สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 311 เข่นฆ่ามาถึงหน้าประตู
ผู้อาวุโสหวัง ผู้อาวุโสเหมยและผู้อาวุโสเซียวรีบออกมาตามคำเชิญอย่างไม่เกี่ยง
งอน
“เป็นเรื่องราวใดรบกวนเจ้าสำนักถึงเพียงนี้? ยายเฒ่าผู้นี้ชักอยากรู้อยากเห็นอยู่
บ้าง!” สุ้มเสียงของผู้อาวุโสเหมยทะลวงผ่านเข้ามา ตัวนางยังไม่ทันจะมาถึง สุ้มเสียง
กลับนำมาก่อน ผู้อาวุโสเหมยนางนี้รูปโฉมอัปลักษณ์ขัดตา อารมณ์ร้อนแรงวู่วามปาน
เปลวเพลิง ใบบรรดาผู้อาวุโสทั้งสาม นับนางสูงวัยที่สุดในยามที่บรรลุสู่ด่านจินตัน
สภาวะทางอารมณ์ก็เลวร้ายที่สุดในคนทั้งสาม
ผู้อาวุโสหวังสวมใส่อาภรณ์สีฟ้า ใบหน้าเปี่ยมไมตรีจิต ประดับด้วยรอยยิ้มสดใส
ร่าเริง นางดูเป็นกันเอง ชวนใกล้ชิดสนิทสนมได้โดยง่าย ส่วนผู้อาวุโสเซียว ทั้งร่างเต็ม
ไปด้วยรูปโฉมอันเย้ายวนใจ นางถึงกับดูอ่อนเยาว์กว่าซูเยวี่ย มิหนำซ้ ายังงดงามสุด
เปรียบปาน
“มิผิด หาได้ยากนักที่เจ้าสำนักจะเรียกหาพวกเราทั้งสามพร้อมกัน มีเรื่องสำคัญ
อันใดเกิดขึ้นกระมัง?” ผู้อาวุโสเซียวกล่าวเสียงหวานหยาดเยิ้ม เต็มไปด้วยเสน่ห์อัน
ชวนลุ่มหลงตาย
ผู้อาวุโสหวังกล่าวอย่างนุ่มนวล “หากเจ้าสำนักมีเรื่องราวใด กรุณาอย่าได้
เกรงอกเกรงใจ พวกเรารับประโยชน์จากสำนักทุกวัน เมื่อถึงเวลาออกโรง ย่อมไม่ผลัก
ไสบ่ายเบี่ยง”
“ศิษย์ขอบพระคุณผู้อาวุโสทั้งสาม!” ซูเยวี่ยค้อมกายคารวะสามผู้อาวุโสอย่าง
ซาบซึ้ง สีหน้าท่าทีนอบน้อมยิ่ง เหตุผลใหญ่ที่สุดที่นางนั่งในตำแหน่งเจ้าสำนัก
พันธมิตรร้อยบุปผาอย่างมั่นคง ก็เนื่องเพราะการสนับสนุนของผู้อาวุโสทั้งสามนี้เอง
สามผู้อาวุโสรับการคารวะอย่างเยือกเย็น ไม่ได้ปฏิเสธอันใด
หลังจากยืดตัวตรง ซูเยวี่ยรีบบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“รหัสฟ้าหมายเลขหนึ่ง? อ้างอิงจากมาตรฐานของเรา มันสมควรไม่ต่ ากว่าระดับ
หกกระมัง” ผู้อาวุโสเซียวประหลาดใจอยู่บ้าง
“ที่ถูกต้องเป็นระดับเจ็ด” ซูเยวี่ยกล่าว “ทาสฝึกตนผู้นี้เรียกว่าอาเหวิน มีพร
สรรค์แต่กำเนิดโดดเด่นเป็นพิเศษและหาได้ยากยิ่ง มันได้รับความสนใจเป็นครั้งแรก
เมื่อเผยประกายออกมาในหมู่ทาสระดับสี่ จากนั้นศิษย์ส่งมันเข้าไปในกลุ่มทาสฝึกตน
ระดับห้า และภายในระยะเวลาอันสั้นเป็นอย่างยิ่ง มันก็เหนือล้ าออกมาอีกครั้ง เมื่อไม่
นานมานี้มันยังเอาชนะกลุ่มทาสฝึกตนระดับหก เดิมทีคาดว่าหลังจากนี้อีกสักเล็กน้อย
ศิษย์จะจัดส่งมันไปให้แก่ผู้อาวุโส ไม่ว่าจะใช้มันเป็นทหารทาสหรือกระถางหลอมกลั่น
มีชีวิต ล้วนสามารถเป็นประโยชน์มากมาย”
ผู้อาวุโสเซียวตากระจ่างวาบ หัวร่อเบาๆ อย่างหยาดเยิ้ม “เจี่ยเจี้ย (พี่สาว) ทั้ง
สองไม่ได้รับอนุญาตให้แย่งมันไปจากข้า เม่ยเม่ยผู้นี้แค่ต้องการกระถางหลอมกลั่นที่ดี
สักใบ ข้าจะสามารถทะลวงผ่านขอบเขตจินตันขั้นที่หนึ่งขึ้นไปได้”
“ฮึ่ม แล้วแต่เจ้าเถอะ ยายเฒ่าผู้นี้ไม่เคยสนใจทาสฝึกตน” ผู้อาวุโสเหมยกล่าวอ
ย่างเย็นชา
ผู้อาวุโสหวังกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “เช่นนั้นข้าขออวยพรให้เม่ยเม่ยฝ่าด่านขั้นที่
หนึ่งสำเร็จในเร็ววัน บางทีเม่ยเม่ยอาจเป็นคนแรกในหมู่พวกเรา ที่สามารถฝ่าด่านขั้น
ที่หนึ่งได้สำเร็จ”
“เม่ยเม่ยขอบพระคุณเจี่ยเจี้ยทั้งสอง!” ผู้อาวุโสเซียวสีหน้าปลาบปลื้มยินดี
“แต่เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้เมื่อสามารถคร่ากุมตาเฒ่าสวี พลังฝีมือของมันไม่
อาจดูแคลนได้” ผู้อาวุโสหวังกระตุ้นเตือนเสียงหนัก
“เจ้าหวั่นเกรงอันใด? ฮึ่ม! พวกมันนับว่ารำคาญในการมีชีวิตสืบต่อโดยแท้!” ผู้
อาวุโสเหมยแค่นเสียงอย่างเย็นชา “มันสมควรเป็นเซียนวรยุทธ์ที่ฝึกปรือสังขาร มี
ความเป็นไปได้สูงที่จะเดินในแนวทางของนักบวชเซน เมื่อถึงเวลานั้น มอบให้เซียว
เซียวจัดการกับมันเถอะ ‘บุปผาสวรรค์ร่วง’ ของเจ้าเหมาะสมกับการจัดการกับคน
เช่นนี้ที่สุด”
“ดี ดียิ่ง!” ผู้อาวุโสเซียวปรบมือพลางหัวร่ออย่างชอบอกชอบใจ ครั้งนี้นับนาง
ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด เป็นธรรมดาที่นางจะยินดีลงทุนลงแรงมากกว่าผู้อื่น
“พวกมันมีจินตันหรือไม่?” ผู้อาวุโสหวังถามอย่างรอบคอบ
“ไม่มี ศิษย์ลอบชมดูพวกมันด้วยตาตัวเอง ไม่พบเห็นคนใดที่เป็นจินตัน” ซูเยวี่
ยกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ
“กระทั่งจินตันสักคนยังไม่มี พวกมันยังกล้าหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ แส่หาที่ตายโดย
แท้!” ผู้อาวุโสเหมยกล่าวอย่างชิงชังรังเกียจ
ทันใดนั้น ศิษย์ผู้หนึ่งวิ่งระทดระทวยเข้ามา “ท่านเจ้าสำนัก! มีคน… … มีคน
โจมตีเรา … …“
ซูเยวี่ยถึงกับสงสัยว่านางฟังผิดไป มีคนโจมตีพวกนาง?
“พวกมันกล้า!” ผู้อาวุโสเหมยไฟพิโรธสูงเทียมฟ้า “ยายเฒ่าผู้นี้จะจับพวกมัน
หลอมกลั่นเป็นโอสถให้หมด!” วาจายังไม่ทันจบคำ นางกระทืบเท้าอย่างหนักแน่น
ร่างหายวับไป อีกสองผู้อาวุโสสีหน้าเย็นชา ร่างหายวับไปพร้อมกัน
จั่วม่อเพ่งตามองหุบเขาที่อยู่ด้านล่าง หลายร้อยบุปผาบานสะพรั่ง สีแดงสีม่วง
ดารดาษ ก่อเกิดทะเลบุปผาอันงดงามตระการตาผืนหนึ่ง กระทั่งอยู่กลางอากาศ ยัง
สามารถได้กลิ่นหอมละมุนอย่างชัดเจน สถานที่แห่งนี้เป็นสำนักใหญ่ของพันธมิตรร้อย
บุปผา เรียกว่าหุบเขาร้อยบุปผา หุบเขาร้อยบุปผาผลิตดอกไม้ปราณอันล้ าค่านานา
ชนิด ยุทธภัณฑ์เวทประเภทดอกไม้ที่พวกนางหลอมสร้าง รวมถึงโอสถปราณที่พวก
นางหลอมกลั่น เป็นสินค้าที่ซิวเจ่อสตรีทั่วไปปรารถนาอย่างลึกซึ้ง ง่ายต่อการขายใน
ท้องตลาด
จั่วม่อกำลังจะออกคำสั่งจู่โจม ทันใดนั้น เห็นสตรีสามนางปรากฏกายขึ้นกลาง
อากาศ
จินตัน!
สามจินตัน!
การปรากฏตัวของจินตันทั้งสามไม่ได้ทำให้จั่วม่อประหลาดใจแต่อย่างใด สำนัก
ที่ยิ่งใหญ่หากไม่ได้มีจินตันสักหลายคน นั่นก็เป็นเรื่องชวนหัวแล้ว เทียบกับใน
อาณาจักรขุนเขาน้อย ที่พอกล่าวถึงจินตันก็จะรู้สึกถึงความสิ้นหวัง เวลานี้ตบะบารมี
ของจินตันนับว่าขาดหายไปแล้ว จินตันอันที่จริงก็เป็นเพียงแค่ซิวเจ่อที่ทรงพลังกว่าห
นิงม่ายอยู่บ้าง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น หลังจากเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้มากขึ้น มัน
สามารถตัดสินได้อย่างคร่าวๆ ว่าจินตันมีพลังอำนาจเช่นไร
ครั้งแรกรู้สึกแปลกใหม่ ครั้งที่สองเริ่มคุ้นเคย พอครั้งต่อๆ มาก็ไม่มีอันใดแล้ว
การต่อสู้กับจินตันก็ไม่ต่างกัน
จั่วม่อนึกเปรียบเทียบสามจินตันที่เบื้องหน้ากับบรรพชนฟ้ากระจ่าง และรู้สึกว่า
พวกนางยังอ่อนด้อยอยู่มาก มันอดทอดถอนชมเชยพลังอันร้ายกาจของบรรพชนฟ้า
กระจ่างไม่ได้ จินตันหลายคนที่มันพบพานในภายหลัง ความสำเร็จยังห่างชั้นจาก
บรรพชนฟ้ากระจ่างมากนัก ดูเหมือนว่าพวกมันแม้เป็นจินตันเช่นเดียวกัน แต่ระดับ
ฝีมือยังแตกต่างกันอย่างน่าอนาถ
หวนนึกย้อนกลับไปในอดีต พลังของสำนักกระบี่สุญตาไม่เพียงแต่เข้มแข็ง แต่
สมควรเรียกได้ว่าแข็งแกร่งยิ่ง อาจารย์ลุงซินหยาน ต่อให้เทียบกับบรรพชนฟ้า
กระจ่าง ก็มีแต่จะเหนือชั้นกว่าโดยไม่มีอ่อนด้อยกว่า
ซูเยวี่ยติดตามสามผู้อาวุโสมาอย่างกระชั้นชิด นางเมื่อเห็นจั่วม่อ ต้องบันดาล
โทสะในบัดดล คำรามอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าเมืองอีกาทองคำ! เจ้าล้ าเส้นเกินไปแล้ว!
ไม่ต้องกล่าวถึงการแย่งชิงทาสฝึกตนของเรา แต่ถึงกับกล้าบุกโจมตีสำนักเรา? เจ้าคิด
ว่าพันธมิตรร้อยบุปผาของข้าไม่มีผู้ใดจริงๆ?”
สามผู้อาวุโสทีแรกไม่ล่วงรู้ว่าผู้มาเป็นใคร แต่พอฟังว่าคนเบื้องหน้าเป็นเจ้าเมือง
อีกาทองคำ พวกนางล้วนพิโรธโกรธกริ้วทันที
ผู้อาวุโสเหมยใจร้อนวู่วามปานเปลวเพลิงมากที่สุด ตวาดว่า “แส่หาที่ตาย!
สวรรค์มีหนทางเจ้าไม่เดิน นรกไร้ประตูเจ้ากลับมุ่งหน้ามา! เดรัจฉานน้อย วันนี้ข้า
หากไม่สลายวิญญาณเจ้า ยายเฒ่าผู้นี้ไม่ขอแซ่เหมย!”
จั่วม่อเหลือกตา ผู้อื่นไม่เกรงอกเกรงใจ มันย่อมไม่ต้องมีมารยาท มันถ่มถุยคำ
หนึ่ง กล่าวอย่างเหยียดหยาม “ยายเฒ่าโสโครก แม่เจ้าเรียกไปแปรงฟันแล้ว!”
ผู้อาวุโสเหมยระเบิดโทสะในบัดดล หายวับไปกลางเวหา “ยายเฒ่าผู้นี้จะฉีก
ปากเจ้า!”
วู้มมมมมม!
จั่วม่อไม่ขยับเคลื่อนไหว เงาร่างสิบกว่าสายพุ่งทะยานมายังพื้นที่ว่างเบื้องหน้า
มัน ดุจลูกธนูคมกล้าสิบกว่าดอก!
หน่วยเทียนฟงทั้งสิบห้าคน วาดเป็นเส้นแนวตั้งแนวนอนตัดไขว้กันสิบห้าเส้น
ราวกับใยแมงมุมขนาดยักษ์ ครอบคลุมพื้นที่สามสิบจั้งตรงหน้าจั่วม่ออย่างมิดชิด! ตา
ข่ายใยแมงมุมมหึมานี้ ทันใดนั้นคล้ายระเบิดวาบ เจตจำนงกระบี่มากมายสุดประมาณ
แตกปะทุออกมา พวยพุ่งราวกับเส้นแสงสารพัดสี พกพาเสียงกรีดฝ่าอากาศกระชาก
ขวัญวิญญาณ ปิดกั้นช่องว่างรอยโหว่ทั้งหมดของตาข่ายใยแมงมุมในบัดดล
เจตจำนงกระบี่ที่แตกต่างกันสิบห้ารูปแบบ ถักประสานเป็นตาข่ายหลากสีถี่ยิบ
แผ่ซ่านพลังสภาวะสุดอันตรายออกมาอย่างเต็มที่
ผู้อาวุโสหวังกับผู้อาวุโสเซียวสีหน้าหนักอึ้ง ซูเยวี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนอยู่บ้าง
เจตจำนงกระบี่! สิบห้าซิวเจ่อที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่! ทอดตาทั่วพันธมิตรร้อยบุปผา
ทั้งสำนัก นอกเหนือจากเหล่าผู้อาวุโสแล้ว ในหมู่ศิษย์มีเพียงแปดคนที่เข้าใจเจตจำนง
กระบี่
อีกฝ่ายเพียงแค่ส่งคนออกมาสิบห้าคน แต่ล้วนเป็นซิวเจ่อที่เข้าใจเจตจำนง
กระบี่!
กงซุนชาสีหน้าเอียงอาย ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงเจิดจ้าโดยไม่รู้ตัว มันกำลัง
ตื่นเต้นฮึกเหิมเป็นที่สุด!
จินตัน!
ในการต่อสู้กับบรรพชนฟ้ากระจ่างที่เมืองอีกาทองคำ ค่ายจูเชวี่ยของมันแทบไม่
มีประโยชน์แม้แต่น้อย สำหรับกงซุนชาผู้ดูผิวเผินขวยเขินเอียงอาย แต่ภายในทระนง
ถือดียิ่ง นี่เป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง!
คราวนี้เผชิญหน้ากับจินตันโดยตรง ไฉนเลยจะไม่ตื่นเต้นยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง
ได้?
ชั่วพริบตาที่ตาข่ายเจตจำนงกระบี่มหึมาก่อร่างขึ้น มันดวงตาหรี่แคบลงอย่าง
ฉับพลัน สาดประกายเจิดจ้าดุจนายพรานเข้าใกล้เหยื่อ แค่นหัวร่อ เปล่งเสียงสั่งการ
ออกมาหนึ่งประโยค
“กองร้อยที่สอง!”
ผู้อาวุโสเหมยพุ่งชนเข้าไปในตาข่ายมหึมาอย่างถนัดถนี่ ถึงแม้ว่าเจตจำนงกระบี่
เหล่านี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงสำหรับนาง แต่ยังคงทำให้นางมีสารรูปน่าอนาถ
สุดทนดู นางนับว่าประมาทเกินไปบ้าง จึงไม่ได้เปิดใช้งานชุดเกราะปราณแต่แรก เมื่อ
นางพบว่าทุกหนแห่งเต็มไปด้วยปราณกระบี่ ในที่สุดค่อยเรียกใช้งานโล่พลังปราณของ
ชุดเกราะ
เพียะ เพียะ เพียะ!
ปราณกระบี่สามสายทิ่มแทงใส่โล่พลังปราณของนางติดต่อกัน โล่ปราณเพียงสั่น
ไหวเล็กน้อย แต่นางสีหน้าขัดตายิ่ง รู้สึกเสื่อมเสียหน้าอย่างรุนแรง
โทสะระเบิดเปรี้ยง แผดเสียงคำรามแหลมสูง กิ่งเหมยกิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ
กิ่งเหมยอันเป็นประกายนี้มีความยาวราวสามฉื่อ ทั้งเก่าแก่และแฝงแรงดีด
สะท้อน ดอกเหมยบนกิ่งก้านเบ่งบานสะพรั่ง ผู้อาวุโสเหมยโบกกิ่งเหมยแผ่วเบา กลีบ
ดอกอ่อนละมุนปลิดปลิวลงจากกิ่งเหมย ล่องลอยไปตามสายลม พริบตาดุจประกาย
ไฟ กลีบดอกเหมยโปรยปรายลงมา ครอบคลุมใส่หน่วยเทียนฟงทั้งหน่วย
ราวกับดินแดนแห่งความฝัน แต่เสียงกรีดฝ่าอากาศแหลมคมดังสะท้านเป็นชั้นๆ
ดุจระลอกคลื่น กลีบดอกเหมยอันงดงามกลายเป็นคมกล้า ทุกกลีบแฝงเร้นเจตจำนง
กระบี่แหลมคมอย่างเปี่ยมล้น
ดินแดนแห่งความฝันพลันกลับกลายเป็นนรกโลกันตร์
กระบวนท่าไม้ตายของผู้อาวุโสเหมย … บูชายัญดอกเหมย!
ผู้อาวุโสเซียวดวงตาเปล่งประกายแวววาว เปล่งเสียงหัวร่อหยาดเยิ้ม “เหมยเจี่ย
เจี้ยหนักมือไปบ้างจริงๆ เพียงเริ่มลงมือก็ใช้ท่าไม้ตายเช่นนี้นับเป็นเหตุผลกลใด? พวก
เรากระทั่งน้ าแกงยังไม่ได้ดื่ม”
ผู้อาวุโสหวังชื่นชมอย่างจริงใจ “เจตจำนงกระบี่ของผู้อาวุโสเหมยยิ่งมายิ่ง
บริสุทธิ์ บูชายัญดอกเหมยกระบี่นี้ แข็งแกร่งกว่าคราวก่อนตั้งหลายเท่า”
ซูเยวี่ยสายตาพร่าเลือน ทันทีที่ผู้อาวุโสเหมยลงมือ อีกฝ่ายก็จมหายไปอย่าง
กะทันหัน ในทะเลบุปผาอันงดงามแต่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เหล่าผู้คนหน่วยเทียนฟงไฉนเลยจะไม่สำเหนียกถึงอันตราย พวกมันสีหน้า
แปรเปลี่ยน ล้วนล่าถอยอย่างพร้อมเพรียง
“คิดหนี? ไม่ง่ายปานนั้น!” ผู้อาวุโสเหมยกล่าวอย่างเคียดแค้น ในใจรู้สึกดีอย่าง
บอกไม่ถูก เปลี่ยนท่าผนึกมุทรา กระบวนท่าก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ทันใดนั้นในใจนางสั่นไหววูบ บังเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า นางตื่น
ตะลึงอย่างฉับพลัน ในเวลานี้เอง อากาศรอบข้างพลันสั่นสะเทือนเบาๆ ผืนฟ้าที่เต็ม
ไปด้วยกลีบบุปผาหยุดชะงักแวบหนึ่ง โดยแทบไม่สังเกตเห็น
ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ กองทหารบุกทะลวงเข้ามาดุจสายฟ้าฟาด ห่างจากนาง
ออกไปเพียงสามสิบจั้ง
ความเร็วอันร้ายกาจ!
ผู้อาวุโสเหมยม่านตาหดแคบลง อีกฝ่ายทะลวงเข้ามารวดเร็วเกินไป ราวกับใบ
ดาบวาววับจับตาที่แทงเข้ามาอย่างสุดกำลัง บันดาลให้นางเกิดภาพหลอนว่าไม่
สามารถยืนหยัดอยู่ภายใต้ความคมกล้าของมันได้!
ผู้อาวุโสเหมยทันใดนั้นเดือดดาลทะยานฟ้า อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่หนึ่งร้อยกว่าคน
บุกทะลวงพร้อมกัน แต่นางกลับรู้สึกหวั่นเกรงขึ้นมา ช่างน่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก!
นางแค่นเสียง สะบัดกิ่งเหมยในมือ ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลีบบุปผาโปรยปรายคล้าย
ถูกพายุหมุนหอบหนึ่งพัดพา หมุนคว้างเป็นเกลียว ตรงเข้ารับหน้ากองกำลังที่บุก
ทะลวงเข้าหานาง
กลีบบุปผาแหลมคมแผดเสียงแหลมสูง ดุจภูตผีทวงวิญญาณ เสาพายุหมุนที่เต็ม
ไปด้วยกลีบบุปผา ย่อมไม่ต่างอันใดกับเครื่องบดเนื้ออันเกรี้ยวกราด!
“การต่อสู้ครั้งนี้จบสิ้นแล้ว!” ผู้อาวุโสหวังกล่าวแผ่วเบา ต่อให้เป็นนาง เผชิญกับ
ท่าไม้ตายของผู้อาวุโสเหมยท่านี้ ยังไม่มีปัญญาหนีรอดโดยไม่ได้รับบาดเจ็บได้ ไม่ว่า
จะเป็นซูเยวี่ยหรือผู้อาวุโสเซียว ทั้งคู่ไม่มีผู้ใดกังขาในวาจานี้
ทว่าสิ่งที่พวกนางล้วนคาดคิดไม่ถึง นั่นคือฝ่ายตรงข้ามแทนที่จะถอยหนี กลับ
ยังคงบุกทะลวงเข้าปะทะกับผู้อาวุโสเหมยอย่างหักโหม!
เว่ยหยานรู้สึกว่าจิตวิญญาณการต่อสู้พุ่งทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุด ความเร็วของ
พวกมันก็ดีดทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุดด้วย! เพื่อที่จะเร่งความเร็วให้ถึงจุดสูงสุดนี้เอง แม่
นางน้อยจัดขบวนทัพเริ่มต้นให้พวกมันอยู่ที่ด้านหลังสุด
พุ่งเข้าปะทะชนกับพายุหมุนเครื่องบดเนื้อซึ่งหน้า เว่ยหยานไม่มีทีท่าหวาดหวั่น
แม้แต่น้อย
ซิวเจ่อแห่งค่ายจูเชวี่ยล้วนเชื่อมั่นศรัทธา ว่าเมื่อความเร็วของพวกมันบรรลุถึง
จุดสุดยอด เมื่อพวกมันเสร็จสิ้นการบุกทะลวง ไม่มีศัตรูหน้าไหนสามารถหยุดยั้งพวก
มันได้!
นี่ไม่ใช่ความเชื่อมั่นที่เกิดจากแม่นางน้อยบังคับฝังหัวพวกมัน แต่เป็นศรัทธาที่
สั่งสมมาจากการรบเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน!
เว่ยหยานจี้กระบี่บินในมือไปข้างหน้า เหล่าสหายร่วมกองร้อยล้วนจี้กระบี่บินใน
มือไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง!
มันพลันถลึงตากลมกว้าง ตวาดอย่างดุดัน “ร้อยสังหาร!”
กระบี่บินในมือพุ่งทะลวงไปข้างหน้าด้วยพลังทั้งหมดของมัน
เสียงยังไม่ทันจะขาดหู ทุกผู้คนในกองร้อยที่สอง พลันคำรามอย่างพร้อมเพรียง
“ร้อยสังหาร!”
กระบี่บินในมือของพวกมัน พุ่งทะลวงไปข้างหน้าด้วยพลังทั้งหมดของพวกมัน!
ลำแสงปราณกระบี่มหาศาลประดุจกระแสธารบรรจบกันที่มหานที กระบี่ร้อย
กว่าเล่มผสานรวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นปราณกระบี่มหึมากว้างสามจั้งเล่มหนึ่ง แผด
เสียงแหบลึกสะท้านฟ้าสะเทือนดิน พุ่งวาบเป็นทางยาว เจิดจ้าบาดตา เข้าปะทะกับ
เสาพายุหมุนดอกเหมยอย่างถนัดถนี่!