สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 308 ป่าเถื่อน!
จั่วม่อส่งสัญญาณให้แก่ทุกคน พวกมันล้วนเข้าใจ จงใจเดินไปในทางที่ไม่ค่อยมี
ผู้คน
“ท่านที่นับถือลอบติดตามเราด้วยเหตุผลกลใด?”
จั่วม่อจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา ผู้มาเป็นซิวเจ่อสวมชุดนักพรตสีเหลืองอ่อน
ผมเผ้าขาวโพลน แต่รูปโฉมดุจทารก ยังคงมีผู้คนผ่านไปมาอยู่บ้าง ซิวเจ่อเหล่านั้นพอ
พบเห็นนักพรตเฒ่าชุดเหลือง ล้วนหน้าเผือดสี รีบร้อนจากไปอย่างลนลาน
“ทารกน้อยเจ้าสังเกตเห็นท่านบรรพชนผู้นี้ได้ นับว่าฉลาดไม่เบา” เฒ่าชรานี้สุ้ม
เสียงเย่อหยิ่งจองหองถึงที่สุด ต่อหน้าขบวนใหญ่โตของจั่วม่อ ยังไม่มีทีท่าหวาดหวั่น
แม้แต่น้อย
ค่ายจูเชวี่ยสามกองร้อยเตรียมการต่อสู้โดยไร้เสียง สามารถลงมือจู่โจมได้ทุกเมื่อ
“ข้าขอเตือนอย่าขยับจะดีกว่า” นักพรตเฒ่าชุดเหลืองหัวร่อฮิฮะ “มิเช่นนั้นท่าน
บรรพชนผู้นี้จะทำให้เจ้ารู้สึก”
จั่วม่อเหลือกตา ทุกวันนี้ผู้คนไฉนชมชอบพล่ามพิรี้พิไรถึงปานนี้?
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อยังไม่อยากสร้างปัญหาในทันทีที่มาถึงเมืองหมิงสุ่ย มันจ้อง
มองนักพรตเฒ่าชุดเหลือง “ท่านที่นับถือติดตามเรามาเป็นเวลานาน คงไม่ใช่แค่คิด
สนทนาเท่านั้นกระมัง?”
“ฮี่ฮี่ ทารกน้อยเจ้ามียุทธภัณฑ์เวทอยู่ชิ้นหนึ่งไม่ใช่หรือ ในเมื่อเจ้าไม่มีปัญญาใช้
งาน ไฉนไม่กำนัลให้แก่ท่านบรรพชนผู้นี้สักครา?”
จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง กล่าวว่า “ยุทธภัณฑ์เวท? ข้ามียุทธภัณฑ์เวทตั้ง
มากมาย ท่านที่นับถือหมายถึงชิ้นใด?”
“เจ้ามีกองเศษเหล็กมากมายจริง มีสิ่งเดียวที่พอจะเรียกได้ว่ายุทธภัณฑ์เวท
สมควรเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับหกชิ้นหนึ่ง!” พรตเฒ่าชุดเหลืองหรี่ตาแคบ ทอแวว
ละโมบ
ยุทธภัณฑ์เวทระดับหก? จั่วม่อใจสั่นสะท้าน แทบไม่มีมีผู้ใดล่วงรู้ว่าแผ่นจานดิน
นภาเก้าแปลงตกอยู่ในมือมัน นักพรตเฒ่าผู้นี้รู้ได้อย่างไร?
“ท่านที่นับถือล้อเล่นแล้ว! ผู้น้อยจะไปมีปัญญาครอบครองสิ่งของเช่นยุทธภัณฑ์
เวทระดับหกได้อย่างไร?” จั่วม่อปฏิเสธ
“ไม่ต้องมาเสแสร้งต่อหน้าข้า” นักพรตเฒ่าชุดเหลืองสีหน้ากลายเป็นเย็นชา ดู
เหมือนไม่มีความอดทนมากนัก “บรรพชนผู้นี้ไม่อยากฟังเจ้ากล่าวมากความ หากชาญ
ฉลาดก็ส่งมอบสิ่งของออกมา บรรพชนผู้นี้มิใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ย่อมต้องมีของตอบ
แทนให้”
“ความหมายของท่านคือ?” จั่วม่อทวนถามแผ่วเบา ดวงตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
“ฮ่า อย่านึกว่าเจ้าพาตัวเข้าประกบติดกับจวนโหว แล้วท่านบรรพชนผู้นี้จะไม่
กล้าลงมือกับเจ้า ฮึ่ม ต่อให้อู่โหวมาด้วยตัวเอง ยังไม่มีปัญญาช่วยเหลือเจ้า!”
นักพรตเฒ่าชุดเหลืองพลังสภาวะเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวรุนแรง พลังปราณรอบ
ข้างคล้ายปั่นป่วนและเกรี้ยวกราดอย่างผิดปกติ
จั่วม่อกับพวกทั้งหลายสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
จินตัน!
นักพรตเฒ่าชุดเหลืองที่แท้เป็นจินตันผู้หนึ่ง!
“ฮี่ฮี่! มอบออกมาเสียดีๆ อย่าให้บรรพชนผู้นี้ต้องลงมือเอง ถึงตอนนั้นคงดูไม่ดี
แล้ว!” นักพรตชุดเหลืองกล่าวเสียงมืดมน
พลังกดดันปราณหนักหน่วงปานตะกั่วกดทับพวกมันจนแทบหายใจไม่ออก
จั่วม่อกับพวกไม่เคยเผชิญหน้ากับจินตันในระยะประชิดถึงเพียงนี้มาก่อน การต่อสู้กับ
บรรพชนฟ้ากระจ่างเกิดขึ้นกลางเวหา ให้ความรู้สึกแตกต่างจากยามนี้อย่างสิ้นเชิง ใน
สายตาของพวกมัน นักพรตเฒ่าชุดเหลืองร่างสูงใหญ่ดุจขุนเขา ส่วนพวกมันเล็กจ้อย
ไม่ต่างอันใดจากมดปลวก ไม่อาจสั่นคลอนขุนเขา
ประจันหน้าจินตันในระยะประชิดเช่นนี้ ลำพังแรงกดดันปราณอันน่าขนพอง
สยองเกล้า ก็เพียงพอจะข่มขวัญหนิงม่ายเกือบทั้งหมดจนสิ้นความคิดต่อสู้
“ฮี่ ข้าไม่ทันสังเกตว่าเจ้าพอมีความสามารถอยู่บ้าง!” พรตเฒ่าเสื้อเหลืองดวงตา
ทอแววประหลาดใจวูบ จากนั้นหัวร่อเยาะหยัน “น่าเสียดายที่เบื้องหน้าท่านบรรพชน
ผู้นี้ ยังคงขาดพร่องไปมาก!”
นักพรตชราดวงตาพลันสาดประกายแข็งกล้า
ทุกผู้คนรู้สึกว่าร่างกายถูกกดลงกับพื้นอย่างฉับพลัน ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว
พวกมันกระทั่งยกแขนยังทำไม่ได้ แต่ละคนใบหน้าแตกตื่นตะลึงลาน
นี่คือ…พลังปฐพี!
“เจ้า… …” จั่วม่อถลึงตามองอย่างขุ่นแค้น แต่ร่างกายไม่อาจกระดิกแม้แต่น้อย
มันในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายไฉนพอเอ่ยปากก็เรียกร้องแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง!
คนผู้นี้ที่แท้ฝึกปรือเวทวิชาสายธาตุดิน!
นี่มัน … …เป็นเวทวิชาธาตุดินอันใดจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้!
เซี่ยซานแค่นเสียงหนักๆ ฝืนเร่งเร้าพลังปราณไม่คิดชีวิต เพื่อใช้เพลงกระบี่ของ
มัน
“น่าสนใจอยู่บ้าง ดูเหมือนเจ้าห่างจากจินตันอีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น” พรตเฒ่า
ชุดเหลืองเผยสีหน้าแปลกใจอีกครั้ง แต่มันหาได้มือไม้อ่อนไม่ “น่าเสียดายที่เจ้าโชคไม่
ดี”
ปัง
เซี่ยซานรู้สึกว่าพลังปราณในทรวงอกถูกกระแทกย้อนทาง โลหิตฉีดพุ่งออกจาก
ปากเป็นฟูฝอยอย่างสุดระงับยับยั้ง
“อย่าดิ้นรนเสียเปล่า!” พรตเฒ่าชุดเหลืองเขม้นมองเซี่ยซานอย่างเหยียดหยาม
“ไร้ประโยชน์น่า ระหว่างเราแม้มีขีดคั่นเพียงเส้นสายใยเดียว แต่เป็นเส้นสายใยเดียวที่
แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน”
กล่าวจบคำ มันก็ไม่แยแสสนใจเซี่ยซานอีก หมุนร่างเดินตรงเข้าหาจั่วม่อ
“ฮี่ฮี่ เจ้าไยต้องบังคับให้ท่านบรรพชนผู้นี้เปลืองเรี่ยวแรงลงมือ?” พรตเฒ่าเสื้อ
เหลืองแย้มยิ้มอย่างทระนง ยังคงเดินเข้าหาจั่วม่ออย่างเฉื่อยชา จากนั้นสะบัดมือตบ
หน้าจั่วม่อดังสนั่น แผดหัวร่อกระหึ่ม “ข้าผู้เป็นบรรพชนวันนี้นับว่าโชคดีโดยแท้ ต้อง
ขอบคุณทารกน้อยเจ้าจริงๆ!”
เหล่าซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ยถลึงตามองอย่างเดือดดาลโกรธเกรี้ยว พยายามดิ้นรน
โคจรพลังปราณของพวกมันอย้างบ้าคลั่ง!
“พวกมันจงรักภักดีต่อเจ้าไม่น้อยจริงๆ!” พรตเฒ่าเสื้อเหลืองหัวร่อคิกคัก มือ
สะบัดวูบ ตบหน้าจั่วม่ออย่างถนัดถนี่อีกหนึ่งฝ่ามือ “แต่แล้วจะเป็นไร? ข้าจะตบเจ้า
เสียอย่าง พวกมันมีปัญญาทำอะไรได้ ฮ่าฮ่า!”
จั่วม่อข่มกลั้นความเจ็บปวด เค้นเสียงถามลอดไรฟัน “เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรว่าข้ามี
ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้”
พรตเฒ่าเสื้อเหลืองลำพองใจยิ่ง “ข้าจะชี้แนะทารกน้อยเช่นเจ้าเอาบุญสักครา
ยุทธภัณฑ์เวทระดับหกขึ้นไปมีสติปัญญาหยั่งรู้ บรรพชนผู้นี้รู้เวทวิชาค้นหาร่องรอย
ของสติปัญญาที่ว่า”
มันมองประเมินจั่วม่อจากศีรษะจรดเท้า สุดท้ายสายตาละโมบตกลงบนแหวน
มิติบนนิ้วของจั่วม่อ ทันใดนั้นตาลุกวาบ หัวร่ออย่างถูกอกถูกใจ “บรรพชนผู้นี้วันพบ
พานโชคลาภก้อนโต! อา แหวนมิติมากมายเสียจริง!”
มันปากกล่าววาจา มือก็ยื่นเข้าคว้าแหวนบนนิ้วของจั่วม่อ
ชั่วพริบตาที่นิ้วของมันแตะลงบนนิ้วของจั่วม่อนั้นเอง เหตุแปรเปลี่ยนพลันอุบัติ
ขึ้นอย่างกะทันหัน!
มือข้างที่สวมแหวนมิติหลายวงทีแรกยังนิ่งสนิท ไม่อาจกระดิกแม้แต่ปลายนิ้ว
ฉับพลันนั้นพลิกตลบขึ้นโดยปราศจากเค้าลางล่วงหน้า ตะปบลงบนมือของพรตเฒ่า
ปานสายฟ้าฟาด!
พรตเฒ่าเสื้อเหลืองพลันหน้าเผือดสี “เจ้า… …”
พลังอันน่าสะพรึงกลัวขุมหนึ่งแล่นมาตามฝ่ามือของมัน พรตเฒ่าไม่มีปัญญา
ควบคุมร่างกายตัวเอง ถูกกระชากเข้าหาฝ่ายตรงข้ามในบัดดล
ผิดท่า!
พรตเฒ่าเสื้อเหลืองเป็นชนชั้นใด มันตอบสนองทันควัน กำลังจะเปิดใช้งานโล่
พลังปราณ แต่พริบตานั้นดวงตาพลันเหลือกถลน ร่างชาด้าน ร่างงองุ้มดุจกุ้งถูกต้ม
หมัดที่สามารถทลายขุนเขาถล่มปฐพีกระแทกใส่ท้องน้อยของมันอย่างดุดัน
อำมหิต!
จั่วม่อใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ครึ่งซีกหน้ายังแดงก่ าเป็นรอยฝ่ามือ ก่นด่า
บริภาษไม่หยุดปาก “เกอทนกับเจ้ามานานแล้ว!”
ปัง!
พรตเฒ่าเสื้อเหลืองร่างตึงวูบ เรี่ยวแรงมหาศาลแล่นจู่โจมไปทั่วร่าง ใบหน้าบิด
เบี้ยวเหยเก สารรูปไม่เป็นผู้เป็นคน
นับตั้งแต่ฝึกปรือวัชรสูตรน้อยเรี่ยวแรงของจั่วม่อก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบันมันยังครองครองสังขารปิศาจมหาทิวา พละกำลังทะยานขึ้นถึงขั้นน่า
สะพรึงกลัว เลือดเนื้อปิศาจล้วนแข็งแกร่งถึงขีดสุด สังขารปิศาจมหาทิวาซึ่งสามารถ
จัดอยู่ลำดับสองในหมู่สังขารปิศาจด่านถงหลิ่งทั้งมวล ไฉนเลยจะอ่อนด้อยได้
ไม่ใช่แค่เพียงไม่อ่อนด้อย แต่ยังเข้มแข็งยิ่ง เข้มแข็งยิ่งกว่าที่จั่วม่อคาดคิดเอาไว้
มาก
เมื่อร่างของมันถูกพลังปฐพีกดทับเอาไว้ไม่นาน จั่วม่อก็เริ่มได้เรี่ยวแรงพลัง
บางส่วนกลับคืนมา มันยังเคยเผชิญกับความสามารถในการกดทับของแผ่นจานดิน
นภาเก้าแปลงจนแทบเอาชีวิตไม่รอด คราวนี้จึงไม่แตกตื่นลนลานแม้แต่น้อย มิหนำซ้ า
พลังอำนาจของสังขารปิศาจมหาทิวายังแข็งแกร่งกว่าศีรษะเหล็กหยกในครั้งที่มันถูก
แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงกักขังเอาไว้มาก แต่ในขณะเดียวกัน เหล่าลูกสมุนของมัน
ไม่ได้มีผู้ใดทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัวเหมือนอย่างมัน
ในฐานะบุคคลเดียวที่ต่อสู้ได้ มันย่อมไม่อาจเอาชนะเฒ่าโสโครกผู้นี้ได้เพียง
ลำพัง จั่วม่อได้แต่แสร้งทำเป็นอ่อนแอ ลวงให้ตาเฒ่ามาติดกับ
เป็นไปตามคาด ไม่ว่าจินตันผู้ใด อยุ่ต่อหน้าหนิงม่ายช่างเย่อหยิ่งจองหองเสีย
จริง ถึงกับหลงกลได้อย่างง่ายดายปานนี้
ถึงตอนนี้มันพึงพอใจอย่างล้นเหลือ มันไม่เคยรู้สึกว่าหมัดของมันเต็มไปด้วยพลัง
อันเข้มแข็งแทบล้นทะลักถึงเพียงนี้มาก่อน แต่ละหมัดที่กระแทกใส่ร่างตาเฒ่าโสโครก
ชุดเหลืองอย่างดุเดือด ราวกับระบายโทสะที่อัดอั้นเก็บกักไว้นานออกไปทั้งหมด
“ท่านบรรพชน! เฮอะ เจ้าทราบหรือไม่ว่าเกอเชือดบรรพชนทิ้งมากี่คนแล้ว?”
ปัง!
“กล้าหมายตาสมบัติของเกอ! รำคาญชีวิตชราโสโครกของเจ้าเต็มแก่แล้วใช่
หรือไม่?”
ปัง!
“กล้าตบหน้าเกอ! เจ้าจบสิ้นแล้ว!”
จั่วม่อต่อยหมัดรัวเร็วสิบกว่าหมัดในรวดเดียว แต่ละหมัดกระทบลงบนร่างเลือด
เนื้ออย่างถนัดถนี่ ทุกครั้งที่หมัดอันหนักหน่วงหวดลงบนร่างพรตเฒ่าชุดเหลือง
สามารถเห็นร่างของมันสะเทือนขึ้น เนื้อหนังกระเพื่อมเป็นระลอกอย่างชัดเจน จั่วม่อ
ยังไม่สาแก่ใจ ไฟโทสะอัดอกยังระบายออกไม่หมด คว้าลำคอของพรตเฒ่าเสื้อเหลืองชู
ขึ้นสุดล้า จากนั้นเหวี่ยงฟาดลงกับพื้นสุดแรงเกิด ราวกับฟาดถุงทรายเก่าสักใบ
ซี๊ด!
เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บดังขึ้นพร้อมกันจากรอบด้าน รวมถึงเซี่ยซาน
ที่รับบาดเจ็บภายใน ยังเบิกตามองเหล่าป่านผู้บ้าคลั่งลืมตัวอย่างตื่นตะลึง
ตูมตูมตูม!
แต่ละหมัดแต่ละเท้าที่ประเคนซ้ าเติมลงไปไม่หยุดยั้ง ทำเอาแผ่นหินปูพื้นพัง
พินาศเป็นแถบๆ สะเก็ดหินกระเด็นเวียนว่อนไปทั่ว
เพียะ ชุดเกราะปราณของพรตเฒ่าชุดเหลืองไม่สามารถทนต่อการโจมตีอันป่า
เถื่อนดุดันนี้ได้ แตกเป็นเสี่ยงๆ อย่างน่าอนาถ
จั่วม่อมือเท้าชะงักกึก ชุดเกราะปราณของจินตัน…มูลค่าเทียบเท่ากับจิงสือ
จำนวนมหาศาล!
จั่วม่อเจ็บปวดใจยิ่ง ทันใดนั้นพิโรธโกรธกริ้วอีกรอบ ระดมหมัดเท้าใส่พรตเฒ่า
เสื้อเหลืองอย่างไม่นับ ทุบตีจนสาแก่ใจอีกหนค่อยหยุดมือ เงยหน้าขึ้นอย่างพึงพอใจ
มือข้างหนึ่งขยุ้มลำคอพรตเฒ่าเสื้อเหลือง หิ้วเอาไว้ประดุจหิ้วคอไก่ จากนั้นหันไปถาม
คนอื่นๆ
“พวกเจ้าเป็นไรหรือไม่?”
ตุบตุบตุบ ทุกผู้คนผวาเฮือก ถอยกรูดอย่างพร้อมเพรียง
ในดวงตาของพวกมันไม่หลงเหลือเค้าความโกรธเคืองอยู่แม้สักส่วนเสี้ยว พวก
มันพากันใช้สายตาเห็นอกเห็นใจมองดูพรตเฒ่าเสื้อเหลือง ซึ่งถูกสุนัขบ้าจั่วม่อหิ้วคอ
เอาไว้ นักพรตเฒ่าชุดเหลือผู้น่าสังเวช ไม่หลงเหลือสารรูปเยี่ยงผู้คนอีกต่อไป มันถูก
ทุบตีจนบวมฉึ่งไปทั้งร่าง หลงเหลือลมหายใจรวยรินตั้งแต่แรก
น่าเวทนา อา ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน!
พวกมันไม่เคยพบเห็นจินตันที่น่าเวทนาถึงเพียงนี้มาก่อน ถึงกับถูกทุบตีจนถึงจุด
ที่ไม่เป็นผู้เป็นคน
พวกมันไม่สมควรตอแยเหล่าป่าน!
กระทั่งบุรุษหยาบกร้านเช่นเหลยเผิงยังชมดูจนหน้าถอดสีราวกับแม่นางน้อย
ขวัญอ่อนนางหนึ่ง หัวใจเต้นระส่ าไม่หยุดยั้ง ส่วนจงหยูผู้ได้ชื่อว่าสอนวิชาหมัดให้แก่
เหล่าป่าน สีหน้าดำคล้ าดุจขี้เถ้า มันกล้ารับประกันว่าไม่เคยสอนเรื่องนี้แน่ๆ… …
ป่าเถื่อนกระไรปานนี้! โหดเหี้ยมกระไรปานนี้! ดุดันกระไรปานนี้!
ไหนเลยจะมีซิวเจ่อที่สามารถใช้เรี่ยวแรงอันป่าเถื่อนดุดันทุบตีจินตันจนสิ้นสติ
สารรูปบวมฉึ่งจนไม่เป็นผู้เป็นคน ทั่วร่างไม่หลงเหลืออวัยวะส่วนที่สมประกอบ
พวกเราเป็นซิวเจ่อ สมควรมีฝีมือทางทักษะวิชาและพลังปราณมิใช่หรือ… …
ดังนั้นเมื่อเหล่าป่านซึ่งหอบหายใจหนักๆ ใบหน้าแดงก่ าเต็มไปด้วยความหฤโหด
หันมาถามไถ่พวกมันอย่างกะทันหัน ทุกผู้คนล้วนผงะถอยหลังหลายก้าวตาม
สัญชาตญาณ
จั่วม่อจ้องมองพรตเฒ่าชุดเหลืองที่หิ้วอยู่ในมือ ในใจปลาบปลื้มยินดีเป็นที่สุด ใน
ที่สุดครั้งนี้มันก็จับจินตันได้แล้ว! มันเคยรับปากผูเยาเรื่องเม็ดพลังทองคำของจินตัน
ยังกลัดกลุ้มอยู่ว่าจะหาจากที่ใดมาให้แก่เจ้าวัตถุโบราณนั่น คาดไม่ถึงวันนี้กลับพบ
พานจินตันปัญญาอ่อนเช่นนี้เข้า! โชคลาภ ช่างเป็นโชคลาภก้อนโตจริงๆ! ถึงตอนนี้มัน
หลงลืมเรื่องที่ถุกข่มเหงก่อนหน้านี้ไปอย่างสิ้นเชิง
“กลับค่าย!”
มันโบกไม้โบกมือเป็นการใหญ่ ทะยานร่างนำไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ห่างไกลออกไปจากสถานที่แห่งนั้น ซูเยวี่ยใบหน้าขาวเผือด นางเพิ่งเคยพบเห็น
คนที่ดุร้ายป่าเถื่อนถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก
นางเมื่อเห็นนักพรตเฒ่าชุดเหลืองติดตามมาสร้างปัญหาแก่จั่วม่อ นางย่อมนึก
ยินดีเป็นที่สุด นางต้องการชมดูพลังอำนาจของคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาตัวเอง แต่ยังคง
ไม่คิดบุ่มบ่ามกระทำการอันเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น การปรากฏตัวของนักพรตเฒ่า
เสื้อเหลืองช่างเป็นโอกาสประจวบเหมาะพอดีสำหรับนาง
นางรู้จักนักพรตเฒ่าเสื้อเหลืองผู้นี้ดี คนผู้นี้โหดเหี้ยมอำมหิต เข่นฆ่าผู้คนนับไม่
ถ้วน กระทั่งซิวเจ่อด่านจินตันยังต้องระมัดระวังมัน
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ไม่ได้ต่างจากที่นางคาดไว้
ผู้คนที่พอจะมีความคิดอยู่บ้าง ย่อมทราบชัดถึงความห่างชั้นของจินตันกับหนิง
ม่าย นางยังแน่ใจว่าจั่วม่อไม่กล้าต่อต้านขัดขืน และจะส่งมอบยุทธภัณฑ์เวทออกมา
อย่างเรียบๆ ร้อยๆ แต่พอเห็นพรตเฒ่าชุดเหลืองใช้เวทวิชาออกมา นางลอบสั่นศีรษะ
พลางทอดถอน เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้ที่แท้ไม่ใช่บุคคลชาญฉลาดสักเท่าใด
ทว่าฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา หวดฟาดกลางแสกหน้านางจนโง่งม
เจ้าเมืองอีกาทองคำจู่ๆ ลงมืออย่างฉับพลัน คว้าจับพรตเฒ่าเสื้อเหลืองอย่าง
แน่นหนา โดยไม่ต้องใช้พลังปราณ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใช้พลังปราณใดๆ เพียงแค่ต่อยตี
ดุจอันธพาลข้างถนน กลับสยบจินตันผู้หนึ่งจนหมอบราบคาบแก้วโดยใช้เพียงแค่หมัด
ลุ่นๆ
ทว่า… …
เพียงแค่หมัดที่ไม่ได้ประจุพลังปราณ ถึงกับทุบตีพรตเฒ่าชุดเหลืองจนแทบไม่
หลงเหลือสภาพเป็นผู้เป็นคน … หมัดอันใดจึงจะร้ายกาจถึงเพียงนี้?
คนผู้นี้เป็นเซียนวรยุทธ์ที่ฝึกปรือสังขารหรือไม่?
เพื่อให้สามารถทุบตีจินตันจนอยู่ในสภาพน่าอนาถถึงเพียงนี้ พลังสังขารของมัน
ที่แท้ฝึกปรือจนถึงด่านใด?
การกระหน่ าโจมตีอันเรียบง่ายและหยาบกระด้างของเจ้าเมืองอีกาทองคำ
บันดาลให้นางหน้าซีดเผือด ความกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจโดยไม่รู้ตัว
ช่างป่าเถื่อนอย่างแท้จริง!