สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 323 สร้างพลังเม็ดทองค้า
ทั่วทั้งหุบเขาร้อยบุปผาแตกฮือ
สร้างเม็ดพลัง!
มีคนกำลังสร้างเม็ดพลัง!
เมื่อเทียบกับขั้นตอนฝ่าด่านจู้จีและด่านหนิงม่ายแล้ว การสร้างเม็ดพลังทองคำ
ก่อให้เกิดนิมิตแห่งฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก ท้องฟ้าเดิมทีสว่างไสว แต่บัดนี้ถูกเมฆดำ
ปกคลุมมืดทะมึน บางครั้งอาจเห็นงูสายฟ้าแหวกว่ายท่ามกลางหมู่เมฆ บางคราวเห็น
แสงขั้วโลกหลากสีสาดส่องไม่รู้จบ หลายคนอดไม่ได้ต้องเผยสีหน้าอิจฉาเลื่อมใส เมื่อ
ถึงคราวสร้างเม็ดพลัง ทุกคนจะทำให้บังเกิดนิมิตแห่งฟ้าดินที่แตกต่างกันไป นี่เป็น
นิมิตที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติที่แท้จริงของเวทวิชาที่ซิวเจ่อผู้นั้นฝึกปรือ รวมถึง
กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่มันบรรลุความเข้าใจ
การเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินในช่วงขั้นตอนการสร้างเม็ดพลัง สำหรับซิวเจ่อผู้
หนึ่งแล้ว นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เนื่องเพราะเป็นก้าวแรกของซิวเจ่อที่จะเริ่มเข้าใจ
กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินในระดับชั้นที่สูงขึ้น กฏเกณฑ์ในระดับชั้นที่สูงขึ้นและความเข้าใจ
ที่ลึกล้ ายิ่งกว่า เริ่มต้นด้วยนิมิตแห่งฟ้าดินที่บังเกิดในยามที่สร้างเม็ดพลังนี้เอง การ
ก้าวผ่านประตูบานนี้เข้าไป เท่ากับก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นี่คือการสร้างเม็ดพลัง! การสร้างเม็ดพลังที่ผู้คนนับไม่ถ้วนเฝ้าใฝ่ฝันถึง
ซิวเจ่อที่กลายเป็นหนิงม่าย ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแต่ใฝ่ฝันถึงการสร้างเม็ดพลัง
สำหรับซิวเจ่อส่วนใหญ่ จินตันเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่พวกมันไล่ไขว่คว้า นี่
หมายถึงพลังอำนาจที่มากล้น สถานะอันสูงส่ง จิงสือมากขึ้น และชีวิตอิสระไร้
ข้อจำกัด! ในสถานที่เช่นอาณาจักรนภาจันทร์และอาณาจักรวารีฟ้า จินตันผู้หนึ่ง
นับเป็นยอดวีรบุรุษ หากพวกมันไม่คิดเปลืองเวลากับเรื่องราวทางโลก ไม่ว่าสำนักใดก็
ยินดีต้อนรับพวกมันด้วยฐานะผู้อาวุโส ข้อเสนอที่ได้รับหมายความว่าไม่ท่านไม่
จำเป็นต้องกังวลเรื่องวัตถุดิบ ไม่ต้องสนใจเรื่องจิงสือ ท่านจะมีเวลามากพอ สามารถ
ทำทุกอย่างที่ท่านต้องการทำ
เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทั้งหมดนี้ ท่านมีแต่ต้องกลายเป็นจินตันเท่านั้น
หมู่เมฆดำทะมึนม้วนตลบบนท้องฟ้าไม่หยุดยั้ง แสงขั้วโลกหลากสีบางครั้ง
กลายเป็นสายรุ้งพุ่งวาบ แล้วเลือนหายไป ยิ่งมายิ่งดึงดูดใจ บรรยากาศยิ่งเขม็งตึง
เครียด
จั่วม่ออ้าปากหวอ เบิกตาเหม่อมองท้องฟ้าอย่างซึมเซา นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้ชม
ดูกระบวนการสร้างเม็ดพลัง ต้องแตกตื่นตะลึงลานอย่างรุนแรง ทั้งเมฆดำบนท้องฟ้า
ทั้งแสงสีรุ้งที่เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิดใหม่ ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้มันแตกตื่นจนขวัญหนีดี
ฝ่อ พลังจิตสำนึกของมันกล้าแข็งกว่าผู้ใด ความรู้สึกเฉียบไวต่อพลังปราณของมันยัง
เหนือล้ ากว่าซิวเจ่อหน้าไหนภายในหุบเขาแห่งนี้
ดังนั้นมันสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน ถึงพลังปราณอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่
อัดแน่นอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้!
ในชั่วพริบตาที่หมู่เมฆดำก่อตัวขึ้น พลันดึงดูดเอาปราณธรรมชาติภายในรัศมี
สามร้อยลี้เข้ามาควบรวมกันภายในเมฆดำ พลังปราณธรรมชาติทั้งมวลล้วนไหลเข้ามา
รวมกันในก้อนเมฆดำทะมึนผืนนี้ หากเมฆดำกลุ่มนี้แตกระเบิด พลังทำลายล้างที่
ปลดปล่อยออกมา ยังเหนือล้ ากว่าเหอเถาอัสนีคำรนสิบสองลูกระเบิดขึ้นพร้อมกันเสีย
อีก
ทั่วทั้งหุบเขาร้อยบุปผาจะกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา กระทั่งจั่วม่อผู้
ครอบครองสังขารปิศาจมหาทิวา เกรงว่ายังไม่อาจหลีกเลี่ยงจากภัยพิบัตินี้ได้ แรง
กดดันที่ปลดปล่อยออกมาจากกลุ่มเมฆดำ ที่แท้เป็นพลังปราณบริสุทธิ์ส่วนเกิน ซึ่ง
เกิดขึ้นเพียงเพราะพลังปราณที่รวมตัวอยู่ภายในนั้น มีปริมาณมหาศาลอย่างน่า
สะพรึงกลัวเกินไป!
จั่วม่อสีหน้าพลันกลายเป็นน่าเกลียดสุดทนดู มันยังสังเกตเห็นซิวเจ่อหลายคน
แทนที่จะถอยหนี กลับยิ่งเข้าไปใกล้ การสร้างเม็ดพลังเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะพบพาน
มีแรงดึงดูดใจต่อทุกคนอย่างร้ายกาจ หากพวกมันสามารถชมดูสักหน่อย อาจเป็น
ประโยชน์ไม่น้อย
เจ้าพวกคนไม่รักชีวิต!
จั่วม่อลอบก่นด่าอยู่ในใจ รีบหยุดยั้งคนที่คิดก้าวรุดไปข้างหน้าง “อันตรายยิ่ง!
พวกเจ้ากลับมา! ทุกคนรีบถอยออกจากหุบเขาร้อยบุปผาในบัดดล!”
เคราะห์ดีที่จั่วม่อมีอิทธิพลสูงสุดในกลุ่มคนทั้งหมด ทุกคนลังเลแวบหนึ่ง แต่
ยังคงพากันถอยออกจากหุบเขาร้อยบุปผาอย่างรวดเร็ว
หุบเขาร้อยบุปผาอยู่ใกล้กับเมืองหมิงสุ่ยมาก กระแสพลังปราณอันแข็งกล้าถึง
เพียงนี้ ย่อมกระตุ้นเตือนทั่วทั้งเมืองหมิงสุ่ย ซิวเจ่อจากเมืองหมิงสุ่ยทยอยโผพุ่งขึ้นสู่
ท้องฟ้าเหนือเมืองหมิงสุ่ย จ้องมองไปทางหุบเขาร้อยบุปผาเป็นตาเดียว
หลังจากสงครามในยามราตรี ซิวเจ่อในเมืองหมิงสุ่ยล้วนเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มี
ต่อซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยซึ่งนำโดยเจ้าเมืองอีกาทองคำ โดยเฉพาะซิวเจ่อด่าน
จินตัน การลอบจู่โจมยามค่ าคืนทำลายล้างค่ายกระบี่ไม้อย่างสิ้นเชิง รวมถึงจินตันผู้
หนึ่ง จนกระทั่งถึงตอนนี้ จินตันที่ตกตายภายใต้เงื้อมมือของเจ้าเมืองอีกาทองคำ มีไม่
น้อยกว่าห้าหกคน
นี่เป็นจำนวนที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
หากเป็นหนึ่งหรือสองคน อาจเรียกได้ว่าโชคดี แต่เมื่อมีจำนวนถึงห้าหกคน นี่ไม่
สามารถอธิบายได้ด้วยโชคอีก นี่ยังเป็นเหตุผลที่สำนักกระบี่ไม้กับสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์
แม้ประสบความสูญเสียอย่างรุนแรง ยังไม่กล้าเปิดฉากล้างแค้น
ในความเห็นของซิวเจ่อทั่วไป พลังอำนาจของเจ้าเมืองอีกาทองคำไม่อาจหยั่งวัด
ได้ พวกมันยังพบว่า ที่แท้การผุดขึ้นของเมืองขุนเขาน้อยไม่ได้ส่งผลอันใดต่อชีวิตของ
พวกมัน เหล่าซิวเจ่อที่มาจากอาณาจักรขุนเขาน้อยไม่ได้ป่าเถื่อนโหดเหี้ยมเหมือนที่
พวกมันคาดคิดไว้ในตอนแรก คนเหล่านั้นใจคอกว้างขวาง สร้างความประทับใจให้กับ
เหล่าพ่อค้าอย่างลึกล้ า พ่อค้าหลายคนยังตั้งใจจะไปยังเมืองขุนเขาน้อย เพื่อเปิดร้าน
สักร้าน
“การสร้างเม็ดพลัง พวกมันมีคนกำลังฝ่าเข้าสู่ด่านจินตัน!”
บนท้องฟ้า เหยียนหยางสีหน้ามืดมน ดวงตาสาดประกายมุ่งร้ายวูบหนึ่ง
เหอชิวเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “มิผิด พวกมันยิ่งเข้มแข็งขึ้นทุกขณะ”
เมื่อร่างของค่ายจูเชวี่ยโผพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เหอชิวพลันทอดถอน ชื่อของค่ายจู
เชวี่ยกระเดื่องดังไปทั่วอาณาจักรวารีฟ้า ทุกผู้คนรู้จักพวกมัน กองทัพนี้เมื่อปรากฏตัว
ออกมา นี่หมายความว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำยังไม่คลายการระวังป้องกัน เหยียนหยา
งไม่กล่าวคำใด เพียงจ้องเขม็งไปยังค่ายจูเชวี่ยที่กำลังโลดแล่นอยู่บนท้องฟ้า
กองทัพนี้เป็นผู้ที่ลงมือส่งวิญญาณค่ายกระบี่ไม้ไปสู่ปรโลก รวมถึงพรากชีวิต
ศิษย์รักของมันไปด้วย
แน่นอนว่าแค้นนี้ มันจะต้องทวงคืนให้จงได้!
สายตาของมันยิ่งมืดมนลง เหล่าผู้อาวุโสของสำนักไม่ยินยอมให้มันใช้การตอบ
โต้อย่างรุนแรง ไม่มีผู้อาวุโสคนใดยินดีต่อสู้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มันต้องนิ่งงันมาจนถึง
ยามนี้ มันพยายามระงับความเคียดแค้นชิงชังในใจอย่างสุดความสามารถ มันทราบ
กระจ่างแก่ใจ เพื่อชำระสะสางความแค้นรายนี้ มีเพียงต้องพึ่งพาวิธีการที่เหนือ
ธรรมดาเท่านั้น ทั่วทั้งอาณาจักรวารีฟ้าในยามนี้ ไม่มีสำนักใดจะยืนหยัดออกหน้าอยู่
ข้างมันเพื่อเป็นศัตรูกับเจ้าเมืองอีกาทองคำอีกแล้ว
เหยียนหยางแม้พยายามระงับความเคียดแค้นอย่างสุดความสามารถ แต่จะซ่อน
เร้นจากสายตาของเหอชิวผู้เป็นคู่แข่งกันมาสิบกว่าปีได้อย่างไร? เหอชิวล่วงรู้ความคิด
ของเหยียนหยางในทันที แต่ไม่คิดกล่าวคำใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากเหยียนหยางคิด
กระโจมเข้าสู่กองไฟ มันก็ไม่คิดจะหยุดยั้งอีกฝ่าย
ในเวลานี้เอง แสงขั้วโลกหลากสีทันใดนั้นสว่างจ้าขึ้นในชั้นเมฆหนาทึบเหนือหุบ
เขาร้อยบุปผา บางทีอาจพบเห็นแสงสีรุ้งที่มีรูปร่างคล้ายสัตว์ปราณโลดแล่นอยู่ภายใน
จั่วม่อสีหน้าร้อนรุ่ม เซี่ยซานมาถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสร้างเม็ดพลัง
มันสามารถรู้สึกได้ว่าเซี่ยซานกำลังสูบกลืนพลังปราณในก้อนเมฆอย่างต่อเนื่อง
สัตว์ปราณอันพร่าเลือนกลับสามารถต้านทานการสูบกลืนพลังปรานของเซี่ยซาน
เอาไว้ได้ แต่เซี่ยซานดูเหมือนไม่รีบไม่ร้อน ยังคงค่อยๆ สูบกลืนพลังปราณทีละน้อย
หนึ่งชั่วยามให้หลัง เซี่ยซานยังคงสูบกลืนพลังปราณไม่หยุดยั้ง
จั่วม่อเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง จนกระทั่งถึงยามนี้ มันสามารถประเมินได้
คร่าวๆ ว่าพลังปราณที่เซี่ยซานดึงดูดออกจากก้อนเมฆนั้นมากมายเท่าใด ซิวเจ่อด่าน
จินตันสมกับเป็นตัวประหลาดอย่างแท้จริง ปริมาณพลังปราณของหนิงม่ายไม่สามารถ
ยกขึ้นเทียบกับพลังปราณที่จินตันสามารถเก็บกักไว้ในร่าง ไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนมัก
กล่าวกันว่า จินตันกับหนิงม่ายเป็นสองโลกที่แตกต่างกัน
ผูเยาพลันปรากฏตัวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เจ้าไม่ต้องริษยามัน มันมี
รากฐานลึกล้ าตั้งแต่แรก นี่ทำให้ระหว่างที่สร้างเม็ดพลังทองคำ ถึงกับก่อเกิดนิมิตแห่ง
ฟ้าดินเช่นนี้ แต่หากเจ้าสามารถสำเร็จการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา
นอกเหนือจากสุดยอดฝีมือจินตันที่หาได้ยากบางคนแล้ว จินตันอื่นๆ ล้วนมิใช่คู่มือ
ของเจ้า”
“จริงหรือ?” จั่วม่อไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก ก่อนหน้าวันนี้ มันไม่ได้หวาดกลัวจิน
ตันเหมือนที่เคยเป็นในอดีตอีกแล้ว แต่นิมิตแห่งฟ้าดินอันทรงพลังในการสร้างเม็ดพลัง
ของเซี่ยซานในวันนี้ สำแดงพลังอันน่าครั่นคร้ามของซิวเจ่อด่านจินตันออกมาให้มัน
เห็นอีกครั้ง
“เมื่อสามารถรั้งลำดับที่สองในบรรดาสังขารปิศาจด่านถงหลิ่งทั้งมวล เจ้าคิดว่า
ยังร้ายกาจไม่พอหรือ?” ผูเยาเยาะหยันอย่างเย็นชา
แต่แล้วมันพลันหันเหหัวเรื่อง “อันที่จริงต่อให้เจ้าไม่ได้ใช้สังขารปิศาจมหาทิวา
ก็ยังไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวมันสักนิด”
“หมายความว่าอย่างไร?” จั่วม่อชักสนใจอยู่บ้าง ผูเยาหลังจากได้รับเม็ดพลัง
ทองคำในคราวนั้น ก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิม สนทนากันด้วยดี สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประ
หลาดใจที่สุด ก็คือเจ้าผู้นี้คล้ายใจคอกว้างขวางกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าเวทวิชาหรือศาสตร์
อสูรชนิดใด ก็ไม่ปิดบังซ่อนเร้นเหมือนในอดีตอีก
“หากเจ้าฝึกปรือมหาหัตถ์พันใบกับหัตถ์พันใบน้อย ต่อให้เป็นจินตันก็ไม่ใช่คู่มือ
ของเจ้า!” ผูเยากล่าวอย่างโอหังลำพอง
“โอ้ ได้โปรดเถอะ” จั่วม่อถากถางอย่างไม่ไว้หน้า “เจ้าคิดจะหลอกลวงผู้ใด! ทั้ง
สองวิชานี้ข้าก็ได้ฝึกปรือแล้ว พลังอำนาจแม้ร้ายกาจไม่เลว แต่ยังไม่เพียงพอจะโค่น
จินตัน”
“แล้วเจ้าฝึกปรือมากเท่าใด?” ผูเยาสวนกลับด้วยน้ าเสียงถากถางเช่นเดียวกัน
“พวกมันต้องมาตกอยู่ในมือเจ้า นับว่าเสียของสูญเปล่าโดยแท้ สมองของเจ้าไม่ดี
เพียงฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวานั่นละดีแล้ว สิ่งนี้เหมาะสมที่สุด สำหรับมนุษย์ที่
แขนขาคล่องแคล่วและมีสมองเรียบง่ายอย่างเจ้า”
จากนั้นเหลือบตามองจั่วม่ออย่างรังเกียจเหยียดหยาม “มรรคาบำเพ็ญเพียรวิถี
อสูรเรา เทียบกับวิถีปิศาจที่โง่เง่า จะต้องใช้สมองและการพิเคราะห์มากกว่า”
จั่วม่อไม่ยินยอมสำแดงความอ่อนแอ ตอบโต้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา “เช่นนั้นหรือ?
แต่ไฉนข้าไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านั้นจากอสูรฟ้าผู้สูงส่งเลยสักครั้ง?”
ผูเยามุมปากซ่อนรอยยิ้มรื่นเริงไว้อย่างลึกล้ า “ไม่มีปัญหา ข้าสามารถให้เจ้าชม
ดู”
จั่วม่อม่านตาพลันหดแคบลง ด้านหน้าผูเยาปรากฏจุดสีดำจุดหนึ่งอย่าง
กะทันหัน จุดสีดำลึกล้ าไร้ก้นบึ้ง ทันทีที่จุดสีดำปรากฏขึ้น มันก็ขยายตัวพรวดพราด
กลืนกินสรรพสิ่งรอบข้างเข้าไปในพื้นที่มิติด้วยความเร็วอันเร่งร้อน จั่วม่อได้แต่เบิกตา
มองสภาพแวดล้อมถูกความมืดกลืนกินเข้าไป ร่างกายของมันไม่อาจขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหว
ในช่องว่างมิติสีดำ จั่วม่อประจันหน้าผูเยา
“นี่มัน… …นี่มันศาสตร์อสูรอันใด?” จั่วม่ออ้าปากค้าง กล่าวตะกุกตะกักออกมา
มันกวาดตามองไปรอบด้าน ทุกสิ่งเป็นช่องว่างมิติสีดำ
ผูเยาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ดวงตาสีแดงเลือดหรี่แคบเป็นเส้นเดียว ริมฝีปาก
เรียวบางยกยิ้มเล็กน้อย “ราตรีจำกัด เป็นศาสตร์อสูรที่ลี้ลับคลุมเครือมากชนิดหนึ่ง”
กล่าวจบ มันก็แย้มยิ้มประหลาด “เจ้าหวาดกลัวแล้วกระมัง?”
“แค่กแค่ก” ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อแสร้งกระแอมไอ “เหลวไหล! เพียงแค่ศาสตร์
อสูรที่ใช้ขู่ขวัญผู้คน ก็ต้องการให้เกอหวาดกลัวแล้ว? เจ้าดูถูกเกอมากเกินไป!”
จากนั้นจั่วม่อถามอย่างสงสัยใจ “ผู พลังของเจ้าฟื้นฟูแล้วหรือ?”
“เล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่เม็ดพลังทองคำ ไม่ได้มีแก่นสารที่ดีมากมายอันใด”
จั่วม่อพอฟังถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ผูเยาน้ าเสียงคล้ายกล่าวถึงยุงตัวเล็กๆ ที่
ไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังให้กินมากนัก นั่นมันจินตัน ไม่ใช่หัวกระหล่ าปลี… …
“พาข้าเข้ามาในที่มืดเช่นนี้ เจ้าคิดทำอะไร?” จั่วม่อทำสีหน้าเปี่ยมศีลธรรม “ข้า
เคยบอกเจ้าแล้ว ว่าข้าไม่สนใจในตัวอสูร ในอนาคตข้าจะหาสตรีงดงามนางหนึ่ง แล้ว
วิวาห์กับนาง!”
“แต่ข้าสนใจในตัวเจ้ามาก!” ผูเยาจ้องมองจั่วม่ออย่างสนอกสนใจ ราวกับว่ามัน
กำลังมองสมบัติล้ าค่าสุดประมาณ ดวงตาสีแดงเป็นประกายเรืองรอง
จั่วม่อพอเห็นสายตานั้น ถึงกับขนหัวลุกซู่
“นี่… … นี่ … … จริงสิ ผู เซี่ยซานกำลังสร้างเม็ดพลัง! ข้าไม่เคยเห็นการสร้าง
เม็ดพลังมาก่อน หากพลาดโอกาสนี้ อาจยากที่จะพบเห็นอีก้ป็นครั้งที่สอง ไปดูกัน
เถอะ… …”
“การสร้างเม็ดพลังไม่มีอะไรน่าดู” ผูเยาหรี่ตาอีกครั้ง จั่วม่อใจหายวาบ
ผูเยาวันนี้คล้ายไม่ปกติ!
จั่วม่อใจเต้นระรัว ผูเยาที่ผิดปกตินั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าจินตันมากนัก
“การที่เจ้าฝึกปรือจนกลายเป็นสังขารปิศาจมหาทิวา เหนือความคาดหมายของ
ข้าอย่างแท้จริง” ผูเยาเพ่งมองจั่วม่อตาเขม็ง กล่าวแผ่วเบา “สังขารปิศาจมหาทิวา
แกร่งกร้าวทรงพลัง ชั่วชีวิตของข้าเคยเห็นปิศาจเพียงตนเดียวที่ฝึกปรือสำเร็จ สิบปีให้
หลัง ข้าพบว่ามันตายแล้ว”
“ตาย? มันไฉนตาย?” จั่วม่อถามตามสัญชาตญาณ
“มันล้มเหลวในการรุดหน้าสู่ด่านถัดไป ย่อมต้องตาย ซิวเจ่อหากล้มเหลวในการ
ฝ่าด่าน พวกมันก็แค่เพียงล้มเหลว ตัวมันเองไม่ได้รับความเสียหายใด แต่การฝ่าด่าน
ของสังขารปิศาจอันตรายยิ่ง หากล้มเหลว ดวงวิญญาณจะถูกทำลาย”
วาจาของผูเยาราวกับสายลมหนาวจัดกลางฤดูเหมันต์ บัดาลให้จั่วม่อใบหน้า
ขาวเผือดในบัดดล