สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 325 นี่มัน...
ใต้ม่านรัตติกาล เรือขนส่งทาสห้าลำเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ
“อากุ่ย เราจะไปอาณาจักรทะเลเมฆกันแล้ว” จั่วม่อบอกอากุ่ยที่อยู่ด้านข้าง
อย่างนุ่มนวล อากุ่ยยืนไร้ชีวิตจิตใจดุจหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ดูเปราะบางจนชวนให้ผู้คน
เวทนา เมื่อใดก็ตามที่มันหวนคิดถึง ว่าอากุ่ยสละชีวิตต้านทานการโจมตีเหนือเมือง
อีกาทองคำ จั่วม่อรู้สึกหัวใจสะท้านสั่นไหว
เจ้าดำน้อยยังคงนอนหลับเหมือนเช่นปกติ เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยเล่นกัน
อย่างปราศจากกังวล แต่นกโง่กลับมีพฤติการณ์ไม่ปกติ นางยืนเฝ้าเงียบๆ อยู่ข้างกาย
อากุ่ย สะบัดขนสีเทาเบาๆ เป็นระยะ
กงซุนชา ซู่หลง เซี่ยซานและเหล่าแกนนำคนอื่นๆ มารวมตัวกันอยู่บนเรือขนส่ง
ทาสลำนี้ เซี่ยซานหลังจากบรรลุด่านจินตัน มันก็ออกจากหน่วยเทียนฟง รับหน้าที่
องครักษ์ส่วนตัวของจั่วม่อ ม้าฝานกลายเป็นผู้บัญชาการหน่วยเทียนฟงอย่างเต็มตัว มี
เหนียนลู่กับเหลยเผิงเป็นรองผู้บัญชาการหน่วย ในช่วงเวลานี้เอง การทำศึกอย่าง
ต่อเนื่องยาวนานเริ่มสำแดงผลกระทบออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทุกผู้คนพัฒนารุดหน้า
ไม่น้อย มีซิวเจ่อสิบแปดคนจากค่ายจูเชวี่ยบรรลุเจตจำนงกระบี่ ดังนั้นจำนวนคนของ
หน่วยเทียนฟงแทนที่จะลดลงเพราะการออกจากหน่วยของเซียซาน กลับกลายเป็น
เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมดสามสิบคน
ส่วนฝ่ายหลอมสร้างเวลานี้ค่อนข้างว่างงาน เนื่องจากความจริงที่ว่าพวกมันทุก
คนล้วนใช้ไฟอีกาทองคำ จึงขนานนามค่ายจินวู (ค่ายอีกาทองคำ)อย่างเป็นเอกฉันท์
ค่ายจินวูอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนกว่าเดิม ฝ่ายหลอม
สร้างยังคงเป็นฝ่ายที่สำคัญที่สุดในค่ายจินวู นอกเหนือจากนั้น ฝ่ายหลอมกลั่นโอสถ
กับฝ่ายอื่นๆ ถูกแบ่งแยกออกเป็นสาขาของค่ายจินวู ในหมู่เรือขนส่งทาสทั้งห้า มีอยู่
สองลำจัดไว้สำหรับค่ายจินวูโดยเฉพาะ เพื่อสร้างห้องหลอมสร้างยุทธภัณฑ์กับห้อง
หลอมกลั่นโอสถเป็นพิเศษ
อาศัยสั่งสมประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น ทุกคนค่อยๆ สร้างระบบโครงสร้างที่มี
ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
เซี่ยซานที่กำลังพักผ่อนพลันลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน เพ่งมองไปในระยะไกล
ดวงตาสาดประกายวาบ “คนเหล่านี้ไม่ยอมปล่อยให้เราจากไปอย่างง่ายดายจริงๆ”
นับตั้งแต่พวกมันออกจากหุบเขาร้อยบุปผา ก็มีคนติดตามพวกมันมาตลอดทาง
“ปล่อยพวกมันเถอะ” จั่วม่อกล่าว พวกมันพยายามปกปิดการเดินทางของพวก
มันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับผู้ที่มุ่งมั่นติดตาม ย่อมไม่มีทางปกปิดซ่อนเร้นได้
อย่างสมบูรณ์ หน่วยสอดแนมเหล่านี้ระมัดระวังยิ่ง ไม่ได้เข้ามาใกล้ เพียงลอบติดตาม
จากระยะไกล
หลังจากเดินทางต่อไปอีกสองชั่วยาม ภูมิประเทศเปลี่ยนจากเทือกเขากลายเป็น
ที่ราบ ค่ายกลใหญ่โตมโหฬารขบวนหนึ่งผ่านเข้ามาในครรลองสายตาของผู้คน
“วา ใหญ่โตยิ่ง!”
“ทรงพลังนัก! ค่ายกลเคลื่อนย้ายใหญ่โตกระไรปานนี้!”
ผู้คนบนเรือขนส่งทาสกลายเป็นตื่นเต้นคึกคัก พากันยืดคอออกไปชมดูค่ายกล
ขนาดยักษ์บนพื้นด้านล่าง
ค่ายกลเคลื่อนย้ายวารีฟ้ามีขนาดใหญ่โตกว่าสิบลี้ เป็นหนึ่งในค่ายกลเคลื่อนย้าย
ที่ใหญ่โตที่สุดในอาณาจักวารีฟ้า ในความมืด ค่ายกลเคลื่อนย้ายมหึมาทอแสงประกาย
ที่ชวนลุ่มหลงมึนเมามากยิ่งขึ้น
จั่วม่อใบหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงลาน ในบรรดาค่ายกลทุกประเภท ค่ายกล
เคลื่อนย้ายเลื่องชื่อลือชาในเรื่องความยากที่จะสร้างของพวกมัน ค่ายกลเคลื่อนย้าย
ขนาดใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ สร้างขึ้นมาอย่างลำบากยากเข็ญสักเพียงใด นี่ยากที่
จะจินตนาการไปถึงจริงๆ ค่ายกลเคลื่อนย้ายของอาณาจักรนภาจันทร์ เมื่อเทียบกับ
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้ แทบไม่ต่างอันใดจากของเด็กเล่นชิ้นหนึ่ง ทราบกันว่าอาณาจักร
วารีฟ้าแข็งแกร่งและรุ่งเรืองกว่าอาณาจักรนภาจันทร์ ค่ายกลเคลื่อนย้ายตรงหน้านี้
เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจน ถึงความมั่งคั่งรุ่งเรืองที่ห่างชั้นกันไกลโข
“ลงไปด้านล่าง”
เรือขนส่งทาสห้าลำลงจอดอย่างแช่มช้า ค่ายจูเชวี่ยกระจายตัวออก ทำหน้าที่
เฝ้าระวังไม่ให้มีผู้ใดเล็ดลอดเข้ามาใกล้
จั่วม่ออดใจไม่ไหว โผพุ่งขึ้นจากเรือ ลอยตัวอยู่กลางอากาศเหนือค่ายกล
เคลื่อนย้าย จับจ้องไปยังลวดลายอักขระยันต์อันซับซ้อนของค่ายกลเคลื่อนย้าย เต็ม
ไปด้วยความนับถือเลื่อมใสจับใจ จั่วม่อค้นพบอย่างรวดเร็วว่าค่ายกลยักษ์ชุดนี้มีหลาย
สิ่งที่มันชมดูไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้รีบร้อน แต่ค่อยๆ นำม้วนหยกเปล่า
ออกมาบันทึกลวดลายอักขระยันต์ทั้งหมดของค่ายกลเคลื่อนย้ายมหึมาขบวนนี้ลงไป
เพื่อที่จะได้ศึกษาค้นคว้าในอนาคตข้างหน้า
“เสียเวลาเปล่า สิ่งที่พวกเจ้าเหล่าซิวเจ่อฝึกปรือมักจะโอ่อ่าฉูดฉาด แต่ไม่มี
ประโยชน์” เสียงของผูเยาดังขึ้นในใจจั่วม่อ มันล่อลวงว่า “เสี่ยวม่อม่อเอย มาฝึกปรือ
ศาสตร์อสูรดีกว่าน่า ศาสตร์อสูรมีประโยชน์มากมาย”
จั่วม่อไม่แยแสสนใจ ย้อนถามว่า “ผู เจ้าเข้าใจค่ายกลขบวนนี้หรือไม่?”
ผูเยาห่อเหี่ยวลงทันตา “ไม่เข้าใจ… …” จากนั้นโต้เถียงทันควัน “ข้าเป็นอสูร
ไฉนข้าต้องเข้าใจค่ายกลของเจ้าด้วย?”
“หากเจ้าไม่เข้าใจก็หุบปากเสียเถอะ” จั่วม่อโต้กลับ ในใจบังเกิดร่องรอยความ
สงสัยคุกรุ่น ผูเยาระยะนี้ไฉนคอยชักชวนให้มันฝึกปรือศาสตร์อสูร? มันอดครุ่นคิด
ระคนทอดถอนไปพร้อมกันไม่ได้ ว่าเม็ดพลังทองคำดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสารอาหาร
ที่ดี ผูเยาช่วงนี้ดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าในอดีตมาก
มิใช่ว่าหากรับประทานเม็ดพลังทองคำอีกสักสองสามเม็ด ผูเยาจะกลายเป็นพูด
พล่ามไร้สาระไปหรือไม่?
จั่วม่อสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง ตกลงใจระวังป้องกันเรื่องนี้ ผู้คนไม่อาจรับประทาน
มากเกินไป
หลังจากลอยวนรอบค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่หลายรอบ จั่วม่อค่อยกลับลงมา
แม้ว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายขบวนนี้มีรายละเอียดมากมายที่มันไม่เข้าใจ แต่หากเพียงแค่
คิดใช้งาน กลับไม่ยากนัก
เรือขนส่งทาสทั้งห้าลำบินเข้าไปภายในค่ายกล จั่วม่อเริ่มฝังจิงสือลงในตำแหน่ง
เฉพาะของค่ายกล หนึ่งร้อยยี่สิบสี่ชิ้นจิงสือระดับสี่ นี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ธรรมดา จั่วม่อ
ในหัวใจท่วมท้นไปด้วยเลือด
เมื่อหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ชิ้นจิงสือระดับสี่ถูกฝังเข้าประจำที่ในขบวนค่ายกลจนหมด จิ
งสือทยอยเปล่งแสงเจิดจ้าทีละชิ้นๆ ราวกับดวงดาวลุกวาบขึ้นบนท้องฟ้า ไม่ถึงสิบอึด
ใจ หนึ่งร้อยยี่สิบสี่ชิ้นจิงสือระดับสี่ล้วนเป็นประกายเจิดจรัส หากมีคนมองลองมาจาก
ฟากฟ้า พวกมันไม่ต่างอันใดกับกลุ่มดาวบนพื้น จิงสือแต่ละชิ้นเริ่มปลดปล่อยลำแสง
สายหนึ่ง ไหลผ่านเข้าไปตามลวดลายอักขระยันต์ของขบวนค่ายกล
เฝ้ามองอักขระยันต์อันซับซ้อนค่อยๆ ส่องสว่างขึ้นทีละน้อย ทุกผู้คนรู้สึก
กระหายใคร่รู้ระคนเหนือจริงอยู่บ้าง
ลวดลายอักขระยันต์ของค่ายกลทั้งขบวนล้วนเปิดใช้งาน พวกมันทั้งแน่นขนัด
โอ่อ่าหรูหราและละลานตาถึงที่สุด แสงสว่างทันใดนั้นพวยพุ่งออกจากขบวนอักระ
ยันต์ ล่องลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าอย่างแช่มช้า
“ทุกคนระมัดระวังให้มาก เราจะไปเดี๋ยวนี้!”
จั่วม่อที่ตื่นเต้นฮึกเหิม อดตะโกนเตือนผู้คนไม่ได้
วาจายังไม่ทันจะสิ้นสุด ทุกผู้คนภายในค่ายกลก็เลือนหายไป ลำแสงเจิดจรัส
และยิ่งใหญ่เปลี่ยนเป็นสะเก็ดแสงนับไม่ถ้วน กระจัดกระจายหายไปดุจหยาดฝนกลาง
สายลม
สักครู่ให้หลัง สองร่างปรากฏกายขึ้นด้านข้างค่ายกล หนึ่งในนั้นเป็นเหยียน
หยางผู้เคียดแค้น
เหยียนหยางสีหน้าลิงโลดยินดีเป็นพิเศษ เมื่อมันสืบเสาะพบการเดินทางของ
จั่วม่อ ทราบว่าอีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้ามายังค่ายกลเคลื่อนย้ายวารีฟ้า พวกมันรีบ
ล่วงหน้ามาก่อน ลอบเปลี่ยนแปลงแก้ไขค่ายกลส่วนหนึ่งเพื่อวางกับดักจั่วม่อ เห็นเล่ห์
ร้ายของมันลุล่วงไปด้วยดี เหยียนหยางระงับความยินดีปรีดาในใจ ค้อมกายคำนับชาย
ชราด้านข้างอย่างซาบซึ้งและนอบน้อม “อาจารย์อา ขอบพระคุณสำหรับความกรุณา
ครั้งนี้!”
“ไม่ต้องเกรงใจ เด็กผู้นั้น เกาซิ่ว ข้าก็ชมชอบมันไม่น้อยเช่นกัน นี่ถือเป็นการแก้
แค้นแทนมัน” ผู้เฒ่ากล่าวแผ่วเบา “อย่างไรก็ตาม เจ้าจะต้องเลิกแล้วต่อเมืองขุนเขา
น้อย หากก่อสงครามขึ้นอีกจนอาณาจักรวารีฟ้ากลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวาย หามีผู้ใดได้
ประโยชน์ไม่ สำนักอื่นจะไม่เห็นด้วย”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว” เหยียนหยางรับคำอย่างไม่เกี่ยงงอน แต่ยังอดถามไม่ได้
“พวกมันถูกส่งไปที่ใด?”
“สามพันโลกดุจหมู่ดาวบนท้องนภา สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าพวกมันจะไปโผล่ยัง
อาณาจักรใด”
คนผู้นี้โบกแขนเสื้อวูบ จุดแสงมากมายพวยพุ่งออกจากแขนเสื้อ ลอยเข้าไปใน
ค่ายกล จากนั้นอักขระยันต์บางตัวแปรเปลี่ยนอย่างเงียบเชียบ
“เรื่องราวสิ้นสุดเพียงเท่านี้ กลับกันเถอะ”
“ขอรับอาจารย์อา แต่ศิษย์ภาวนาว่าพวกมันจะไปโผล่ที่ขุมนรก!”
จั่วม่อเหม่อมองไปยังท้องฟ้าตรงหน้าที่คล้ายถูกย้อมด้วยเลือด ทันใดนั้นบังเกิด
ลางสังหรณ์เลวร้าย กงซุนชา เซี่ยซานและคนอื่นๆ ล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ไม่ว่า
ผู้ก็สามารถเห็นได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“ที่นี่ไม่ใช่อาณาจักรดอกไม้พระพุทธ!” จั่วม่อกล่าวอย่าวมืดมน
อาณาจักรวารีฟ้าไม่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เชื่อมต่อกับอาณาจักรทะเลเมฆ
โดยตรง ดังนั้นก่อนอื่นพวกต้องไปยังอาณาจักรดอกไม้พระพุทธ ในแผนที่อาณาจักร
ของจั่วม่อมีคำอธิบายรายละเอียดของอาณาจักรดอกไม้พระพุทธไว้อย่างชัดเจน
อาณาจักรดอกไม้พระพุทธมีสภาพเป็นฤดูใบไม้ผลิ ไม่มีสภาพอากาศที่รุนแรง
แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกมันนี้… …
ในบรรยากาศเต็มไปด้วยพลังสังหารอันเครียดเขม็ง ท้องฟ้าสลัวมัวมนด้วยสีแดง
แปลกประหลาด บนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าพวกมันไม่มีพืชพรรณชนิดใดเติบโตงอกเงย
จั่วม่อตอบสนองรวดเร็วที่สุด มันมองลงไปด้านล่างแวบหนึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยน
เป็นปั้นยาก “ผิดท่าแล้ว มีใครบางคนเล่นลูกไม้ไว้ที่ค่ายกลเคลื่อนย้าย!” เห็นค่ายกล
เคลื่อนย้ายด้านใต้เท้าของพวกมันสึกกร่อนไม่สมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าไม่มีคนใช้งานมา
นานปี หลายตำแหน่งยังเลือนหายไปหมดสิ้น
ทุกผู้คนหน้าเผือดสี การเดินทางข้ามอาณาจักร นี่เป็นสถานการณ์ที่น่า
สะพรึงกลัวที่สุด หากพวกมันจู่ๆ หลงเข้าไปในอาณาจักรรกร้างและแปลกประหลาด
มักมีเพียงจุดจบเดียว นั่นถือถูกขังไว้ภายในจวบจนตายกันทั้งหมด
“ผู ทราบหรือไม่ว่าที่นี่เป็นที่ใด?” จั่วม่อไขว่คว้าความหวังสายใยสุดท้ายในใจ
“ข้าไม่รู้ แต่เจ้าต้องระมัดระวังให้จงหนัก สถานที่แห่งนี้… … ย่ าแย่ยิ่ง!” ผูเยา
น้ าเสียงหนักอึ้งอย่างหาได้ยาก จั่วม่อหัวใจดิ่งวูบอีกครั้ง
บัดซบ! ไม่ต้องขบคิดจั่วม่อก็คาดเดาได้คร่าวๆ ว่านี่เป็นฝีมือผู้ใด อย่างไรก็ตาม
ถึงตอนนี้ต่อให้ระบุได้ว่าเป็นผู้ใดลอบลงมือจากเงามืด ก็ไม่มีความหมายใดอีกแล้ว
จั่วม่ออดกลัดกลุ้มกังวลไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มันเผชิญกับปัญหาเช่นนี้ ที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรขุนเขาน้อยหรืออาณาจักรวารีฟ้า ไม่ว่าเผชิญกับสถานการณ์
เลวร้ายสักเท่าใด มันก็ไม่เคยถึงขนาดกลัดกลุ้มตึงเครียดเช่นนี้ มันไม่ทราบว่ามีสิ่งใด
รอคอยอยู่เบื้องหน้า มีผู้คนหรือไม่? มีอันตรายอันใดบ้าง?
มันไม่ล่วงรู้อะไรเลย
ความไม่รู้คือความหวาดกลัวที่ลึกล้ าที่สุดในใจมัน
เห็นความตึงเครียด หวาดกลัวและความรู้สึกไม่มั่นคงแพร่กระจายไปในกลุ่มคน
จั่วม่อระงับตัวเองให้สงบลง มันทราบว่ายามนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ตื่นตระหนกได้ แต่มันไม่
สามารถตื่นตระหนก มันสูดลมหายใจลึกๆ พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อ
บังคับสุ้มเสียงให้ฟังดูสงบมากที่สุด “เราจะลองมุ่งหน้าต่อไป ทุกคนเตรียมพร้อมรับ
การต่อสู้ได้ทุกเมื่อ”
ความพยายามของจั่วม่อไม่ได้สูญเปล่า ผู้คนเมื่อเห็นว่าเหล่าป่านยังคงสงบเยือก
เย็น ราวกับว่าพวกมันเพิ่งหากระดูกสันหลังของตัวเองพบ ความร้อนรนกระวน
กระวายของพวกมันบรรเทาลงไม่น้อย ในเวลานี้เอง ซู่หลงกับกงซุนชาก็ตั้งสติได้ทัน
ควัน สงบลงอย่างรวดเร็ว
กองกำลังเปิดฉากเคลื่อนไหว เรือขนส่งทาสทั้งห้าลำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
เริ่มพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า
พวกมันยิ่งบินไปบินไป สีหน้าก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
รกร้างว่างเปล่า เป็นความรกร้างว่างเปล่าที่บันดาลให้ผู้คนสิ้นหวัง หลังจากบิน
ผ่านไปมากกว่าหนึ่งร้อยลี้ มันยังไม่พบพานสิ่งมีชีวิตใด มีแต่พื้นดินที่ถูกเผาไหม้ดำ
เกรียม ที่ยังคงมีร่องรอยของโลหิตสีแดง ไม่มีพืชพรรณใดสามารถงอกเงยและเติบโต
ยอดเขาทั้งหมดล้วนโล่งเตียนแห้งแล้ง ปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆ
ทันใดนั้น จั่วม่อใจหายวาบ ทดลองโคจรพลังปราณในร่าง แล้วสีหน้า
แปรเปลี่ยนอีกครั้ง มันรีบหันไปบอกกงซุนชา “เรียกให้พวกมันประหยัดพลังปราณ
บ้าง พลังปราณธรรมชาติในสถานที่นี้เบาบางยิ่ง”
กงซุนชาได้ยินคำจั่วม่อ สีหน้าแปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง มันทราบดีว่านี่หมายความว่า
อย่างไร ซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ยที่กระจายตัวออกไป รีบกลับมายังเรือขนส่งทาสอย่าง
รวดเร็ว
คราวนี้สถานการณ์ย่ าแย่ยิ่ง จั่วม่อในที่สุดสงบเยือกเย็นลงอย่างสมบูรณ์ หันไป
กล่าวกับซู่หลง “เจ้าลองโคจรพลัง ดูว่าสถานที่แห่งนี้ส่งผลกระทบกับพวกเจ้า
อย่างไร”
ซู่หลงรีบเร่งเร้าทักษะปิศาจของมัน จากนั้นสีหน้าปิติยินดีในบัดดล “ต้าเหริน
สถานที่นี้เหมาะสมสำหรับพวกเราที่ใช้ทักษะปิศาจเป็นอย่างยิ่ง มันแทบจะ… … แทบ
จะ… …” มันไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร
“สถานที่แห่งนี้มีพลังงานภูตทมิฬหนักข้นยิ่ง” ผูเยาเอ่ยปากอีกครั้ง “พวกมันมี
ประโยชน์ต่อซู่หลงกับไพร่พลค่ายเว่ย”
“พลังงานภูตทมิฬ?” จั่วม่อใจสั่นสะท้าน
“อา เป็นพลังงานภูตชนิดพิเศษอย่างหนึ่ง พวกมันส่วนมากปรากฏขึ้นในสมรภูมิ
รบ สถานที่แห่งนี้สมควรเป็นสนามรบเก่า แต่… …” ผูเยาชะงักค้างอย่างกะทันหัน
“แต่อะไร?” จั่วม่อรีบถามอย่างอดรนทนไม่ไหว
“พลังงานภูตทมิฬที่เข้มแข็งแกร่งกร้าวถึงเพียงนี้หมายถึงเรื่องราวสองประการ
ประการแรก สถานที่แห่งนี้สมควรเป็นสนามรบในอดีต สนามรบที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง
และเป็นที่เกิดศึกใหญ่โตสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ส่วนอีกประการหนึ่งคือเวลา กว่าจะ
สั่งสมพลังงานภูตทมิฬจนหนาแน่นถึงเพียงนี้ จะต้องใช้ระยะเวลายาวนานไม่น้อย”
“นานเท่าใด?”
“มากกว่าหนึ่งหมื่นปี!”
ซี๊ด จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
หนึ่งหมื่นปี… …
“สมรภูมิโบราณจากหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว… …” จั่วม่อรำพึงกับตัวเอง ฉากอันรก
ร้างว่งเปล่าเบื้องหน้ามัน ยิ่งกลายเป็นกว้างใหญ่ไพศาลและรกร้างว่างเปล่ากว่าเดิม!
เซี่ยซานกับซู่หลงที่ยืนอยู่ข้างกายเมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
เซี่ยซานเกือบจะมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“แต่ … …” ผูเยาหยุดวาจากลางคัน
“แต่อะไรอีก?” จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง โพล่งถามอย่างฉับพลัน
“หากที่นี่เป็นสนามรบโบราณจริง เช่นนั้นสงครามครั้งนั้นต้องยิ่งใหญ่สะท้านฟ้า
สะเทือนดิน มหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ระดับนั้นสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว เป็นไป
ไม่ได้ที่ข้าจะไม่รู้จัก!” ผูเยากล่าวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “แต่ทว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ตรงกับ
รายละเอียดของสนามรบโบราณใดๆ ที่ข้ารู้จัก ไม่ใกล้เคียงเลยแม้แต่แห่งเดียว!”
จั่วม่อพอฟังใบหน้าก็ซีดเผือดจนขาว ความเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้น
บึ้งของหัวใจ มือเท้าเย็นเฉียบ