สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 326 สมรภูมิโบราณหมื่นปี
“สามารถย้อนกลับไปทางที่เรามาได้หรือไม่?” กงซุนชาถามเสียงเบาเหมือน
กระซิบ
จั่วม่อที่ใบหน้าเผือดขาวสั่นศีรษะพลางกล่าวเสียงแหบต่ า “เราหลงกลแล้ว อีก
ฝ่ายลอบเปลี่ยนแปลงรอยประทับวิญญาณในค่ายกลเคลื่อนย้าย นี่ไม่ใช่ค่ายกล
เคลื่อนย้ายซึ่งระบุสถานที่เฉพาะไว้ล่วงหน้า แต่มันเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนย้ายแบบสุ่ม
เจ้าก็เห็นค่ายกลที่อยู่ด้านล่าง มันเป็นค่ายกลที่เสียหายไปแล้ว”
กงซุนชาเงียบงันไป
จั่วม่อยกระดับความตื่นตัว “ทุกคนระมัดระวังให้มาก ไม่ต้องวิตกกังวลไป พวก
เราเมื่อสามารถบุกฝ่าออกมาจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ย่อมสามารถหาทางออกไป
จากที่นี่ได้เช่นกัน”
กงซุนชาพอฟัง สีหน้าเริ่มดีขึ้น
เซี่ยซานกลับมีสีหน้าเครียดขรึมกว่าผู้ใด ยามนี้มันเป็นจินตัน ย่อมแตกต่างจาก
ผู้อื่นในทุกๆ ด้าน มันค่อยๆ ตระหนักถึงคำ ‘สนามรบโบราณหมื่นปี’ ของจั่วม่ออย่าง
เงียบเชียบแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งสัมผัสถึงกลิ่นอายเย็นเยียบเสียดกระดูกจากรอบข้าง มัน
ก็ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในเมื่อเหล่าป่านตระหนักถึงเรื่องนี้ดี มันค่อย
คลายใจลงเล็กน้อย
เหล่าป่านยังคงมีประวัติความเป็นมาลึกล้ าจนไม่อาจหยั่งวัดได้
หลังจากเดินทางต่อไปเป็นเวลานาน ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ใน
สภาพระวังป้องกันสูงสุดอยู่แล้ว จั่วม่อมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่ลังเล
เมื่อทะยานตรงไปข้างหน้า เห็นภาพทางนั้นชัดตา มันถึงกับยืนตะลึงลานอยู่กับ
ที่
นี่เป็นดินแดนรกร้างอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างน่าสะท้านขวัญ เห็นยอดเขานับไม่
ถ้วน ล้วนพังพินาศสิ้น พื้นดินมอดไหม้ดำเกรียมทุกแห่งหน หลุมขนาดยักษ์เส้นผ่าน
ศูนย์กลางมากกว่าสิบลี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป แผ่นดินที่เต็มไปด้วยบาดแผลและ
รอยไหม้เขย่าขวัญวิญญาณผู้ที่พบเห็น นี่เป็นสมรภูมิรบไม่ผิดแน่ สิ่งที่กระจายเกลื่อน
อยู่ท่ามกลางหลุมยักษ์และรอยไหม้เกรียม เป็นซากกระดูกมากมายสุดคณานับ ซาก
กระดูกเหล่านี้ผุกร่อนมาเนิ่นนานปานใดไม่อาจทราบได้ เมื่อลมพัดผ่าน โครงกระดูกก็
สลายเป็นผุยผง ภาพเหตุการณ์เช่นนี้สมควรมีอยู่แต่ในตำนานหรือนิทานที่เนิ่นนาน
นับอสงไขย นึกไม่ถึงว่าวันนี้ จะได้สัมผัสกับกลิ่นอายเก่าแก่โบราณ พัดพาเข้าปะทะ
ใบหน้าโดยตรง
ทุกผู้คนตื่นตะลึงจนมิอาจกล่าววาจา ไม่เว้นแม้แต่ผูเยา
“สมรภูมิบรรพกาล… … สมรภูมิบรรพกาล… …” เซี่ยซานพึมพำซ้ าไปซ้ ามา
จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฉากเบื้องหน้าส่งผลกระทบต่อมันอย่างรุนแรงหาใดเปรียบ
ร่องรอยน่าสะท้านใจที่หลงเหลืออยู่บนสนามรบแห่งนี้ ทำให้มันตระหนักถึงพลัง
อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวสุดฟ้าสุดดิน ที่อาจสามารถทำลายโลกได้ในกระบวนท่าเดียว
มันค่อยพบว่าตัวมันเองที่แท้เล็กกระจ้อยร่อยถึงเพียงนี้ ราวกับเศษฝุ่นธุลีก็มิปาน
จั่วม่อเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ มันพอเห็นสีหน้าของเซี่ยซานค่อยพบว่าผิดท่า มัน
ทราบว่าคราวนี้ย่ าแย่แล้ว เซี่ยซานเพิ่งจะเข้าสู่ด่านจินตัน พลังบำเพ็ญเพียรยังไม่ทัน
จะมั่นคงมีเสถียรภาพ การที่ต้องเผชิญกับความสะท้านสะเทือนอันรุนแรงอย่าง
ฉับพลันเกินไป ความเชื่อมั่นในตัวเองอาจถูกทำลายได้ง่ายๆ สถานเบานับแต่นี้ไปไม่มี
ความรุดหน้าอีก สถานหนักพลังบำเพ็ญเพียรอาจแตกซ่านจนถดถอยลง จั่วม่อในยาม
นี้ไม่สนใจคนอื่นๆ รีบตวาดเตือนเซี่ยซานเสียงหนัก “ตั้งสติเอาไว้!”
สิ่งที่แฝงอยู่ในเสียงตวาดเป็นมนตราสำเนียงกระจ่าง
เซี่ยซานสะท้านขึ้นทั้งร่าง คืนสติสัมปชัญญะในบัดดล ลอบร้องหวาดเสียวในใจ
เมื่อครู่คับขันอันตรายถึงที่สุด อดหันไปมองจั่วม่ออย่างสำนึกขอบคุณไม่ได้ คนอื่นๆ
ได้ยินเสียงตวาดนี้ พากันฟื้นคืนสติเช่นกัน
“ซู่หลง!” จั่วม่อตวาดเรียกอย่างดุดัน
ซู่หลงรู้สึกอับอายกับสภาพของตนเมื่อครู่ ใบหน้าแดงฉาน รีบค้อมกายรับคำ
อย่างนอบน้อม “ต้าเหริน ผู้น้อยอยู่!”
“เราจะลงไปข้างล่าง!” จั่วม่อหรี่ตามอง ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง
“ต้าเหริน!” ซู่หลงรีบทัดทาน “สถานการณ์ยังไม่แน่ชัด หากผลีผลามลงไป…
…”
“เจ้าไม่กล้าหรือ?” จั่วม่อขัดจังหวะกลางคัน ดวงตาเย็นเฉียบเหมือนคมมีด
ซู่หลงรู้สึกโลหิตร้อนฉ่าระเบิดขึ้นสู่ศีรษะอย่างฉับพลัน ชุดเกราะสีดำของมันสั่น
เทา รีบค้อมศีรษะกล่าวอย่างไม่ลังเล “ซู่หลงทราบความผิดแล้ว!”
กล่าวจบคำก็ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ดวงตาถมึงทึงด้วยโทสะ เส้นเลือดเขียว
ปูดโปน ไม่หลงเหลือร่องรอยของความระมัดระวังและเยือกเย็นที่เคยมีแม้สักส่วน
เสี้ยว เสียงตวาดสั่งการดังกึกก้องอยู่กลางอากาศ “ค่ายเว่ย ลงสู่พื้นในบัดดล!”
ที่มันขุ่นแค้นย่อมเป็นความขลาดเขลาบัดซบของตัวเอง
เรือขนส่งทาสทั้งห้าลำแล่นเคียงกันอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ต้น ถ้อยคำโต้ตอบของ
จั่วม่อกับซู่หลง ไม่ได้เป็นการลับ เหล่าไพร่พลค่ายเว่ยล้วนได้ยินชัดเจน สำหรับค่าย
เว่ยผู้สาบานตนว่าจะติดตามจั่วม่อตราบชีพมลาย การถูกต้าเหรินสงสัยในความกล้า
หาญของพวกมัน ไฉนเลยจะทานทนรับไว้ได้? ค่ายเว่ยทั้งค่ายรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน
ดวงตากลายเป็นแดงฉานทั้งหมด
“รับทราบ!” ทหารค่ายเว่ยคำรามอย่างพร้อมเพรียง แล้วโผพุ่งลงจากเรือโดยไม่
รีรอลังเล
กลางเวหา เหล่าเงาดำทยอยเหินร่างลงมาดุจวิหคตัวใหญ่
เสียงตวาดอย่างพร้อมเพรียงของค่ายเว่ยราวกับสายลมกระโชกพัด กวาดความ
มืดมนออกไปจากใจทุกผู้คน ขวัญกำลังใจพลุ่งพล่านขึ้นอย่างเปี่ยมล้น ทุกคนในค่ายจู
เชวี่ยที่ยืนอยู่บนเรือขนส่งทาสล้วนมีสีหน้าอัปยศอดสู พวกมันก็ได้ยินคำถามของจั่วม่
ออย่างชัดเจนเช่นกัน ในเวลานี้พวกมันปรารถนาจะบุกทะลวงนำไปด้านหน้าสุดอย่าง
ที่เคยเป็นมา
กงซุนชาในใจอับอายขายหน้ามากเช่นกัน หลังจากมาถึงสถานที่แห่งนี้ เผชิญกับ
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงใหญ่โต มันกลับแตกตื่นลนลานจนแทบสูญเสียตัวเองไป เมื่อ
เทียบกับศิษย์พี่ แน่นอนว่ามันยังอ่อนด้อยกว่ามาก ศิษย์พี่จึงเป็นผู้นำโดยกำเนิดอย่าง
แท้จริง เพียงกล่าววาจาไม่กี่คำ ก็สามารถปลุกขวัญกำลังใจของกองทัพกลับคืนมา
อย่างเต็มเปี่ยม
เซี่ยซานยิ่งอับอายขายหน้ายิ่งกว่าผู้ใด มันเป็นจินตันผู้หนึ่ง แต่จิตใจของมัน
ถึงกับไม่แข็งแกร่งเท่าเหล่าป่าน!
“พวกเราติดตามลงไป” จั่วม่อสั่งการด้วยใบหน้าเย็นชา
เรือขนส่งทาสทั้งห้าหักหัวดิ่งลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งอยู่ห่างจากพื้นดินไม่ถึง
สิบจั้ง
“ศิษย์น้อง เจ้ายืนบัญชาการอยู่ที่นี่” จั่วม่อสั่งกงซุนชา ก่อนจะหันไปอีกด้าน
“นกโง่ คุ้มครองอากุ่ย!” กล่าวจบคำมันก็ก้าวลงจากเรือขนส่งทาส นกโง่เหลือกตา แต่
ยังคงยืนเฝ้าระวังอยู่ข้างกายอากุ่ยอย่างเชื่อฟัง
จั่วม่อทิ้งร่างลงบนพื้น
พื้นดินแข็งกระด้างดุจเหล็กกล้า เต็มไปด้วยร่องรอยสีแดงภายใต้รอยไหม้ดำ
เกรียม จั่วม่อไม่คิดเสียเวลาตรวจสอบอย่างละเอียด เพียงตวาดสั่งการด้วยสีหน้าเย็น
เยือก “เดินหน้า!”
สมรภูมิโบราณหมื่นปีแล้วจะเป็นไร? เกอหาเกรงกลัวไม่!
กองทัพม้วนกวาดไปข้างหน้า ซู่หลงนำอยู่ด้านหน้าสุด ทั่วทั้งร่างห่อหุ้มด้วย
พลังงานสีดำ เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันอย่างเปี่ยมล้น ถึงตอนนี้ผู้คนไม่หวั่นเกรงอีก
ต่อไป ขวัญกำลังใจคึกคักเต็มเปี่ยม พวกมันถึงกับเฝ้าคาดหวังว่าจะมีสัตว์ประหลาดใด
โผล่ออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ให้พวกมันได้ออกแรงต่อสู้ระบายความอัดอั้นเสียบ้าง
กองกำลังรุดหน้าไปไม่หยุดยั้ง จั่วม่อใบหน้าเย็นชา ลอบตรวจสอบ
สภาพแวดล้อมอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เห็นรอยแยกยาวสิบลี้พาดขวางตัดไขว้อยู่ทุกหนแห่ง จั่วม่อลอบสงสัยว่า
ร่องรอยเหล่านี้สมควรเกิดจากปราณกระบี่ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังงานภูตทมิฬ
ในระยะเวลาเพียงไม่นาน พลังงานสีดำบนร่างซู่หลงกับไพร่พลค่ายเว่ยกลายเป็นหนา
ข้นขึ้นอีกหลายส่วน หลังจากขบคิดอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ จั่วม่อตกลงใจเคลื่อนขบวน
ไปตามพื้นดิน ดีกว่าที่จะเหาะเหินไปในอากาศ เนื่องเพราะการคงอยู่ของพลังงานภูต
ทมิฬเหล่านี้ ค่ายเว่ยกลับกลายเป็นกำลังรบหลักของพวกมัน ค่ายเว่ยไม่มีฝีมือในการ
ต่อสู้กลางอากาศ ดังนั้นมิสู้เดินทางไปบนพื้นดินจะเหมาะกว่า อย่าว่าแต่หากพวกมัน
ต้องเผชิญอันตรายใด จั่วม่อก็ไม่รู้สึกว่าอยู่กลางอากาศจะปลอดภัยกว่าบนพื้นดินแต่
อย่างใด
ครุ่นคิดถึงยามนี้ จั่วม่อเหลือบมองไปยังสามองครักษ์เกราะทองข้างกายมัน และ
พบในทันทีว่าเหล่าองครักษ์เกราะทองก็กำลังสูบกลืนพลังงานภูตทมิฬเช่นเดียวกัน
แต่ในเวลานี้มันยังไม่คิดแบ่งความสนใจไปยังเรื่องเหล่านี้ สมาธิจิตใจของมัน
ทุ่มเทไปยังเรื่องตรงหน้าทั้งหมด สิ่งที่พบเห็นจนชินตามากที่สุดคือซากกระดูก ซาก
กระดูกเหล่านี้เมื่อถูกแตะต้อง จะแหลกสลายเป็นผุยผง โดยทั่วไปมักพบเห็นสิ่งของ
ชำรุดอยู่ด้านข้างโครงกระดูก แต่หลังจากผ่านกาลเวลานับหมื่นๆ ปี พวกมันก็ประสบ
ชะตากรรมไม่ต่างอันใดกับโครงกระดูก เพียงสัมผัสถูก ก็สลายกลายเป็นฝุ่นธุลี
สถานที่แห่งนี้ไม่มีชีวิตใด ปราศจากสิ่งมีชีวิตอย่างสิ้นเชิง ระหว่างทางมีเพียง
ซากกระดูกกับแผ่นดินที่มอดไหม้
พวกมันเดินทางยาวไกลถึงสิบชั่วยามเต็ม จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีโลหิต
เทียบกับก่อนหน้านี้ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ สถานที่แห่งนี้ใช่ไม่มีกลางวันกลางคืน
หรือไม่? อาศัยระดับความเร็วในตอนนี้ พวกมันรุดหน้ามาไกลกว่าหนึ่งพันลี้แล้ว แต่
ทุกที่ที่ผ่านมา ทิวทัศน์รอบข้างแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด
จั่วม่อทันใดนั้นเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก มันสังเกตเห็นพลังงานภูตทมิฬที่
เบื้องหน้า หนาแน่นเข้มข้นกว่าตำแหน่งที่พวกมันเข้ามาเมื่อสิบชั่วยามก่อน
“ระวังตัวให้ดี เรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่นำเข้าไปยังใจกลางของสนามรบ”
ผูเยากระตุ้นเตือน ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่อยู่นอกเหนือจากภูมิความรู้ของมัน น้ าเสียงของ
มันหนักอึ้งกังวล
ที่แท้เป็นเช่นนี้ … …
จั่วม่อออกคำสั่งอย่างกะทันหัน “ทุกคนพักผ่อนสักครู่”
ประโยคนี้พอกล่าวออกมา กองกำลังที่กำลังเร่งรุดเดินทางพลันหยุดชะงักลง ทุก
ผู้คนหาที่นั่งพักผ่อน ซู่หลงกับไพร่พลค่ายเว่ยจมอยู่ในกลุ่มพลังงานสีดำ พวกมันไม่
เพียงไม่เหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับกระตือรือร้นคึกคักผิดปกติ
“พลังงานภูตทมิฬจะมีอันตรายต่อพวกมันหรือไม่?” จั่วม่อถามผูเยาอย่าง
รอบคอบ
ผูเยาตอบ “ไม่มีปัญหา สำหรับพวกมันกับองครักษ์เกราะทอง พลังงานภูตทมิฬ
เป็นของบำรุงที่ล้ าเลิศที่สุด ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีสถานที่ใดเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานภูต
ทมิฬอันหนาแน่นถึงเพียงนี้ นี่เป็นสถานที่ฝึกปรือที่ดีที่สุดสำหรับซู่หลงกับพวก”
“ประเสริฐยิ่ง” จั่วม่อคลายใจลง ทันใดนั้นนึกถึงคำถามสำคัญข้อหนึ่ง “ผู เจ้า
คิดว่าที่นี่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่หรือไม่?”
“ความเป็นไปได้มีน้อยมาก” ผูเยาน้ าเสียงระมัดระวังมาก “มหาสงครามที่เคย
เกิดขึ้นในสมรภูมิแห่งนี้ยิ่งใหญ่กว่าสงครามครั้งใดที่ข้าเคยรู้ ข้าไม่สามารถคิดออกได้
ว่าเป็นความขัดแย้งอันใดจึงก่อให้เกิดมหาสงครามครั้งใหญ่ถึงเพียงนี้ขึ้นมา เพียงแต่
หลังจากมหาสงครามระดับนั้น พลังงานภูตทมิฬที่สร้างขึ้นย่อมต้องดุร้ายโหดเหี้ยมหา
ใดเปรียบ สิ่งมีชีวิตทั่วไปไม่สามารถอยู่รอดได้ในสถานที่อันคลุ้มคลั่งเช่นนี้”
“เช่นนั้นซิวเจ่ออย่างพวกเราเล่า? หรือไม่ก็อสูรปิศาจ?” จั่วม่อถามอย่างใคร่รู้
“นั่นอาจเป็นไปได้”
“ประเสริฐยิ่ง!” จั่วม่อคล้ายมองเห็นเศษเสี้ยวของความหวัง
“ประเสริฐ? อย่าเพิ่งด่วนดีใจเร็วเกินไปนัก!” ผูเยากล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นฉียบ
“ในสถานที่อันเปี่ยมล้นด้วยพลังงานภูตทมิฬเช่นนี้ ต่อให้เจ้าสามารถมีชีวิตยืนยาว แต่
นิสัยใจคอย่อมต้องได้รับผลกระทบตามธรรมชาติ กลายเป็นดุร้ายป่าเถื่อน เสพติดการ
เข่นฆ่า นอกเหนือจากนั้นแล้ว เจ้ายังต้องระวังสัตว์ร้ายวิญญาณภูตให้ดี”
“สัตว์ร้ายวิญญาณภูต? นั่นมันตัวอะไร?”
“ในอาณาบริเวณที่มีพลังงานภูตหนาแน่น เมื่อผ่านไปนานปี มักให้กำเนิดจิต
วิญญาณระดับต่ า อ้อ กระบวนการถือกำเนิดของพวกมันคล้ายคลึงกับเจ้าเพลิงน้อย
อยู่มาก เพียงแต่พวกมันเกิดจากพลังงานภูต มักดุร้ายกระหายเลือดตามธรรมชาติ
คลั่งไคล้การเข่นฆ่าสังหาร ข้าไม่เคยเห็นสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วย
พลังงานภูตทมิฬมาก่อน ฮ่า นี่นับว่าน่าสนใจไม่น้อย!”
หลังจากพักผ่อนอยู่ครู่ใหญ่ กองกำลังก็ออกเดินทางอีกครั้งง
สิบชั่วยามให้หลัง สภาพแวดล้อมรอบข้างยังคงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง หากมิใช่
ว่าความหนาแน่นเข้มข้นของพลังงานภูตทมิฬในอากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จั่วม่อคงต้องสงสัยว่าพวกมันติดอยู่ในค่ายกลลวงตาชั้นสูงเป็นแน่
หลังจากหยุดพักผ่อนหนนี้ จั่วม่อไม่ได้สั่งให้กองกำลังออกเดินทางต่อในทันที
แต่ให้ตั้งค่ายพักขึ้นแทน
“เราจำเป็นต้องพักหรือ?” กงซุนชาแล่นเข้ามาถามจั่วม่อ
“อา ด้านหน้าสมควรมีอันตรายรออยู่ ข้าคิดว่ารอให้ซู่หลงกับค่ายเว่ยฝึกปรือให้
รุดหน้าอีกสักหน่อย ค่อยไปต่อจะดีกว่า” จั่วม่อให้เหตุผล
“อ้อ ที่แท้ป็นเช่นนี้!” กงซุนชารับคำด้วยเสียงลึก จากนั้นกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม
อยู่บ้าง “สถานการณ์ของคนอื่นๆ ไม่ดีนัก ที่นี่พลังปราณธรรมชาติเบาบางยิ่ง พวกมัน
ได้แต่ใช้จิงสือเติมเต็มพลังปราณของพวกมัน”
จั่วม่อยามกะทันหันไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ ได้แต่กล่าวว่า “ยามนี้ให้พวกมันใช้จิ
งสือไปก่อน”
ถึงตอนนี้มันนึกยินดีที่พวกมันนำจิงสือมามากพอ ในระยะสั้นยังไม่ต้องวิตก
กังวลมากนัก นี่เป็นนิสัยที่พวกมันเพาะสร้างขึ้นในอาณาจักรขุนเขาน้อย พวกมันนำจิ
งสือจำนวนมากมากจากอาณาจักรขุนเขาน้อยด้วย และไม่ได้ใช้จ่ายในอาณาจักรวารี
ฟ้า ดังนั้นนำจิงสือทั้งหมดติดตัวมาด้วย
“ผู เจ้ามีวิธีอื่นหรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างวิตกอยู่บ้าง
“ข้ามีเคล็ดวิชาบางอย่างที่สามารถนำพลังงานภูตทมิฬมาใช้ฝึกปรือได้ แต่พวก
มันจะต้องเริ่มฝึกปรือใหม่ตั้งแต่ต้น” ผูเยาแบสองมืออย่างจนปัญญา
“เราคงต้องเดินไปพลางดูไปพลาง ทีละก้าวๆ” จั่วม่อทอดถอน มันเริ่มค้นหา
ม้วนหยกค่ายกลในแหวนของมัน มันจขจำเป็นต้องค้นคว้าเรื่องค่ายกลเคลื่อนย้ายให้ดี
เนื่องเพราะมันอาจต้องพึ่งพาตัวเองในการสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย เพื่อออกไปจาก
สถานที่ผีสางนี้ หลังจากผ่านกาลเวลานับหมื่นปี ไม่มีค่ายกลใดจะยังคงสภาพสมบูรณ์
เอาไว้ได้ คิดเสาะหาค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อออกไปจากที่นี่ มิสู้สร้างขึ้นด้วยมือตัวเอง
จะน่าเชื่อถือมากกว่า
จั่วม่อมีม้วนหยกมากมายอยู่ในแหวนของมัน มิหนำซ้ าม้วนหยกวิชาค่ายกลยัง
เป็นสิ่งที่มันกระตือรือร้นสนใจที่จะเก็บสะสม ถึงตอนนี้พอนำม้วนหยกวิชาค่ายกลที่
มันครอบครองออกมาทั้งหมด ก็กองซ้อนเป็นภูเขาย่อมๆ อยู่ตรงหน้า
หากมันสามารถย่อยผ่านภูเขาย่อมๆ ลูกนี้ พวกมันอาจสามารถออกจากสถานที่
ผีสางนี้ได้!
จั่วม่อสะกดจิตตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มต้น พลันพบเห็นศิษย์
น้องเฉิงผู้ฝังตัวอยู่กับการเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณบนเรือขนส่งทาส และไม่เคยโผล่หน้า
ออกมาให้เห็นเลย จู่ๆ ก็ห้อแน่บหน้าเริดออกมาจากเรือขนส่งทาส วิ่งล้มลุกคลุกคลาน
ตรงเข้ามา สีหน้าแตกตื่นลนลาน
“ศิษย์พี่! ศิษย์พี่! รีบมาดูนี่เร็ว!”