สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 328 ถ ้ากระบี่ตื่นจากนิทรา
จากสถานที่ที่พวกจั่วม่ออยู่ในปัจจุบัน ไม่ทราบว่าห่างไกลเท่าใด ภายในถ้ า
กระบี่ ด้านหลังภูเขาสุญตา หลินเชียนกวาดตามองม้วนหยกนิ่งนาน จนกระทั่งเสร็จ
สิ้น ค่อยทอดถอนพลางกล่าว “พลาดโอกาสไปต่อหน้าต่อตาจนได้ น่าเสียดาย น่า
เสียดายนัก”
เหวยเสิ้งเงยหน้าขึ้นมอง ทว่าไม่ได้กล่าวถามอันใด วันคืนของมันในถ้ ากระบี่
ไม่ได้เป็นคืนวันที่เรียกได้ว่าน่ารื่นรมย์ มิใช่เรื่องน่าเบื่อที่ทุกวันต้องอยู่แต่ในถ้ ากระบี่
มันฝึกปรือกระบี่ เคยผ่านพบความทุกข์ยากนานัปการ เพียงความอุดอู้ในยามนี้ไม่
นับเป็นอะไรได้
สิ่งที่ทำให้มันไม่พอใจ คือมันไม่สามารถเข้ากับคนกลุ่มนี้ได้ กล่าวตามความสัตย์
หลินเชียนตีค่าเหวยเสิ้งไว้สูงมาก วาจาท่าทางที่มีต่อมันยังค่อนข้างเกรงอกเกรงใจ ไม่
เคยเสียมารยาทสักครั้ง เหล่าซิวเจ่อภายใต้อำนาจของหลินเชียนก็ไม่ได้พยายามรัง
ควานหาเรื่องมัน เพียงแต่ระยะห่างของภูมิหลังกลับนำมาซึ่งความห่างเหิน ความ
ทระนงถือดีของผู้มีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ มักจะเปิดเผยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจเสมอ
เหวยเสิ้งไม่ได้โง่งม ไฉนเลยจะไม่รู้สึกตัวได้? มันไม่คิดว่าแปลกประหลาดอันใด
ตัวมันเริ่มต้นจากการเป็นข้ารับใช้กระบี่ ยังมีความหนาวเหน็บใดในโลกที่มันยังไม่เคย
พบพานอีก? นี่เพียงแค่ทำให้มันไม่ชมชอบเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้มันไม่พอใจอย่าง
แท้จริง คือปลายหอกของหลินเชียนมักจะมุ่งเป้าไปยังศิษย์น้องจั่วม่อ ไม่ว่าโดยจงใจ
หรือไม่ตั้งใจก็ตาม
มันเดิมทีไม่ใช่คนช่างเจรจา หลังจากเข้ามาซุ่มซ่อนอยู่ในถ้ ากระบี่ ยิ่งกลายเป็น
สงวนท่าทีกว่าเดิม
หลินเชียนส่งม้วนหยกให้แก่เหวยเสิ้ง
เหวยเสิ้งลอบสงสัยใจอยู่บ้าง แต่ยังคงรับม้วนหยก เริ่มต้นชมดูภายใน หลังจาก
อ่านเสร็จสิ้น สีหน้าเหวยเสิ้งแม้ยังคงราบเรียบเป็นปกติ แต่ภายในใจบังเกิดระลอก
มหึมาโหมซัดไม่ขาดสาย
ใช้ชื่อเจ้าเมืองอีกาทองคำ สังหารจินตันไปมากมาย เพียงเรียกหาคราเดียว ซิว
เจ่อนับหมื่นก็มารวมตัวกัน… …
นี่เป็นศิษย์น้องจริงหรือ? เหวยเสิ้งแทบเชื่อไม่ลง ในม้วนหยก รูปโฉมของศิษย์
น้องแปรเปลี่ยนไปมาก แต่เหวยเสิ้งยังคงจดจำสีหน้าท่าทีของศิษย์น้องได้ในทันที มัน
ยังจดจำกงซุนชากับฉุนอวี๋เฉิงได้อีกด้วย หลังจากที่ศิษย์น้องถูกส่งไปยังเกาะแมกไม้รก
ร้าง เหวยเสิ้งเมื่อกลับไปยังสำนัก ก็ลอบตรวจสอบเหล่าศิษย์น้องในสำนักที่ติดตาม
จั่วม่อไปเป็นการเฉพาะ ความสามารถในประวัติของสองคนนี้ ทำให้มันมีความ
ประทับใจเป็นพิเศษ
เป็นศิษย์น้อง…เป็นศิษย์น้องไม่ผิดแน่!
เหวยเสิ้งเต็มไปด้วยความปิติยินดีอย่างบอกไม่ถูก เห็นศิษย์น้องยังมีชีวิตอยู่
มิหนำซ้ ายังอยู่ดีมีสุข มันเบิกบานสำราญใจสุดเปรียบปาน ความตื่นเต้นลิงโลดฉายชัด
ในแววตาอย่างไม่รู้ตัว ศิษย์น้องยามนี้ทรงพลังอำนาจยิ่ง ในฐานะศิษย์พี่ มันจะยอม
ถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้หรือไร?
หลินเชียนจับตามองเหวยเสิ้งอยู่ตลอดเวลา พลันกล่าวถามอย่างกะทันหัน “พี่
เหวยรู้จักวิชาลับที่เป็นปีกสีทองบนหลังจั่วม่อหรือไม่? ใช่เป็นวิชาของสำนักท่าน
หรือไม่?”
เหวยเสิ้งเหลือบตามอง กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ศิษย์น้องจั่วมักมีโชควาสนาไม่
น้อย ได้รับโชคลาภโดยบังเอิญไม่นับว่าแปลกอันใด”
หลินเชียนมองเหวยเสิ้งด้วยสายตาเวทนา ปากกล่าวอย่างเฉยชาว่า “เช่นนั้น
หรือ? ข้าผู้นี้เคยอ่านบันทึกประวัติศาสตร์มาบ้าง รู้สึกว่าปีกสีทองบนแผ่นหลังของ
จั่วม่อคู่นั้น ค่อนข้างสอดคล้องกับคำร่ าลือเกี่ยวกับการแปลงร่างของสังขารปิศาจ”
เหวยเสิ้งไม่สะทกสะท้าน “อ้อ เช่นนั้นหรือ? แต่เท่าที่ผู้แซ่เหวยทราบ พลัง
อภิญญาของนักบวชเซนก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันมาก อาจารย์อาซินหยานเคยมอบ
เคล็ดวัชระสูตรน้อยให้แก่ศิษย์น้อง ศิษย์น้องเปี่ยมล้นพรสวรรค์ สมควรไม่ห่างไกล
จากการก่อเกิดอภิญญานัก”
หลินเชียนรั้งสายตากลับมา กล่าวอย่างเยือกเย็น “พี่เหวยไยต้องโต้แย้งกับข้าให้
มากความ? ข้ามีผู้คนเฝ้าคลี่กางตาข่ายฟ้ารออยู่ที่อาณาจักรดอกไม้พระพุทธอยู่แล้ว
มิหนำซ้ าเจ้าสำนักเผยสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม ยินดีให้พวกเราตรวจสอบเรื่องนี้ได้อย่าง
เต็มที่ เมื่อถึงเวลา ผลลัพธ์ย่อมทราบกระจ่างเอง”
เหวยเสิ้งกำหมัดแน่น ดวงตาทอแววเดือดดาล เหล่าซิวเจ่อรอบกายหลินเชียน
ตื่นตัวทันที พากันจับจ้องเหวยเสิ้งด้วยเจตนาฆ่าฟันอย่างเปี่ยมล้น
“พี่เหวยไม่จำเป็นต้องวิตกไป หากจั่วม่อบรรลุอภิญญาจริง ข้าผู้นี้ย่อมยินดีมาก
เช่นกัน ต่อให้จั่วม่อถูกอสูรปิศาจข่มขู่คุกคามจริง ข้าก็จะช่วยปกป้องชีวิตมันให้จงได้”
หลินเชียนเงยหน้าขึ้นสบตาเหวยเสิ้ง ดวงตาของมันทั้งลุ่มลึกและเงียบสงบ “สงคราม
ระหว่างเราเหล่าซิวเจ่อกับอสูรปิศาจ ไม่ต่างจากน้ ากับไฟ ไม่อาจผสานรวมเข้าด้วยกัน
ได้ ทั้งยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พี่เหวยเปี่ยมล้นพรสวรรค์เป็นพิเศษ สมควรรักษา
ความเที่ยงธรรมในฐานะซิวเจ่อเอาไว้ อย่าได้ทำให้เจ้าสำนักของท่านผิดหวัง”
เมื่อกล่าวจบคำ มันก็ไม่แยแสสนใจเหวยเสิ้งอีก หันไปสั่งการ “ทุกคนเตรียมตัว
พรุ่งนี้รุ่งสางเราจะออกจากที่นี่”
เหวยเสิ้งพอฟัง คล้ายขวัญวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ในใจมันได้ยินเสียง
ซุบซิบสนทนาของบรรดาซิวเจ่อลอยมาเข้าหู คนเหล่านั้นพากันมองเหวยเสิ้งอย่างเย็น
ชา แล้วแยกย้ายกันไป
ในส่วนลึกของถ้ ากระบี่ เหวยเสิ้งเดินท่องมาตามลำพัง ดวงตากวาดมองรอบข้าง
เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ มันล่วงรู้ว่าหลินเชียนกับพวกกำลังจะละทิ้ง
อาณาจักรนภาจันทร์อย่างสิ้นเชิง เมื่อกลุ่มซิวเจ่อเหล่านั้นสนทนากัน มันได้ยินว่า
เบื้องบนของคนพวกนี้ตั้งใจจะปิดผนึกแม่น้ าอาณาจักรจากอาณาจักรนภาจันทร์ไปยัง
อาณาจักรคลื่นเรืองรองอย่างสมบูรณ์ ว่ากันว่ายอดฝีมือด่านจินตันแทบทั้งหมดใน
อาณาจักรคลื่นเรืองรอง จะถูกกะเกณฑ์มาเพื่อก่อตั้งค่ายกลผนึก
พวกมันไม่ได้วางแผนที่จะยึดอาณาจักรนภาจันทร์กลับคืนมาแต่แรกแล้ว
บรรยากาศภายในถ้ ากระบี่อันมืดทะมึน เวลานี้กลับกลายเป็นน่าพิสมัยมากขึ้น
นึกถึงว่าต่อไปมันจะไม่สามารถกลับมายังอาณาจักรนภาจันทร์อีกแล้ว เหวยเสิ้งหัวใจ
มืดมัว มันเดินลึกเข้าไปในถ้ ากระบี่อย่างเงียบงัน ถ้ ากระบี่ทั้งสิบแปดชั้น มันเคยเข่น
ฆ่าเปิดทางผ่านไปทั้งหมด ยามนี้หวนคิดดู คล้ายดั่งเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง เหล่า
ศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งภูเขาสุญตา ดูเหมือนอยู่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้ามัน
นึกถึงการต่อสู้อันยอกย้อนภายในสำนัก ต้องขุ่นข้องหมองใจขึ้นมา ในหนึ่งปีมา
นี้ พลังบำเพ็ญเพียรของมันไม่ได้รุดหน้าไปแม้แต่น้อย มันย่อมทราบกระจ่างว่าเพราะ
เหตุใด เหวยเสิ้งลอบตกลงใจอย่างแน่วแน่ หลังจากกลับไปถึงสำนักในครั้งนี้ และเรื่อง
ของศิษย์น้องจั่วได้รับการสะสางเสร็จสิ้น มันจะออกเดินทางท่องไปในโลกกว้าง มัน
เพียงต้องการฝึกปรือกระบี่ ไม่คิดจัดการเรื่องราวในสำนัก มิหนำซ้ าไม่มีปัญญาจัดการ
กับพวกมัน
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ถึงตอนนี้เรื่องของศิษย์น้องมันกลับไม่ห่วงกังวลมากนัก
นึกถึงจั่วม่อ มันอดแย้มยิ้มไม่ได้ ความกลอกกลิ้งของศิษย์น้อง มีเพียงคนที่เคยต้องทน
ทุกข์ทรมานมาแล้ว จึงสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ผู้ที่คิดลงมือกับศิษย์น้อง ไม่เคย
มีผู้ใดเอารัดเอาเปรียบศิษย์น้องได้สักครั้ง
หลินเชียนผู้นี้ประวัติความเป็นมาไม่รวบรัดธรรมดา ในมือของมันถือครอง
อำนาจอันน่าตระหนก เกี่ยวกับเรื่องนี้เหวยเสิ้งเข้าใจดี แต่หากหลินเชียนคิดว่ามัน
สามารถรับประทานศิษย์น้องได้ง่ายๆ แล้วละก็ มันก็ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว นึกถึงเรื่อง
นี้ เหวยเสิ้งมุมปากประดับไว้ด้วยรอยยิ้มสนุกสนานโดยไม่รู้ตัว
ส่วนเรื่องที่หลินเชียนกล่าวถึงอสูรปิศาจ เหวยเสิ้งรู้สึกดูหมิ่นเหยียดหยาม ซิว
เจ่อกับอสูรปิศาจต่างเป็นศัตรูตัวฉกาจของอีกฝ่าย เรื่องนี้มันทราบดี กับอสูรปิศาจมัน
ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดี แต่ก็ไม่ได้มีความเคียดแค้นชิงชังอันใด ความบาดหมางระหว่าง
ซิวเจ่อกับอสูรปิศาจ โดยเนื้อแท้แล้วเป็นความขัดแย้งด้านทรัพยากร วิถีฝึกปรือของ
ซิวเจ่อต้องการจิงสือมากมายมหาศาล รวมทั้งยุทธภัณฑ์เวททุกชนิด แล้วสิ่งเหล่านี้จะ
มาจากที่ใดเล่า?
การผลิตวัตถุดิบต่างๆ ของซิวเจ่อ แม้มีระบบที่ดี แต่ยังคงห่างไกลจาก
ความสามารถในการสนองความต้องการของบรรดาสำนักใหญ่ทั้งมวล ดังนั้นการ
เสาะหาอาณาจักรใหม่ไม่เคยหยุดลง แต่ละอาณาจักรใหม่ๆ ที่ถูกค้นพบ จะมาพร้อม
กับโลหิตหลั่งเนืองนองเป็นท้องธาร
ส่วนมากยังเป็นโลหิตของเจ้าของถิ่นเดิม… …
แล้วสงครามของซิวเจ่อกับอสูรปิศาจเกี่ยวข้องกับมันที่ใด?
บรรดาสำนักใหญ่ล้วนไม่ใช่ตัวดี เหวยเสิ้งคิดถึงสำนักกระบี่สุญตาในอดีตขึ้นมา
จับใจ
เดินไปพลางครุ่นคิดไปพลาง มันเดินลงไปถึงชั้นที่ลึกที่สุดโดยไม่รู้ตัว ระหว่าง
ทางภูตหยินที่ถูกทำลายล้างไปในคราวนั้นยังไม่ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม ที่มีอยู่บ้างก็ล่วงรู้
ถึงพลังของเหวยเสิ้ง ไม่กล้าเข้าใกล้มันแม้แต่น้อย
ในชั้นที่ลึกที่สุดไม่มีสิ่งใดอยู่เลย กาลก่อนเคยมีภูตหยินอันร้ายกาจอยู่ในชั้นนี้
หนึ่งตน เหวยเสิ้งต้องจ่ายค่าตอบแทนไปอย่างหนักหนาสาหัส กว่าจะสังหารมันได้
สำเร็จ เหวยเสิ้งสายตามองต่ าลงที่พื้น มีชั้นอิฐสัมฤทธิ์หนาหนักอยู่ใต้ฝ่าเท้ามัน ใน
กำแพงหินยังมีแท่นบูชาสัมฤทธิ์แท่นหนึ่ง บนแท่นบูชามีหีบหยกใบหนึ่ง เหวยเสิ้งพบ
เคล็ดกระบี่สุญตาฉบับสมบูรณ์ในหีบหยกใบนี้เอง
เทียบกับตอนที่มันจากไปคราวนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป
เลย
หลังจากวันพรุ่ง ทุกสิ่งในที่นี้จะถูกปิดผนึกตลอดกาล
เหวยเสิ้งเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก มือลูบแท่นบูชาสัมฤทธิ์อย่างใจลอย
ทันใดนั้นระลอกความเย็นสายหนึ่งส่งผ่านเข้ามาทางฝ่ามือ ต้องอุทานอย่างแปลกใจ
เล็กน้อย ในระลอกความเย็นสายนี้กลับแฝงเร้นไว้ด้วยพลังสภาวะอันเบาบางอีก
ประการหนึ่ง! พลังสภาวะสายนี้อ่อนจางยิ่ง หากมิใช่ว่ามันแข็งแกร่งกว่าครั้งที่เข้ามา
ฝึกปรือในถ้ ากระบี่คราวนั้นมาก คงไม่อาจค้นพบพลังสภาวะสายนี้
มีอะไรแปลกๆ!
มันตื่นตัวขึ้นทันที หลับตาสงบจิตใจ พลังสภาวะอ่อนจางค่อยๆ กลายเป็น
ชัดเจนขึ้นช้าๆ
จากนั้นเปิดตาขึ้น ส่งเจตจำนงกระบี่กวาดเข้าไปในแท่นบูชาสัมฤทธิ์สองสาม
รอบ บนพื้นผิวแท่นบูชาส่องแสงวาบ เผยให้เห็นหีบหยกใบหนึ่ง
เหวยเสิ้งทั้งแปลกใจทั้งปิติยินดี รีบเปิดหีบหยกออกดู ภายในเป็นจี้หยกชำรุดชิ้น
หนึ่ง และม้วนหยกอีกหนึ่งม้วน มันหยิบม้วนหยกขึ้นมาอย่างเบามือ เมื่อเปิดอ่านจน
จบ มันกลายเป็นยิ่งตื่นตะลึงกว่าเดิม
สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในม้วนหยกเป็นเศษเสี้ยวความคิดที่ทิ้งเอาไว้ก่อนตาย
ของปฐมาจารย์บรรพชนของสำนัก บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของจี้หยกชิ้นนี้ จี้
หยกนี้เป็นยุทธภัณฑ์เวทที่ปฐมาจารย์บรรพชนได้รับมาโดยบังเอิญด้วยความโชคดีใน
วัยหนุ่ม อาศัยพลังสภาวะอันพิเศษเฉพาะที่หลงเหลืออยู่ในจี้หยก ปฐมาจารย์บรรพ
ชนบรรลุความรู้แจ้งบางประการ จนสามารถสร้างเคล็ดกระบี่สุญตายอดวิชาคู่สำนัก
ขึ้นมาในภายหลัง เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เหวยเสิ้งใจเต้นระรัวอย่างดุเดือด
เพียงพลังสภาวะที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อย กลับเพียงพอจะหนุนส่งให้ท่านปฐมา
จารย์บรรพชนบรรลุเคล็ดวิชากระบี่ระดับหก พลังสภาวะสายนี้ไม่ทราบทรงพลัง
อำนาจสุดคาดคิดสักเท่าใด
ปฐมาจารย์บรรพบุรุษใช้เวลาชั่วชีวิตศึกษาจี้หยกชิ้นนี้ ในที่สุดก่อนที่จะลาโลก
ไป นับว่ามีผลรับอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่มีพลังเพียงพอจะเปิดเผยความลึกลับ
นี้ได้ด้วยตัวเอง จึงสลักสิ่งที่ท่านค้นพบในตอนสุดท้ายเอาไว้ที่ใต้ก้อนอิฐสัมฤทธิ์ เมื่อ
คำนึงถึงว่าพลังสภาวะในจี้หยกแม้อ่อนจาง ทว่ายิ่งใหญ่ไพศาลและบริสุทธิ์ยิ่ง ท่าน
เกรงว่าจะเป็นต้นเหตุชักนำภัยพิบัติมาสู่ลูกหลานรุ่นหลัง ปฐมาจารย์บรรพบุรุษจึง
ตัดสินใจซ่อนมันเอาไว้ หากศิษย์ของสำนักมีโชควาสนาและชะตาต้องกันจริง สักวัน
จะค้นพบสิ่งที่ซ่อนเอาไว้นี้เอง นี่คือโชคชะตา
วางม้วนหยกลง เหวยเสิ้งเบือนสายตาไปยังจี้หยกชำรุดชิ้นนั้น หัวใจเต้นระส่ า
พลังสภาวะอันลึกลับซับซ้อนพอที่ท่านปฐมาจารย์บรรพบุรุษใช้เวลาทำความเข้าใจทั้ง
ชีวิต ยังมิอาจบรรลุความสำเร็จ แน่นอนว่าไม่ใช่รวบรัดธรรมดา
มันหยิบจี้หยกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง จี้หยกนี้รูปร่างเรียบง่ายธรรมดา ไม่มีใด
โดดเด่นสะดุดตา มุมด้านหนึ่งแตกบิ่นเสียหาย ถืออยู่ในมือรู้สึกถึงพลังสภาวะสุดลี้ลับ
ได้ชัดเจนกว่าเดิม มันพยายามระงับความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้าไว้อย่างสุด
ความสามารถ ไม่กล้าใช้จิตของมันทดลองสัมผัสพลังสภาวะอ่อนจางสายนี้ พลัง
สภาวะที่กระทั่งท่านปฐมาจารย์บรรพบุรุษต้องใช้เวลาศึกษาทั้งชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่อาศัย
พลังบำเพ็ญเพียรของมันในยามนี้ จะสามารถแตะต้องได้
มันบรรจงสวมจี้หยกลงบนคออย่างเคารพเทิดทูน จากนั้นกวาดสายตาไปยัง
ก้อนอิฐสัมฤทธิ์ เริ่มโคจรพลังของเคล็ดกระบี่สุญตา กดมือลงบนแผ่นอิฐสัมฤทิธิ์ แผ่น
อิฐสัมฤทธิ์เปลี่ยนเป็นเบาหวิวดุจอากาศธาตุในบัดดล ยกขึ้นได้อย่างไม่หนักแรง
มีบางอย่างอยู่ที่นี่!
เห็นลวดลายแปลกพิสดารชนิดหนึ่งเผยตัวออกมาบนพื้น เหวยเสิ้งใจสั่นสะท้าน
อีกรอบ รีบยกแผ่นอิฐขึ้นทีละแผ่นไม่หยุดยั้ง
ในไม่กี่อึดใจ แผ่นอิฐสัมฤทธิ์บนพื้นถูกย้ายออกไปจนหมด เผยให้เห็นพื้นข้างใต้
ชัดตา พื้นส่วนนั้นราบเรียบดุจกระจกเงา ค่ายกลขนาดมหึมาปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของ
เหวยเสิ้ง
นี่มัน… …
เหวยเสิ้งตาทอประกายวาบ เพ่งพิศค่ายกลใต้ฝ่าเท้าอย่างระมัดระวัง ทว่า
บรรดาอักขระยันต์อันลี้ลับซับซ้อนทำเอามันหัวหมุนวิงเวียน อดคิดไม่ได้ว่าหากศิษย์
น้องจั่วอยู่ที่นี่คงประเสริฐยิ่ง ศิษย์น้องมีฝีมือด้านค่ายกล จะต้องทราบเป็นแน่ว่านี่เป็น
ค่ายกลอันใด
มันไม่ทันรู้สึกตัวว่าจี้หยกที่ห้อยคอ เริ่มเปล่งแสงที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น
รอจนแสงสว่างกระจายปกคลุมไปทั่วจี้หยก เหวยเสิ้งค่อยสังเกตเห็น ทันใดนั้น
ค่ายกลใต้ฝ่าเท้าของมันพลันสว่างเจิดจ้าด้วยแสงสีเลือดสดใส เจิดจ้าเสียจนเหวยเสิ้ง
ไม่อาจลืมตาขึ้นได้
แสงสีเลือดเจิดจรัสรวมตัวเป็นลำโตดุจเสายักษ์ พวยพุ่งขึ้นข้างบนอย่างรุนแรง
ต่อหน้าเสาลำแสงอันเกรียงไกรต้นนี้ ผนังเพดานหินเบื้องบนศีรษะล้วน
แปรเปลี่ยนเป็นเศษธุลี ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
บนชั้นสูงสุดของถ้ ากระบี่ หลินเชียนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ถลันหลบ
ไปด้านข้างสุดชีวิต เห็นลำแสงสีเลือดเจิดจ้าบาดตาพุ่งทะลวงขึ้นจากพื้น เฉียดผ่านร่าง
มันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ซิวเจ่อจำนวนหนึ่งที่ไม่ทันได้ตอบสนอง กระทั่งเวลาจะ
กรีดร้องยังไม่มี ร่างสลายเป็นฝุ่นในชั่วพริบตา
เสาลำแสงอาศัยพลังอันเกรี้ยวกราดที่ยังหลงเหลือ เจาะทะลวงอาคมหวงห้าม
ของถ้ ากระบี่จนพินาศสิ้น ทะลุทะลวงชั้นหินหนา พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
หลินเชียนสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู ถึงยามนี้มันยังจะทำอะไรได้อีก นอกจาก
ตะโกนเตือนสุดเสียง “ไปเร็ว! รีบไปเดี๋ยวนี้!”
เสาลำแสงสีเลือดที่ระเบิดขึ้นจากใต้พื้น ราวกับกระบี่สีเลือดเล่มมหึมาแทงทะลุ
แผ่นฟ้า!
กองทัพอสูรที่ตั้งค่ายทัพอยู่บนภูเขาสุญตา เบิกตามองเสาลำแสงใหญ่โตอย่าง
ตื่นตระหนก
มู่ซีตั้งสติได้เร็วที่สุด นางสั่งการทั้งที่สีหน้ายังตื่นตะลึงและตึงเครียด “รีบไป
ตรวจสอบในบัดดล!”
ชั้นที่ลึกที่สุดของถ้ ากระบี่กลายเป็นเวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย