สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 340 ตกปลากันเถอะ!
แม้จะนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ม้าฝานก็ราวกับกระบี่เปลือยฝักเล่มหนึ่ง เจตจำนง
กระบี่ทะลักล้น!
ไม่เห็นมันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ แต่กลับหายวับไป
เซี่ยซานที่กำลังฝึกปรือเคล็ดปราณภูตพลันสะท้านใจวูบ ชะงักงัน เงยหน้ามอง
ท้องฟ้า ในเวลาเดียวกัน ซู่หลงก็แหงนมองท้องฟ้าด้วยด้วยสีหน้าตะลึงลาน
กลางเวหา เห็นม้าฝานยืนเงียบงันอยู่ท่ามกลางหมอกภูต
หมอกภูตอันเปี่ยมด้วยพิษร้ายถูกขับไล่ด้วยพลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง ไม่สามารถ
เข้าใกล้ม้าฝานได้ในระยะเจ็ดฉื่อ ชุดยาวของม้าฝานสะบัดพลิ้ว แต่สิ่งที่แปลก
ประหลาดก็คือ ในขณะที่มันดูคล้ายเต็มไปด้วยพลังสภาวะอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ทุก
คนกลับไม่รู้สึกว่าพลังปราณผันผวนสั่นไหวมากนัก
“เจตจำนงกระบี่… …” เซี่ยซานเบิกตากว้าง สาดประกายสว่างวาบในบัดดล สี
หน้ามันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ม้าฝานสองแขนกางแผ่กว้าง ราวกับวิหคตัวใหญ่กางปีกเตรียมเหินบิน ดูเคร่ง
ขรึมจริงจัง หมอกภูตคล้ายถอยหนีออกจากมันอย่างหวาดกลัว เพียงชั่วกะพริบ
ตาเดียว ในรัศมีสามสิบจั้งรอบกายมันก็กลายเป็นว่างเปล่า ไม่หลงเหลือหมอกภูต
แม้แต่เส้นสายใยเดียว
พลังสภาวะอันร้ายกาจนี้ บันดาลให้คนของค่ายจูเชวี่ยที่อยู่ด้านล่างเต็มไปด้วย
ความนับถือเลื่อมใส ม้าฝานเหล่าต้าสมกับที่เป็นม้าฝานเหล่าต้าโดยแท้! ค่ายจูเชวี่ย
ประกอบด้วยเซียนกระบี่เป็นหลัก พลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันแม้ไม่สูงส่ง แต่สายตา
ไม่มีปัญหา พวกมันทราบชัดว่าม้าฝานเหล่าต้าต้องบรรลุความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับ
เจตจำนงกระบี่เป็นแน่
คนที่เห็นชัดตาที่สุดย่อมเป็นเซี่ยซาน
เหตุผลที่หมอกภูตถูกขับไล่ถอยร่นไป เนื่องเพราะพื้นที่ว่างรอบกายม้าฝาน เต็ม
ไปด้วยเจตจำนงกระบี่ล่องหนที่ไร้รูปลักษณ์ มากมายสุดคณานับ! เจตจำนงกระบี่
เหล่านี้ ไหลเวียนรอบกายม้าฝานโดยไร้สุ้มเสียง ราวกับกำลังปกป้องสิ่งที่อยู่ในครรภ์
เซี่ยซานคล้ายถูกสายฟ้าผ่าใส่กลางวันแสกๆ อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้าง มอง
ม้าฝานที่ยืนเงียบขรึมอยู่กลางเวหา เต็มไปด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
แปลงรูปลักษณ์!
เจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์!
เป็นไปไม่ได้!
เจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์ มิใช่ว่าเป็นระดับชั้นที่มีเพียงซิวเจ่อด่านจินตันจึง
จะสามารถบรรลุได้หรอกหรือ? มันพบว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้านี้ ยากจะยอมรับได้
อย่างแท้จริง งงงันอยู่ครึ่งค่อนวัน เซี่ยซานผู้ยืนซึมเซาค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา ในปาก
มีรสชาติขมปร่า มันผู้เป็นซิวเจ่อด่านจินตันยังฝึกปรือเจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์
ไม่สำเร็จ แต่ม้าฝานที่ยังอยู่ในด่านหนิงม่าย กลับบรรลุเป็นคนแรก
ม้าฝานทั่วร่างปกคลุมไปด้วยเจตจำนงกระบี่นับไม่ถ้วน เจตจำนงกระบี่เล็ก
ละเอียดเหล่านี้ เป็นเจตจำนงกระบี่ท้องฟ้าอันโปร่งโล่งและไร้รูปลักษณ์
ท้องฟ้า… … ท้องฟ้า… …
ม้าฝานหลับตาแน่นสนิท คล้ายบรรลุความเข้าใจบางสิ่ง
พลังสภาวะสุดไพศาลและโหดเหี้ยมดุดัน ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ม้า
ฝานดูคล้ายเรือใบไม้ลำน้อย ล่องลอยเคว้งคว้างกลางพายุฝนฟ้าคะนองอันเกรี้ยว
กราด อาจถูกทำลายได้ทุกเมื่อ!
นี่มัน… …
เซี่ยซานเข้าใจในบัดดล ม้าฝานที่แท้กำลังฝึกปรือเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่าง! แล้ว
พลันขมวดคิ้วนิ่วหน้า สีหน้าวิตกกังวล มองไปยังท้องฟ้าที่ฉาบทาด้วยสีแดงเลือด
ความรู้สึกหวั่นใจยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก
ท้องฟ้าที่นี่… …ไม่ใช่สถานที่เหมาะสมสำหรับฝึกปรือเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่าง!
ท้องฟ้าสีแดงเข้มยิ่งมายิ่งน่าสะพรึงกลัว เมฆดำไหลบ่ามาจากทุกสารทิศ หมุน
คว้างอย่างเร่งร้อน
ใจกลางพายุ ม้าฝานที่ถูกห้อมล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา สีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู
มันเมื่อตระหนักว่ามีปัญหา ก็ไม่เหลือหนทางให้ถอยหนีอีก ท้องฟ้าในสถานที่นี้เต็มไป
ด้วยพลังงานภูตทมิฬ พวกมันถือกำเนิดขึ้นจากสงครามเข่นฆ่าล้างผลาญอันดุเดือด
เมื่อนับหมื่นปีมาแล้ว มีพลังกัดกร่อนสติสัมปชัญญะและจิตใจผู้คนอย่างง่ายดาย
ท้องฟ้าที่นี่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของท้องฟ้า!
หมอกภูตที่เมื่อครู่ยังพยายามหลบหลีกมัน บัดนี้ม้วนโถมเข้ามาอย่างดุร้าย
หมอกภูตคล้ายเส้นหนวดหลายสิบเส้นพุ่งเข้าหาม้าฝาน ปิดสกัดเส้นทางถอยของมัน
เอาไว้ทุกด้าน เส้นหนวดหมอกภูตเหล่านี้ประดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง พุ่งทะลวงเข้าหา
ม้าฝานอย่างกระหายเลือด ชั่วพริบตาที่ม้าฝานกำลังจะถูกตวัดรัดพันและลากตัวไป
เพียะ เพียะ เพียะ เส้นหนวดหมอกภูตที่เข้าประชิดตัวม้าฝานพลันแตกระเบิดเป็น
เสี่ยงๆ
เส้นหนวดเหล่านี้ ถูกเจตจำนงกระบี่รอบกายม้าฝานฟาดฟันทำลายสิ้น
แต่นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น!
เส้นหนวดหมอกภูตสีดำปนแดงนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากหมอกภูต กระโจนเข้า
หาม้าฝานเป็นจุดเดียว
เสียงแตกระเบิดดังระรัวไม่ขาดหู เส้นหนวดหมอกภูตระเบิดติดต่อตามกัน เพียง
ชั่วอึดใจ พวกมันก็กลายเป็นหมอกภูตหนาแน่นเข้มข้นกลุ่มหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มหมอก
ภูต เสียงปะทะเร่งร้อนไม่หยุดยั้ง เห็นกลุ่มหมอกภูตรูปร่างคล้ายไข่สีดำปนแดง แขวน
ค้างอยู่กลางเวหา
ทุกผู้คนอดมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวลไม่ได้ ทว่าพวกมันก็ได้แต่มอง ไม่มีหนทาง
ช่วยเหลืออันใดได้
คุกนภาจรัสวารีไพศาล
หนานเยว่มองผู้อาวุโสกระแทกนั่งลงกับพื้น ดวงตานางเต็มไปด้วยความเคารพ
ยกย่อง ในตำหนักศาสตร์อสูร นางนับว่ามุมานะบากบั่นยิ่งกว่าใคร แต่เมื่อเห็นวิธีฝึก
ฝีมือของผู้อาวุโส นางพลันรู้สึกว่าต่อหน้าผู้อาวุโส การฝึกหนักของนางไม่นับเป็นอะไร
ได้
“ข้าจะกลับมาอีกครั้งเมื่อถึงเวลา”
ผู้อาวุโสร้องบอกประโยคหนึ่ง ก่อนจะหายตัวไป
หนานเยว่ไม่แปลกใจมากนัก นางในเวลานี้เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ผู้อาวุโสใช้การกระทำแสดงให้เห็นแล้วว่านางสมควรฝึกปรืออย่างไร ถึงตอนนี้นางไม่
รีบร้อนที่จะได้รับศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้อีก ลำพังสิ่งที่นางเรียนรู้ในวันนี้ ก็
มากพอให้นางฝึกปรือต่อไปเป็นเวลานาน
หนานเยว่ออกจากนภาจรัสวารีไพศาล นางจำเป็นต้องแยกแยะสะสางสิ่งที่ได้
เรียนรู้ในวันนี้
จั่วม่อสำราญใจยิ่ง เบิกบานสำราญใจเป็นอย่างยิ่ง
ในการรุดหน้าสามสิบลี้ มันใช้เวลาไปเพียงห้าชั่วยามเท่านั้น น้อยกว่าที่ผูเยาตั้ง
เงื่อนไขไว้ถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม หากนับรวมเวลาที่ใช้บรรยายศาสตร์อสูรน้อยแก่หนาน
เยว่ด้วย ก็เท่ากับใช้เวลาไปเพียงสี่ชั่วยามครึ่งเท่านั้น จั่วม่อพอหวนนึกถึงแววแตกตื่น
ตะลึงลานในดวงตาผูเยา ยิ่งเบิกบานสำราญใจเป็นที่สุด
อันที่จริงพลังจิตสำนึกของมันแทบจะหมดสิ้นลงแล้ว หลังจากการแยกสลาย
ด้วยความเร็วสูงติดต่อกันสี่ชั่วยามครึ่ง เทียบกับครั้งแรกที่เข้าไปในคุกสิบนิ้วแล้ว มัน
รู้สึกตัวเร็วกว่าและตอบสนองได้เร็วกว่าคราวนั้นมาก
ไม่มีเวลาจะมัวมาดื่มด่ ากับรสชาติของความสำราญใจอย่างช้าๆ อีก จั่วม่อรีบ
เข้าสู่ห้วงฌานเพื่อฟื้นฟูพลังจิตสำนึก
หลังจากใช้เวลาไปตลอดทั้งวัน จั่วม่อออกจากห้วงฌานสมาธิในที่สุด พลัง
จิตสำนึกของมันฟื้นฟูคืนมาครึ่งหนึ่ง น่าเสียดายที่สถานที่ผีสางนี้ไม่มีดวงดาว มันจึงไม่
สามารถดูดซับพลังดวงดาวจากท้องฟ้าได้ ก่อนหน้านี้พลังจิตสำนึกของมันเติบโตขึ้น
อย่างก้าวกระโดด ดวงดาวในช่องว่างเหนือทะเลแห่งจิตสำนึกของมัน แม้ไม่ได้เพิ่ม
จำนวนขึ้น ทว่าทุกดวงกลับกลายเป็นยิ่งสว่างเจิดจ้า เปล่งประกายพราวพร่างอยู่กลาง
ความว่างเปล่า
ทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
แม่น้ ากระบี่จากกาลก่อนแทบจะเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ ทำให้จั่วม่อลอบ
เหงื่อตกอยู่บ้าง เปลวไฟสีดำอันน่าลุ่มหลงไม่ได้เกะกะระรานเหมือนที่เคยเป็นในอดีต
อีก โดยเฉพาะรอบๆ ป้ายศิลาหลุมฝังศพ เปลวไฟสีดำถอยห่างออกมาอย่างสมบูรณ์
เผยให้เห็นพื้นคล้ายเหล็กกล้าสีดำ พลังงานสีดำที่ห่อหุ้มป้ายศิลาดูเหมือนจะหนาแน่น
เข้มข้นกว่าเดิม
ตามคำของผูเยา วิถีบำเพ็ญเพียรของมันคือมรรคาบำเพ็ญเพียรจิตสำนึกแห่ง
ดวงดาว ทรายดาวในจิตสำนึกของมันเปี่ยมล้นไปด้วยพลังดวงดาว
พลังดวงดาวเป็นอย่างไร จั่วม่อไม่ล่วงรู้แน่ชัด แต่ดวงดาวทั้งสิบเมื่อเติบโตขึ้น
อัตราการฟื้นฟูพลังจิตสำนึกของมันก็แข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับ ดาวแต่ละดวงส่องแสง
ประชันขันแข่ง ทะเลแห่งจิตสำนึกอาบท่วมไปด้วยแสงดาวจางๆ
เมื่อจั่วม่อเห็นกลุ่มหมอกภูตขนาดใหญ่โตมโหฬารที่กลางอากาศ ต้องผวาเฮือก
รีบคว้าตัวเซี่ยซานมาสอบถาม เมื่อได้รับแจ้งว่าม้าฝานกำลังฝึกปรือเคล็ดกระบี่ฟ้า
กระจ่างถึงขั้นตอนสำคัญ ก็อดห่วงกังวลไม่ได้ แต่มันเองก็ไม่มีวิธีแก้ปัญหา ในบรรดา
สิ่งที่มันฝึกปรือทั้งหมด เคล็ดวิชากระบี่นับว่าอ่อนด้อยที่สุดในเวลานี้
ถึงตอนนี้ สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของมันคือสังขารปิศาจมหาทิวา รองลงมาคือ
ศาสตร์อสูร อดฝืนยิ้มอย่างขมขื่นไม่ได้ เกิดมาเป็นซิวเจ่อผู้หนึ่ง เรื่องเช่นนี้น่าเชิดหน้า
ชูตาตรงไหนกัน มองดูแล้วเรื่องของม้าฝานคงยังไม่มีผลสรุปเร็วๆ นี้ ดังนั้นจั่วม่อไม่ได้
สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว
มันหมุนตัวกลับ แล้วสะดุ้งขึ้นสุดตัว เมื่อพบว่าอากุ่ยคล้ายกำลังจ้องมองมันอยู่
โดยปกติแล้วอากุ่ยมักจะอยู่ห่างจากมันไม่ไกลเสมอ แต่ก็มีเพียงสีหน้าท่าทีเหมือนหุ่น
เชิดไม้ ไม่เคยมองดูมันเช่นนี้
“เจ้าดีขึ้นแล้วหรือไม่?” จั่วม่อรีบซักถาม
อากุ่ยไม่ตอบสนอง จั่วม่อสั่นศีรษะ มันช่างคิดเพ้อฝันไปเองจริงๆ อดจับมือ
อากุ่ยขึ้นมาไม่ได้ เพ่งจิตสำนึกเข้าไปในร่างนาง ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด
มันหัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างฉับพลัน
ร่างกายของอากุ่ยสับสนยุ่งเหยิง แห้งเฉาไร้ซึ่งชีวิต ซึ่งในจุดนี้ก็ไม่ได้แตกต่าง
จากปกติที่ผ่านมา แต่จั่วม่อกลับพบว่าที่ตำแหน่งหัวใจของอากุ่ย ปรากฏจุดสีม่วง
เล็กๆ ขึ้นมาจุดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จั่วม่อมักจะตรวจสอบอาการของอากุ่ยทุกสอง
สามวันเป็นประจำ กับสภาพร่างกายของอากุ่ย เรียกได้ว่าคุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยไป
กว่านี้อีก
ในการตรวจอาการครั้งที่แล้วไม่มีจุดสีม่วงนี้ เป็นไปได้ว่าจุดสีม่วงเพิ่งจะเกิดขึ้น
ในช่วงสองสามวันมานี้เอง
จั่วม่อหัวใจตกวูบ นี่หมายความว่าในช่วงสองสามวันมานี้ มีการเปลี่ยนแปลง
บางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของอากุ่ย มันอดวิตกกังวลไม่ได้ หากเป็นการ
เปลี่ยนแปลงที่ดี นั่นย่อมเป็นความโชคดีอย่างที่สุด แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงไป
ในทางเลวร้าย มันก็ไม่มีหนทางรับมือแม้แต่น้อย
จั่วม่อรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมาทันที
จะต้องหาตัวอ่อนเมฆวารีให้ได้โดยเร็วที่สุด! แต่มันก็ทราบกระจ่างว่า หาก
ผลีผลามเดินทางลึกเข้าไปในหมอกภูต มันแม้แต่กระดูกก็จะไม่มีเหลือ ยามนี้ทุกผู้คน
กำลังบากบั่นฝึกปรืออย่างหนัก ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการบุกฝ่าเข้าไปใน
หมอกภูต
จั่วม่อเริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว เดินออกไปจากค่าย
ค่ายพักตั้งอยู่ริมขอบของหมอกภูต บางครั้งอาจจะเห็นหมอกภูตบางเบา
ล่องลอยอ้อยอิ่ง ดวงตาของมันจ้องเขม็งเข้าไปในส่วนลึกของหมอกภูต
“มาตกปลากันเถอะ!” ผูเยาโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน
“ตกปลา?” จั่วม่อทวนคำอย่างแปลกใจ
“อ้อ ไม่ยาก เจ้าแค่ใช้ยุทธภัณฑ์เวทที่มีสติปัญญาเป็นเหยื่อล่อ มันจะดึงดูด
วิญญาณภูตมากมายเข้ามาเอง” ผูเยาอธิบาย “เจ้าสามารถฝึกการใช้ศาสตร์อสูรน้อย
และที่สำคัญ… …”
“ที่สำคัญอะไร?”
“เจ้าจดจำแหล่งกำเนิดวิญญาณที่สวาปามเข้าไปคราวก่อนไม่ได้แล้วหรือ หาก
คิดเพิ่มพลังจิตสำนึกของเจ้าในระยะเวลาอันสั้น นี่เป็นวิธีที่ดีงามไม่เลว” กระทั่งผูเยา
ยังอดอิจฉาตาร้อนไม่ได้ “เจ้าช่างมีโชควาสนานัก!”
จั่วม่อคึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที ในสายตาของมัน วิญญาณภูตย่อมเป็นแหล่ง
อาหารชั้นเลิศ เหตุผลที่มันคิดเรียนรู้ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย ก็เพื่อใช้ล่า
วิญญาณภูตมาบำรุงจิตสำนึกของมันนั่นเอง แต่อาศัยพลังฝีมือของมันในยามนี้ คิด
ล่วงลึกเข้าไปในหมอกภูต นับว่าเสี่ยงอันตรายมากเกินไป
จริงดังคาด ผูเยาเจ้าเล่ห์แสนกลอย่างแท้จริง!
จั่วม่อขบคิดแวบหนึ่ง แล้วนำยุทธภัณฑ์เวทออกมา นี่เป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับ
หกชิ้นเดียวที่มันมี แผ่นจานดินนภาเก้าแปลง มันย่อมไม่กล้าใช้เจดีย์น้อยเป็นเหยื่อตก
ปลา ครั้งก่อนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมากเกินไปแล้ว แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงใน
ฐานะยุทธภัณฑ์เวทระดับหก ย่อมมีเศษเสี้ยวสติปัญญาอยู่ภายใน แม้จะไม่เฉลียว
ฉลาดรู้ความเท่าเจดีย์น้อย แต่ใช้เป็นเหยื่อตกปลากลับเหมาะสมยิ่ง
แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงที่สามารถทำให้ผู้คนมากมายอิจฉาตาร้อน ถูกโยน
ส่งๆ ไว้บนพื้น จั่วม่อยืนประกบใกล้ชิด ถลึงตากว้าง รอคอยปลามากินเหยื่อ
เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น แสงสีแดงลำหนึ่งพลันสาดพุ่งออกมาจากหมอกภูต
ตรงดิ่งไปยังแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงที่อยู่บนพื้น
จั่วม่อหัวร่อฮี่ฮี่ ศาสตร์อสูรน้อยที่เตรียมพร้อมเอาไว้ในมือ พวยพุ่งออกไปใน
บัดดล
ซี่ แกรก!
ศาสตร์อสูรน้อยไม่ได้ร้ายกาจทรงพลังอันใด แต่ศาสตร์อสูรพอดีเป็นดาวข่มของ
วิญญาณภูต วิญญาณภูตตนนั้นไม่ทันได้กรีดร้อง ก็ถูกทำลายกลายเป็นควันหายไป
จั่วม่อไม่รีบไม่ร้อน อ้าปากดูดเบาๆ แหล่งกำเนิดวิญญาณเส้นบางๆ ก็พุ่งหายวับเข้าไป
ในปากของมัน
เหล่าวิญญาณภูตทยอยเข้ามากินเหยื่อไม่ขาดสาย
จั่วม่อค้นพบอย่างรวดเร็วว่า ศาสตร์อสูรน้อยช่างเหมาะสมที่จะใช้รับมือ
วิญญาณภูตเหล่านี้อย่างแท้จริง บัดนี้มันช่ าชองชำนาญในศาสตร์อสูรน้อยเป็นอย่างยิ่ง
กระทั่งคิดยังแทบไม่ต้องคิด เพียงขยับมือก็ร่ายวิชาเสร็จสมบูรณ์
สิ่งที่มันต้องระมัดระวังจริงๆ คือต้องคอยระวังไม่ให้แหล่งกำเนิดวิญญาณหลุด
มือไป เวลานี้มันรู้สึกได้ชัดแจ้งกว่าเดิม แหล่งกำเนิดวิญญาณที่สูบกลืนเข้าไปใน
ร่างกาย ล้วนเข้าไปยังดวงดาวในช่องว่างเหนือทะเลแห่งจิตสำนึกทั้งสิบดวง
เทียบกับศึกใหญ่คราวที่แล้ว จำนวนวิญญาณภูตก็น้อยกว่ากันมาก จั่วม่อไม่รู้สึก
กินแรงแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่ ท่านกำลังทำอะไร?” กงซุนชาไม่ทราบโผล่มาตั้งแต่เมื่อใด เอียงคอถาม
ด้วยสีหน้ากระหายใคร่รู้
จั่วม่อตกใจจนมือกระตุก แหล่งกำเนิดวิญญาณหลายเส้นเสียการควบคุม ปลิว
ลิ่วไปทางกงซุนชา