สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 307 เมืองหมิงสุ่ย
จั่วม่อนั่งอยู่บนก้อนหินบนยอดเขา จันทราสาดแสงอยู่เหนือศีรษะ อากุ่ยนั่ง
เงียบงันอยู่ข้างกาย
กงซุนชาเดินเข้ามา มองมันแวบหนึ่ง แล้วเพียงแย้มยิ้มจางๆ
“เจ้ายิ้มอันใด?” จั่วม่อสะบัดเสียงอย่างขุ่นมัว จากนั้นถามว่า “ศิษย์น้องเฉิงอยู่ที่
ใด?”
“มันยังคงจมอยู่กับการค้นคว้าสัตว์ปราณของมัน เห็นบอกว่ากำลังอยู่ในช่วง
สำคัญ” กงซุนชามองหาก้อนหินด้านข้างจั่วม่อ ทรุดลงนั่ง บิดกายอย่างเกียจคร้าน “ใน
ที่สุดก็ได้พักเสียที ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ข้าไม่เคยได้หลับสบายแม้แต่คืนเดียว”
“ข้านึกว่าคนบ้าสงครามย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องพักเสียอีก” จั่วม่อชายตามองพลาง
กล่าวแดกดัน
“อ้อ นั่นเป็นเพราะข้าเพิ่งจะเริ่มต้น จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ” กงซุนชายิ้มขวยเขิน
จั่วม่อทำท่าขยักขย้อน
“ท่านไฉนปล่อยพวกมันจากไป” กงซุนชาสุ้มเสียงกลายเป็นจริงจัง
จั่วม่อเหลือกตา “ข้าไม่สามารถเลี้ยงดูพวกมันได้ เจ้าทราบหรือไม่ว่าการที่ต้อง
หาเลี้ยงดูคนเหล่้านี้กดดันปานใด? โอ้ ในอาณาจักรขุนเขาน้อยเรายังสามารถปล้นชิง
แต่วิธีนี้ใช้ที่อื่นไม่ได้แล้ว เมื่อไม่ได้ดูแลหาเลี้ยงในบ้าน เจ้าไม่มีทางรู้ว่าอาหารแพง
เท่าใด ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ทราบหรือไม่ว่าค่ายจูเชวี่ยวันๆ หนึ่งต้องสิ้นเปลืองมาก
เท่าใด จะอย่างไรเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา มิสู้อำลาจากกันด้วยดีไม่ดีกว่าหรือ”
เรื่องค่าใช้จ่ายของค่ายจูเชวี่ย กงซุนชาย่อมเป็นคนหนึ่งที่รู้ดีมากที่สุด คิดเลี้ยงดู
ทุกผู้คนเอาไว้ แน่นอนว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง
อาณาจักรวารีฟ้ามั่งคั่งรุ่งเรืองกว่าอาณาจักรขุนเขาน้อย แต่ดินแดนถูก
แบ่งสันปันส่วนเรียบร้อยแต่แรก หากพวกมันต้องการแทรกตัวเข้าไป จะต้องตั้ง
ประจันกับฝ่ายเจ้าถิ่น กงซุนชาไม่หวั่นเกรงการสู้รบ แต่วิธีนี้จะทำให้พวกมันกลายเป็น
ศัตรูร่วมของอาณาจักรวารีฟ้าทั้งหมดอย่างง่ายดาย เกรงว่าบุ่มบ่ามเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดี
นัก
“คนมากมายอาจเลือกจากไป” กงชุนชาจุปาก กล่าวว่า “เมื่อมาถึงอาณาจักรวารี
ฟ้าอันสุขสงบ หัวใจของผู้คนก็เริ่มหวั่นไหว”
“นับเป็นเรื่องดี” จั่วม่อตอบ
ทั้งคู่พากันเงียบงันไป
หลังจากนั้นสักครู่ กงซุนชาหันไปมองจั่วม่อ แล้วมองเลยไปยังอากุ่ยที่นั่งนิ่งเป็น
หุ่นไม้ ถามว่า “พวกเราจะไปที่ใดต่อไป? อา อย่ามากล่าวถึงอันตรายโน่นนั่นวุ่นวาย
แล้วบอกว่าท่านจะไปคนเดียว”
จั่วม่อหัวใจอุ่นวูบ ตอบว่า “ข้าต้องไปเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารี”
“ตัวอ่อนเมฆวารี?” กงซุนชามองอากุ่ยอีกรอบ “สำหรับอากุ่ย?”
“อา!” จั่วม่อผงกศีรษะรับ “ข้าไม่ทราบว่าข้ากับอากุ่ยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
แต่ในเมื่อนางสละชีวิตช่วยเหลือข้าจนมีสภาพเช่นนี้ ย่อมมิอาจนั่งนิ่งดูดายได้”
“นั่นก็ใช่แล้ว” กงซุนชามีสีหน้าเห็นพ้อง จากนั้นชูมือขึ้น ตะโกนปลุกใจอย่าง
คึกคักว่า “เพื่ออากุ่ย! พวกเราจะเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารีให้จงได้!”
จั่วม่อตื้นตันใจยิ่ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ฮี่ฮี่ หากพบพานสงครามมากขึ้นอีกก็ประเสริฐ! เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ ข้าก็
ตื่นเต้นจนตัวสั่นแล้ว!” กงซุนชากล่าวเสียงราบเรียบ
อย่างที่คาดไว้จากเจ้าบ้าสงคราม… …
“โอ้ แล้วเราจะไปเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารีจากที่ใด? สามารถหาซื้อหรือไม่? กง
ซุนชาถามต่อ
“ไม่ทราบได้” จั่วม่อสั่นศีรษะ มันมองอากุ่ยพลางกล่าวว่า “พวกเราต้องลอง
ตรวจสอบดู”
มันพลันฉุกใจคิด หยิบอินกุยออกมาจากแหวน กงซุนชาถูกดึงดูดความสนใจ
รู้สึกประหลาดใจมาก “ศิษย์พี่ยังเก็บสิ่งนี้ไว้ด้วย! ข้าไม่ได้ฟังมานานมากแล้ว!”
“ใช่ ข้าเองก็มิได้ฟังนานมากแล้วเช่นกัน” จั่วม่อกล่าวพลางประจุพลังปราณเข้า
ไปในอินกุย
สุ้มเสียงสงบราบเรียบแว่วออกมาจากอินกุย ฟังดูใกล้ชิดสนิทสนมอย่างบอกไม่
ถูก
ภายใต้แสงจันทร์เรืองรอง จั่วม่อกับกงซุนชาทอดอารมณ์ฟังอินกุยอย่างเกียจ
คร้าน อากุ่ยนั่งอยู่เคียงข้างพวกมันเงียบๆ
รุ่งเช้าวันถัดมา
คืนวันวานคงเป็นคืนที่ยากลำบากสำหรับหลายคน ผู้คนมากมายดวงตาแดงก่ า
ด้วยสายเลือด บางคนมีสีหน้าหนักหน่วง จำนวนคนในค่ายลดน้อยลงมาก
กงซุนชาสีหน้าสบายอกสบายใจยิ่ง ค่ายจูเชวี่ยไม่มีคนจากไปแม้แต่คนเดียว
ผู้คนที่จากไปส่วนมากเป็นค่ายตะวันออกกับค่ายตะวันตก จากผู้คนสองพันคน
หลงเหลืออยู่น้อยกว่าแปดร้อยคน
“ทีนี้ข้าก็สามารถเติมค่ายจูเชวี่ยได้เต็มจำนวนเสียที” กงซุนชากล่าวด้วยรอยยิ้ม
(คงยังไม่ลืมกันว่ากงซุนชาตั้งใจให้ค่ายจูเชวี่ยมีสิบสองกองร้อย หกกองร้อยใน
ปัจจุบันนับว่าเป็นแค่ครึ่งเดียว พอเหลือคนอยู่เจ็ดร้อยคน เจ้าตัวเลยดีใจ)
ค่ายจูเชวี่ยไม่มีคนจากไป ค่ายเว่ยย่อมไม่มีผู้จากไป ส่วนใหญ่ของผู้ที่อำลากจาก
ไปมาจากค่ายตะวันตกกับค่ายตะวันออก ซึ่งไม่ได้เหนือความคาดหมายของจั่วม่อ แต่
สิ่งที่ทำให้มันประหลาดใจกลับเป็นค่ายหลอมสร้าง พวกมันไม่มีผู้คนจากไปแม้แต่คน
เดียวเช่นกัน
จั่วม่อมองไล่ไปตามดวงตาทุกคู่ที่อยู่ด้านล่าง ตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก
มันอ้าปาก แต่พอวาจาผ่านริมฝีปากออกมา กลับไม่ทราบจะกล่าวอะไร
“พวกเจ้ายืนอยู่ที่นี่ทำอะไร? กลับไปทำงานกันได้แล้ว!”
เสียงตวาดของจั่วม่อเรียกเสียงหัวร่อกระหึ่ม ความเศร้าโศกจากการแยกย้ายลา
จากค่อยบรรเทาลงไปมาก
หยงเวยเห็นฉากนี้ ต้องสะท้านใจวูบ นางยิ่งรู้สึกว่านางไม่สามารถเข้าใจเจ้าเมือง
อีกาทองคำผู้นี้อย่างชัดเจน เมื่อวานเมื่อนางได้ยินว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำปล่อยให้ผู้คน
จากไป ต้องตื่นตะลึงไม่น้อย ไฉนเลยจะมีคนที่เต็มใจทำให้ตัวเองอ่อนแอลงเช่นนี้?
แต่พอถึงวันนี้ เมื่อนางเห็นสีหน้าแววตาเด็ดเดี่ยวมั่นคงของซิวเจ่อที่เหลือของ
เมืองอีกาทองคำ นางดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว
กองกำลังเบื้องหน้านางในยามนี้สามัคคีกลมเกลียวกันมากขึ้น ขวัญกำลังใจยัง
เข้มแข็งกว่ากองกำลังเดิม ต่อให้พวกมันเผชิญพบกับอันตรายใหญ่หลวง พวกมันก็จะ
ไม่ล่มสลายได้โดยง่าย
เจ้าเมืองอีกาทองคำดูผิวเผินคล้ายทำให้พลังอำนาจของตนอ่อนด้อยลง ทว่าใน
ความเป็นจริง กองกำลังหลักของมันไม่ได้รับผลกระทบ โครงสร้างกองกำลังกลับถูก
คัดกรองจนกระชับแนบแน่นขึ้น พลังอำนาจของไพร่พลโดยเฉลี่ยถึงกับเพิ่มสูงขึ้นอีก
ขั้น ยิ่งเพิ่มพูนความสามารถในการอยู่รอดอันแข็งแกร่งของพวกมัน!
มองใบหน้าอ่อนเยาว์เกินจริงของจั่วม่อ หยงเวยรู้สึกแทบเชื่อไม่ลง มองแวบแรก
จั่วม่อไม่ได้มีสิ่งใดโดดเด่นเหนือล้ า แต่พฤติการณ์ของบุรุษหนุ่มผู้นี้ มักแสดงถึงวุฒิ
ภาวะที่เกินกว่าวัยที่แท้จริง
นางพลันตระหนักว่า ต่อให้เบื้องหลังเจ้าเมืองอีกาทองคำจะไม่มีสำนักลึกลับ
หรือทรงพลังอำนาจหนุนหลังอยู่ แต่ด้วยความสามารถของมันเอง ยังคงยืนอยู่เหนือ
ผู้คนได้อย่างสบาย
ขณะที่นางยังครุ่นคิด จั่วม่อพลันหันมาหานาง “คุณหนูหยง เมืองใหญ่ที่สุดของ
อาณาจักรวารีฟ้าอยู่ที่ใด?”
หยงเวยรวบรวมความคิดกลับมา กล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ว่า “อาณาจักรวารีฟ้า
มีเมืองใหญ่ยี่สิบแปดแห่ง เมืองที่รุ่งเรืองที่สุดคือเมืองหมิงสุ่ย (วารีเรืองรอง) ท่านเจ้า
เมืองมีความตั้งใจใด?”
“อ้อ ข้ามีสินค้าจำนวนหนึ่งต้องการขาย และมีสินค้าที่ต้องการซื้อด้วยเช่นกัน”
“หากเป็นเช่นนี้ เมืองหมิงสุ่ยก็เหมาะสมที่สุด พ่อค้ารายใหญ่ที่สุดในอาณาจักร
วารีฟ้าล้วนอยู่ในเมืองหมิงสุ่ย” หยงเวยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ที่พำนักของผู้น้อยก็อยู่ใน
เมืองหมิงสุ่ยเช่นกัน ทั้งยังพอมีความสัมพันธ์กับพ่อค้าเหล่านั้นอยู่บ้าง บางทีอาจพอ
ช่วยเหลือท่านเจ้าเมืองได้”
จั่วม่อรีบกล่าวขอบคุณ “รบกวนแล้ว คุณหนูหยง!”
ซูเยวี่ยอ่านนกกระเรียนกระดาษที่เกาเจี้ยนถิงส่งมาอย่างถี่ถ้วน ดวงตาทอ
ประกายวูบหนึ่ง ซูเยวี่ยเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างล้นเหลือ แม้กระทั่งในหมู่โฉม
สะคราญมากมายของพันธมิตรร้อยบุปผา นางยังคงเป็นสตรีที่ทรงเสน่ห์ดึงดูดใจมาก
ที่สุด นางรั้งตำแหน่งเจ้าสำนักของพันธมิตรร้อยบุปผามายี่สิบกว่าปี มีความสัมพันธ์
อันดีกับทุกสำนัก ศิษย์ในสังกัดของนางส่วนใหญ่วิวาห์กับศิษย์ที่ประสบความสำเร็จ
ของสำนักใหญ่หลายสำนัก ดังนั้นรากฐานของนางลึกล้ าสุดหยั่งถึง
“กับเรื่องนี้อย่าได้เคลื่อนไหวอย่างวู่วาม” ซูเยวี่ยกล่าวเสียงลึก “หาดูว่าที่แท้พวก
มันมีความเป็นมาอย่างไร”
“ทราบแล้ว!” ศิษย์สตรีรีบคำอย่างนอบน้อม
“เวลานี้พวกมันอยู่ที่ใด?”
“พวกมันมาถึงนอกเมืองตั้งแต่เมื่อคืน” ศิษย์สตรีนางนั้นตอบอย่างฉะฉาน “เป็น
คุณหนูหยงนำพวกมันมาด้วยตัวเอง”
“อ้อ” ซูเยวี่ยสุ้มเสียงแปลกใจอยู่บ้าง สีหน้าครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง นางไม่อาจคาด
เดาความสัมพันธ์ของหยงเวยกับเจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้ได้
จวนอู่โหวลึกล้ าดุจห้วงสมุทร ยากที่คนนอกจะสืบสวนรายละเอียดของพวกมัน
แต่พันธมิตรร้อยบุปผามีสายตานับไม่ถ้วน มีฝีมือในการสืบความลับมากที่สุด ซูเยวี่ย
สามารถค้นพบร่องรอยบางอย่าง ในบรรดาฝ่ายต่างๆของอาณาจักรวารีฟ้า ฝ่ายหนึ่ง
ที่ซูเยวี่ยระมัดระวังมากที่สุด คือจวนอู่โหวแห่งนี้เอง
จวนอู่โหวมักเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่สนใจเรื่องราวภายนอก ตัวอู่โหว (พระยาอีกา)
เองมุ่งเน้นฝึกปรือบำเพ็ญเพียร อย่างไรก็ตาม เบาะแสทั้งหมดชี้ชัดว่าอู่โหวผู้นี้มี
เบื้องหลังลึกล้ าสุดหยั่งคาด ซูเยวี่ยค้นพบเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน แต่หลังจากผ่านมา
หลายปีดีดัก ไม่ว่าพวกนางจะสืบหาอย่างไร ก็ไม่เคยค้นพบสิ่งใดมากกว่านี้
ในช่วงหลายปีมานี้ การเดินทางของหยงเวยครั้งนี้ นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้ง
ใหญ่ที่สุด
ซูเยวี่ยได้กลิ่นผิดปกติจากเรื่องนี้
เมื่อจั่วม่อกับเหล่าศิษย์น้องพบเห็นเมืองหมิงสุ่ย พวกมันแตกตื่นตะลึงลานอยู่
บ้าง เมืองหมิงสุ่ยใหญ่โตกว่าตงฝูถึงสิบเท่า บนท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยลำแสงแล่นผ่าน
ไปมาไม่สิ้นสุด กลางเวหาเหนือตัวเมือง เห็นเกาะลอยฟ้าหลายขนาดหลากรูปทรง
ล่องลอยอยู่นับร้อยๆ แห่ง บ้านเรือนหลายหลังสร้างขึ้นบนก้อนเมฆมงคล เต็มไปด้วย
ค่ายกลและอาคมหวงห้ามเปล่งประกายหลากสีสันละลานตา
อาณาจักรวารีฟ้ามั่งคั่งรุ่งเรืองกว่าอาณาจักรนภาจันทร์ตามที่คาดไว้จริงๆ
คนอื่นๆ ยังพอทำเนา แต่สามสหายจั่วม่อ กงซุนชาและฉุนอวี๋เฉิง เป็นผู้ที่อ่อน
ประสบการณ์ที่สุด พวกมันแต่ละคนปากอ้าตาค้าง เหลียวหน้าเหลียวหลังไม่หยุด
หย่อน ใบหน้าของพวกมันมีแต่ความตกตะลึง
หยงเวยผู้ลอบสังเกตพวกมันอยู่ตลอดเวลารู้สึกสับสนงุนงงอยู่บ้าง กิริยาท่าทาว
จอวพวกมันทั้งสามไม่คล้ายผู้ที่มาจากสำนักใหญ่สักนิด
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก ศิษย์สำนักใหญ่มากหลายไม่เคยถาม
ไถ่เรื่องราวทางโลก เอาแต่มุ่งเน้นฝึกปรือบำเพ็ญเพียรอยู่ในสำนัก บางคนกระทั่งไม่
เคยลงจากเขามานานหลายสิบปี
นางไม่มีทีท่าดูแคลนพวกมัน ทั้งยังนำพวกมันท่องชมไปทั่วอย่างกระตือรือร้น
“เมืองหมิงสุ่ยมีทำเลที่ตั้งดีที่สุดในอาณาจักรวารีฟ้า เส้นชีพจรปราณปฐพีเกือบสี่
ส่วนของทั้งอาณาจักรตั้งอยู่ที่นี่ ทั้งยังมีสวนสวรรค์ลับมากที่สุด หากท่านเจ้าเมืองคิด
พัฒนาที่นี่ ท่านสามารถซื้อหาสวนสวรรค์ลับได้ พวกมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการ
บำเพ็ญเพียร”
สวนสวรรค์ลับไม่ได้มีอันใดดึงดูดใจจั่วม่อ สังขารปิศาจของมันสามารถดูดซับ
ปราณธรรมชาติจากฟ้าดินได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังสามารถกลั่นเกลาสิ่งสกปรกที่เจือปน
มันไม่จำเป็นต้องใช้สวนสวรรค์ลับ
คนอื่นๆ ก็ย่อมไม่สนใจสวนสวรรค์ลับเช่นกัน
เวลานี้หยงเวยยิ่งมั่นใจกว่าเดิม ว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำสมควรมาจากสำนักใหญ่
สำหรับซิวเจ่อทั่วไป สวนสวรรค์ลับเป็นยอดปรารถนาของพวกมัน เป็นสิ่งที่พวกมัน
ถวิลหามากที่สุด ซิวเจ่อหลายคนทำงานหนักชั่วชีวิต เพื่อเป้าหมายในการเป็นเจ้าของ
สวนสวรรค์ลับสักแห่งในบั้นปลาย
มีเพียงศิษย์ที่มาจากสำนักใหญ่เท่านั้น ที่ไม่จำเป็นต้อวกังวลสนใจกับสวนสวรรค์
ลับ
ขบวนของจั่วม่อสามารถเรียกได้ว่าใหญ่โตอย่างแท้จริง พวกมันตั้งค่ายบนพื้นที่
รกร้างนอกเมือง แต่สิ่งที่ทำให้จั่วม่อสลดหดหู่ คือพื้นที่รกร้างที่พวกมันตั้งค่ายกลับ
เป็นที่ดินมีเจ้าของเช่นกัน ร้อนถึงหยงเวยต้องล่วงหน้าเข้ามาไกล่เกลี่ย
ซู่หลงกับพวกไม่สนใจในการท่องชมเมือง หลังจากฟื้นสภาพความเยาว์วัย
กลายเป็นรูปโฉมหนุ่มแน่น ความบ้าคลั่งในการฝึกปรือของซู่หลงก็มากพอจะทำให้
จั่วม่อเหงื่อกาฬแตกพลั่ก โดยมีซู่หลงเป็นแบบอย่าง ทุกผู้คนในค่ายเว่ยล้วนกลายเป็น
คนบ้าการฝึกปรือไปจนหมด
ผู้คนในค่ายหลอมสร้างก็อยู่โยงที่ค่ายด้วย มีเพียงซุนเป่ากับจี๋เหว่ยที่ติดตามมา
นอกเหนือจากนั้น เปาอี้ย่อมเป็นบุคคลที่ขาดไม่ได้ เมื่อพิจารณาว่าพวกมันไม่สมควร
สะดุดตาเกินไป กงซุนชานำไพร่พลติดตามมาเพียงสามหมู่ หน่วยเทียนฟงเป็นหนึ่งใน
บรรดาพวกมัน
แต่ถึงกระนั้น ขบวนของพวกมันยังคงหรูหราสะดุดตายิ่ง
กลิ่นอายสังหารของค่ายจูเชวี่ยเพาะสร้างขึ้นจากสงคราม ย่อมแตกต่างจาก
องครักษ์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อตกอยู่ในสายตาของผู้ที่พอมีสายตาอยู่บ้าง พวกมันไม่
อาจหยุดยั้งการคาดเดาของตัวเองได้
เคราะห์ดีที่หยงเวยรู้จักผู้คนมากมายในเมืองหมิงสุ่ย บางครั้งยังมีผู้คนเข้ามา
คารวะทักทาย
ทันใดนั้น หยยงเวยใจสะท้านวูบ นางเงยหน้าขึ้น นกกระเรียนกระดาษเหินร่อน
ลงมา
นกกระเรียนกระดาษร่อนลงในฝ่ามือนาง นางคลี่ออกอย่างเบามือ หลังจาก
กวาดตาอ่านจนครบถ้วน สีหน้าทอแววประหลาดใจอยู่บ้าง
โหวเหยียไม่ได้อยู่ในจวน!
องครักษ์จวนที่นางส่งกลับไปยังจวนอู่โหว แจ้งข่าวมาว่าโหวเหยียออกไปด้าน
นอกร่วมครึ่งเดือนแล้ว และยังไม่กลับมา หยงเวยนึกเสียดายอยู่บ้าง นางต้องการนำ
เจ้าเมืองอีกาทองคำเข้าพบโหวเหยีย โหวเหยียรอบรู้เจนจัด อาจสามารถมองเห็น
ความเป็นมาที่แท้จริงของคนผู้นี้ได้
แต่ดูเหมือนว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว นางนึกเป็นห่วงเรื่องราวในจวนขึ้นมา รีบ
ประสานมือค้อมกายเป็นเชิงขออภัย “ขออภัยจริงๆ หยงเวยไม่ทันล่วงรู้ว่าโหวเหยียอ
อกจากจวนไปครึ่งเดือนแล้ว ทั้งยังไม่กลับมา ในจวนโหวมีเรื่องราวมากหลายที่ต้อง
จัดการ หยงเวยต้องด่วนอำลาไปก่อน ท่านเจ้าเมือง โปรดอย่าได้ถือสา”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อรีบกล่าว “คุณหนูหยงกรุณาช่วยเหลือเรามามากแล้ว พวกเรา
สำนึกขอบคุณยิ่ง รีบไปเถอะ อย่าได้เกรงใจ! พวกเราสามารถชมดูด้วยตัวเอง!”
ด้วยความห่วงกังวลต่อเรื่องราวภายในจวน หยงเวยจากไปในบัดดล
ขบวนของจั่วม่อเดินท่องชมเมืองต่อไปได้ไม่นานนัก จั่วม่อพลันสีหน้า
แปรเปลี่ยน หยุดชะงักเท้าอย่างกะทันหัน … มีคนลอบติดตามพวกมัน!