สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 310 หนี แค้นในอดีต
ซู่หลงสำรวจค่ายเว่ย เห็นทุกผู้คนคร่ าเคร่งฝึกปรืออย่างหนัก อดแสดงสีหน้าพึง
พอใจไม่ได้ มันทราบกระจ่างว่าพรสวรรค์และรากฐานของพวกมันขาดพร่องไปมาก มี
เพียงการมุมานะฝึกปรืออย่างหนักหน่วงเท่านั้น ที่สามารถชดเชยข้อบกพร่องที่มีมา
แต่กำเนิดได้
ค่ายเว่ยประกอบด้วยทาสฝึกตนทั้งหมด พวกมันประสบความทุกข์ยากลำบาก
มานับไม่ถ้วน เป็นเหตุให้นิสัยใจคอของทุกคนทรหดอดทนและมานะบากบั่น ทั้งยัง
เชื่อฟังเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวแล้วไม่มีผู้ใดเกียจคร้าน โอกาสเช่นนี้ยังยากจะพบพาน
เรียกได้ว่าเป็นโชควาสนาของพวกมันโดยแท้ ซู่หลงสูงวัยที่สุด อารมณ์เยือกเย็นมั่นคง
มากที่สุด สิ่งที่ผูเยาตั้งข้อเรียกร้อง ไม่ว่ายากลำบากจนเลือดตาแทบกระเด็นสัก
เพียงใด มันจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตอบสนองข้อเรียกร้องให้เสร็จ
สมบูรณ์
ภายในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ค่ายเว่ยได้รับวาสนาในคราเคราะห์ การฝ่าด่านในครั้ง
ที่แล้วเป็นประโยชน์ต่อพวกมันไม่น้อย ความแข็งแกร่งโดยรวมของพวกมันทะยานขึ้น
สู่ขอบเขตใหม่ ชุดเกราะดำของแต่ละคนยิ่งมายิ่งวิจิตรบรรจง รูปทรงของชุดเกราะยัง
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป เวลานี้ชุดเกราะของแต่ละคนเริ่มมีส่วนแตกต่างกันหลายส่วน
บ้างกว้างใหญ่กำยำ บ้างเพรียวบางสมส่วน เช่นเดียวกันกับที่บางคนยิ่งแข็งแรงทรง
พลัง อีกบางคนว่องไวปราดเปรียว หลังจากข้ามผ่านด่านแรกของวิถีบำเพ็ญเพียร
มาแล้ว พวกมันเริ่มรุดหน้าไปตามวิถีทางที่แตกต่างกัน
นี่คือผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการบำเพ็ญเพียรจนถึงด่านขั้นกลาง ไม่ว่าเวทวิชา
หรือทักษะปิศาจใด ก็ล้วนเป็นเช่นนี้
ในฐานะคนสนิทของผูเยา ซู่หลงย่อมได้รับการดูแลสั่งสอนจากผูเยามากที่สุด ใน
ค่ายเว่ยไม่มีผู้ใดแข็งแกร่งทัดเทียมมัน แม้ว่ายังไม่เคยประมือกับเหล่ายอดฝีมือของ
หน่วยเทียนฟง แต่ทุกผู้คนลอบคาดเดาว่าความแข็งแกร่งของซู่หลง แม้ยังไม่
เทียบเท่าเซี่ยซานหรือม้าฝาน แต่สมควรไม่ห่างไกลจากเหลยเผิงและเหนียนลู่เท่าใด
ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนมัน
ทักษะปิศาจนั้นเป็นวิถีทางที่อันตรายยิ่ง หากประมาทสักเล็กน้อย อาจประสบ
ชะตากรรมชีวิตจบสิ้น ดวงวิญญาณแตกสลายได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตาม หากสามารถ
ข้ามผ่านไปได้ ความเร็วของการรุดหน้าอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่วิถีบำเพ็ญพลัง
ปราณของซิวเจ่อหรือวิถีฝึกปรือจิตสำนึกของเผ่าอสูรจะเทียบชั้นได้ ซู่หลงทั้งชีวิต
เผชิญทุกข์ยากทรมานทรกรรมมานับไม่ถ้วน ประสบการณ์อันเลวร้ายนี้สำหรับทักษะ
ปิศาจองครักษ์ทุกข์ยากแล้ว มีแต่จะเป็นของบำรุงชั้นเลิศ ส่งผลให้การเดินทางในวิถี
บำเพ็ญเพียรของมันทั้งราบรื่นและรวดเร็ว เหนือความคาดหมายของผู้ใด
แม้ว่ามันมักจะคอยเร่งรัดให้ทุกผู้คนฝึกฝีมืออย่างเข้มงวดกวดขัน แต่นิสัยใจคอ
ที่แท้จริงของซู่หลงอบอุ่นอ่อนโยน ไม่ชมชอบความขัดแย้ง การฝึกปรือวิถีปิศาจแม้
สามารถฟื้นฟูรูปโฉมอ่อนเยาว์ของมัน แต่ไม่ได้ทำให้นิสัยใจคอของมันแปรเปลี่ยนไป
มุมมองที่ล่วงรู้เรื่องราวทางโลกและปล่อยวาง อันเป็นเอกลักษณ์ของบุรุษวัยกลางคน
ยังคงสะท้อนให้เห็นอยู่ในตัวมัน
ค่ายเว่ยตั้งค่ายทัพแคบยาวดุจจันทร์เสี้ยว ปกปักรักษาบริเวณค่ายแทบทั้งหมด
ทันใดนั้นซู่หลงดวงตาทอประกายวาบ มันยกมือทำสัญญาณต่อไพร่พลค่ายเว่ยที่
ติดตามอยู่ด้านข้าง จากนั้นพุ่งตรงออกไปนอกค่าย ด้านนอกค่ายเป็นแนวป่าหนาทึบ
โสตประสาทของมันคมกล้าเหนือธรรมดา ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากในป่าที่ห่างไกล
ออกไป ดูเหมือนว่าหลายคนกำลังมุ่งใกล้เข้ามาทางด้านนี้
ไพร่พลค่ายเว่ยหลายสิบคนติดตามมันมาอย่างกระชั้นชิด
ค่ายเว่ยแม้ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ได้กระวนกระวายใจแม้แต่น้อย
หลังจากการศึกนอกเมืองอีกาทองคำ โดยเฉพาะเมื่อผ่านความยากลำบากและ
อันตรายของศึกครานั้น พวกมันก็รุดหน้าอย่างเห็นได้ชัด
เสียงเคลื่อนไหวภายในป่ายิ่งมายิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ ถึงตอนนี้ไพร่พลค่ายเว่ย
คนอื่นๆ ก็ล้วนจับการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้ ทุกผู้คนจ้องเขม็งไปยังแนวป่า รอคอยให้
อาคันตุกะไม่ได้รับเชิญปรากฏโฉมออกมา
แซ่ก แซ่ก ร่างที่ท่วมไปด้วยเลือดร่างหนึ่งโถมออกมาจากราวป่า
ซู่หลงแปลกใจเล็กน้อย แต่พอเห็นใบหน้าผู้มาชัดเจน ม่านตาพลันหดแคบลง
“อาเหวิน!” (เหวิน – ตัวอักษร)
ไพร่พลค่ายเว่ยที่ด้านหลังมันพอเห็นคนผู้นี้ อดอุทานเสียงหลงไม่ได้
บุรุษหนุ่มที่เต็มไปด้วยเลือดได้ยินเสียงอุทาน ร่างสะท้านเฮือก เงยหน้าขึ้นมอง
อย่างสับสนงุนงง
“อาเหวิน สวรรค์ นั่นเจ้าจริงๆ หรือ?”
“อาเหวิน เจ้ายังไม่ตาย!”
ทุกผู้คนตื่นเต้นยินดีอย่างบอกไม่ถูก พวกมันล้วนรู้จักบุรุษหนุ่มที่อาบไปด้วย
เลือดผู้นี้ บุรุษหนุ่มเหม่อมองกลุ่มคนในชุดเกราะดำ สายตายิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม มัน
แม้ไม่รู้จักคนเหล่านี้ แต่ไฉนบังเกิดความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างแปลกประหลาดก็ไม่
ทราบได้
“ค่อยสนทนากันทีหลัง เทียนมู่นำอาเหวินหลบไปด้านหลัง คนที่เหลือ
เตรียมการต่อสู้!” ซู่หลงสั่งการอย่างเป็นกิจจะลักษณะ สุ้มเสียงหนักแน่นมั่นคง
ใบหน้าหล่อเหลาสงบราบเรียบ แต่ในส่วนลึกที่สุดของดวงตา ปรากฏแสงเย็นอัน
แหลมคมลุกวาบ
บุรุษหนุ่มพอได้ยินนาม ‘เทียนมู่’ (ป่าสวรรค์) พลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง เงยหน้า
ขึ้นมองบุรุษร่างใหญ่ในชุดเกราะดำตรงหน้ามันอย่างไม่เชื่อสายตา “เทียนมู่ … พี่ใหญ่
เทียนมู่? เป็นท่านจริงๆ?”
เทียนมู่ยิ้มกว้าง แต่แผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารอยู่หลายส่วน “อาเหวินน้อย ผู้ใด
รังแกเจ้า พวกพี่ใหญ่จะช่วยจัดการให้แก่เจ้าเอง!”
สุ้มเสียงอันคุ้นเคยและใกล้ชิดสนิทสนม ในที่สุดทำให้บุรุษหนุ่มเชื่อว่าคนร่าง
ใหญ่ที่ดูไม่คุ้นเคยตรงหน้ามัน ที่แท้เป็นพี่ใหญ่เทียนมู่ของมันจริง พอคลายใจลง
เรี่ยวแรงอึดสุดท้ายที่ฝืนรั้งเอาไว้ก็มลายหาย บุรุษหนุ่มสิ้นสติในอ้อมแขนของเทียนมู่
ในบัดดล
ไม่มีผู้ใดกล่าววาจา แต่ปรากฏเส้นใยพลังงานสีดำล่องลอยออกมาจากชุดเกราะ
ของทุกผู้คน ตรงเข้าห่อหุ้มสองเท้า รอบเอวและข้อมือของพวกมัน เห็นสภาพน่า
สังเวชของอาเหวินกับตา นี่ราวกับมีกองเพลิงโหมไหม้อยู่ในทรวงอกของทุกผู้คน
มีเพียงซู่หลงที่ยังเยือกเย็น สีหน้าราบเรียบ ยังไม่ปรากฏเจตจำนงสังหารออกมา
จากร่างของมัน
แซ่ก แซ่ก แซ่ก ซิวเจ่อสตรีกลุ่มหนึ่งทะยานร่างออกมาจากป่า ในเวลาเดียวกัน
บนท้องฟ้าปรากฏซิวเจ่อสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง
เมื่อผู้นำกลุ่มของซิวเจ่อสตรีทั้งหลายพบเห็นซู่หลง สายตานางระมัดระวังยิ่ง แต่
พอเห็นอาเหวินในอ้อมแขนของเทียนมู่ ดวงตานางเปลี่ยนเป็นแหลมคม กล่าวว่า
“ท่านที่นับถือไฉนแย่งชิงทาสฝึกตนที่หลบหนีออกมาจากสำนักเรา?”
นับตั้งแต่เห็นหน้าสตรีนางนี้ชัดตา ซู่หลงก็ไม่อาจควบคุมเจตจำนงสังหารของตน
อีกต่อไป เส้นใยพลังงานสีดำมากมายพลันพวยพุ่งออกมาจากร่างมันราวกับเปลวไฟ
ห่อหุ้มอยู่รอบกายมันในบัดดล
ใบหน้านี้แม้ตายมันก็จดจำได้!
ไป๋หรูเฟิน ในบรรดาสตรีที่รับผิดชอบดูแลควบคุมทาสฝึกตน นางผู้นี้อารมณ์
เลวร้ายที่สุด เพียงแค่ไม่พอใจเล็กน้อย นางจะระบายอารมณ์ใส่ทาสฝึกตน สหายของ
ซู่หลงไม่น้อยกว่าห้าสิบคนถูกทรมานจนตายในเงื้อมมือนาง
“ฆ่า!”
สุ้มเสียงเย็นเยียบของซู่หลงชะงักขาดหายกลางอากาศ ร่าวของมันก็หายวับไป
จากตรงนั้น
เหล่าศิษย์สตรีของพันธมิตรร้อยบุปผาไฉนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายวาจายังไม่ทัน
กล่าว กลับชิงลงมืออย่างดุดันถึงปานนี้ ในขณะที่พวกนางยังไม่ทันระวัง ต้องตกเป็น
ฝ่ายเสียเปรียบในทันที
ไม่เพียงแค่ซู่หลง แต่เหล่าไพร่พลค่ายเว่ยคนอื่นๆ ไฉนเลยจะจดจำนางมารร้าย
เบื้องหน้าพวกมันไม่ได้ พริบตานั้นล่วงรู้ที่มาของพวกนางโดยกระจ่าง พวกมันแต่ละ
คนดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด รังสีสังหารพลุ่งพล่านทะยานฟ้า
ซู่หลงพลันปรากฏร่างขึ้นด้านข้างไป๋หรูเฟินดุจเงาผี มือขวาประกบเป็นดาบ ฟัน
ลงมาอย่างเกรี้ยวกราด พลังงานสีดำรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งวาบเข้าใส่ใบหน้าขาวเผือดของ
ไป๋หรูเฟิน ในเวลาเดียวกัน เส้นใยพลังงานสีดำพวยพุ่งออกจากปลายเท้าของมัน ตรง
เข้ารัดพันขาขวาของอีกฝ่ายโดยไร้เสียง
ไป๋หรูเฟินหน้าเผือดสี อีกฝ่ายพอลงมือก็เป็นกระบวนท่าสังหารอันโหดเหี้ยมไร้
ปราณี ท่ามกลางความแตกตื่นลนลาน ปราณกระบี่ดอกเหมยสีขาวราวหิมะหลาย
ดอกทะยานออกมาจากกระบี่บินในมือนาง ป้องกันอยู่เบื้องหน้าอย่างถี่ยิบ
แต่อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาเร็วเกินไป ปะทะชนกับปราณกระบี่ดอกเหมยอย่างรุนแรง
ไป๋หรูเฟินยินดียิ่ง ทว่าเมื่อนางเห็นปราณกระบี่ดอกเหมยทะลุผ่านร่างศัตรูไปอย่าง
ง่ายดาย สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวหิมะ
ผิดท่า นั่นเป็นภาพติดตา!
เข้าขวาของนางจู่ๆ ก็ปวดแปลบอย่างรุนแรง ไป๋หรูเฟินกระทั่งยังไม่ทันจะได้
กรีดร้องอย่างเจ็บปวด ลำคอก็เจ็บแปลบอย่างฉับพลัน นางทันใดนั้นรู้สึกว่าโลกเบื้อง
หน้าหมุนคว้าง จากนั้นเห็นร่างไร้ศีรษะร่างหนึ่ง โลหิตฉีดพุ่งขึ้นฟ้าไม่ขาดสาย ราวกับ
น้ าพุเลือดสายหนึ่ง
เสียงกรีดร้องอย่างขวัญหนีดีฝ่อดังสะท้านไปทั่ว ศิษย์สตรีของพันธมิตรร้อยบุป
ผา ไหนเลยจะเคยพบเห็นฉากอันดุร้ายกระหายเลือดถึงปานนี้มาก่อน? ท่ามกลาง
ความหวาดกลัวแทบเสียสติ ฝูงมัจจุราชเกราะดำทยอยปลิดชีพพวกนางอย่างรวดเร็ว
ภายในชั่วพริบตา ซากศพกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น!
ซิวเจ่อสตรีแห่งพันธมิตรร้อยบุปผาล้วนหน้าซีดจนไม่อาจซีดไปกว่านี้อีก หลาย
คนกรีดร้องเสียขวัญอย่างสุดระงับยับยั้ง หมุนตัวหลบหนีไม่คิดชีวิต
ซู่หลงเงยหน้ามองตามขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก้มเก็บก้อนหินจากพื้น ง้างแขน
กลับไปข้างหลังจนสุดล้า ราวกับคันธนูยักษ์กำลังขึ้นสาย แล้วดีดกลับอย่างหนักหน่วง
ดุดัน
วู้มมมมม!
เสียงกรีดฝ่าอากาศแหลมสูงกระชากขวัญวิญญาณดังสะท้านในบัดดล ก้อนหิน
ทะลวงแผ่นหลัง ระเบิดหัวใจซิวเจ่อสตรีนางหนึ่ง ทะลุออกทรวงอก บุปผาโลหิตดอก
หนึ่งเบ่งบานกลางเวหา
ซิวเจ่อสตรีนางนี้หวาดกลัวเกินไป ถึงกับลืมเปิดใช้งานชุดเกราะปราณของนาง
กระบวนท่าซัดก้อนหินปลิดชีพของซู่หลงขู่ขวัญคนอื่นๆ จนแทบปัสสาวะราด
รีบลนลานหลบหนีรวดเร็วกว่าเดิม
ซู่หลงกางแขนขวางกั้นเหล่าสหายที่เตรียมจะติดตามไล่ล่า ทักษะปิศาจองครักษ์
ทุกข์ยากแม้ทรงพลัง แต่มีจุดอ่อนที่ความสามารถในการเหาะเหินเดินอากาศไม่ดีนัก
จุดอ่อนนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันบรรลุถึงด่านพลังที่ลึกล้ ากว่า
นี้
เมื่อกลับไปถึงค่าย เรื่องแรกที่ซู่หลงกระทำ คือรายงานเรื่องราวทั้งหมดต่อจั่วม่อ
มันทราบว่าเหตุการณ์นี้สำคัญยิ่ง คราวนี้พวกมันล่วงเกินพันธมิตรร้อยบุปผาอย่าง
รุนแรง และอาจลุกลามบานปลาย จนเกิดสงครามเต็มรูปแบบกับพันธมิตรร้อยบุปผา
ได้อย่างง่ายดาย
จั่วม่อพอฟังเรื่องราวทั้งหมดจากซู่หลง กลับไม่ตำหนิติเตียนแม้แต่คำเดียว เพียง
ถามว่า “ยังมีคนที่เหลือรอดหรือไม่?”
ซู่หลงงงงันวูบ “มีคนหนึ่ง”
“รีบไปเค้นถามหาที่ตั้งสำนักของพันธมิตรร้อยบุปผาในบัดดล” จั่วม่อสีหน้า
เคร่งเครียดจริงจัง “เราจะชิงจู่โจมก่อน มิอาจปล่อยให้พวกมันมีเวลาตั้งตัว มิเช่นนั้น
เราจะตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง”
ซู่หลงใจสั่นสะท้าน มันเดิมทีคิดว่าเหล่าป่านจะตำหนิพวกมัน แต่คาดไม่ถึงเหล่า
ป่านไม่เพียงไม่ตำหนิติเตียน ยังตกลงใจชิงลงมือจู่โจมก่อนอย่างไม่ลังเล มันเม้มปาก
แน่น หมุนตัวจากไปทำตามคำสั่งในทันที
กงซุนชาสั่นศีรษะ “นี่เป็นปัญหาใหญ่”
ขุมกำลังท้องถิ่นของอาณาจักรวารีฟ้าเดิมทีระมัดระวังซิวเจ่อจำนวนมากที่
ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันเหล่านี้อยู่แล้ว ยามนี้พวกมันเมื่อบาดหมางกับพันธมิตรร้อย
บุปผา สถานการณ์ก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพวกมัน
“กังวลอันใด หากเราไม่ปล่อยให้พวกมันมีเวลาตอบโต้ ชิงจัดการให้สิ้นซาก
โดยเร็วที่สุด เราสามารถจากไปอย่างปลอดภัยก่อนที่ทุกผู้คนจะทันได้ตอบสนอง”
จั่วม่อไม่มีท่าทีวิตกกังวล
“ท่านไม่โทษว่าพวกมัน?” กงซุนชาถามอย่างกระหายใคร่รู้ ความเฉียบขาดของ
ศิษย์พี่คราวนี้ กระทั่งมันยังคิดไม่ถึง
“มีอันใดต้องโทษว่าพวกมันเล่า” จั่วม่อสั่นศีรษะ กล่าวด้วยสุ้มเสียงจริงจัง “ซู่
หลงกับพวกเป็นคนของเรา พวกมันมีหนี้โลหิตอันลึกล้ ากับพันธมิตรร้อยบุปผา
เช่นนั้นเราจะช่วยผู้ใด? แน่นอนว่าเราต้องช่วยซู่หลง ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวครั้งนี้ซู่
หลงกับพวกไม่ใช่ฝ่ายผิด หากเป็นข้า ป่านนี้คงเข่นฆ่าตลอดทางไปยังพันธมิตรร้อยบุป
ผาแล้วด้วยซ้ า แต่จะอย่างไร ฮี่ฮี่ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป!”
ทั้งค่ายพร้อมสรรพอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดตื่นตระหนก กระทั่งซิวเจ่อจากค่าย
หลอมสร้างยังมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ขณะที่พวกมันตั้งค่ายในตอนแรก ทุกคนล้วน
ทราบดีว่าเป็นเพียงค่ายชั่วคราว ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของพวกมันยังคงอยู่ในเรือขนส่ง
ทาส ไม่ได้ย้ายลงมายังค่ายด้วย ยามนี้ยังช่วยประหยัดเรี่ยวแรงให้แก่พวกมันไม่น้อย
ภายในหนึ่งชั่วยาม ทุกผู้คนก็ขึ้นสู่เรือขนส่งทาสจนหมดสิ้น
เรือขนส่งทาสห้าลำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างแช่มช้า บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก
เฉียงใต้ของเมืองหมิงสุ่ย
พฤติการณ์อันใหญ่โตเช่นนี้ไฉนเลยจะหลุดรอดจากหูตาของขุมกำลังท้องถิ่นได้
ประกอบกับจั่วม่อก็ไม่คิดปกปิดตั้งแต่แรก แผนการของมันเรียบง่ายยิ่ง อาศัย
ความเร็วฟ้าร้องไม่ทันอุดหู ชิงถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก! หนี้แค้นระหว่างพวกมัน
กับพันธมิตรร้อยบุปผาไม่อาจแก้ไขกลับกลาย ขุมกำลังท้องถิ่นเช่นพันธมิตรร้อยบุปผา
หยั่งรากฝังลึกอยู่ในสถานที่นี้มานาน หากมีเวลามากพอ พวกนางย่อมสามารถ
รวบรวมกำลังสนับสนุนได้อย่างน่าสะพรึงกลัว
สำหรับขุมกำลังอื่นๆ พวกมันจะอย่างไรเป็นเพียงแค่คนนอกเท่านั้น
จั่วม่อเผยความแน่วแน่เฉียบขาดของผู้เป็นราชาออกมาอย่างเต็มที่ ไม่มีรีรอ
ลังเล ตกลงใจชิงจู่โจมพันธมิตรร้อยบุปผาในบัดดล
ซูเยวี่ยฟังคำรายงานด้วยสีหน้าเขียวคล้ า นางคิดไม่ถึงว่าขุมกำลังลึกลับนี้จะดุดัน
อำมหิตถึงปานนี้ พวกมันกระทั่งโอกาสกล่าววาจายังไม่เปิดให้ ก็เริ่มเข่นฆ่าสังหาร
อย่างโหดเหี้ยมราวกับมีความเกลียดชังกันมาแต่ปางก่อน
นางคงไม่มีวันคาดเดาออก ว่าไพร่พลค่ายเว่ยทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ า ล้วนแล้วแต่
เป็นทาสฝึกตนที่พวกนางส่งไปขายยังอาณาจักรขุนเขาน้อยนั่นเอง
เรื่องราวเมื่อล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ พวกมันทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีทางเจรจากันได้อีก
นางแม้ระมัดระวังกองกำลังลึกลับนี้ แต่หาได้หวาดกลัวไม่ ในฐานะหนึ่งในขุม
กำลังยิ่งใหญ่ในอาณาจักรวารีฟ้า พันธมิตรร้อยดอกไม้จะทนรับความอับอายเช่นนี้ได้
อย่างไร?
“มีผู้อาวุโสท่านใดอยู่ในสำนักบ้าง?” นางหันไปถามศิษย์ส่วนตัวของนางผู้หนึ่ง
“ผู้อาวุโสหวัง ผู้อาวุโสเหมยและผู้อาวุโสเซียว ล้วนอยู่กันพร้อมหน้า” ศิษย์นาง
นั้นตอบทันที
ซูเยวี่ยคลายใจลง “รีบเชิญพวกท่านออกมาสนทนา เจ้าจงไปด้วยตัวเอง อย่าให้
บกพร่อง”