝนหล่นรินก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือ หยาด
พิรุณเป็นประกายพราว โปรยลงไปในค่ายกลกระบี่โดยไร้เสียง กลายเป็นหยดน้ าใสดุจ
ผลึกมากมายลอยอยู่ภายในค่ายกล น้ าและไฟแบ่งแยกชัดเจน สวยสดงดงามยิ่ง แต่ไม่
มีผู้ใดถูกความงามของมันล่อลวง เนื่องเพราะพลังสภาวะสุดอันตรายที่แฝงอยู่ในค่าย
กลกระบี่วารีอัคคีทำให้ผู้คนหัวใจเต้นระส่ า
“ผู เจ้าดู นี่ใช้การได้หรือไม่?” จั่วม่อวางท่าอวดโอ่อย่างลำพองใจ
นี่เป็นวิธีการที่มันคิดขึ้นมา
หลังจากจั่วม่ออ่านผ่านม้วนหยกมากกว่าร้อยม้วน มันพบว่าแม้ว่าม้วนหยกแต่
ละม้วนล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่มีเวทวิชาใดทำให้มันสนใจได้มากนัก ถึงตอนนี้มันค่อย
ตระหนัก ว่าปัญหาอยู่ที่สายตาของมันเองกลายเป็นสูงส่งขึ้นมาอีกหลายขั้นเสียแล้ว
แต่ทันใดนั้นมันก็ค้นพบว่า แม้เวทวิชากับเพลงกระบี่เหล่านี้จะไม่โดดเด่นเลิศล้ า
แต่อย่างน้อยพวกมันก็แตกต่างหลากหลาย ม้วนหยกแต่ละม้วนมีลักษณะที่เป็น
เอกลักษณ์ มันบังเกิดความคิดอันบ้าระห่ า เช่นนั้นมันสามารถผสานรวมเวทวิชา
ทั้งหมดเข้าด้วยกันหรือไม่?
และแล้วมันก็นึกถึงค่ายกล
ปราณกระบี่และเวทวิชาที่ผิดแผกแตกต่าง แฝงไว้ด้วยการเปลี่ยนแปลงสารพัน
มิใช่เหมาะเจาะพอดีสำหรับค่ายกลหรอกหรือ
ใช้ปราณกระบี่และเวทวิชาที่ผิดแผกแตกต่างสร้างค่ายกล เป็นเรื่องที่ยากเย็นถึง
เพียงไหน นับว่าน่าอัศจรรย์ยิ่ง
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น มันก็แน่ใจว่าเป็นไปได้! อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้กล่าว
ออกมา ที่จริงมันปรารถนาการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาจากก้นบึ้ง
ของหัวใจ ยิ่งได้ยินผูเยาบอกว่าการเปลี่ยนร่างหกแปลงสามารถต่อกรกับซิวเจ่อด่าน
จินตันได้ มันยับยั้งแรงกระตุ้นให้ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยน แล้วใช้เวลาตลอดทั้งเดือน
จัดเรียงทุกรายละเอียดที่มันคิดออกมา ก่อนจะวางกับดัก เชิญผูเยามาติดกับ
จั่วม่อใบหน้าผยองลำพองยิ่ง แต่ในใจเต้นกระหน่ าระรัว จนกระทั่งเสร็จสิ้นการ
ก่อตั้งค่ายกล ก้อนหินที่ถ่วงในหัวใจค่อยร่วงหล่นลงพื้น
เด็กดี ต่อไปมันไม่ควรคิดกระทำเรื่องเช่นนี้บ่อยๆ เกอตึงเครียดแทบตายแล้ว!
“อย่างไร… …จะเป็นไปได้อย่างไร… …”
จั่วม่อพอเห็นใบหน้าโง่งมของผูเยา ความตึงเครียดทั้งหมดปลิวหายวับ ทั้งร่าง
รู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก!
“ศาสตร์อัญเชิญปาฏิหาริย์!” ผูเยาเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน เหม่อมองจั่วม่ออย่าง
ไม่อยากจะเชื่อ
“ศาสตร์อัญเชิญปาฏิหาริย์? นั่นมันอะไร?” จั่วม่องุนงง
ผูเยาจ้องจั่วม่อเขม็งนิ่ง สายตานั้นแปลกประหลาดเสียจนจั่วม่อขนหัวลุกซู่
“ผู ข้าไม่สนใจอสูรหรอกนะ… …”
ผูเยายังคงจ้องจั่วม่อเขม็ง ไม่กล่าววาจา
หลังจากนั้นสักครู่ จั่วม่อสุดท้ายไม่สามารถยับยั้งตัวเอง “ผู เจ้าไม่อาจกลับคำ
ได้!” กระบวนท่าดรรชนีของมันแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน “ลองชมดู ข้าใช้เวทวิชา
แสงเจิดจรัสเป็นรากฐาน จากนั้นใช้เวทวิชาพฤกษาปราณกับเวทวิชาอัคคีดำ เพื่อให้
ธาตุไม้ให้กำเนิดไฟ แล้วข้าก็ใช้เวทวิชาผลึกดำเชื่อมโยงเข้าไป เพื่อสร้างภาพพยัคฆ์
หางเพลิง ดุร้ายและมีความสามารถในการโจมตีสูง!”
เบื้องหน้ามัน ค่ายกลดูคล้ายพยัคฆ์อันดุดัน หางยาวเป็นเปลวไฟ โบกสะบัดอยู่
กลางอากาศ แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบไร้ปราณีออกมา
เกาเจี้ยนถิงพอเห็นภาพเหล่านี้นี้ อดสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บไม่ได้ บุรุษ
หนุ่มเพียงกรีดดรรชนีไม่กี่ครา เวทวิชาสารพัดชนิดก็เทลงมาดุจห่าพิรุณ แทบจะก่อ
เกิดค่ายกลในชั่วพริบตา
นี่มันเคล็ดวิชาดรรชนีอันใด?
ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรและสายตาอันแหลมคมของนาง เกาเจี้ยนถิงสามารถเห็น
ทุกการเคลื่อนไหวของจั่วม่อได้ชัดตา แต่เมื่อท่วงท่าทั้งหมดเชื่อมต่อเข้ารวมกัน นางก็
ไม่มีปัญญาเข้าใจแล้ว แต่พลังสภาวะของค่ายกลพยัคฆ์หางเพลิงอันดุร้ายแข็งกร้าว
พัดเข้าปะทะใบหน้านางอย่างชัดเจน
เคล็ดวิชาอันเหลือเชื่อถึงเพียงนี้ นางไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
ในความเห็นของนาง บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือทันใดนั้นกลายเป็นทั้งลึก
ล้ าและลี้ลับ ใช่เป็นสาย์ของสำนักใหญ่บางแห่งที่ผ่านทางมาหรือไม่?นี่คือการเดาที่
สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่นางจะนึกได้
ผู้นำสูงสุดของฝ่ายอื่นๆ ในเวลานี้ล้วนมีสีหน้าหนักอึ้ง
กระบวนท่าของจั่วม่อวิจิตรงดงามและน่าอัศจรรย์ใจ บันดาลให้ทุกผู้คนตะลึง
ลาน
แม้ว่าพวกมันไม่ล่วงรู้ ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ไฉนจู่ๆ สำแดงฝีมือออกมาให้ผู้คนชมดู
แต่ในกลุ่มแหล่านี้อดวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงไม่ได้
“เจ้าไฉนล่วงรู้ศาสตร์อัญเชิญปาฏิหาริย์?” ผูเยายังคงไม่ละสายตาจากจั่วม่อ
เค้นเสียงถามออกมาทีละคำ
“แล้วศาสตร์อัญเชิญปาฏิหาริย์คือสิ่งใดกันเล่า?” จั่วม่อถามอย่างกระหายใคร่รู้
ผูเยาจ้องจั่วม่ออย่างค้นหา ผ่านไปครึ่งค่อนวันค่อยเอ่ยปาก “เช่นนั้นเจ้าควบคุม
เวทวิชาเหล่านี้ได้อย่างไร?”
“พลังจิตสำนึก!” จั่วม่อมองผูเยาด้วยสายตาแปลกๆ “แน่นอนว่าต้องเป็นพลัง
จิตสำนึกอยู่แล้ว นี่ง่ายจะตายไป! ดู”
ดรรชนีของมันสะบัดวูบ เส้นสายเปลวเพลิงเส้นหนึ่งลอยอยู่ตรงหน้า ไม่เห็นมัน
ทำอะไร เส้นใยเปลวเพลิงสายนั้นคล้ายถูกพลังที่มองไม่เห็นฉุดดึง หมุนคว้างเป้น
วงกลมรอบกายจั่วม่อ
“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้?” จั่วม่อยิ่งรู้สึกว่าแปลกประหลาดสิ้นดี “เป็นไปไม่ได้!
วิชาดรรชนีง่ายๆ เช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เหล่าอสูรล้วนฝึกปรือกันอยู่แล้วหรอกหรือ?”
“เจ้าสามารถควบคุมได้กี่เส้น?” ผูเยาแทนที่จะตอบ กลับถามต่อเนื่อง
“มากมาย!” ไม่ต้องเสียเวลากล่าวอีก จั่วม่อกรีดวาดดรรชนีไม่หยุดยั้ง เส้นใย
เปลวเพลิงล่องลอยอยู่กลางอากาศ ภายในระยะเวลาอึดใจสั้นๆ มีเปลวไฟมากกว่า
หนึ่งร้อยสายล่องลอยอยู่รอบกายมัน จิตสำนึกของจั่วม่อเคลื่อนตาม ควบคุมเปลวไฟ
เหล่านี้แสดงท่วงท่าต่างๆ อย่างสนุกสนาน
“ประเสริฐ! พรุ่งนี้ข้าจะมอบการเปลี่ยนร่างของสังขารปิศาจมหาทิวาทั้งหก
แปลงให้แก่เจ้า!” ผูเยากล่าวอย่างเฉียบขาด
จั่วม่อแย้มยิ้มอย่างฉับพลัน ผูเยาแม้ว่าจะเลวร้ายอยู่หลายสิ่ง แต่เรื่องที่สัญญา
เอาไว้ ไม่เคยผิดคำพูด
“ก่อนอื่นเจ้าควรจะแก้ปัญหาตรงหน้าเสียก่อน” ผูเยากล่าว
จั่วม่องงงันวูบ น้ าเสียงของผูเยาถึงกับสนิทสนมอยู่บ้าง นี่ช่างไม่คุ้นเคยเป็นอย่าง
ยิ่ง ภาพลวงตา นี่ต้องเป็นภาพลวงตาแน่!
มันเตือนตัวเองว่าจะต้องไม่ลืมตัวหลงเชื่อ จากนั้นเริ่มสำรวจสถานการณ์
ตรงหน้า
พอกวาดตามองเท่านั้นเอง พลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง
นี่มันเรื่องอะไรกัน… …
รอบด้านเงียบสงัดเสมือนตาย ทุกผู้คนล้วนมองมายังมันเป็นตาเดียว กระทั่ง
จั่วม่อผู้มีหนังหน้าหนาเท่ากำแพงเมือง ยังรู้สึกใบหน้าชาซ่าน นี่มันเพิ่งทำเรื่องขาย
หน้าต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้?
จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว!
มันลอบคร่ าครวญอย่างหวนโหย อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของมันนับว่าหนาจริงไม่
มีแปลกปลอม รีบระงับใจให้เยือกเย็นทันควัน
จั่วม่อถามเสียงราบเรียบ “อา เกิดเรื่องอันใด?”
พวกเซี่ยซาน ม้าฝานกับคนอื่นๆ พอฟังแทบหัวคะมำลงจากฟ้า พวกมันข้ามองดู
เจ้า เจ้ามองดูข้า เหล่าป่านทำเอะอะอึกทึกถึงเพียงนี้ แล้วยังจะมาถามพวกมันว่าเกิด
เรื่องอันใด?
กงซุนชาหน้าไม่เปลี่ยนสี กระแอมเบาๆ สองสามคำ แล้วกล่าวกับจงหยูที่ข้าง
กายว่า “โอ้ ด้านนอกนี้ลมแรงเกินไป ข้าคงต้องไปพักในห้องท้องเรือสักครู่”
จากนั้นรีบเผ่นตัวปลิวไปยังห้องท้องเรือ ราวกับคุณหนูบอบบางผู้ไม่อาจต้าน
แรงลม จงหยูทำหน้าพิลึก ยื่นมือออกไปอย่างงุนงงสงสัย ลมไม่กระดิกสักนิด!
ผ่านไปครึ่งค่อนวันยังไม่มีผู้ใดตอบคำ จั่วม่ออับอายกลายเป็นโทสะ ชี้ไปยังม้า
ฝานผู้เคราะห์หามยามร้ายกว่าใคร “เจ้านั่นละ พูด!”
ม้าฝานรู้สึกสวรรค์รังแกคนดี ข้างหูยังได้ยินเสียงหัวร่อคิกคักของเซี่ยซาน เหลย
เผิงกับพวกทั้งหมด มันได้แต่ระงับใจ บินเข้าหาจั่วม่อ “เหล่าป่าน ทางนี้ขอรับ ท่าน
ลองชมดู… …”
มันชี้ไปยังบรรดาซิวเจ่อของอาณาจักรวารีฟ้าที่ลอยอยู่กลางอากาศ
จั่วม่อมองตามที่ม้าฝานชี้บอก เพ่งมองซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าที่ตั้งประจันกับ
พวกมัน เอียงคอขบคิดแวบหนึ่ง พลันกล่าว “พวกมันไม่ยอมปล่อยให้เราเข้าไป
หรือ?”
ประโยคนี้พอกล่าวออกมา ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยทั้งหมดพลันกระชับด้าม
อาวุธแนบแน่น สายตาเปลี่ยนเป็นกระหายเลือดในบัดดล
ชนชั้นเกาเจี้ยนถิงมีโสตประสาทเหนือธรรมดา พวกนางพอได้ยินวาจาของจั่วม่อ
หัวใจพลันสะท้านเฮือก หากก่อนหน้านี้พวกนางหวาดระแวงจำนวนอันมหาศาลของ
ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อย ยามนี้พอได้เห็นค่ายกลพิสดารของจั่วม่อ พวกนางยิ่ง
ระมัดระวังกับความเป็นมาของคนผู้นี้
การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณของซิวเจ่อฝ่ายตรงข้ามอยู่ในสายตาของพวก
มันทั้งหมด ยิ่งทำให้หัวใจของพวกมันตึงเครียดกว่าเดิม
พวกมันทราบดีว่าสถานการณ์ไม่เข้าที แต่หากพวกมันเอ่ยปากหรือแสดงความ
อ่อนแอออกมา พวกมันรู้สึกว่าไม่อาจรักษาหน้าเอาไว้ได้
ในเวลานี้เอง หยงเวยแทรกเข้ามา “ท่านเจ้าเมืองอย่าเพิ่งขุ่นเคืองใจ ทุกคนเพียง
แค่ไม่ทราบล่วงหน้าว่าขบวนของท่านเจ้าเมืองจะมาถึง จึงแตกตื่นเกินเลยไปบ้าง ท่าน
เจ้าเมือง โปรดอนุญาตให้ผู้น้อยบอกกล่าวแทนท่านเจ้าเมืองสักคำ”
หยงเหวยตึงเครียดกังวลยิ่ง นางได้ประจักษ์การต่อสู้ของเมืองอีกาทองคำด้วย
สายตาตัวเอง จั่วม่อกระทั่งบรรพชนฟ้ากระจ่างยังไม่เกรงอกเกรงใจ หากคนเหล่านี้
ตอแยมันมีโทสะ วันนี้ที่นี่คงไม่พ้นต้องนองไปด้วยเลือดแล้ว
ผ่านการดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างยากลำบากถึงเพียงนี้ กว่าจะหลบหนีออก
จากอาณาจักรขุนเขาน้อยสำเร็จ แต่ต้องมาถูกสกัดเอาไว้ที่ปากทางเข้าอาณาจักรวารี
ฟ้า จั่วม่อย่อมไม่พอใจอยู่บ้าง
มันนำผู้คนมากมายเอาตัวรอดอยู่ในแดนมิคสัญญีเช่นอาณาจักรขุนเขาน้อยเป็น
เวลานาน กลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันอาบอยู่บนร่างอย่างเข้มข้น แต่มันไม่คิดบาดหมาง
กับขุมพลังท้องถิ่นในทันทีที่มาถึงอาณาจักรวารีฟ้า จึงรับคำหยงเวย “เช่นนั้นต้อง
รบกวนคุณหนูหยงแล้ว”
หยงเวยรีบทะยานร่างเข้าหากลุ่มคนฟากอาณาจักรวารีฟ้า
ซิวเจ่อทั่วไปอาจไม่รู้จักหยงเวยแห่งจวนอู่โหว แต่ผู้นำของทั้งแปดฝ่ายย่อมจดจำ
นางได้ เมื่อหยงเวยมาด้วยตัวเอง กล่าววาจากับพวกมันสองสามคำ ซิวเจ่ออาณาจักร
วารีฟ้าด้านหน้าจั่วม่อก็พากันล่าถอยเปิดทาง
จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง ดูเหมือนจวนอู่โหวจะไม่ใช่ธรรมดาอย่างที่มันคิดไว้
แต่แรกเสียแล้ว!
นึกถึงว่าจวนอู่โหวกำลังสืบสวนเรื่องดาวพร่างกลางทิวา จั่วม่อขุ่นข้องกังวลไม่
น้อย ถูกขุมกำลังที่มีเบื้องหลังเข้มแข็งเช่นนี้หมายหัว ย่อมไม่ใช่ความรู้สึกที่ดี
หยงเวยหวนกลับมา แย้มยิ้มพลางกล่าว “เรียบร้อยแล้ว!”
จั่วม่อขอบคุณนางอีกรอบ ห้าเรือขนส่งทาสเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ นำกอง
คาราวานซิวเจ่อจำนวนมหาศาลเข้าสู่อาณาจักรวารีฟ้า
เกาเจี้ยนถิงมองตามหลังกองคาราวานขนาดยักษ์ ในใจวิตกกังวลอย่างบอกไม่
ถูก เวลานี้นางได้แต่หวังว่าเรือขนส่งทาสทั้งห้าลำนั้นไม่ใช่สินสงครามที่ได้มาจากการ
เป็นศัตรูคู่แค้นโดยตรง
ไม่ได้การ ต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้เจ้าสำนักทราบโดยด่วน!
นางไม่กล้าชักช้า นำนกกระเรียนกระดาษออกมาหนึ่งตัว หลังจากเขียนข้อความ
แล้วเสร็จ นางประจุพลังปราณเข้าไปในนกกระเรียน มองดูมันลับหายไปบนท้องฟ้า
ในเวลาเดียวกัน นกกระเรียนกระดาษหลายร้อยตัวทยอยบินขึ้นไปบนฟ้า แล้ว
หายลับไป
เมื่อพวกมันเข้าสู่อาณาจักรวารีฟ้า อารมณ์ของจั่วม่อค่อยผ่อยคลายอย่าง
สมบูรณ์ พอถึงยามย่ าค่ า พวกมันก็มาถึงเมืองใหญ่แห่งแรกของอาณาจักรวารีฟ้า เมือ
งกวงเหิง ทันทีที่ซิวเจ่อขบวนมหึมาปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า เหล่าผู้คนในเมืองแตกตื่นจน
ขวัญหนีดีฝ่อ
โชคดีที่หยงเวยเสนอตัวออกมาในเวลาที่เหมาะสม ช่วยปลอบขวัญพวกมัน และ
ปลดเปลื้องความวิตกกังวลของพวกมัน
เห็นเช่นนี้ จั่วม่อสั่งให้ตั้งค่ายบนยอดเขานอกเมือง
ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา
ถึงตอนนี้หลายคนเข้ามาอำลาจั่วม่อ จั่วม่อก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมให้พวกมันอยู่ต่อ
เพียงอวยพรให้พวกมันโชคดี ท้องฟ้าเต็มไปด้วยลำแสงกระบี่ ราวกับสายฝนพุ่งหายไป
ในท้องฟ้า
พวกมันแต่ละคนเมื่อมีพลังฝีมือถึงขั้นเอาตัวรอดอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อยได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกคนย่อมสามารถมีชีวิตที่ดีในอาณาจักรวารีฟ้า
หลังจากขบคิดเล็กน้อย จั่วม่อสั่งให้ทุกคนมารวมตัวกัน แล้วปลดอาคมหวงห้าม
ออกจากร่างพวกมัน มันมองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
ทันใดนั้นรู้สึกภาคภูมิใจระคนตื้นตันอยู่บ้าง
“กล่าวตามความสัตย์ เวลานั้นข้าไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องฝังอาคมหวงห้ามไว้ใน
ร่างพวกเจ้า โชคดีที่พวกเราล้วนหลบหนีออกมาจากอาณาจักรขุนเขาน้อยสำเร็จ
นับตั้งแต่วันนี้ไป ทุกคนเป็นอิสระ เจ้าสามารถไปได้ทุกที่ที่พวกเจ้าต้องการ! ทุกคน
สามารถไปรับห้าชิ้นจิงสือระดับสี่จากเหล่าเปา ถือเป็นของขวัญอำลาจากข้าเถอะ”
ผู้คนสะท้านขึ้นเล็กน้อย แต่ทุกผู้คนล้วนเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดขยับ ไม่มีผู้ใดเอ่ย
ปาก
จัวม่อเห็นไม่มีใครขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ต้องอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมา โบกมือขับไล่
ไสส่ง
กล่าวจบคำก็หมุนตัวจากไป
นั่นเป็นราตรีอันหม่นมัว แสงจันทราสีเงินยวงอาบไล้รวยรินประหนึ่งสายน้ าอ่อน
ละมุน