สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 324 คุกสิบนิ ว
คำของผูเยาทำเอาจั่วม่อใจเต้นระส่ า แต่หลังจากนั้นก็สงบลงอย่างรวดเร็ว หลัก
จากผ่านเรื่องราวมามากมาย จิตใจมันย่อมเข้มแข็งกว่าเดิมมาก หลังจากต่อกรกับผู
เยามายาวนานถึงเพียงนี้ มันสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าผูเยากล่าวมาทั้งหมดนี้ด้วย
เหตุผลบางอย่าง
ผูเยาเห็นจั่วม่อไม่เอ่ยคำใด ก็ไม่ได้แปลกใจ เพียงกล่าวสืบต่อ “เวทวิชาเซียน
ทักษะปิศาจ ศาสตร์อสูร ทั้งสามแขนงวิชานี้ อันที่จริงไม่ได้แตกต่างและแยกขาดจาก
กันอย่างสมบูรณ์เหมือนที่เจ้าคิด เมื่อเจ้าบรรลุถึงระดับชั้นที่สูงกว่านี้ จะพบกับหลาย
สิ่งที่ในเวลานี้เจ้าไม่มีปัญญาจินตนาการได้ อย่างเช่นปิศาจชั้นสูงบางตน จู่ๆ ก็โจมตี
ด้วยเคล็ดวิชากระบี่ หรือซิวเจ่อยอดฝีมือร่ายศาสตร์อสูรออกมา ทุกคนแม้เดินไปตาม
วิถีทางที่แตกต่างกัน แต่ทุกวิถีล้วนนำไปยังปลายทางเดียวกัน
“อ้อ แต่นี่เป็นเพียงเรื่องสัพเพเหระ ไม่มีอันใดสำคัญกับเจ้าเลย” ดวงตาสีเลือด
ของผูเยาทอประกายสีโลหิตสดใสราวกับทับทิมสีแดงแวววับ มันจ้องมองจั่วม่อตา
เขม็ง สีหน้าตื่นเต้นกระตือรือร้น กล่าวยิ้มๆ ว่า “สิ่งที่ข้าจะบอกเจ้าก็คือ ข้าวางแผนที่
จะทำการทดลองสักเล็กน้อย”
จั่วม่อจู่ๆ ก็รู้สึกสังหรณ์ไม่ดี “การทดลองอันใด? เพ้ย ผูเยา ข้าขอเตือนเจ้า อย่า
มาเหลวไหลเลอะเทอะ… …”
“ฮี่!” ผูเยาริมฝีปากบางเฉียบเหมือนคมมีดยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม สองกางออกราว
กับปีก สิบดรรชนีคล้ายกดลงบนผืนน้ าล่องหนชั้นหนึ่ง ก่อเกิดจุดกระเพื่อมที่มองไม่
เห็นสิบจุด
“คุกสิบนิ้ว! สถานที่ที่เหล่าอสูรผู้ทะเยอทะยานล้วนมุ่งหน้าไป!”
ระลอกคลื่นสิบจุดแผ่กระจายอย่างพร้อมเพรียง พื้นที่มิติรอบข้างจั่วม่อเริ่ม
สั่นสะเทือน จากนั้นดับวูบลง
จั่วม่อพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่ เบื้องบนเหนือศีรษะ เป็น
แม่น้ าที่ไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยอย่างพิสดารสายหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดรองรับเอาไว้ จั่วม่อ
สามารถมองเห็นฝูงปลาสีรุ้งสดใสว่ายเวียนอยู่ภายในแม่น้ าได้อย่างชัดเจน ทั้งยังมีพืช
น้ าสีดำบ้างเขียวบ้างขึ้นอยู่ประปราย
ใต้ฝ่าเท้ามันเป็นแผ่นหินกว้างราวสิบจั้ง ล่องลอยอยู่กลางอากาศ ด้านหน้ามัน
เป็นหินใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน ล่องลอยกระจัดกระจายไม่มีที่สิ้นสุด แม่น้ าไหลคดเคี้ยว
ผ่านไปในหมู่ก้อนหินที่ลอยค้างอยู่เหล่านี้
โขดหินบางก้อนเต็มไปด้วยพืชหญ้าและบุปผามากมาย ดูสดใสมีชีวิตชีวายิ่ง
จั่วม่ออ้าปากหวอ เหม่อมองฉากเบื้องหน้าซึ่งเหนือความคาดหมายของมันไป
มาก คล้ายถูกตอกตรึง ตะลึงลานอยู่กับที่
“อา สถานที่นี้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย” ผูเยากวาดตามองไปรอบๆ ดูเหมือน
อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
จากนั้นสักครู่ จั่วม่อค่อยตั้งสติได้ มันเดินไปยังชายขอบของแผ่นหินอย่าง
ระมัดระวัง แล้วก้มลงมองไป สิ่งที่เห็นอยู่ด้านล่างเป็นหมอกควันพร่าเลือนไม่สามารถ
มองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจน
“ข้างล่างเป็นช่องว่างมิติไร้ที่สิ้นสุด อย่าได้ตกลงไปเชียวล่ะ” ผูเยาแย้มยิ้มอย่าง
สบายใจ “หากเจ้าพลาดพลั้งหล่นลงไป กระทั่งข้าก็ไม่มีปัญญาช่วยเจ้าได้”
จั่วม่อตัวแข็งทื่อ ค่อยๆ กระถดถอยกลับมายังใจกลางก้อนหินอย่างระมัดระวัง
มันพลันหันไปถลึงตาใส่ผูเยาอย่างดุดัน เค้นเสียงลอดไรฟัน “เหรินเยาวิปริตที่น่าตาย!
พาเกอกลับไปเดี๋ยวนี้!”
“ฮี่ฮี่” ผูเยากลับไม่มีโทสะ “สบายใจเถอะ เวลานี้เจ้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจิต
วิญญาณที่ถูกดึงเข้ามาในคุกสิบนิ้ว ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริงของเจ้า”
จั่วม่อคลายใจลงเล็กน้อย แต่คำถัดไปของผูเยา ทำให้ไฟโทสะในใจมันปะทุขึ้น
อีกครั้ง
“อ้อ แต่หากเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเจ้าไม่สามารถกลับไป นี่ก็ไม่ต่างอันใด
จากความตาย”
“ผู เจ้าที่แท้ต้องการอะไรกันแน่?” จั่วม่อเค้นเสียงถามทีละคำ
“อา ช่างเป็นกลิ่นอันคุ้นเคยกระไรปานนี้” ผูเยาหลับตาสูดอากาศของคุกสิบนิ้ว
เผยสีหน้าลุ่มหลงมึนเมา อึดใจให้หลัง ค่อยลืมตาอีกครั้ง “สังขารปิศาจมหาทิวาสุด
แกร่งกร้าง ทรงพลังอำนาจไร้ผู้ต้าน เรื่องนี้เจ้าทราบดี แต่เจ้าย่อมไม่ทราบว่าเมื่อ
เทียบกับความแข็งแกร่งของร่างกายเลือดเนื้อแล้ว สิ่งที่สังขารปิศาจมหาทิวาต้องการ
มากที่สุด กลับเป็นความแข็งแกร่งของจิตใจที่อยู่ภายใน ความแข็งแกร่งของจิต
วิญญาณ จึงจะเป็นกุญแจสำคัญที่แท้จริงในการรุดหน้า”
“สถานที่แห่งนี้เจ้าไม่สามารถใช้พลังสังขารของเจ้าได้ แต่เจ้าสามารถฝึกปรือ
จิตใจและจิตวิญญาณของเจ้า”
“ยินดีต้อนรับสู่คุกนิ้วแรกแห่งคุกสิบนิ้ว นภาจรัสวารีไพศาล”
ผูเยาค้อมกายคารวะเล็กน้อย สำแดงท่วงท่าอันหรูหราสง่างาม
จั่วม่อสงบเยือกเย็นลงอย่างรวดเร็ว เริ่มรับฟังคำบรรยายของผูเยาอย่างอดทน
ยิ่งรับรู้มากเท่าใด ยิ่งคลายใจลงเท่านั้น ในคุกสิบนิ้วมีระยะเวลาอันจำกัด อาศัยพลัง
จิตสำนึกของจั่วม่อในตอนนี้ มันสามารถอยู่ภายในคุกสิบนิ้วได้เพียงสองชั่วยามเท่านั้น
เรื่องนี้กระทั่งผูเยายังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น เมฆหมอกมืดในใจจั่วม่อสลายไปทันที
“คุกสิบนิ้วยังเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ฝึกอบรมอสูร ไม่ว่าอสูรตนใดขอเพียงมี
ความสำเร็จสักเล็กน้อย จะมายังที่แห่งนี้ ตำหนักศาสตร์อสูรต่างๆ กระทั่งจะจัดลูก
ศิษย์ของพวกมันเป็นกลุ่มๆ ส่งเข้ามาผจญภัยในที่แห่งนี้ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถใน
การสู้รบของพวกมัน อ้อ พวกเจ้าเหล่าซิวเจ่อก็มีสถานที่เช่นนี้ อย่างเช่นถ้ ากระบี่ของ
สำนักกระบี่สุญตา แต่เมื่อเทียบกันแล้วถ้ ากระบี่ของพวกเจ้าเล็กมากอย่างบัดซบ
สำนักใหญ่เช่นคุนหลุนมีสถานที่ฝึกอบรมเฉพาะของตัวเอง กว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง กิน
พื้นที่มากกว่าสิบอาณาจักร เผ่าอสูรเราจึงไม่ฟุ่มเฟือยปานนั้น อ้อ พวกเรายังยากจน
มาก ไม่มีทางเลือกเลย””
จั่วม่อรู้สึกว่าผูเยานับตั้งแต่เข้ามาในคุกสิบนิ้ว กลายเป็นพูดมากกว่าเดิม แทบ
จะกลายเป็นช่างจ้อไปเสียแล้ว แต่นี่ก็ตรงกับที่มันต้องการอยู่พอดี อาศัยการพูด
เจื้อยแจ้วไม่หยุดปากของเจ้าผู้นี้ จั่วม่อสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลได้ไม่น้อย
“เช่นนั้นข้ามิต้องพบเจอพวกอสูรที่นี่หรือ?” จั่วม่อกังขา จากนั้นกลายเป็น
ตื่นเต้นอยู่บ้าง จะอย่างไรมันก็มีเวลาเพียงสองชั่วยามเท่านั้น คิดได้เช่นนี้ การเดินทาง
มาสู่คุกสิบนิ้วของมันก็ก็คล้ายมาพักผ่อนชมทิวทัศน์เสียมากกว่า
“ถูกแล้ว” ผูเยายอมรับ จากนั้นเบ้ปาก “แต่นี่เป็นคุกนิ้วแรก ทั้งหมดล้วนเป็น
เณรน้อย”
“อ้อ หากเผ่าอสูรชมชอบมาที่นี่ เช่นนั้นสถานที่แห่งนี้ก็สมควรมีประโยชน์อยู่
บ้าง” จั่วม่อแสดงให้เห็นถึงการยึดถือความเป็นจริงของมันในทันที
“คุกสิบนิ้วว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นโดยมหาอสูรโบราณตนหนึ่ง ครอบคลุมศาสตร์
อสูรแทบทั้งหมด แน่นอน นี่เป็นเพียงคำประโคมโอ่ เจ้าสามารถฟังหูไว้หู แต่จะ
อย่างไรยังประกอบไปด้วยศาสตร์อสูรมากมายจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น คุกนิ้วแรกนภา
จรัสวารีไพศาลแห่งนี้ มันประกอบไปด้วยศาสตร์อสูรระดับต่ ามากกว่าหนึ่งหมื่นสาม
พันวิชา ครั้งที่ข้ายังเยาว์วัย เคยลองนับดูหนหนึ่ง” ผูเยาบอกเล่าอย่างกระตือรือร้น
จั่วม่อเหม่อมองผูเยาราวกับมองสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ให้ตายเถอะ เรื่องขำขัน
นี้หัวร่อไม่ออกจริงๆ
“เจ้านี่ช่างว่างมากตั้งแต่ยังเยาว์วัยเลยทีเดียว”
เมื่อความนับถือเลื่อมใสในใจ หลุดออกมาจากปาก กลับกลายเป็นดูถูกเหยียด
หยามไป จากข้อนี้ก็เป็นที่เห็นได้ว่า จั่วม่อยังคงขุ่นเคืองผูเยา ที่ลากมันเข้ามาในคุกสิบ
นิ้วเป็นเวลาถึงสองชั่วยาม
“ใช่แล้ว!” ผูเยากลับไม่ปฏิเสธ น้ าเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ราวกับว่า
มันกำลังหวนคะนึงถึงเรื่องราวแต่หนหลัง
จั่วม่อสะท้อนใจอยู่บ้าง “ผู ตอนเป็นเด็กเจ้าชมชอบเช่นนี้หรือ?”
“คนอ่อนแออย่างเจ้าไม่อาจเข้าใจได้”
คำตอบอย่างจริงใจของผูเยา ทำลายความรู้สึกดีๆ ที่มีอยู่น้อยนิดในใจจั่วม่อจน
หมดสิ้น มันเหลือกตา “ดังนั้นคนแข็งแกร่งอย่างเจ้าจึงแล่นมาที่นี่เพื่อนับ? ไล่นับไป
ตลอดทาง จนกระทั่งทราบว่ามันมีหนึ่งหมื่นสามพันศาสตร์อสูรเช่นนั้นหรือ?”
“ฮ่าฮ่า!” ผูเยาหัวร่ออย่างไม่อนาทรร้อนใจ
จั่วม่อท่องทะยานอยู่ท่ามกลางโขดหิน มันระมัดระวังยิ่ง หินทุกก้อน ดอกไม้ทุก
ดอก ต้นหญ้าทุกต้น รวมถึงน้ าทุกหยดที่อยู่ที่นี่ ล้วนเชื่อมโยงกับศาสตร์อสูรมากมาย
จั่วม่อบินผ่านแผ่นหินมาแล้วสี่สิบหกก้อน ทุกก้อนล้วนแล้วแต่มีคุณลักษณะที่แตกต่าง
กันทั้งหมด
ผูเยายังคงอธิบายเกี่ยวกับศาสตร์อสูรที่แตกต่างกันอย่างต่อเนื่อง วิธีใช้งานพวก
มัน วิธีทำลายพวกมัน จั่วม่อพบว่าผูเยามีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์อสูร
ชนิดใด ผูเยาสามารถเล่าความได้อย่างคล่องแคล่วเจนจัด อธิบายอย่างรวบรัดเรียบ
ง่าย ง่ายต่อการเข้าใจถึงที่สุด ในเมื่อเรียนรู้วิชามหาหัตถ์พันใบกับหัตถ์พันใบน้อยอยู่
ก่อนแล้ว กับศาสตร์อสูรระดับต่ าเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้จั่วม่อรู้สึกยากที่จะเข้าใจแม้แต่
น้อย แต่กับวิธีการแยกย่อยทำลายศาสตร์อสูร ยังคงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อสลดหดหู่ที่สุด นั่นก็คือในช่วงเวลาสองชั่วยาม มันได้แต่วนเวียน
อยู่กับแผ่นหินสี่สิบหกก้อนนี้ จะอย่างไรที่นี่ก็ไม่ใช่ภพเซียนของพวกมันเหล่าซิวเจ่อ
เดิมทีเข้าใจว่าจะได้ชมดูสถานที่อันแปลกใหม่บางแห่ง แต่จั่วม่อต้องผิดหวังยิ่ง ทุกครั้ง
ที่ผ่านก้อนหินก้อนหนึ่ง ผูเยาจะให้มันแยกสลายก้อนหินอย่างสมบูรณ์เสียก่อนจึง
สามารถผ่านไปได้
เจ้าผู้นี้ดึงมันมาที่นี่ เพียงเพื่อทำลายก้อนหินหรือ?
มิทราบว่าของพรรค์นี้ จะทำให้จิตใจและจิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร…
จั่วม่อสงสัยใจยิ่ง ว่านี่เป็นข้ออ้างที่เจ้าผู้นี้อ้างไปอย่างส่งๆ หรือไม่ หากเจ้าตัว
ประหลาดผู้นี้ทำเรื่องเช่นนี้จริง มันก็ไม่แปลกใจสักนิด
พลังอำนาจของศาสตร์อสูรระดับต่ ามีจำกัดจำเขี่ยยิ่ง อ่อนด้อยกว่ามหาหัตถ์พัน
ใบและหัตถ์พันใบน้อยมาก หลังจากร่ าเรียนศาสตร์อสูรระดับต่ าสี่สิบหกวิชารวด แทบ
ไม่มีผลอันใดต่อความสามารถในการสู้รบของมันแม้แต่น้อย
เพิ่งจะสองชั่วยามเท่านั้นเอง จั่วม่อได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนี้
ทันใดนั้นเอง จากมุมหางตา มันเห็นเงาร่างสายหนึ่งบินตรงเข้าหามัน จั่ว
ม่อลอบระวังป้องกัน มันกำลังจะได้พบพานอสูรตนหนึ่งใช่หรือไม่?
ชั่วขณะที่มันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี รอบกายมันพลันกระเพื่อมเป็น
ระลอกอย่างรุนแรง สภาพแวดล้อมกลายเป็นพร่าเบลอ
บัดซบ!
สายตามันเลือนรางวูบ จั่วม่อกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง สีหน้าขัดตายิ่ง มันไม่
หลุดออกมาเร็วกว่านี้หรือช้ากว่านี้ พาลกลับออกมาในจังหวะเวลาที่น่าสนใจที่สุดพอ
ดิบพอดี นี่ทำให้การเดินทางท่องชมคุกสิบนิ้วของมัน กลายเป็นการเดินทางไปชมดู
ก้อนหินอย่างแท้จริง
หลังจากที่จั่วม่อกับผูเยาหายตัวไป ร่างหนึ่งวาบผ่านแผ่นหินที่ทั้งคู่ยืนอยู่เมื่อครู่
คนผู้นั้นอดอุทานอย่างแปลกใจอยู่บ้างไม่ได้
ใบหน้านางทอแววตื่นตะลึง
เมื่อสายตาของนางมองไปยังแผ่นหินก้อนอื่นๆ สีหน้าตื่นตะลึงยิ่งรุนแรงกว่าเดิม
นางคล้ายได้พบเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เหลือเชื่อจนแทบเป็นไปไม่ได้
จั่วม่อสะบัดศีรษะแรงๆ ยังรู้สึกมึนงงวิงเวียนอยู่บ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่
ตรงหน้าดูเหมือนไม่จริงอยู่บ้าง
“ต้าเหริน ท่านเป็นอะไรหรือไม่?” ซู่หลงถามอย่างห่วงกังวล มันหวั่นวิตก
เล็กน้อย สองชั่วยามที่ผ่านมา จิตวิญญาณของต้าเหรินคล้ายไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่
บ้าง
“อ้อ ไม่มีใด” จั่วม่อระงับความสลดหดหู่ในใจ เงยหน้ามองไปในทิศทางของหุบ
เขาร้อยบุปผา “เซี่ยซานเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง” ซู่หลงสั่นศีรษะ
ในเวลานี้เอง เมฆดำเหนือหุบเขาร้อยบุปผาเริ่มม้วนตัวอย่างเกรี้ยวกราด แสงขั้ว
โลกหลากสีก่อตัวเป็นชั้นๆ โครงร่างของสัตว์ปราณหลากสีนั้นก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น
จั่วม่อเริ่มคึกคักขึ้นมาทันที มันรู้สึกได้ว่าอัตราการดูดกลืนพลังปราณของเซี่ย
ซาน รุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน
มาแล้ว!
ในกลุ่มเมฆดำ ทันใดนั้นบังเกิดแสงสีรุ้งสายหนึ่งแผดจ้าเจิดจรัส ราวกับเข็มสีรุ้ง
นับร้อยๆ เล่มทะลวงผ่านเข้ามาในสายตาของผู้ชมดู กระทั่งจั่วม่อยังหลับตาลงโดยไม่
รู้ตัว
แสงสีรุ้งสามารถมองเห็นได้ไกลหลายร้อยลี้
เสียงกู่ยาวลึกสายหนึ่ง ดังออกมาจากภายในหุบเขาร้อยบุปผา กึกก้องกังวานขึ้น
ไปถึงชั้นฟ้า!
ทุกผู้คนเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมฆดำบนท้องฟ้าก็หายไปอย่างสิ้นเชิง หมื่นลี้ไม่
มีเมฆ ท้องฟ้าสีครามใสกระจ่างเป็นที่สุด
ร่างหนึ่งทะยานขึ้นจากหุบเขาร้อยบุปผา ขึ้นสู่ท้องฟ้า นั่นย่อมเป็นเซี่ยซาน มัน
กวาดตามองไปรอบๆ จากนั้นร่างหายวับกลางอากาศอย่างฉับพลัน
ผู้คนพากันทอดถอนชมเชยอย่างพร้อมเพรียง มีเพียงจินตันจึงสามารถ
ครอบครองความเร็วอันล้ าเลิศเช่นนี้!
ร่างของเซี่ยซานกะพริบวาบ จากนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้าจั่วม่อ คล้ายออกมาจาก
อากาศธาตุ ในยามนี้มันคล้ายกระบี่ที่ไร้ฝักเล่มหนึ่ง เผยความคมกล้าออกมาอย่างไม่
ออมรั้ง พลังสภาวะภายในร่างมันกระแทกใส่รอบข้างไม่หยุดยั้ง ซู่หลงสะท้านขึ้ครา
หนึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เผยท่าทีระมัดระวังออกมา
จั่วม่อร่างเหยียดตรงดุจคันทวน ยังคงสงบนิ่ง ไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อพลัง
สภาวะของเซี่ยซานแม้แต่น้อย
“ต้าเหริน เซี่ยซานกลายเป็นจินตันแล้ว!” เซี่ยซานโขกคำนับจรดพื้น พลัง
สภาวะลดต่ าลงอย่างฉับพลัน
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นสีหน้าเบิกบานใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เดิมทีมันคิดว่า
เมื่อเซี่ยซานสำเร็จด่านจินตัน ก็จะอำลาจากไป ในความเห็นของมัน นี่เป็นเรื่องปกติ
ธรรมดา และสมควรเป็นแช่นนั้น
“เซี่ยซานหวังว่าจะเป็นเช่นที่ผ่านมา ติดสอยห้อยตามต้าเหรินตลอดไป” เซี่ย
ซานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“อา ประเสริฐ ประเสริฐ” จั่วม่อกัดริมฝีปากแน่น ไม่ทราบจะกล่าวว่ากระไรดี
แต่ในใจลอบซาบซึ้งอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ม้าฝานผู้ตื่นเต้นตึงเครียดมานาน ดูเหมือนปลดเปลื้องภาระหนักหนาในที่สุด ฉีก
ยิ้มสดใสกระจ่างจ้า ไม่ว่าจะเป็นค่ายจูเชวี่ย ค่ายเว่ย หรือฝ่ายหลอมสร้าง ทุกคนอด
แย้มยิ้มไม่ได้ ยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหู
ในฉับพลันทันใด เสียงปรบมือโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหวไปถึงชั้นฟ้า!