สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 339 ต้นก ำเนิด?
ได้ยินเสียงผูเยา จั่วม่อตระหนักในทันที ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้เกรงว่าไม่
รวบรัดธรรมดา
ยังไม่ทันจะเอ่ยปากถาม กลับได้ยินผูเยากล่าวกับมันว่า “ถามนางว่าใช่เป็น
ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ ที่อยู่ในอาณาจักรลูกศรม่วงหรือไม่?”
จั่วม่อยังจะทำอะไรได้อีก ได้แต่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงชั่วคราว “ใช่เป็นตระกูล
เถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ในอาณาจักรลูกศรม่วงหรือไม่?”
หนานเยว่แตกตื่นสุดระงับ “ผู้อาวุโสรู้จักตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ใน
อาณาจักรลูกศรม่วงด้วย?” จากนั้นสีหน้านางมืดหม่นลง “แต่เราย้ายออกจาก
อาณาจักรลูกศรม่วง ไปยังอาณาจักรแกนสายลมตั้งแต่หกร้อยปีก่อนแล้ว”
ผูเยาเงียบงันไปนาน
จั่วม่อลอบสงสัยใจอยู่บ้าง ผูเยาคล้ายรู้จักตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้จริงๆ
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ผูเยาค่อยกล่าวกับจั่วม่อ “ถามนางว่าตระกูลเถิงแห่งสวรรค์
แดนใต้ยังหลงเหลือผู้คนมากเท่าใด?”
จั่วม่อกล่าวตามอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
หนานเยว่พอฟังคำถาม สีหน้ายิ่งหม่นหมองลงไปอีก “ในตระกูล …ยามนี้
หลงเหลือเพียงสิบเอ็ดคน”
“สิบ…เอ็ดคน… …” ผูเยาตะลึงลาน
เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ภายในตระกูล หนานเยว่รู้สึกย่ าแย่ยิ่ง ตระกูลเถิงแห่ง
สวรรค์แดนใต้เสื่อมทรุดติดต่อกันเป็นเวลานาน นางไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับรัศมีอัน
รุ่งโรจน์ในอดีตแม้แต่น้อย นางนับตั้งแต่จำความได้ ชีวิตความเป็นอยู่ในตระกูลก็
ลำบากยากแค้นมากแล้ว
คิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสท่านนี้กลับรู้จักตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ นางตื่นตะลึง
อย่างแท้จริง กระทั่งในตำหนักศาสตร์อสูร ยังมีเหล่าซือไม่มากนักที่รู้จักตระกูลเถิง
แห่งสวรรค์แดนใต้
“เจ้าได้ฝึกปรือยอดวิชา ‘ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้’ ของตระกูลเถิงแห่ง
สวรรค์แดนใต้หรือไม่?”
คำถามนี้ของผู้อาวุโสทำให้นางต้องอึ้งงัน แต่แล้วก็สั่นศีรษะอย่างหดหู่ “ศาสตร์
เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ หายสาบสูญไปนับพันปีแล้ว”
จั่วม่อรู้สึกได้อย่างกระจ่างชัด ว่าวาจาเหล่านี้ทำให้ผูเยาสะท้านสะเทือนอย่าง
รุนแรง
หนานเยว่ยิ่งแตกตื่นสุดระงับ ผู้อาวุโสท่านนี้จะต้องคุ้นเคยกับตระกูลเถิงแห่ง
สวรรค์แดนใต้มากจริงๆ กระทั่งตัวนางเอง หากมิใช่ว่านางชมชอบเรียนรู้และมุมานะ
สืบค้นอย่างหนัก นางอาจไม่ล่วงรู้ประวัติความเป็นมาของตระกูลของตนมากนัก หาก
เป็นพี่น้องคนอื่นภายในตระกูล ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้เป็นตัวอะไร? เกรงว่า
พวกมันยังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้ า
ผู้อาวุโสท่านนี้ใช่มีความสัมพันธ์กับตระกูลของนางหรือไม่?
ในใจนางจุดประกายความหวังขึ้นสายหนึ่ง
แม้ว่าผู้อาวุโสจะดูอ่อนเยาว์เป็นอย่างยิ่ง แต่หนานเยวี่ยไม่ได้โง่งมจนประเมินผิด
ไปเพราะเรื่องนี้ สำหรับเผ่าอสูร รูปโฉมภายนอกอาจไม่มีความสัมพันธ์กับอายุจริงของ
พวกมันแม้แต่น้อย เพียงฝีมือการแยกสลายอันราบเรียบลื่นไหลที่ผู้อาวุโสสำแดงเมื่อ
ครู่ ก็เพียงพอให้นางตกใจแทบตายแล้ว
เมื่อความหวังเริ่มเติบโตขึ้น อารมณ์ของนางก็กลายเป็นหวั่นไหวไม่มั่นใจขึ้นมา
สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น คือผู้อาวุโสเงียบงันไปเป็นเวลานาน ไม่ได้
กล่าวคำใดอีก
ยิ่งนาน หัวใจนางก็ยิ่งจมดิ่งลง ดูเหมือนว่าจะไม่มีความหวังแล้วกระมัง
ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ าของผู้อาวุโสดังขึ้นชัดเจนในสองหู “ข้าจะสอนศาสตร์
เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ให้แก่เจ้า ส่วนเจ้าต้องติดตามข้าหนึ่งร้อยปี อีกหนึ่งร้อยปีให้
หลัง เจ้าจึงจะเป็นอิสระอีกครั้ง”
หนานเยว่คล้ายถูกอัสนีบาตฟาดใส่ร่าง สมองขาวว่างเปล่าไปหมด ศาสตร์
เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้! ผู้อาวุโสล่วงรู้ยอดวิชาศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้จริงๆ?
สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ บันทึกเก่าแก่ของตระกูลกล่าวไว้ว่า
ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้เป็นศาสตร์อสูรที่ทรงพลังที่สุดของตระกูลเถิงแห่ง
สวรรค์แดนใต้ เป็นยอดวิชาที่ล้ าเลิศที่สุดของตระกูล เคยพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน! อย่างไร
ก็ตาม ในบันทึกของตระกูล นอกจากกล่าวถึงว่าศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ร้าย
กาจถึงเพียงไหนแล้ว ก็ไม่ได้ทิ้งเบาะแสใดไว้อีก นางกระทั่งเคยสงสัยมากว่า บันทึก
เหล่านี้ใช่อวดโอ่เกินจริงหรือไม่
ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้… …ที่แท้ในโลกนี้มีศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดน
ใต้อยู่จริงๆ… …
ขณะที่หนานเยว่จมอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนหลากหลาย จั่วม่อก
ลับกำลังไล่ตามผูเยา คาดคั้นถามซ้ าๆ ด้วยน้ าเสียงกังขา “ผู เจ้าคุยโตอันใดกับศาสตร์
เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้? เจ้าล่วงรู้วิชานี้จริงๆ? อย่าได้หลอกลวงแม่นางน้อยบ้านอื่น
เช่นนี้! หากเจ้าไม่ล่วงรู้ พอถึงเวลาขึ้นมา กลับไม่สามารถปฏิบัติตามคำลวงหลอก ไย
มิใช่น่าละอายยิ่ง… …”
ผูเยาผู้กำลังจมอยู่ในห้วงอารมณ์ความรู้สึกกึ่งโศกสลด พอฟังพลันรู้สึกหัวร่อมิ
ออกร้องไห้ไม่ได้ ต้องตวาดเบาๆ “เหลวไหล ข้าก็ต้องล่วงรู้แน่นอนอยู่แล้ว”
“เจ้าแน่ใจนะ?” สีหน้ากังขาของจั่วม่อไม่ลดน้อยลง “ที่ผ่านมาไฉนข้าไม่เคยได้
ยินเจ้ากล่าวถึงมาก่อน?”
“มีอีกหลายอย่างที่เจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อน มีมากมายเป็นภูเขาเลากาทีเดียว” ผู
เยาเหลือกตาตลบหนึ่ง ถากถางอย่างไม่ไว้หน้า
“โอ้ มิผิด มิผิด วิญญูชนเปิดเผยตรงไปตรงมา คนร้ายมากเล่ห์ชอบซ่อนแผนการ
เจ้ามักซ่อนเอาไว้ลึกเสมอ” จั่วม่อทำท่าผงกศีรษะเห็นพ้อง จากนั้นหัวร่อเฮอะฮะ เงย
หน้าขึ้นกล่าวว่า “เมื่อล่วงรู้ก็ดีแล้ว เช่นนั้นก็เพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งร้อยปีเถอะ เราไม่อาจ
ไม่บวกเผื่อกำไรได้!”
ผูเยาอ้าปากค้างมองจั่วม่ออย่างโง่งม ชั่วพริบตานี้ มันไม่ทราบจะกล่าวคำใด
จริงๆ
จั่วม่อไม่มีร่องรอยของความละอายใจ เชิดหน้ากล่าวอย่างผยอง “ผู ในฐานะ
อสูร เกออาจไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับเจ้า แต่ในฐานะพ่อค้า เจ้ายังห่างชั้นกับเกออีกมาก
นัก!”
ในเวลานี้เอง หนานเยว่พลันตั้งสติได้ นางกระแทกคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่ลังเล
“เหล่าซือ!”
อสูรมักมีอายุขัยยืนยาว หนึ่งร้อยปีไม่ใช่เวลาที่มากมายสำหรับพวกมัน ที่สำคัญ
เงื่อนไขนี้เมตตาปราณีเกินไปจริงๆ ในความเห็นของหนานเยว่ ผู้อาวุโสท่านนี้จะต้องมี
ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับตระกูลของนาง ดังนั้นใช้วิธีการนี้เพื่อช่วยเหลือนางทางอ้อม
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อถอนหายใจใส่ผูเยาเฮือกใหญ่ “จบกัน ขึ้นราคา
ไม่ได้เสียแล้ว”
หนานเยว่คุกเข่าบนพื้นไม่ไหวติง
หลังจากนั้นสักครู่ นางได้ยินผู้อาวุโสกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ลุกขึ้นเถอะ ข้ายังไม่
มีคุณสมบัติพอที่จะรับศิษย์ ไม่สามารถเป็นเหล่าซือของเจ้าได้ นี่เป็นเพียงการซื้อขาย
ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้กับเจ้าเท่านั้น ต่อไปเจ้าสามารถเรียกข้าว่าต้าเหริน”
จั่วม่อแสร้งวางท่า
หนานเยว่รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ต้าเหรินยังคงไม่ยินยอมรับนางเป็นศิษย์ ต้องเป็น
เพราะว่าต้าเหรินตั้งเงื่อนไขในการรับศิษย์ที่เข้มงวดเป็นแน่ นางยังไม่มีคุณสมบัติถึง
เกณฑ์ที่มันตั้งไว้ นางลอบตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะมุ่งมั่นฝึกปรืออย่างหนักหน่วง
เพื่อให้ต้าเหรินพึงพอใจและยอมรับนางเป็นศิษย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่สำคัญ
ต้าเหรินยังสัญญาว่าจะสอนศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ให้แก่นาง ยอดศาสตร์อสูร
ที่หายสาบสูญไปเป็นเวลานานนี้ มิทราบว่าร้ายกาจเท่าที่บันทึกเก่าแก่กล่าวไว้หรือไม่?
นางเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อชีวิต!
“ทีนี้ทำอย่างไรต่อ?” จั่วม่อแบสองมือ ถามผูเยา
ผูเยากล่าวอย่างจริงจัง “ก่อนอื่นเจ้าก็สอนศาสตร์อสูรน้อยให้แก่นางสักหน่อย”
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นชี้มายังจมูกตัวเอง ถามอึกอัก “ให้ข้าสอน?”
“มีปัญหาหรือไม่?” ผูเยาเอียงคอจ้องหน้าจั่วม่อตาเขม็ง
จั่วม่อหัวร่อเต็มฝืน “เจ้าทำแบบนี้ ไม่ขาดความรับผิดชอบต่อแม่นางน้อยผู้นี้ไป
หน่อยหรือ” มันไม่ค่อยมั่นใจอยู่บ้าง หากให้มันสอนเวทวิชาหรือวิชาค่ายกล มันจะไม่
หวาดเกรงแม้แต่น้อย แต่นี่มันศาสตร์อสูร… …
อีกฝ่ายเป็นอสูรตัวจริงเสียงจริง ส่วนมันก็เป็นซิวเจ่อของแท้แน่นอน จะให้ซิว
เจ่ออย่างมันสอนอสูรเที่ยงแท้ผู้หนึ่งฝึกปรือศาสตร์อสูร… …นี่มันเรื่องเหลวไหลอะไร
กัน!
“อยากสอนอะไรก็สอนไปเถอะ” ผูเยากล่าวอย่างไร้ความรับผิดชอบ จากนั้น
หายวับไป
จั่วม่อยืนเบิกตามองอย่างโง่งมอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึก
กลับออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อมองหนานเยว่ที่สีหน้าเต็มไปด้วย
ความปรารถนา รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันควัน หลังจากนั้นสักครู่ ค่อยปลุก
ปลอบจิตใจ ในเมื่อผูเยาบอกว่าสอนอะไรก็สอนไป เช่นนั้นหากไม่อาจสอนนางให้ดี นี่
ไม่สามารถตำหนิมันได้
จั่วม่อกระแอมเบาๆ “เช่นนั้นมาเริ่มกันที่ศาสตร์อสูรน้อย”
“ศาสตร์อสูรน้อย?” หนานเยว่งงงันวูบ นึกไม่ถึงว่าสิ่งแรกที่ต้าเหรินจะสอนสั่ง
กลับเป็นศาสตร์อสูรน้อย!
มิใช่ว่าอสูรทุกตนล้วนล่วงรู้ศาสตร์อสูรน้อยอยู่แล้วหรอกหรือ?
จั่วม่อไม่สนใจสายตางุนงงสงสัยของหนานเยว่ และเริ่มบรรยายเหมือนกล่าวกับ
ตัวเอง เคราะห์ดีที่ผูเยาเพิ่งจะสอนศาสตร์อสูรน้อยให้แก่มันได้ไม่นาน ยังคงจดจำได้
อย่างชัดเจน มันกล่าวบรรยายไปพลางนึกย้อนทบทวนไปพลาง กล่าวไปมากล่าวก็อด
ไม่ได้ ต้องเพิ่มความเข้าใจบางส่วนที่มันเพิ่งได้รับผ่านการแยกสลายเข้าไปด้วย
ทีแรกหนานเยว่สีหน้าเต็มไปด้วยความมึนงงระคนใคร่รู้ แต่ไม่นานนัก ใบหน้า
นางก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจดจ่อ
ศาสตร์อสูรน้อยที่ต้าเหรินบรรยาย มีหลายส่วนผิดแผกแตกต่างไปจากสิ่งที่นาง
เข้าใจ!
บรรดาศาสตร์อสูรน้อย ที่ในมุมมองของนางคล้ายเรียบง่ายสามัญยิ่ง ที่แท้แฝง
เร้นไปด้วยการเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาล นางไม่เคยคิดเลยว่ารูปแบบการ
เปลี่ยนแปลงของศาสตร์อสูรน้อย จะลึกล้ าไพศาลและซับซ้อนได้ถึงปานนี้ ระหว่าง
ศาสตร์อสูรน้อยที่แตกต่างกัน ถึงกับมีส่วนเชื่อมต่อกันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ด้วย … …
นี่เป็นครั้งแรก ที่ศาสตร์อสูรน้อยกลับกลายเป็นลึกล้ าสุดหยั่งถึงในสายตานาง!
มหาสมุทรอันไร้ก้นบึ้งและไร้ขอบเขต พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสายตานาง
จั่วม่อในที่สุดก็บรรยายเสร็จสิ้น ต้องลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก การสอน
ของมันแม้ไม่ละเอียดลออเท่าผูเยา แต่ในเรื่องของแนวคิดหลัก ยังนับว่าไม่มีสิ่งใด
ผิดพลาด
เห็นหนานเยว่ดูเหมือนจะหลงคารม จั่วม่อคลายใจลงเล็กน้อย แต่แล้วพลัน
สะดุดกึก บรรยายก็บรรยายจบแล้ว จากนี้ทำอะไรต่อเล่า? หันรีหันขวางชั่วขณะหนึ่ง
ก็ฉุกใจวูบ บังเกิดความคิดอันดีงามขึ้นมาทันที มันชี้ไปยังต้นไม้ใบหญ้า ปั้นสีหน้าเคร่ง
ขรึม กล่าวว่า “นับตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจะต้องเริ่มเรียนรู้วิธีแยกสลายศาสตร์อสูรในคุก
นภาจรัสวารีไพศาล ในนภาจรัสวารีไพศาลแห่งนี้ มีจำนวนศาสตร์อสูรถึงหนึ่งหมื่น
สามพันวิชา หากเจ้าสามารถแยกสลายพวกมันทั้งหมด ความเข้าใจในศาสตร์อสูรน้อย
ของเจ้า ก็สามารถนับได้ว่าเข้าสู่จุดเริ่มต้นแล้ว”
จั่วม่อรู้สึกว่ามันในยามนี้ไม่ต่างจากนักต้มตุ๋นผู้หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็น
สายตาเทิดทูนบูชาของหนานเยว่ ถึงกับรู้สึกผิดขึ้นมา ต้องเร่งรัดให้หนานเยว่เริ่มต้น
เรียนรู้วิธีแยกสลายศาสตร์อสูรทันที
ถึงตอนนี้หนานเยว่ค่อยเข้าใจกระจ่าง ว่าต้าเหรินไฉนเอาแต่แยกสลายศาสตร์
อสูรอยู่ตลอดเวลา! นางเริ่มร่ าเรียนวิธีแยกสลายศาสตร์อสูรจากจั่วม่ออย่างปิติยินดี
จั่วม่อเมื่อเห็นนางกระตือรือร้นร่ าเรียนอย่างรวดเร็ว ค่อยคลายใจลง แล้วหันกลับไป
เริ่มกระบวนการแยกสลายของตนอีกครั้ง
หนึ่งคนหนึ่งอสูร พากันฝังศีรษะลงไปในการ ‘สร้างความเสียหาย’ อย่างเมามัน
หนึ่งชั่วยามให้หลัง หนานเยว่หยุดพักครู่หนึ่ง นางเมื่อเงยหน้าขึ้น ต้องตื่นตะลึง
อย่างสุดแสน ต้าเหรินถึงกับล้ าหน้านางไปหนึ่งลี้ครึ่งแล้ว!
ในดวงตาคู่งามของหนานเยว่ ความตื่นตะลึงเลือนหายไป แทนที่ด้วยความ
เคารพยำเกรง
สมกับเป็นต้าเหริน!
แน่นอนว่านางจะต้องมานะบากบั่นให้มากกว่านี้ เพื่อบรรลุมาตรฐานการรับ
ศิษย์ของต้าเหรินให้จงได้!
หนานเยว่กำหมัดแน่น ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ไม่แปรผัน
ม้าฝานไม่ได้ฝึกปรือเคล็ดปราณภูต มันเป็นเพียงคนเดียวในค่ายจูเชวี่ยที่ไม่ได้
ฝึกปรือปราณภูต กระทั่งเซี่ยซานยังรับเคล็ดปราณภูตมาศึกษา
เนื่องเพราะม้าฝานกำลังร่ าเรียนเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่าง
เคล็ดวิชากระบี่ระดับห้าฉบับนี้ เป็นยอดวิชาที่พรรคฟ้ากระจ่างใช้สร้างชื่อและ
ก่อร่างสร้างรากฐานอันมั่นคงของสำนัก จั่วม่อไม่มีความสนใจในเคล็ดวิชากระบี่มาก
นัก และหลังจากร่วมเป็นร่วมตายกันมานับครั้งไม่ถ้วน ความสัมพันธ์ของทุกคนทั้งลึก
ล้ าและเหนียวแน่น ดังนั้นจั่วม่อเปิดกว้างให้ทุกคนได้ศึกษาร่ าเรียนได้ตามใจชอบ
อย่างไรก็ตาม เคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่างลึกซึ้งยากเข้าใจ หลายจุดคลุมเครือ หลาย
แห่งไม่ชัดเจน ผู้ที่ฝีมืออ่อนด้อยสักหน่อย จะไม่มีความสามารถพอที่จะเข้าใจได้
บรรดาค่ายจูเชวี่ยทั้งหมดล้วนฝึกปรือกระบี่ ย่อมปรารถนาฝึกปรือเคล็ดวิชากระบี่นี้
แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถร่ าเรียนได้
ม้าฝานเป็นหนึ่งในนั้น
เคล็ดวิชากระบี่ที่มันฝึกปรือนั้นไร้นามเรียกขาน ทั้งยังไม่สมบูรณ์ นอกเหนือจาก
กระบี่มายาไร้เงามหาวินาศที่ทรงพลังน่าอัศจรรย์ กระบวนท่าอื่นๆ เป็นกระบวนท่า
อันกระจัดกระจายที่มันรวบรวมและปะติดปะต่อจากเคล็ดวิชากระบี่อื่นๆ
สำหรับผู้อื่น เคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่างอาจยากเย็นเกินไป แต่สำหรับม้าฝาน
นับเป็นสมบัติล้ าค่า มันเป็นคนแรกที่บรรลุเจตจำนงกระบี่ฟ้ากระจ่าง อาศัยขอบเขต
ของเจตจำนงกระบี่ของมัน แม้ว่าเซี่ยซานบุกฝ่าเข้าไปยังด่านจินตัน มันยังไม่ด้อยกว่า
เท่าใด
มันเคยชินกับการใช้ส่วนที่ดีที่สุดของเคล็ดวิชากระบี่เล่มอื่น มาเสริมสร้างพลัง
ฝีมือของตน กระบวนท่ากระบี่ส่วนตัวของมันไม่มีระเบียบแบบแผน เป็นมันรวบรวม
มาจากเคล็ดวิชาอันหลากหลาย นี่ย่อมเกิดจากความอับจนหนทางในสมัยก่อน แต่ใน
เวลานี้ คุณสมบัติเหล่านี้กลับช่วยให้มันปรับตัวเข้ากับวิชากระบี่เล่มใหม่ได้อย่าง
รวดเร็ว
ครั้งสุดท้ายที่บรรพชนฟ้ากระจ่าง ใช้เคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่างทำลายล้างท้องฟ้า
ถล่มใส่พวกมัน มักจะผุดขึ้นในใจของมันอยู่เสมอ เร่งเร้าให้ม้าฝานมุ่งมั่นที่จะฝึกปรือ
เคล็ดวิชากระบี่เล่มนี้มากขึ้น
และเมื่อมันเข้าใจเคล็ดวิชามากขึ้น หลายจุดที่ไม่ชัดเจนก่อนหน้านี้ พลันหมุน
ผ่านในใจมันทันที
ทุกผู้คนอาจจะเห็นว่าม้าฝานจมอยู่ในห้วงฌานสมาธิทุกวัน แต่ไม่มีผู้ใดทราบ ว่า
ความเข้าใจในเจตจำนงกระบี่ของมันเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน
ทันใดนั้น ม้าฝานผู้นั่งนิ่งเงียบพลันลืมตาขึ้น สองตาสาดประกายเจิดจ้า พลัง
สภาวะของมันแปรเปลี่ยนในบัดดล!