สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 347 ศึกรอบแรก!
จั่วม่อเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ โลหิตเดือดพล่าน ร่างงอโค้งไป
ข้างหน้าเล็กน้อย สองมือยกขึ้น ยื่นออกไปข้างหน้าทรวงอก สิบนิ้วกางแผ่กว้าง ราว
กับสัตว์ร้ายตั้งท่ากระโจนตะครุบเหยื่อ ให้ความรู้สึกถึงอันตรายอย่างร้ายกาจ! นี่คือ
ท่วงท่าเตรียมพร้อมของสังขารปิศาจมหาทิวา เป็นการตั้งท่าสำหรับการต่อสู้ประชิด
ตัวซึ่งจั่วม่อใช้ออกมาตามสัญชาตญาณ
รอบข้างเงียบสงัดเสมือนตาย ช่วยให้จิตสมาธิของจั่วม่อจดจ่อรวมรั้งกว่าเดิม
เร่งเร้าพลังจิตสำนึกถึงขั้นสูงสุด ระยะนี้พลังจิตสำนึกของมันรุดหน้าไปก้าวใหญ่ มันไม่
เคยเผชิญสถานการณ์เหมือนวันนี้ ที่ต้องงัดเอาพลังจิตสำนึกทั้งหมดออกมาในทันที
การ ‘ตกปลา’ มักจะค่อยๆ รีดเค้นพลังจิตสำนึกของมันออกไปจนหมด แต่ศาสตร์
อสูรน้อยสิ้นเปลืองพลังจิตสำนึกน้อยมากกระบวนการเผาผลาญพลังจิตสำนึกทั้งหมด
เป็นเหมือนสายน้ าค่อยๆ หลั่งรินออกไปเท่านั้น
แต่การลงมือคราวนี้ ไม่มีการออมรั้งยังมือ ทุ่มเทสุดกำลังดุจไม่คิดหวนคืน
พลังจิตสำนึกอันคึกคักทรงพลังห่อหุ้มมันไว้ทั้งร่าง ทุกสรรพสิ่งรอบข้างปรากฏ
ขึ้นในใจมันอย่างรวดเร็ว ชัดเจนดั่งภาพสะท้อนในกระจกเงา
อุณหภูมิรอบข้างพุ่งสูงขึ้น อากาศร้อนรุ่มค่อยๆ หนักหน่วงขึ้น ห้วงความว่าง
เปล่าดำทะมึนและลึกล้ าเริ่มสว่างไสว สภาพรอบข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในบัดดล
จั่วม่อสงบนิ่งไม่ไหวติง สองตาหรี่แคบลง พลังสภาวะถูกระงับยับยั้ง รวมรั้งอยู่
ภายในกายอย่างเงียบเชียบ ราวกับรูปปั้นศิลาตัวหนึ่ง
“ตั้งกี่ปีมาแล้วที่ไม่เคยมีผู้ใดสามารถเปิดศึกทลายคุก? มันดูเหมือนว่ายังอายุไม่
มาก นับเป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งโดยแท้!” เหลิ่งเยวี่ยรำพึงด้วยอารมณ์ความรู้สึก
ด้านข้างเป็นสหายสนิทของมัน ชางเจิ้ง ทั้งคู่รีบรุดลงมาจากคุกที่สองสู่นภาจรัสวารี
ไพศาล ยังไม่ทันจะได้พักหายใจหายคอ พวกมันก็พบเห็นจั่วม่อยืนอยู่กลางสนาม
ประลองในคุกเพียงลำพัง
เหลิ่งเยวี่ยสวมอาภรณ์ไหมสีดำ แขนเสื้อปักด้วยเส้นไหมทองคำ เป็นลวดลายอัน
ประณีตซับซ้อน รูปโฉมสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม หล่อเหลาเป็นพิเศษ มันมาจากตระกูลที่มี
ชื่อเสียง ปกติสูงส่งทระนงตน ความเชื่อมั่นถือดีฝังลึกเข้าไปในกระดูกของมันแต่แรก
แต่มันไม่ใช่คนโง่งม ต่อหน้าสัตว์ประหลาดที่ยืนอยู่กลางสนามประลองในคุกยามนี้
มันไม่มีต้นทุนให้ถือดีแม้แต่น้อย
บุคคลที่สามารถเปิดศึกทลายคุก ล้วนเป็นสัตว์ประหลาดที่ยืนอยู่เหนือสัตว์
ประหลาดทั้งมวล หากพวกมันยังคงรักษาความเป็นสัตว์ประหลาดเอาไว้ได้อย่าง
ต่อเนื่อง หลังจากผ่านไปสองสามร้อยปี พวกมันจะมีคุณสมบัติในการเข้าร่วมสภาผู้
อาวุโส
ชางเจิ้งจ้องเขม็งตาไม่กะพริบ พลางจุปากอย่างอัศจรรย์ใจ “สมกับที่เป็นสัตว์
ประหลาดตัวหนึ่ง ข้าไม่สามารถสัมผัสถึงพลังสภาวะของมันแม้แต่น้อย ฝีมือรวมรั้ง
ระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นเราจะสามารถเปรียบเทียบได้” จากนั้นกล่าวอย่างสงสัยใจ
“แต่ท่วงท่าเช่นนี้… …ไฉนดูคล้ายคลึงกับทักษะปิศาจอยู่บ้าง… …”
เหลิ่งเยวี่ยถือกำเนิดจากตระกูลเข้มแข็ง ย่อมรอบรู้มากกว่า มันเพ่งพิศตามคำ
สหายอยู่เป็นนาน ก่อนจะผงกศีรษะ “เป็นทักษะปิศาจจริงๆ!”
“บำเพ็ญเพียรอสูรปิศาจร่วมประสาน? เหลวไหลน่า!” ชางเจิ้งใบหน้าเต็มไป
ด้วยความไม่เชื่อถือ
เหลิ่งเยวี่ยก็มีแต่ความฉงนสงสัย แต่ยังไม่กล้ายืนยัน ได้แต่กล่าวว่า “เราจะได้รู้
ในภายหลัง”
สองอสูรเงียบงันไป พากันจ้องมองสนามประลองในคุกตาไม่กะพริบ ในอดีต
พวกมันเคยผ่านสนามประลองนภาจรัสวารีไพศาลมาแล้ว ด้วยพลังฝีมือของพวกมัน
ย่อมไม่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาอันยากลำบาก แต่พวกมันกระหายใคร่รู้ยิ่ง ศึกทลายคุก
อันเป็นตำนาน ที่แท้ร้ายกาจสมคำร่ าลือจริงหรือไม่?
ในเวลานี้เอง สนามประลองในคุกเริ่มเปิดฉากการโจมตีระลอกแรก
แสงสีแดงคล้ายถูกพลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งฉุดลากเข้ามา พวกมันไหลบ่ามาจาก
ทุกทิศทุกทาง กรีดวาดเป็นเส้นสายสีแดงฉานอันตระการตา รวมตัวกันเป็นจุดแสงสี
แดงเจิดจรัสด้วยระดับความเร็วอันน่าสะท้านใจ
จุดแสงสีแดงขยายตัวพรวดพราดอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจ ก็กลายเป็นลูกไฟ
ดวงมหึมาลอยขึ้น ห่างจากจุดที่จั่วม่อยืนอยู่ราวหนึ่งร้อยจั้ง เปลวไฟสีแดงฉานปะทุ
แปลบปลาบ ประกายร้อนแรงสาดกระเซ็นไปทั่ว พลังธาตุไฟอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์
แผ่ซ่านคลื่นร้อนลวกออกมาไม่ขาดสาย จั่วม่อรู้สึกราวกับอยู่ในกระถางหลอมกลั่น
ขนาดยักษ์ ยากจะทานทนต่อการถูกย่างอยู่ในนี้ได้
แสงสีแดงเจิดจ้าสะดุดตา พลังงานสีแดงดุจดาวตกพาดผ่านนภา ลูกไฟมหึมาอัน
ร้อนแรง เปลวไฟปะทุกระเซ็นซ่าน ทั้งหมดทั้งมวลล้วนบันดาลให้เหล่าอสูรที่ชมดูจาก
ภายนอก ต้องเผยสีหน้ายกย่องชื่นชนสุดหัวใจ
“เชียนหลิวต้าเหริน ผู้ใดก็ทราบว่าเลิศภพจบแดนในศาสตร์อสูรสายธาตุน้ า นึก
ไม่ถึงว่ากระทั่งศาสตร์อสูรธาตุไฟยังเฉียบขาดไร้ผู้ต้านถึงเพียงนี้!” ชางเหิงสีหน้าเต็ม
ไปด้วยความนับถือเลื่อมใส
(เชียนหลิว – พันธารา)
เหลิ่งเยวี่ยใบหน้าทอแววเทิดทูนบูชาอย่างเปี่ยมล้น กล่าวว่า “ว่ากันว่า ตอนที่
เชียนหลิวต้าเหรินทลายคุกเดิม และเปลี่ยนให้เป็นนภาจรัสวารีไพศาล ท่านมีอายุ
เพียงยี่สิบแปดปีเท่านั้น อายุยี่สิบแปดปีกลับสามารถตั้งนามของคุกแห่งหนึ่ง คู่ควรให้
ผู้คนเคารพยำเกรงอย่างแท้จริง”
“อา หากมิใช่ว่าวันนี้มีคนเปิดศึกทลายคุก เราคงไม่มีวาสนาได้ชมดู” ชางเจิ้ง
พลันแย้มยิ้ม กล่าวว่า “หากเชียนหลิวต้าเหรินทราบว่านภาจรัสวารีไพศาลของท่าน
ถูกท้าทาย ไม่ทราบว่าจะรู้สึกเยี่ยงไร?”
ลูกไฟมหึมาลุกไหม้อย่างรุนแรง แผ่ซานพลังสภาวะแผดเผาออกมา พลังธาตุไฟ
ที่สามารถทำร้ายจิตวิญญาณระลอกแล้วระลอกเล่า กวาดซัดใส่ทุกสรรพสิ่งรอบข้าง
ร่างของจั่วม่อภายใต้ลูกไฟ ดูเล็กจ้อยไม่ต่างอันใดกับมดปลวก
“มันคล้ายเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น” เหลิ่งเยวี่ยกล่าวอย่างกะทันหัน
“ย่อมแน่นอน ผู้ที่สามารถเปิดศึกทลายคุก ผู้ใดรวบรัดธรรมดา?” ชางเจิ้งทำสี
หน้าไม่เห็นสำคัญ แต่แล้วสุ้มเสียงกลับเปลี่ยนไปอีกทาง “อย่างไรก็ตาม ศาสตร์อสูร
ธาตุไฟที่เหลือทิ้งไว้ด้วยการสำแดงฝีมือของเชียนหลิวต้าเหรินในตอนนั้น ย่อมไม่ใช่จะ
รับมือได้ง่ายดายนัก”
“เจ้าที่แท้อยู่ข้างผู้ใดกันแน่? ที่กล่าวมาเท่ากับไม่ได้กล่าวแม้แต่น้อย” เหลิ่งเยวี่ย
เหลือกตาตลบหนึ่ง
“ฮ่าฮ่า เราอยู่ที่นี่เพื่อชมดูการแสดง การแสดงอันตระการตา!” ชางเจิ้งหัวร่อ
อย่างไม่อนาทรร้อนใจ
ทั้งสองแม้ปากโต้ตอบกันอย่างรวดเร็ว แต่ดวงตาของพวกมันจับจ้องจั่วม่อเขม็ง
นิ่ง ไม่ละสายตาแม้แต่แวบเดียว
จั่วม่อหรี่ตาดุจคมมีด เผยให้เห็นเพียงรอยแคบยาวอันลี้ลับ ไม่มีผู้ใดสามารถ
มองเห็นได้ ว่าในส่วนลึกของดวงตามัน มีเปลวไฟเย็นเยียบน่าขนลุกค่อยๆ โหมไหม้
โดยไร้เสียง
สองแขนเปิดอ้า สิบดรรชนีแผ่กว้าง ร่างงองุ้มเล็กน้อย ล้วนบันดาลให้อสูรทั้ง
มวลรู้สึกว่า มันตั้งใจจะโอบกอดลูกไฟมหาประลัยอันร้ายกาจสะท้านฟ้าดวงนี้!
จั่วม่อไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
พลังสภาวะร้อนแรงร้ายกาจที่แผ่ออกมาจากลูกไฟยักษ์เบื้องหน้ามัน ไม่อาจ
ก่อให้เกิดระลอกใดในใจมัน
ในบรรดาห้าธาตุ นอกเหนือจากธาตุน้ า ธาตุไฟเป็นธาตุที่มันสนิทสนมคุ้นเคย
มากที่สุด จากจุดเริ่มต้นที่เพลงกระบี่เพลิงธารา จนถึงไฟอีกาทองคำในภายหลัง มัน
อาจถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือในการเล่นไฟผู้หนึ่ง
ลูกไฟที่อยู่เบื้องหน้า คล้ายคลึงกับลูกไฟที่ผูเยาเคยสำแดงให้มันดูอยู่บ้าง ใน
ตอนแรกเริ่ม จั่วม่อประสบปัญหาในการเข้าใจเพลงกระบี่เพลิงธารา ในยามที่ผูเยาทำ
การชี้แนะ ได้สร้างลูกไฟมหึมาขึ้นลูกหนึ่ง
ฉากอันคุ้นเคยนี้ ทำให้จิตใจมันไขว้เขวเล็กน้อย แต่ก็เพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้น
ร่างกายของเข้าเข้าสู่สภาวะต่อสู้ตามธรรมชาติ เวลานี้มันไม่ใช่ศิษย์สำนักกระบี่สุญตา
ผู้ไร้เดียงอีกแล้ว หลังจากผ่านการต่อสู้แลกชีวิตมาหลายครั้ง มันรู้จักไขว่คว้าโอกาสที่
ดี
จั่วม่อชิงลงมือก่อน
ในความว่างเปล่า มันสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วหายวับไปจากสายตาของ
เหล่าอสูรผู้ชม
ท่าเท้าอันพิสดารนี้เรียกเสียงอุทานอย่างตื่นตระหนกจากรอบด้าน สิ่งที่เหล่า
อสูรแตกตื่นมากยิ่งขึ้น กลับเป็นพฤติการณ์ของมัน ตรงเข้าปะทะกับลูกไฟมหึมาอย่าง
หักโหม มิเท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ? อย่าได้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงลูกไฟ
ยักษ์ลูกเดียว แต่ของสิ่งนี้ก่อตัวขึ้นจากการรวมรั้งพลังเกือบทั้งหมดของสนามประลอง
ในคุก พลังธาตุไฟที่ประจุอยู่ภายในบรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลก ขอเพียงสัมผัสถูก
แม้แต่เศษเสี้ยวเปลวไฟ เกรงว่าคงไม่สามารถรักษาร่างกายที่สมบูรณ์เอาไว้ได้อีก
ลูกไฟยักษ์คล้ายรู้สึกได้ถึงการคุกคาม เปลวไฟยิ่งปะทุรุนแรงกว่าเดิม แส้เพลิงสี
แดงฉานสะบัดฟาดใส่จั่วม่อจากทุกทิศทาง ในความว่างเปล่า พลังธาตุไฟบรรลุถึง
ระดับที่น่าอกสั่นขวัญผวา
เหงื่อเม็ดโป้งๆ ไหลรี่ลงจากหน้าผากของฉีเหล่าซือ พลังธาตุไฟอันเข้มข้นใน
สนามประลองคุก ทำเอามันผู้มีฝีมือในศาสตร์อสูรธาตุไฟ ถึงกับหัวใจเต้นกระหน่ า
แทบไม่เป็นจังหวะ
จั่วม่อก้าวออกมาจากอากาศธาตุอันว่างเปล่า ฝีเท้าของมันไม่ชะลอช้าลง สลับ
เท้าก้าวไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง บัดเดี๋ยวก็หายวับเข้าไปในอากาศธาตุอีกครั้ง
โดยไม่รู้ตัว สองขาของมันพลันปกคลุมด้วยแสงสีทองเลือนราง
เปลวไฟแลบลั่นอย่างเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่จั่วม่ออย่างดุเดือดไม่ขาดสาย หลาย
ครั้งที่แทบหวดฟาดถูกร่าง เฉียดผ่านไปเพียงปลายเส้นผม ฉากคับขันอันตรายสุดขีดนี้
ทำให้หนานเยว่ใบหน้าขาวซีด แทบหลุดปากกรีดร้องออกมาหลายครั้งหลายหน
จั่วม่อสีหน้าราบเรียบไม่แยแส ทีท่าคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งดูเหมือนไม่พบ
เห็นอันตรายที่อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว ยังคงก้าวเดินประหนึ่งกำลังเดินเล่นชมทิวทัศน์ ทั้ง
สงบเยือกเย็น ไม่มีเค้าลางตื่นตระหนกอันใด
บรรดาอสูรที่กำลังเฝ้ามองย่อมไม่ขาดผู้รอบรู้ พวกมันล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็น
ปั้นยาก ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกมันเคยเห็นท่าเท้าพิสดารนี้มาก่อน เหลิ่งเยวี่ยกับชางเจิ้ง
รู้สึกร่างแข็งทื่อ ดวงตาทอแววหวาดหวั่นขวัญผวา
อสูรทั้งหลายในเมื่อมัวแต่ตะลึงลานกับท่าเท้าของจั่วม่อ กลับไม่มีผู้ใดทัน
สังเกตเห็นชั้นแสงเบาบางที่ปรากฏขึ้นบนสองหัตถ์ของจั่วม่อ
ทุกหนึ่งก้าว กลุ่มแสงบนสองหัตถ์ของจั่วม่อจะสว่างขึ้นหนึ่งส่วน
รอจนจั่วม่อเหยียบย่ าถึงก้าวที่สิบสอง กลุ่มแสงบนสองหัตถ์ของมันก็หนาแน่น
จนแทบมีรูปร่าง เกือบจะเหมือนของเหลวที่ไหลเวียน
นี่คือสิ่งใด?
ดวงตาทุกคู่ของเหล่าอสูรหันเหมายังกลุ่มแสงบนสองหัตถ์ของจั่วม่อโดยไม่รู้ตัว
พวกมันเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้
ทุกคนล้วนทราบดีว่านี่เป็นท่าไม้ตายของจั่วม่อ ท่าเท้าไม่ว่าล้ าลึกสักเพียงไหน
ย่อมมิอาจพิชิตลูกไฟยักษ์ได้ มันยังคงต้องพึ่งพาศาสตร์อสูรจู่โจม เห็นแสงหลากสีเจิด
จรัสบนสองหัตถ์ ภายใต้ความเร็วอันสูงส่งสุดยอดของจั่วม่อ กลายเป็นเงามายาหลาก
สีสัน ทิ้งภาพตกค้างละลานตา จั่วม่อบัดเดี๋ยวหายวับบัดเดี๋ยวปรากฏ แสงเหล่านั้นราว
กับสายรุ้งที่ขาดช่วงเป็นระยะ
กระบวนท่าไม้ตาย!
แน่นอนว่าเป็นท่าไม้ตายอันร้ายกาจ!
ทุกผู้คนเบิกตากลมกว้าง ไม่กล้ากะพริบตาแม้แต่แวบเดียว
หนานเยว่สองมือกระตุกขึ้น ตะครุบปากตัวเอง ข่มกลั้นเสียงกรีดร้องที่พลุ่งขึ้น
มาถึงปากเอาไว้ สายตานางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
สวรรค์! เป็น… …จะเป็นไปได้อย่างไร?
นั่นก็คือ… …
จั่วม่อจิตใจสงบเยือกเย็นปานน้ าแข็ง ทุกก้าวที่เหยียบย่ าเข้าไป ยิ่งใกล้ลูกไฟเข้า
ไปทุกขณะ ความร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับฝีเท้าแต่ละก้าวของมัน พลังสภาวะก็
ไต่สูงขึ้นไม่หยุดยั้ง
ร่างของมันพลันหยุดค้างอย่างพิสดาร แทบจะฝืนสภาพการเคลื่อนไหวของคน
ทั่วไป
ห่างออกไปสามสิบจั้ง ความร้อนแผดเผาอันรุนแรงสุดเปรียบปาน กระหน่ าใส่
ร่างของมันไม่ขาดสาย ราวกับจะเผาผลาญให้มอดไหม้ในบัดดล
มันโน้มร่างไปข้างหน้าเล็กน้อย สองมือห้อยลงสองฟากข้าง
เปลือกตาที่หรี่แคบตลอดเวลา บัดนี้พลันเปิดกว้างอย่างเต็มที่ เผยให้เห็นความ
สงบในส่วนลึกของดวงตา ราวกับน้ ามันที่แข็งเป็นก้อนพลันถูกโยนเข้าไปในกองไฟ
เปลวไฟระเบิดวาบ จิตวิญญาณการต่อสู้เดือดพล่าน แผดเผาเส้นประสาททุกเส้นของ
จั่วม่อ
เปลวไฟทั้งหมดพวยพุ่งออกจากลูกไฟ ถาโถมเข้าใส่จั่วม่อเป็นจุดเดียว ถักทอ
ประสานเป็นทะเลเพลิงผืนหนึ่ง
ในชั่วพริบตานี้ พลังสภาวะที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องพลันบรรลุถึงจุดสูงสุด จั่ว
ม่อเงยหน้าขวับ
“ฆ่า!”
เจตจำนงฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราดดุดัน ทันใดนั้นสาดพุ่งออกไปโดยมีจั่วม่อเป็น
ศูนย์กลาง
จั่วม่อดีดทะยานขึ้นกลางอากาศ ประหนึ่งกระบี่บินหลุดจากฝัก พกพาลำแสง
หลากสีผืนหนึ่ง บุกเข้าไปในทะเลเพลิงเบื้องหน้าอย่างบ้าระห่ า!
ท่ามกลางทะเลไฟครอบฟ้าคลุมดิน ลำแสงหลากสีสายหนึ่งวาดผ่านท้องนภา
กลายเป็นเส้นแสงเจิดจ้าบาดตา ก่อเกิดประกายกระเซ็นซ่านเหมือนหยาดพิรุณ
ท่ามกลางประกายจุดแต้มระยิบระยับ กลุ่มแสงหลากสีกระแทกใส่ลูกไฟอย่าง
หักโหม!
พลังสภาวะอันเฉียบขาดรุนแรงทั้งหมด จิตวิญญาณการต่อสู้ทั้งมวล ด้วยการจู่
โจมนี้ คล้ายถูกอัดเข้าสู่ลูกไฟยักษ์ในรวดเดียว
สนามประลองในคุกหยุดชะงัก
สรรพสิ่งหยุดชะงัก
เวลาคล้ายหยุดลงอย่างกะทันหัน
เพียะ
เสียงดุจเปลือกไข่แตกร้าวดังขึ้นในความเงียบสงัด ลูกไฟยักษ์สีแดงฉานอันน่า
หวาดหวั่นพรั่นพรึง แตกระเบิดเบาๆ เปลี่ยนเป็นประกายไฟขนาดเท่ากำมือนับไม่
ถ้วน
ประกายไฟโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ราวกับห่าพิรุณและหมอกกำจาย ร่าง
ของจั่วม่อบัดเดี๋ยวเลือนหายบัดเดี๋ยวปรากฏท่ามกลางพิรุณหมอกประกายไฟ พลัง
สภาวะบนร่างเลือนหายไป กลุ่มแสงหลากสีที่สองหัตถ์ก็เลือนหายไป
เงียบกริบ เงียบกริบเสมือนตาย
ภายในชั่วระยะสิบอึดใจ ไม่มีผู้ใดส่งเสียง รอจนผ่านไปสิบอึดใจ เหล่าอสูรคล้าย
เพิ่งตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน เสียงอุทานดังกระหึ่มดังต่อเนื่องไม่ขาดหู
“ผู้ใดเห็นชัดตาว่านั่นมันศาสตร์อสูรอันใด?”
“ทรงอานุภาพยิ่ง!”
“ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย แต่แน่นอนว่าต้องเป็นศาสตร์อสูรลับ! ช่างพิสดาร
โดยแท้! ข้าอยากรู้ว่ามันมาจากตระกูลเร้นกายตระกูลใด!”
“คุ้มค่ายิ่ง! เพียงได้เห็นสิ่งนี้ ก็คุ้มค่าที่มาแล้ว… …”
เหล่าอสูรในอาณาบริเวณไม่มีผู้ใดรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ ฝูงชนตื่นเต้น
คึกคักจนหยุดไม่อยู่
ในบรรดาอสูรทั้งหมด มีเพียงหนานเยว่ที่ปิดปากของนางเอาไว้แน่น ในใจนางมี
เพียงความคิดเดียววนเวียนซ้ าไปซ้ ามา
สิ่งนั้นคือ… …
เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากรอบข้างคล้ายดังมาจากที่ห่างไกล แทบไม่มีเสียงใดเข้า
หูนาง ไม่มีผู้ใดเข้าใจ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ในบรรดาอสูรมากมายในที่นี้ มีเพียงนางผู้เดียวที่
เข้าใจกระบวนท่านั้น
นั่นก็คือ…
…ศาสตร์อสูรน้อย!