สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 312 จั่วม่อพิโรธ
บึม!
ในสายตาของผู้คนสว่างวาบ แสงระเบิดเจิดจ้าบาดตาเสียจนไม่อาจลืมตามอง
ผู้อาวุโสเหมยแขนเสื้อสองข้างขาดวิ่น ผมเผ้าสยายกระเซอะกระเซิง โลหิตเบา
เบางสายหนึ่งไหลปรี่ลงมาจากมุมปาก นางมองกลุ่มหนึ่งร้อยกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าด้วย
ดวงตาหวาดหวั่นพรั่นพรึง นี่มัน… …นี่มันเคล็ดวิชากระบี่ผีสางอันใด… …
นางย่อมเคยพบเห็นวิชากระบี่ที่รวมพลังโจมตีเข้าด้วยกันมาก่อน แต่สำหรับวิชา
กระบี่ที่รวมพลังโจมตีของผู้คนมากกว่าหนึ่งร้อยคน อย่าว่าแต่เคยพบเห็นด้วยสายตา
ตัวเอง กระทั่งได้ยินยังไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ใดเลย การผสานพลังโจมตีจะต้องใช้
ความร่วมมือประสานงานระหว่างซิวเจ่อในระดับสูง ยิ่งผู้คนมากเท่าใด ยิ่งมีโอกาส
สำเร็จน้อยลงเท่านั้น การประสานพลังกระบี่โจมตีมากกว่าหนึ่งร้อยคน เป็นสิ่งที่อยู่
เหนือความคิดของนางอย่างสิ้นเชิง
ในฐานะจินตันผู้หนึ่ง ประจันหน้าการโจมตีอันน่าพรั่นพรึงเช่นนี้ นอกจากล่า
ถอยแล้ว นางไม่มีหนทางอื่นใดอีก
เหม่อมองกองกำลังตรงหน้าที่เพียงแค่เสียขบวนเล็กน้อย นี่ไม่ต่างอันใดกับนาง
พบพานผีสางกลางวันแสกๆ
เว่ยหยานเรี่ยวแรงทั้งร่างแทบเหือดแห้ง ไม่เพียงแค่มันผู้เดียว สหายทุกคนใน
กองร้อยของมันล้วนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แต่ทุกใบหน้าเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ
การต่อสู้อันแข็งกล้า ทั้งยังภาคภูมิใจอย่างที่สุด! จินตัน จินตัน ที่แท้ก็เพียงเท่านี้เอง!
เว่ยหยานตื่นเต้นฮึกเหิมจนแทบแหงนหน้ากู่ร้องอย่างสาแก่ใจ สามารถทำร้าย
จินตันในท่าเดียว ในอดีตนี่เป็นสิ่งที่พวกมันไม่กล้าคิดฝันถึง แต่ยามนี้กลับเกิดขึ้น
ตรงหน้า ด้วยฝีมือของพวกมันเอง! ความคึกคักฮึกหาญในใจพวกมันย่อมเป็นที่คาด
คำนวณได้ แต่เว่ยหยานพยายามระงับความตื่นเต้นและอารมณ์ในใจ มันไม่ลืมหน้าที่
ของตน
“แยกย้าย!”
ราวกับกระแสน้ าแบ่งออกเป็นสอง เหล่าซิวเจ่อของกองร้อยที่สองทันใดนั้นแยก
ขบวนจากตรงกลาง
ผู้อาวุโสเหมยเดิมทีก็แตกตื่นลนลานอยู่แล้ว แต่เมื่อดวงตาของนางมองไปยัง
กลางขบวนที่เปิดแยกออก ใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
เสียงสั่นสะเทือนแผ่วเบาและลุ่มลึกกังวานแว่วมาแต่ไกล ลุ่มลึกประดุจเสียง
คำรามของสัตว์ร้ายจากบรรพกาล
อีกหนึ่งกองร้อย!
โถมทะลวงเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิดเพี้ยน!
ผู้อาวุโสหวังกับผู้อาวุโสเซียวสีหน้ากลายเป็นปั้นยาก ผู้อาวุโสเหมยตกอยู่ใน
อันตราย! ทั้งคู่ไม่กล้าเฉื่อยชารีรออีก เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้ลึกลับถึงกับมีกองทหารอัน
ทรงอำนาจถึงเพียงนี้! ในช่วงระยะเวลาอันกระชั้นสั้น หนึ่งห่วงโซ่ต่อด้วยอีกหนึ่งห่วง
โซ่ ไม่มีช่องว่าง ไม่มีรอยต่อ การประสานงานเป็นเลิศ ไม่มีที่ติ นับตั้งแต่เริ่มต้น ผู้
อาวุโสเหมยก็ตกลงสู่ตาข่ายค่ายกลอันแน่นหนาไร้ช่องโหว่
สิบห้าซิวเจ่อที่บรรลุเจตจำนงกระบี่ การสร้างตาข่ายปราณกระบี่ผืนมหึมาของ
พวกมัน ที่แท้มีเพียงเป้าหมายเดียว … หยุดยั้งท่าร่างของผู้อาวุโสเหมย!
จินตันเมื่อสูญเสียความเร็วอันเป็นแต้มต่อ ประจันหน้ากับกองกำลังสุดแกร่ง
กร้าวที่สามารถผสานเพลงกระบี่โจมตีหนึ่งร้อยกว่าคน ก็กลายเป็นเปราะบางไม่ต่าง
จากกระดาษ สองผู้อาวุโสสะคราญโฉมยิ่งตื่นตะลึงมากกว่าเดิม เมื่อพบว่ากองทหาร
สุดกล้าแกร่งใต้อำนาจของเจ้าเมืองอีกาทองคำ ถึงกับไม่ได้มีแค่กองเดียว! ที่สำคัญไป
กว่านั้น ฝ่ายตรงข้ามไม่เปิดโอกาสให้ผู้อาวุโสเหมยได้พักหายใจ การโจมตีของพวกมัน
ทั้งรวดเร็ว รุนแรงและต่อเนื่อง ไม่ต่างจากคลื่นยักษ์หฤโหดที่โหมซัดติดต่อตามกันไม่
ขาดสาย
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้อาวุโสเหมยจะกลายเป็นปลาบนเขียง รอให้ผู้อื่นเชือด
เฉือนได้ตามอำเภอใจเท่านั้น
ทั้งคู่ตระหนักว่าสถานการณ์คับขันอันตราย ในเวลาเช่นนี้พวกนางไม่สนใจสิ่งใด
อีก รีบทะยานร่างเข้าหา พวกนางต้องช่วยเหลือผู้อาวุโสเหมยให้มีโอกาสพักหายใจ
หายคอเสียก่อน จากนั้นสมดุลของสงครามครั้งนี้ จะกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง!
“ฆ่า!”
ทันใดนั้นสุ้มเสียงเก่าแก่เย็นชาดังกังวานในสองหูของผู้อาวุโสหวัง
สังหรณ์อันตรายพลุ่งขึ้นในใจนาง ผู้อาวุโสหวังตื่นตระหนกสุดระงับ ร่างหายวับ
ไปจากจุดนั้นอย่างลนลานอยู่บ้าง
เห็นงูดำลำตัวหยาบหนาเท่าถังน้ า กวาดผ่านจุดที่นางยืนอยู่เมื่อครู่อย่างเกรี้ยว
กราด!
ผู้อาวุโสหวังมองกองกำลังที่ลอบโจมตีนางอย่างเคร่งเครียด เห็นบนดาดฟ้าเรือ
บรรทุกทาสลำหนึ่ง เต็มไปด้วยซิวเจ่อเกราะดำ! ซิวเจ่อเกราะหนัก? ในใจนางฉงน
สงสัย เกราะหนักอันเทอะทะงุ่มง่ามหายลับไปในสายธารประวัติศาสตร์นานแล้ว เห็น
กองทหารเกราะหนักปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตานาง นางรู้สึกว่ายากจะเข้าใจโดยแท้
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้ประมาทดูแคลนแม้แต่น้อย งูดำที่ขดตัวอยู่เหนือศีรษะ
พวกมันทำให้นางรู้สึกถึงอันตรายอย่างแรงกล้า
มืดมน กระหายเลือด แหลมคม … …
สายตามองลงไปยังบุรุษหนุ่มเกราะดำหล่อเหลาที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด นางรู้สึกใน
สายตาอีกฝ่ายเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ นอกจากนี้ยังมีเจตจำนง
สังหาร… เจตจำนงสังหารหนักหน่วงแน่วแน่ไม่แปรผัน!
ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่ขวางรั้งอยู่เบื้องหน้าผู้อาวุโสเซียว กลับเป็นจั่วม่อ
“ฮิฮิ รูปหล่อ ไฉนขวางทางผู้อื่นเล่า?” ผู้อาวุโสเซียวหัวร่ออย่างหยาดเยิ้ม ยกมือ
ขาวผ่องนวลเนียนปิดริมฝีปากแดงสดร้อนเร่าอย่างมีจริต เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ
อย่างบอกไม่ถูก
จั่วม่อปลุกปลอบความตื่นตัวสิบสองส่วน อย่าได้เห็นว่ามันก่นด่าผู้อาวุโสเหมยอ
ย่างผ่อนคลาย แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจินตันอย่างซึ่งหน้า มันยังคงตึงเครียดอยู่บ้าง
มันไม่กล่าวตอบโต้ เพียงจ้องมองอีกฝ่ายเขม็งนิ่ง เวลานี้แตกต่างจากเมื่อครู่ ไม่ว่า
กล่าวอันใดก็ล้วนแล้วแต่ไร้ประโยชน์
“หากยังเอาแต่จ้องมองเช่นนี้ ผู้อื่นจะอายแล้ว!” ผู้อาวุโสเซียวหลบตาอย่างขวย
เขิน สีหน้าท่าทีเย้ายวนใจถึงที่สุด
จั่วม่อไม่ตอบสนอง แต่ในใจลอบสงสัยใจอยู่บ้าง หากเป็นก่นด่าสาปแช่งมันยัง
พอเข้าใจ แต่สตรีนางนี้ไฉนเอาแต่กล่าววาจาปัญญาอ่อนเช่นนี้ นี่ใช่เป็นแผนการอันใด
หรือไม่? มันตื่นตัวระแวดระวังมากขึ้นกว่าเดิม ไม่กล่าววาจาไร้สาระ มือหนึ่งทำท่าดึง
เข้า อีกมือหนึ่งกรีดวาดออก
ปรากฏสายฟ้าแกร่งภูตหยางสองสาย พวยพุ่งออกจากสองมือพร้อมกัน
“เจ้าหักใจโหดเหี้ยมทำร้ายผู้อื่นได้ลงคอจริงๆ? หากผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ เจ้าจะ
ทานทนได้หรือไร?”
เสียงหวานหยาดเยิ้มล่องลอยอยู่ในอากาศ ระหว่างใช้ท่าร่างหลบหลีกสายฟ้า
แกร่ง เรือนร่างงดงามแช่มช้อยของผู้อาวุโสเซียวบิดไหวอย่างน่าค้นหา อวดผิวผ่อง
นวลเนียนขาวสล้างปานเย้ยหิมะ ยอดเขาแฝดสองลูกตระหง่านง้ าอวบตึง ดวงตาคู่
งามหวามไหวเว้าวอน ทั้งหมดทั้งมวลล้วนดึงดูดความสนใจของผู้คนโดยไม่รู้ตัว
จั่วม่องุนงงสงสัยกว่าเดิม จะทานทนได้หรือ? ไฉนมันต้องทานทนไม่ได้ด้วยเล่า?
สายฟ้าแกร่งในมือมันโหมกระหน่ า จู่โจมใส่ฝ่ายตรงข้ามดุจห่าพิรุณอันแน่นขนัด
ท่ามกลางเสียงหัวร่อสดใสดุจระฆังเงิน ร่างเย้ายวนของผู้อาวุโสเซียวบิดส่ายไป
มากลางอากาศ กระแสอากาศคล้ายเพิ่มกลิ่นหอมหวนรัญจวนใจอันแปลกใหม่ชนิด
หนึ่ง
จั่วม่อปวดเศียรเวียนเกล้า ท่าร่างของอีกฝ่ายร้ายกาจยิ่ง มันไม่มีปัญญาแตะต้อง
แม้แต่ชายเสื้อของนาง
กลิ่นหอมหวานในอากาศแทรกผ่านเข้าไปในนาสิกของจั่วม่อ มันจู่ๆ ก็รู้สึกร้อน
รุ่มระคนคลั่งไคล้อย่างน่าประหลาด สายฟ้าแกร่งทวีความเร็วขึ้นอีกขั้น แต่ไม่ว่า
สายฟ้าแกร่งจะรวดเร็วเท่าใด กระทั่งเฉียดใกล้ร่างนางยังทำไม่ได้
มันไม่ได้สังเกตเห็น ว่าบนแก้มของมันปรากฏสีแดงซ่านขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
แต่ผู้อาวุโสเซียวสังเกตเห็น ในใจนางลอบยินดี สีหน้านางยิ่งมายิ่งเย้ายวนกวน
ราคะ ท่าร่างก็ยิ่งแช่มช้อยดึงดูดใจมากกว่าเดิม บรรยากาศยิ่งร้อนเร่าขึ้นทุกขณะ แต่
ในเวลานี้เอง นางได้ยินเสียงแค่นหนักๆ ครั้งที่สองของผู้อาวุโสเหมย ในใจสะท้านขึ้น
เฮือกหนึ่ง นางทราบดีว่าหากไม่อาจปิดฉากการต่อสู้โดยเร็ว เกรงว่าวันนี้ในปีหน้า คง
เป็นวันครบรอบวันตายของผู้อาวุโสเหมยแล้ว
มีคำกล่าวที่ว่าจับโจรให้จับหัวหน้า หากนางคร่ากุมเจ้าเมืองอีกาทองคำเอาไว้ได้
การต่อสู้เท่ากับสิ้นสุดลงโดยปริยาย จากนี้จะไม่มีผู้ใดสามารถแย่งชิงรหัสฟ้าหมายเลข
หนึ่งจากนางได้อีก
คิดได้เช่นนี้ นางไม่อาจหยุดยั้งตัวเอง หัวร่อคิกคักพลางกล่าวเสียงหยาดเยิ้ม
“อันธพาลน้อย มาเถอะ เข้ามาสนิทสนมกับเจี่ยเจี้ยสักครา!” องค์เอวอันอ่อนนุ่มของ
นางบิดส่ายเบาๆ ราวกับงูขาว เสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างปลิดปลิวราวกับกลีบบุปผาลอย
ลม
แต่สีหน้านางดูจริงใจอย่างผิดปกติ
บุปผาสวรรค์ร่วง!
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด
ราวกับตื่นขึ้นจากห้วงฝันอันยาวไกล
ที่นี่ที่ใด? จั่วม่อลืมตาขึ้น มองสำรวจไปรอบๆ
กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนโปรยปรายไม่ขาดสาย ท่ามกลางพิรุณบุปผาร่วง เห็นร่าง
งามลับล่อรำไรอยู่ในสายตา บ้างเกียจคร้านเอื่อยเฉื่อย บ้างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา พวก
นางล้วนสะคราญปานหยาดฟ้ามาดิน ทุกการเคลื่อนไหว ทุกแววตาที่ทอดมอง ล้วน
สามารถสะกิดความปรารถนาตามสัญญาตญาณของผู้คนขึ้นมา
ฉากที่อยู่เบื้องหน้าดูเป็นจริง จนผู้คนไม่สามารถพาตัวเองจากไปได้
“เหล่าป่าน!”
พวกนางเดินชดช้อยเข้ารับหน้า พลางน้อมกายคารวะจั่วม่ออย่างตื่นเต้นยินดี
เรือนร่างที่โค้งต่ าลงแทบจรดพื้น เผยให้เห็นหน้าอกหน้าใจอวบอิ่มมหึมา บันดาลให้
ผู้คนแทบอดใจยื่นมือควานเข้าไปภายในแทบไม่ไหว
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?” จั่วม่อถามตามสัญชาตญาณ
เหล่าโฉมสะคราญมีสีหน้างงงวย หนึ่งในนั้นยืดตัวขึ้นตอบ “เหล่าป่าน ที่นี่คือ
บ้านของท่านอย่างไรเล่า!”
ในเวลานี้เอง จั่วม่อค่อยสังเกตเห็นกลีบดอกไม้ใต้ฝ่าเท้ามันนอนนิ่งสนิทอยู่บน
แผ่นหินปูพื้นที่ทำด้วยจิงสือ ไม่เพียงเท่านั้น แต่ทุกอย่างภายในสวน ไม่ว่าจะเป็นม้า
นั่งหรือบ่อน้ า ล้วนทำด้วยจิงสือ สุ้มเสียงกริ๊งกริ๊งดังออกมาจากภายในบ่อน้ า ในบ่อ
ทั้งหมดล้วนเป็นจิงสือ!
ทั่วทั้งสวนล้วนแต่สร้างขึ้นด้วยจิงสือ!
จิงสือมากมายมหาศาล!
จั่วม่อในใจไม่เคยอิ่มเอมและพึงพอใจถึงเพียงนี้มาก่อน นี่เป็นบ้านของมันจริง
หรือ?
“เหล่าป่าน ให้บ่าวปรนนิบัติท่าน!” โฉมสะคราญนางหนึ่งกล่าวอย่างขวยเขิน
ชุดยาวรัดรูปเปิดเผนทุกสัดส่วนบนร่างนางอย่างชัดตา สิ่งที่ทำให้จั่วม่อแทบเลือดพุ่ง
ออกมา คือชุดยาวของนางเว้าสูงขึ้นไปถึงเอว เผยส่วนที่เย้ายวนน่าค้นหาอย่างลับล่อ
รำไร
“ฮิฮิ ให้พวกเราปรนนิบัติท่านพร้อมกันดีกว่า!”
บรรดาโฉมสะคราญรอบข้างหัวร่อคิกคัก พากันเบียดเสียดเข้ามาช่วยจั่วม่อ
เปลี่ยนเสื้อผ้า
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ พวกนางทำอะไร? ไฉนเปลื้องเสื้อผ้ามัน?
เห็นเช่นนี้ เหล่าโฉมสะคราญยิ่งหัวร่อคิกคักมากกว่าเดิม
“เหล่าป่านเขินอายแล้ว!”
“มิผิด! น่ารักยิ่ง!”
“เช่นนั้นพวกเรามิสู้ถอดเสื้อผ้าก่อนเถิด!”
“อา อา!”
จั่วม่อปากอ้าตาค้าง เหล่าโฉมสะคราญพากันปลดอาภรณ์บนร่างออกอย่าง
รวดเร็ว เผยให้เห็นเรือนร่างงามสะพรั่งสมบูรณ์แบบ พวกนางล้วนชม้ายชายตามอง
จั่วม่อ บ้างเอียงอายขวยเขิน บ้างยั่วยวนกวนราคะ
ฉากนี้เพียงพอจะทำให้ผู้คนโลหิตพุ่งทะลักออกจากร่างจนตาย!
จั่วม่อรู้สึกโพรงจมูกร้อนวาบ แต่ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าฉากเบื้องหน้านี้คุ้นตาอยู่
บ้าง
มันคล้ายเคยพบเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน… …
โอ้ มันเคยเห็นภาพเช่นนี้จากที่ใด?
คิดไปคิดมา จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่างดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่ ในฉับพลันนั้น สีหน้า
มันบัดเดี๋ยวเขียว บัดเดี๋ยวแดง ไฟโทสะลุกโชนสูงเทียมฟ้า ชี้ไปยังเหล่าโฉมสะคราญ
ตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “ค่ายกลภาพมายา! พวกเจ้าล้วนเป็นค่ายกลภาพมายา!”
มันในที่สุดก็จดจำได้ว่าเคยเห็นภาพเช่นนี้จากที่ใด
ภูเขาสุญตา นกกระเรียนกระดาษสีชมพู!
นกกระเรียนกระดาษสีชมพูที่สมควรตาย เคยใช้กลวิธีที่คล้ายแบบนี้หนหนึ่งเพื่อ
จัดการมัน แต่ครั้งนั้นมันก็นับว่าผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล!
ค่ายกลภาพมายาที่แทบจะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน!
ไฟพิโรธในใจปะทุขึ้น
ครั้งนั้นสตรีกระเรียนกระดาษทำเช่นนี้กับเกอ เกอไม่มีมีปัญญาต่อสู้กับนาง
ดังนั้นเกอกล้ ากลืนฝืนทน! แต่เจ้ากลับขวัญกล้านัก ถึงกับใช้กระบวนท่าเยี่ยงนี้
หลอกลวงเกออีกครั้ง? เรื่องนี้หากยังทนได้ ยังจะมีอะไรที่ทนไม่ได้อีกเล่า! หนี้เก่าแค้น
ใหม่ผสมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจั่วม่อนึกถึงสภาพน่าอเนจอนาถ
ของมันในกาลก่อน โทสะในใจยิ่งลุกฮือโหม
“เกอเกลียดค่ายกลภาพมายาที่สุด!”
จั่วม่อขบกรามแน่น เจตนาสังหารล้นทะลัก
เพียะ เพียะ เพียะ!
เหล่าโฉมสะคราญนุ่งลมห่มฟ้าพลันสลายกลายเป็นกลุ่มหมอกควัน จั่วม่อยังไม่
ทันได้เตรียมใจ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายแตกระเบิดเป็นกลุ่มควันจนหมดสิ้น
ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบ เสียงกรีดร้องโหยหวนของจั่วม่อสะท้อนก้อง “จิ
งสือ! จิงสือของข้า!”
ทิวทัศน์รอบข้างแปรเปลี่ยน จั่วม่อคล้ายเพิ่งตื่นขึ้นจากฝัน อากาศ มันยืนอยู่
กลางอากาศ อากาศอันว่างเปล่า!
จั่วม่อดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉานในบัดดล มันรู้สึกในหัวใจมีเลือดหยาดหยด จิ
งสือ จิงสือมากมายหายไปหมด! มันเพิ่งจะเคยรู้สึกว่าร่ ารวยล้นฟ้า แต่ชั่วแวบเดียวก็
กลับกลายเป็นยาจกอีกครั้ง เวลานี้ความเศร้าสลดอันใหญ่หลวงพลุ่งขึ้นในหัวใจ ปลุก
เร้าความบ้าคลั่งของมันอย่างรุนแรง
หากกล่าวว่าค่ายกลภาพมายาสะกิดเตือนให้มันนึกถึงวันคืนอันน่าเศร้า ทำให้
มันรู้สึกพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมา เช่นนั้นการสูญเสียจิงสือจำนวนมหาศาลนั้นไป ก็ไม่ได้
เรียบง่ายพอจะบรรยายได้ด้วยคำว่าพิโรธโกรธกริ้วอีกต่อไป
เคียดแค้น! ชิงชังอย่างลึกล้ า! เคียดแค้นชิงชังจนไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน ต้อง
มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายกันไปข้าง!
ผู้อาวุโสเซียวโลหิตไหลทะลักออกจากปาก บุปผาสวรรค์ร่วงของนางเป็นการ
โจมตีที่มองไม่เห็นและไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ เนื่องเพราะมันจู่โจมจิตใจโดยตรง มี
พลังอำนาจอย่างน่าอัศจรรย์ แต่หากกระบวนท่าถูกทำลาย จิตใจของนางจะเป็นฝ่าย
ได้รับบาดเจ็บหนักเสียเอง
ที่สำคัญไปกว่านั้น นางยังคงไม่ทราบว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำล่วงรู้และทำลายบุป
ผาสวรรค์ร่วงได้อย่างไร
บุปผาสวรรค์ร่วงที่ไม่เคยแพ้พ่าย กลับถูกทำลายใต้เงื้อมมือบุรุษหนุ่มด่านหนิง
ม่ายผู้หนึ่ง จนถึงบัดนี้นางยังเชื่อไม่ลง
นี่เป็นไปไม่ได้!
จั่วม่อไม่แยแสสนใจความแตกตื่นงุนงงของอีกฝ่าย ดวงตามันแดงฉานด้วย
สายเลือด ร้องตวาดกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน!
“คืนจิงสือทั้งหมดให้แก่ข้า!”
การแปลงร่างรูปแบบที่หนึ่งของสังขารปิศาจมหาทิวา ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน!