สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 338 หนานเยว่*
(*มุกวิเศษแดนใต้)
หนานเยว่จับตามองบุรุษที่อยู่ไม่ไกลอย่างอยากรู้อยากเห็น
สตรีเผ่าอสูรนางนี้ เมื่อสามารถเข้ามาบุกบั่นในคุกนภาจรัสวารีไพศาลตั้งแต่ปี
แรกที่เข้าร่วมตำหนักศาสตร์อสูร นางก็นับว่ามีชื่อเสียงพอตัวในบรรดาตำหนักศาสตร์
อสูรทั่วไป แม้ว่าตำหนักศาสตร์อสูรที่นางสังกัดไม่ได้เป็นที่เลื่องลือกระไรนักก็ตาม
อย่าได้เห็นว่านางยังเยาว์วัยอยู่มาก แต่ประสบการณ์รอบรู้ในคุกนภาจรัสวารีไพศาล
ของนาง เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาสามัญ
คราวที่แล้วนางบังเอิญพบว่า สถานที่บางแห่งมีร่องรอยของการทำลายล้าง
อย่างกว้างขวาง ต้องลอบจดจำเอาไว้ในทันที วันนี้เมื่อพบเห็นบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ นาง
พลันตระหนักว่าพบตัวคนร้ายแล้ว
หนานเยว่ไม่ได้เข้าไปตักเตือนมัน นางบุกฝ่าคุกนภาจรัสวารีไพศาลมานานถึง
ปานนี้ สิ่งที่ควรรู้ก็ล่วงรู้เจนจบครบถ้วน นางทราบดีว่าทุกสรรพสิ่งในคุกสิบนิ้ว ล้วน
สร้างขึ้นจากศาสตร์อสูรนับไม่ถ้วน ครอบคลุมแทบทุกศาสตร์อสูรในโลกหล้า ด้วยเหตุ
นี้จึงกลายเป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้ศาสตร์อสูร และจากในคุกนภาจรัสวารีไพศาล
แห่งนี้ นางเองยังเคยค้นพบและเรียนรู้ศาสตร์อสูรที่ร้ายกาจไม่น้อยถึงสามวิชา คุก
นภาจรัสวารีไพศาลแม้เต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็เป็นสถานที่ฝึกปรือหาประสบการณ์ที่
ดี
การทำลายล้างสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ หนานเยว่เคยประสบพบเจอมาก่อนบ้าง
เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่เกิดจากอสูรบางตน หลังจากค้นพบศาสตร์อสูรที่ดีก็ทำลาย
สถานที่นั้นทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่มือของผู้อื่น การทำลายล้างเช่นนี้ย่อมไม่
ส่งผลกระทบต่อคุกนภาจรัสวารีไพศาลมากนัก นภาจรัสวารีไพศาลสร้างขึ้นอย่าง
สมบูรณ์พร้อมด้วยหมู่มวลแห่งศาสตร์อสูร ไม่ว่าหญ้าสักใบหรือต้นไม้สักต้น หากถูก
ทำลายก็จะสร้างขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง รักษาสภาพสมดุลอยู่เสมอ
คุกสิบนิ้วอยู่ยงคงกระพันมานานนับปีไม่ถ้วน อสูรฟ้ามากมายเคยย่างกรายผ่าน
เข้ามา แต่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินว่าคุกสิบนิ้วเคยเกิดเรื่องวุ่นวายใดๆ
สิ่งที่หนานเยว่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นก็คือ การกระทำอันแปลกประหลาดของคน
ผู้นี้ คล้ายจะเป็นวิธีการฝึกฝีมือชนิดหนึ่ง
แต่… …การกระทำเช่นนี้มีประโยชน์อันใดหรือ?
นางจมลงไปในห้วงความคิด การทำลายต้นไม้ใบหญ้าในคุกนภาจรัสวารีไพศาล
ไม่ใช่เรื่องยาก พวกมันถูกสร้างขึ้นจากศาสตร์อสูร นอกเหนือจากศาสตร์อสูรสาย
ป้องกันที่หาได้ยากบางวิชาแล้ว พวกมันมักจะถูกทำลายได้ง่ายดาย
คนผู้นี้เป็นพวกเสพติดการทำลายสิ่งของหรือไม่?
นางหัวร่ออย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่บ้าง ทุกวันนี้มีอสูรนิสัยประหลาด
มากมาย ในตำหนักศาสตร์อสูรของนางก็มีอสูรประหลาดเหล่านี้อยู่บ้าง และว่ากันว่า
อสูรนิสัยประหลาดพวกนี้ มีจำนวนมากขึ้นตามตำหนักศาสตร์อสูรที่มีชื่อเสียงหลาย
แห่ง
เกรงว่านางคงมีเวลาว่างมากเกินไปเสียแล้ว ถึงกับมามัวเสียเวลากับเรื่องไร้
สาระเช่นนี้
หรือว่าเพราะการประเมินผลครั้งล่าสุด ได้ผลลัพธ์ที่ดี ทำให้นางเผลอตัวลำพอง
ใจไปบ้าง? นางอดละอายใจไม่ได้ รีบเตือนตัวเองไม่ให้ผยองลำพองในทันที
ขณะที่อสูรโฉมงามกำลังจะจากไป ทันใดนั้น นางพลันเหลือบเห็นกระบวนการที่
โขดหินพังทลายลงตรงหน้าบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น ต้องสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง ฝีเท้าชะงัก
กึก
ถึงยามนี้ โขดหินก้อนนั้นพลันสลายกลายเป็นฝุ่นธุลีโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า หาย
ลับไปในอากาศธาตุ
นี่มัน… …นี่มัน… …
หนานเยว่อ้าปากหวอ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เหม่อมองจั่วม่ออย่าง
โง่งม
โดยไม่มีสุ้มเสียงใด โขดหินอีกก้อนหนึ่งพังทลายลงในลักษณะเดียวกัน
กลายเป็นผงธุลีสลายไปกลางอากาศ นิ่งงันไปร่วมสามอึดใจเต็มๆ หนานเยว่ในที่สุด
ค่อยหาปากตัวเองพบ อดร้องออกมาไม่ได้ “การแยกสลาย!”
วาจาพอหลุดออกจากปาก นางก็แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบตะครุบปากตัวเอง
ทันที เกรงว่าจะสะกิดเตือนให้อีกฝ่ายรู้ตัว
อย่างไรก็ตาม เคราะห์ดีที่คนผู้นั้นคล้ายยังจมอยู่ในความดื่มด่ ามึนเมา ไม่ได้
รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
หลังจากเพ่งพินิจอยู่เป็นนาน หนานเยว่ก็แน่ใจแล้วว่า ที่แท้อีกฝ่ายกำลัง
แยกสลายศาสตร์อสูรเหล่านี้ หาใช่ทำลายล้างอย่างที่นางคิดในทีแรกไม่ คนผู้นี้หากใช้
กำลังทำลายก้อนหินที่สร้างจากศาสตร์อสูรโดยตรง ก้อนหินจะกลายเป็นดวงแสง
แล้วค่อยหายไป ไม่ได้มีสภาพเช่นที่นางเพิ่งประจักษ์กับตา
แยกสลายกับทำลายล้างเป็นสองแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำลาย
ล้างสร้างความเสียหายจากภายนอก แต่การแยกสลายเป็นการทำลายโครงสร้างจาก
ภายใน ทำให้ของสิ่งนั้นพังทลายอย่างสิ้นเชิง
ฝีมือที่ใช้ในการแยกสลายย่อมยากลำบากกว่าการทำลายล้างอย่างเทียบกัน
ไม่ได้ จะต้องบรรลุความเข้าใจในศาสตร์อสูรเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง นภาจรัสวารีไพศาล
แม้เป็นเพียงคุกชั้นแรกของคุกสิบนิ้ว และมีเพียงศาสตร์อสูรระดับต่ าที่อยู่ที่นี่ แต่จะ
อย่างไรยังคงประกอบไปด้วยศาสตร์อสูรนับไม่ถ้วน คนผู้หนึ่งไฉนเลยจะแตกฉาน
ศาสตร์อสูรทั้งหมดได้?
หนานเยว่ยิ่งชมดู ยิ่งแตกตื่นตะลึงลาน ฝีมือแยกสลายอันรวดเร็วสุดเปรียบปาน
ของคนผู้นั้น บันดาลให้หัวใจนางเต้นกระหน่ าอย่างดุเดือด
ศาสตร์อสูรซึ่งแปรเปลี่ยนสารพัน คล้ายไม่เป็นอุปสรรคต่อบุรุษผู้นี้ ท่วงท่า
เคลื่อนไหวของมันประหนึ่งเมฆไหลสายน้ าริน ไม่รีบไม่ร้อน ไม่สับสนไม่ยุ่งเหยิง ทุกที่
ที่มันเคลื่อนผ่าน ไม่ว่าต้นไม้ใบหญ้าศิลาก้อนดิน ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นฝุ่นผง สลาย
หายไปใต้ฝ่าเท้าที่ย่ าผ่าน
มันทั้งไม่เหลือบแล และไม่หยุดชะงักแม้แต่วูบเดียว
หนานเยว่ตัวแข็งทื่อ เฝ้ามองด้วยสีหน้าเหม่อลอยซึมเซา
เดิมทีนางยังสงสัยว่าการคาดเดาของนางถูกต้องหรือไม่ แต่กระทั่งบรรดาศิษย์
อาวุโสที่เหนือล้ ากว่านางในตำหนักศาสตร์อสูร ยังไม่อาจก้าวรุดหน้าไปอย่างราบรื่น
และรวดเร็วถึงเพียงนี้
นี่ต้องเป็นต้าเหรินท่านหนึ่ง!
ต้าเหรินเป็นคำทั่วไป ใช้เรียกอสูรที่ลึกล้ าและทรงพลัง
อาจบางทีมหาอสูรท่านนี้ ใช่กำลังทดสอบศาสตร์อสูรชนิดใหม่อยู่หรือไม่?
หรือไม่ก็กำลังพยายามทำความเข้าใจเคล็ดวิชาลับบางอย่าง?
นี่คือความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวที่นางสามารถคิดออก นภาจรัสวารีไพศาล
เป็นเพียงชั้นแรกของคุกสิบนิ้ว ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ล้วนเป็นอสูรน้อยที่เพิ่งจะเข้าสู่
ตำหนักศาสตร์อสูร ที่นี่มีแต่ศาสตร์อสูรระดับต่ าเท่านั้น ไม่มีส่วนช่วยอันใดต่อเหล่า
อสูรที่ทรงพลังอยู่แล้ว
แต่ฝีมืออันร้ายกาจของคนผู้นี้ เหนือล้ ากว่าบรรดาอสูรน้อยไม่รู้ว่ากี่ขั้นต่อกี่ขั้น
หนานเยว่ตระหนักว่านี่อาจเป็นโอกาสอันดีงามที่หาได้ยากยิ่ง นางเร่งขบคิด
อย่างรวดเร็ว ว่าทำอย่างไรจึงจะเข้าไปตีสนิทและเริ่มต้นสนทนากับต้าเหรินท่านนี้ได้
ในตำหนักศาสตร์อสูร ทุกคนชมชอบเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า การพบพานกลางพนา
อันน่าพิศวง
ตำหนักศาสตร์อสูรแม้สอนศาสตร์อสูรให้แก่ผู้คนทั่วไป แต่วิชาเหล่านี้ล้วนเป็น
วิชาพื้นฐานของศาสตร์อสูรทุกระดับชั้น สำหรับศาสตร์อสูรที่เป็นฝีมือเฉพาะตัวของ
เหล่าซือแต่ละท่าน ย่อมต้องเป็นความลับและไม่ได้สืบทอดกันทั่วไป ลองยกตัวอย่าง
เช่นตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงที่หนานเยว่สังกัดอยู่ แต่ละปีรับศิษย์ร่วมสองพัน
คน หลังจากผ่านการศึกษาร่ าเรียนห้าปีเจ็ดปี พวกมันก็จะมาถึงขั้นตอนจบการศึกษา
ผลจะขึ้นอยู่กับระดับพลังจิตสำนึกและฝีมือศาสตร์อสูรของแต่ละคน
ภายในช่วงห้าปีเจ็ดปีนี้เอง เหล่าอสูรน้อยที่ขยันหมั่นเพียรและมีพรสวรรค์ อาจ
เป็นที่ต้องตาของเหล่าซือบางท่าน และรับเป็นศิษย์ส่วนตัวของพวกมัน เฉพาะศิษย์
เหล่านี้เท่านั้น ที่มีโอกาสเป็นทายาทสืบทอดมรดกวิชาของเหล่าซือ เหล่าซือมีอิสระใน
การเลือกศิษย์ส่วนตัว ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เหล่าซือทุกท่านเพียงสอนศาสตร์อสูรพื้นฐาน
ให้แก่ศิษย์ทั้งหมดของตำหนักศาสตร์อสูรเท่านั้น
วิธีการที่ดีที่สุดในการร่ าเรียนศาสตร์อสูรที่ลึกล้ ายิ่งขึ้น ก็คือต้องกลายเป็นศิษย์
ส่วนตัวของเหล่าซือสักคน แต่การแก่งแย่งแข่งขันภายในตำหนักศาสตร์อสูรนั้นรุนแรง
มาก เหล่าซือทุกท่านต่างก็ตกเป็นเป้าหมายของลูกศิษย์มากมาย ซึ่งพร้อมจะถวายหัว
เพื่อให้ได้เข้าสู่ร่มเงาของเหล่าซือ หนานเยว่ไม่ได้มีพรสวรรค์เด่นล้ า เหตุผลที่ทำให้
นางขึ้นมาถึงระดับนี้ได้ ก็เนื่องเพราะความมานะบากบั่นจนเลือดตาแทบกระเด็น
เหล่าซือในตำหนักล้วนแล้วแต่มีหูตากว้างไกล ไฉนเลยจะไม่เห็นสิ่งนี้ได้? เหล่าซือทุก
วันนี้เพียงต้องการรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ ศิษย์ประเภทนางนี่เอง ที่มีความหวังน้อยนิด
ที่สุด
บางทีต้าเหรินท่านนี้ อาจจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตนาง!
ในเวลาเช่นนี้ นางต้องถือหลักด้านได้อายอด!
หนานเยว่หวนคิดทบทวนเรื่องเล่าและประสบการณ์ที่เคยได้ยินได้ฟังจากบรรดา
เพื่อนร่วมชั้นของนางอยู่หลายรอบ จากนั้นกัดฟัน เดินเข้าไปใกล้ๆ จั่วม่อ
อย่างไรก็ตาม นางพอเข้าไปถึงกลับพูดไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งเงียบงัน ไม่ได้ส่งเสียง
แม้สักครึ่งคำ
จั่วม่อรู้สึกเหน็ดหนื่อยอยู่บ้าง มันหยุดพัก เนื่องเพราะมันพบว่า เมื่อเหน็ด
เหนื่อยจนความสามารถในการควบคุมพลังจิตสำนึกอ่อนด้อยลง ประสิทธิภาพของ
การแยกสลายก็จะอ่อนด้อยลงมากเช่นกัน มันมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่เพิ่งเดิน
ผ่านมา ภายในครึ่งชั่วยาม มันรุดหน้ามาได้สองลี้ หากดูจากอัตราความเร็วระดับนี้ ใน
หกชั่วยามมันจะรุดหน้าไปได้ยี่สิบสี่ลี้ ยังห่างไกลจากระยะสามสิบลี้ที่ผูเยากำหนด
เอาไว้อีกช่วงหนึ่ง แต่จั่วม่อไม่รีบไม่ร้อน ใช้เวลาในขณะที่หยุดพักคิดทบทวน
ประสบการณ์ที่เพิ่งได้รับมา
มันยิ่งแยกสลายศาสตร์อสูรมากขึ้นเท่าใด ความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันก็ยิ่ง
เพิ่มสูงมากขึ้นเท่านั้น จั่วม่อรู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่าในช่วงหนึ่งลี้สุดท้าย เวลาที่มันใช้
ในการแยกสลาย น้อยกว่าเวลาที่มันใช้ไปในช่วงหนึ่งลี้แรกมาก ถึงแม้ว่าประเภทของ
ศาสตร์อสูรจะแตกต่างกันออกไปเรื่อยๆ มันยังคงเข้าใจกระจ่างและค่อยๆ กลายเป็น
คุ้นเคยกับกระบวนการนี้
ศาสตร์อสูรเหล่านี้แม้แตกต่างกันออกไปมากมาย แต่สุดท้าย พวกมันก็ไม่ได้
หลุดออกจากกรอบขอบเขตของศาสตร์อสูรน้อย
หวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่ผูเยาบรรยายเรื่องศาสตร์อสูรน้อยให้มันฟัง จั่วม่อ
พลันรู้แจ้งในบัดดล
ที่แท้ศาสตร์อสูรเหล่านี้ เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นจากการผสานรวมศาสตร์อสูร
น้อยที่แตกต่างกัน มันเข้าใจเจตนาของผูเยาทันที ผูเยาต้องการใช้วิธีการนี้ เพื่อให้มัน
เข้าใจศาสตร์อสูรน้อยลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ขบคิดถึงตรงนี้ จั่วม่อรู้สึกตื่นเต้นคึกคักขึ้นมาในทันที เนื่องเพราะมันสัมผัสได้ว่า
นี่เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพยิ่ง
ผูเยาไม่ใช่สินค้าที่ไร้ประโยชน์จริงๆ!
วิพากษ์วิจารณ์ผูเยาอย่างเผ็ดร้อนตามปกติประโยคหนึ่ง จั่วม่อตัดสินใจพักผ่อน
ฟื้นฟูพลังจิตสำนึก แต่แล้วเมื่อมันเงยหน้าขึ้น พลันได้ยินเสียงตึงเครียดตะกุกตะกักดัง
ขึ้นข้างหู “ผู้… …ผู้อาวุโส… …”
ผู้อาวุโส?
จั่วม่องงงันวูบ แล้วค่อยพบเห็นสตรีเผ่าอสูรยืนอยู่ใกล้ๆ มันนางหนึ่ง อย่างไรก็
ตาม ปฏิกิริยาแรกของมันคือเหลียวมองดูรอบด้าน เมื่อพบว่าไม่มีใครอื่นอีก มันใน
ที่สุดค่อยเข้าใจว่าแม่นางน้อยผู้นี้กำลังเรียกหามันนั่นเอง
มันยกมือลูบคาง มองดูอีกฝ่ายอย่างเคลิบเคลิ้ม คำเรียกหานี้ฟังแปลกหูอยู่บ้าง
แต่ก็ฟังแล้วรู้สึกดีจริงๆ แต่มันไม่รู้จักแม่นางน้อยผู้นี้ อ้อ อีกฝ่ายเป็นอสูรตนหนึ่ง… …
รอประเดี๋ยว อสูรเช่นนั้นหรือ?
จั่วม่อชะงักกึกอีกรอบ แล้วพินิจดูอีกฝ่ายอย่างใคร่รู้ อสูรนางนี้ดูธรรมดาสามัญ
ยิ่ง ไม่มีพลังสภาวะอย่างที่ผูเยามี อ้อ เมื่อเทียบกับไพร่พลกองทัพอสูรที่มันเคยพบ
พานบนเกาะแมกไม้รกร้าง นางก็ดูอ่อนแอยิ่ง
สีหน้าสนอกสนใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าจั่วม่อ อสูรน้อยนางนี้สมควรเป็นอสูร
น้อยธรรมดาที่พบมากที่สุด กล่าวตามความสัตย์ มันไม่เคยพบเห็นอสูรน้อยธรรมดา
สามัญเช่นนี้มาก่อน!
ที่แท้อสูรทั่วไปก็ดูเป็นเช่นนี้เอง… …
หนานเยว่มีเรือนผมสีเขียวอ่อน กับนัยน์ตาสีเขียวอ่อนดุจสลักจากพลอยเขียวใส
ปลายคางเรียวแหลมอยู่บ้าง แต่นอกจากนั้นคล้ายไม่มีความแตกต่างจากคนธรรมดา
นางสวมชุดคลุมสั้น ดูสดใสกระฉับกระเฉงเป็นอย่างยิ่ง
หนานเยว่ถูกจั่วม่อจ้องมองจนไม่สบายใจขึ้นมา ในใจอดหวาดหวั่นอยู่บ้างไม่ได้
ต้าเหรินท่านนี้คงไม่ใช่อสูรราคะใช่หรือไม่?
สำหรับเผ่าอสูร เรื่องราวบุรุษสตรีนั้นเปิดกว้างมาก อสูรส่วนใหญ่ถือกำเนิดจาก
มวลพฤกษา กระบวนการนี้ต้องผ่านช่วงเวลายาวนานไม่น้อย การผสมผสานระหว่าง
อสูรสายพันธุ์ต่างๆ ช่วยเสริมสร้างตระกูลที่เข้มแข็ง สภาผู้อาวุโสจึงสนับสนุนการแพร่
พันธุ์ให้กำเนิดบุตร ผนวกกับเรื่องที่ว่าอสูรกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับช่วงอายุขัยที่ยาวนาน
เรื่องราวฉันท์บุรุษสตรีจึงเปิดกว้างยิ่งกว่าเผ่าใด
หากเป็นสตรีอสูรที่มีประสบการณ์อยู่บ้าง ยามนี้พวกนางคงเผยทีท่าเย้ายวนใจ
ออกมาทันที
แต่หนานเยว่เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
เทียบกับความหวาดระแวงและอึดอัดใจของหนานเยว่แล้ว จั่วม่อกลับมีท่าที
สบายอกสบายใจกว่ากันมาก มันแม้ยังเยาว์วัย แต่พบเห็นผ่านโลกมาไม่น้อย ยามนี้
มันกระทั่งมีคนกลุ่มใหญ่อยู่ภายใต้อำนาจของมัน หากมันยังคงอยู่ในอาณาจักรนภา
จันทร์ แน่นอนว่าต้องมีคุณสมบัติเป็นยอดวีรบุรุษผู้หนึ่ง รวมกับความคิดที่ว่า สำหรับ
มันนี่เป็นเพียงการชมดูเพื่อเปิดหูเปิดตาอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
ภพอสูรไม่ได้มีจิงสือที่มีความสัมพันธ์กับมันเสียหน่อย
“เจ้าเรียกว่าอะไร?” จั่วม่อถามอย่างใคร่รู้
“หนานเยว่” หนานเยว่ผู้ประสาทเสียอยู่บ้างรีบตอบคำในทันที
“อ้อ เจ้าเป็นอสูรชนิดใด?” จั่วม่อถามต่อ มันมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเผ่า
อสูรน้อยนิดจนน่าเวทนา
ต้าเหรินท่านนี้… …ถามคำถามแปลกประหลาดเสียจริง
หนานเยว่ความตึงเครียดบรรเทาเบาบางลงไปมาก “ผู้อาวุโสหมายถึงชาติ
กำเนิดของหนานเยว่กระมัง? หนานเยว่มาจากตระกูลเถิง*แห่งสวรรค์แดนใต้”
(เถิง – ต้นหวายหรือไม้เลื้อย ในที่นี้หมายถึงต้น Wisteria ซึ่งเป็นไม้เลื้อยชนิด
หนึ่ง มีดอกสีม่วงเป็นพวง)
“ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้?” จั่วม่อหัวหมุนงุนงง คำที่นางกล่าวมามันล้วน
เข้าใจทุกคำ แต่เมื่อนำมารวมกัน กลับไม่ทราบว่าหมายถึงสิ่งใด
“ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้!”
ด้วยเสียงกระซิบประหลาดใจ ผูเยาโผล่ออกมาในทันใด