สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 348 ต่างดีดลูกคิดรางแก้ว
ศาสตร์อสูรน้อย ศาสตร์อสูรน้อยสิบหกวิชาเชื่อมประสาน!
แสงสีรุ้งสดใสยังทาบทออยู่ในดวงตาของหนานเยว่ นางแทบหยุดหายใจ สิบหก
ศาสตร์อสูรน้อยเผชิญหน้ากับศาสตร์อสูรธาตุไฟของเชียนหลิวต้าเหริน ความห่างชั้น
ของทั้งสองฝ่ายประดุจทารกน้อยผู้หนึ่งกับยอดนักรบเจนศึกผู้หนึ่ง
ท่ามกลางประกายแสงพร่างพรมดุจสายฝน จั่วม่อยืนตระหง่านอย่างสันโดษ
ทระนง ใบหน้าเรียบเฉยไม่แยแส ไม่ปรากฏเค้ายินดีหรือภาคภูมิใจ
หนานเยว่พลันรู้สึกว่า ต้าเหรินยามนี้กอรปด้วยสภาวะยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่าง
บอกไม่ถูก
เหลิ่งเยวี่ยกับชางเจิ้งก็ตกตะลึงสุดระงับ แต่ในไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้
และตื่นเต้นเร้าใจสุดขีด ไม่มีผู้ใดทราบว่าศาสตร์อสูรธาตุไฟของเชียนหลิวต้าเหริน
เรียกว่าอะไร แต่เวลานี้ไม่มีผู้ใดสนใจใคร่รู้อีกแล้ว
นภาจรัสเชียนหลิว นามนี้เป็นตำนานบทหนึ่งของเผ่าพันธุ์อสูร
สามร้อยปีที่แล้ว ครั้งที่เชียนหลิวต้าเหรินชนะศึกทลายคุก พวกมันซึ่งเป็นคนรุ่น
หลังย่อมไม่มีโอกาสชมดูด้วยสายตาตัวเอง สำหรับการก่อกำเนิดของ‘นภาจรัสวารี
ไพศาล’ ก็ได้แต่จินตนาการเอาจากนิทานและประวัติศาสตร์ที่ได้ยินได้ฟัง ทว่าวันนี้
อสูรอีกตนหนึ่งกลับเปิดศึกทลายคุก ตำนานบทใหม่กำลังสร้างขึ้นต่อหน้าต่อตาพวก
มันนี่เอง
เพียงแค่การปะทะหนึ่งรอบ แต่กลุ่มแสงงามตระการและการต่อสู้โรมรันอัน
เข้มข้นดุเดือดของจั่วม่อ บันดาลให้อสูรทั้งหมดรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน
ตำนานบทใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น!
แม้ว่าอสูรตนนี้ยังไม่ทราบที่มา มิหนำซ้ ายังเยาว์วัยเกินไป เยาว์วัยจนเหลือเชื่อ
แต่ยามนี้ไม่มีผู้ใดสงสัยในพลังของมันอีก
“เจ้ารู้จักวิชาท่าร่างของมันหรือไม่?” ชางเจิ้งถามอย่างอดรนทนไม่ได้ เหลิ่ง
เยวี่ยสายตาแหลมคมกว่าและรอบรู้กว่ามันช่วงหนึ่ง
เหลิ่งเยวี่ยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “คล้าย ‘ศาสตร์ท่าร่างเหยียบยมโลก’อยู่บ้าง
แต่เท้าของมันเปล่งแสงสีทอง นี่ไม่ตรงกับศาสตร์ท่าร่างเหยียบยมโลกที่มีบันทึกไว้
แปลกพิสดารยิ่ง สมควรเป็นศาสตร์อสูรระดับสูงวิชาอื่น”
การแยกแยะจัดระเบียบศาสตร์อสูรเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งเหยิง เนื่องเพราะ
ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูรปรากฏศาสตร์อสูรมากมายนับไม่ถ้วน
นอกจากนี้หลังจากมหาสงครามเมื่อหลายพันปีก่อน วิชาศาสตร์อสูรค่อยๆ เข้าสู่ยุค
สมัยของการรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ศาสตร์อสูรแปลกใหม่และน่าอัศจรรย์ถือกำเนิดขึ้น
ไม่ขาดสาย นี่ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ระบบการจัดอันดับของวิชาศาสตร์อสูรต้อง
เผชิญกับปัญหาใหญ่
ขณะที่ระบบตำหนักศาสตร์อสูรรุ่งเรืองและก้าวหน้า วิธีการถ่ายทอดศาสตร์
อสูรผ่านตำหนักศาสตร์อสูร ค่อยๆ แทนที่วิธีการถ่ายทอดผ่านตระกูล และกลายเป็น
กระแสหลัก เนื่องเพราะเหตุนี้เอง ระบบการจัดอันดับศาสตร์อสูรในที่สุดค่อยๆ
บังเกิดเสถียรภาพขึ้น
นับจากศาสตร์อสูรน้อยขั้นพื้นฐานที่สุด ถัดไปเป็นศาสตร์อสูรระดับต่ า ต่อมาคือ
ศาสตร์อสูรระดับกลาง จากนั้นเป็นศาสตร์อสูรระดับสูงอันน่าตื่นตาตื่นใจ เหนือกว่า
นั้นจึงเป็นศาสตร์อสูรระดับแผ่นดินซึ่งแข็งแกร่งกว่า และสุดท้ายเป็นศาสตร์อสูร
ระดับชั้นนภาอันสูงส่งสุดยอด ระบบศาสตร์อสูรที่สมบูรณ์แบบนี้ถูกสร้างขึ้น ช่วยให้
การแยกแยะจัดเรียงศาสตร์อสูรกระทำได้ง่ายดายและมีประสิทธิภาพขึ้น ระบบนี้
แบ่งแยกอย่างเข้มงวดกวดขันยิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่คำนึงถึงพลานุภาพของศาสตร์อสูร แต่
ยังครอบคลุมถึงสิ่งอื่นๆ อีกมาก ตัวอย่างเช่นความยากง่ายในการใช้ออก ปริมาณพลัง
จิตสำนึกที่ใช้ การประเมินระดับของศาสตร์อสูรเหล่านี้ มีเจ้าหน้าที่พิเศษที่รับผิดชอบ
ส่วนนี้โดยตรง
ชางเจิ้งสีหน้ายิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม “แล้วเจ้าคาดเดาได้หรือไม่ว่ามันสังกัด
ตำหนักศาสตร์อสูรใด?”
“ดูไม่ออกแม้แต่น้อย”
วิธีการถ่ายทอดผ่านตระกูลเสื่อมทรุดลง กระทั่งอสูรอายุเยาว์จากตระกูลใหญ่
อันเข้มแข็งส่วนใหญ่ยังเลือกเข้าเรียนในตำหนักศาสตร์อสูร ศาสตร์อสูรประจำตระกูล
ที่มีชื่อเสียงในอดีต ค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับศาสตร์อสูรอันหลากหลายของตำหนัก
ศาสตร์อสูร ก่อเกิดเป็นยอดวิชาประจำตำหนักศาสตร์อสูรนั้นๆ
ยอดวิชาศาสตร์อสูรระดับชั้นนภามักสืบทอดกันเป็นการลับ สุดท้ายคงเหลือแต่
ในตำนาน ในมหาสงครามหลายพันปีก่อน บรรดาสุดยอดฝีมือ รวมถึงเหล่าอสูรฟ้าทั้ง
มวล ล้วนสิ้นชีพไปจนแทบหมดสิ้น ศาสตร์อสูรระดับแผ่นดินและศาสตร์อสูรระดับชั้น
นภาที่พวกมันล่วงรู้ ก็สูญหายไปจากสายธารประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูรนับตั้งแต่บัด
นั้น
ดังนั้นยอดวิชาที่ทรงพลังอำนาจที่สุดของตำหนักศาสตร์อสูร ย่อมเป็นศาสตร์
อสูรระดับสูง วิชาเหล่านี้เป็นป้ายยี่ห้อของตำหนักศาสตร์อสูรแต่ละแห่ง เป็นสิ่งที่พวก
มันใช้ประชันขันแข่งกัน สำหรับศาสตร์อสูรระดับต่ าขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงศาสตร์อสูร
ระดับกลาง วิชาเหล่านี้แต่ละตำหนักอาจมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่สำหรับศาสตร์
อสูรระดับสูง หาได้ยากที่จะเกิดการคล้ายคลึงกันขึ้น ตำหนักศาสตร์อสูรแต่ละแห่ง
การถ่ายทอดศาสตร์อสูรระดับสูงประจำตำหนักของพวกมัน มักระมัดระวังเป็นที่สุด
เฉพาะศิษย์เอกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และไม่มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์
เท่านั้น จึงมีคุณสมบัติพอจะได้ร่ าเรียน
“ระดับนี้สมควรเป็นระดับบนสุดของตำหนักศาสตร์อสูรที่อยู่ในสิบอันดับแรก”
ชางเจิ้งโยนข้อสงสัยไปอีกทาง ยกย่องชมเชยไม่ขาดปาก
เหลิ่งเยวี่ยย้อนถาม “สิบอันดับแรก? เช่นนั้นสามร้อยปีมานี้ ไฉนไม่มีศิษย์ของ
สิบอันดับแรกเปิดศึกทลายคุกแม้แต่คนเดียวเล่า?”
“นั่นก็ใช่แล้ว” ชางเจิ้งพยักหน้าเห็นพ้อง “ดังนั้นตำหนักศาสตร์อสูรนี้ต่อไป
จะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือ บางทีอาจสามารถเข้าแทนที่ในสิบอันดับแรก”
“คนผู้นี้…บางทีอาจไม่ได้มาจากตำหนักศาสตร์อสูร” เหลิ่งเยวี่ยให้ขอสังเกตอัน
น่าสะท้านใจ
“ไม่ได้มาจากตำหนักศาสตร์อสูร?” ชางเจิ้งหันขวับอย่างตื่นตระหนก “เจ้า
หมายความว่ามันสืบทอดศาสตร์อสูรจากตระกูล?”
“อาจใช่” เหลิ่งเยวี่ยเพ่งตามอง “ลองดูวิธีการต่อสู้ของมันให้ดี เจ้าว่าคล้ายกับ
คนที่มาจากตำหนักศาสตร์อสูรหรือไม่?”
ชางเจิ้งใคร่ครวญอยู่อึดใจหนึ่ง สีหน้ายิ่งมายิ่งเห็นพ้องด้วย “พอเจ้ากล่าวเช่นนี้
ข้าก็ชักมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ดูไม่คล้ายผู้คนจากตำหนักศาสตร์อสูรจริงๆ” จากนั้น
วิเคราะห์เรื่องราวออกอย่างรวดเร็ว กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าสงสัยว่าตำหนักศาสตร์
อสูรใดจะคว้าผลประโยชน์จากเรื่องนี้ได้”
ศาสตร์อสูรที่สืบทอดมาจากตระกูลเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ตำหนักศาสต์อสูรใหญ่ๆ
ปรารถนามากที่สุด ในมหาสงครามหลายพันปีก่อน ฝ่ายอสูรปิศาจแพ้พ่าย ประสบ
ความเสียหายอย่างหนัก วิชาความรู้มากมายหายสาบสูญ วิชาความรู้ที่สูญหายไป
ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่านวันเวลายาวไกลสุดประมาณ หมายถึงระดับชั้นสูงสุด
ของศาสตร์อสูรอันเกรียงไกร เป็นไข่มุกเม็ดงามซึ่งเจิดจรัสที่สุดในระบบศาสตร์อสูรทั้ง
มวล
หลังมหาสงคราม ศาสตร์อสูรที่พัฒนาขึ้น ส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากศาสตร์อสูร
พื้นฐานกับศาสตร์อสูรระดับกลางที่หลงเหลืออยู่ นั่นคือต้นกำเนิดของศาสตร์อสูร
ระดับสูงแทบทั้งหมดในปัจจุบัน แต่ระดับสูงกว่านั้นเล่า? ระดับแผ่นดินและระดับชั้น
ฟ้าอันเป็นตำนานเล่า?
เวลาเพียงสองสามพันปี สำหรับพวกมันแล้วสั้นเกินกว่าที่จะพัฒนาขึ้นใหม่
นอกเหนือจากตำหนักศาสตร์อสูรระดับสุดยอดไม่กี่แห่งแล้ว ตำหนักศาสตร์อสูรส่วน
ใหญ่มีเพียงศาสตร์อสูรระดับสูงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตำหนักศาสตร์อสูรที่ครอบครอง
ศาสตร์อสูรระดับแผ่นดินหรือระดับชั้นนภา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโชควาสนา ไม่ใช่ได้
รับมาด้วยพลังของตนเองทั้งสิ้น
ศาสตร์อสูรเก่าแก่ที่ถ่ายทอดผ่านทางตระกูล เป็นแก่นสารสำคัญของระบบ
ศาสตร์อสูรโบราณในเวลานั้น หากพวกมันสามารถได้รับศาสตร์อสูรที่สืบทอดผ่าน
ตระกูลเหล่านี้ อาจช่วยให้เข้าใจและคิดค้นศาสตร์อสูรระดับสูงขึ้นกว่าเดิมได้ แน่นอน
ว่าในบรรดาศาสตร์อสูรที่ถ่ายทอดผ่านทางตระกูลก็ยังมีหลายระดับชั้นที่แตกต่างกัน
สิ่งที่ผู้คนต้องการมากที่สุด ย่อมต้องเป็นศาสตร์อสูรของตระกูลที่โดดเด่นเลิศล้ า
ดังนั้นหากอสูรที่เปิดศึกทลายคุกผู้นี้ใช้ศาสตร์อสูรที่ถ่ายทอดผ่านทางตระกูลจริง
สำหรับตำหนักศาสตร์อสูรทุกแห่ง มันย่อมถือเป็นสุดยอดอาหารเลิศรสที่ไม่ว่าผู้ใดก็
คิดลิ้มลอง
‘ศาสตร์ท่าร่างเหยียบยมโลก’ ที่กล่าวถึง เป็นศาสตร์อสูรระดับสูงวิชาหนึ่ง และ
เป็นหนึ่งในป้ายยี่ห้อของตำหนักศาสตร์อสูรมังกรแม่น้ า
ในความเห็นของเหลิ่งเยวี่ย ในฉากอันน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อครู่ ศาสตร์ท่าร่างที่เพิ่ง
แผลงฤทธิ์หาได้ด้อยกว่าศาสตร์ท่าร่างเหยียบยมโลกที่เป็นตำนานไม่ กระทั่งมันยังอด
เริ่มดีดลูกคิดรางแก้วไม่ได้
เบื้องหลังของตำหนักศาสตร์อสูรแต่ละแห่ง ย่อมต้องแฝงไว้ด้วยเงาของตระกูล
ใหญ่บางส่วน เมื่อครั้งที่มหาสงครามพันปีเพิ่งจบสิ้นลง เนื่องเพราะต้องเผชิญความ
จริงที่ว่าบุคคลระดับสูงและระดับสูงสุดของแต่ละตระกูลประสบความสูญเสียอย่าง
ใหญ่หลวง นำมาซึ่งการสูญหายของศาสตร์อสูรจำนวนมหาศาล หลายตระกูลประสบ
ปัญหาในวิถีบำเพ็ญเพียรของตน ขาดวิชาความรู้ที่จะชี้นำ พวกมันจำต้องเปิดอกหารือ
และแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับตระกูลอื่น นี่เป็นจุดเริ่มต้นการถือกำเนิดของตำหนัก
ศาสตร์อสูร
และในฐานะที่สภาผู้อาวุโสให้การสนับสนุน รวมถึงช่วยควบคุมจัดการ ตำหนัก
ศาสตร์อสูรยิ่งเป็นที่นิยม จนถึงขณะนี้ ตำหนักศาสตร์อสูรเป็นเหมือนเชือกที่ผูกโยง
เข้าด้วยกัน รวมกันหลายตระกูลหรือแม้แต่หลายสิบตระกูล กลายเป็นหนึ่งเดียวที่มี
จุดประสงค์เดียวกัน นี่เป็นเหตุผล ที่ทำให้เหล่าตระกูลยินดีที่จะเปิดเผยศาสตร์อสูร
ประจำตระกูลของตน
ในตำหนักศาสตร์อสูรดาวน้ าแข็งที่เหลิ่งเยวี่ยสังกัดอยู่ ตระกูลเหลิ่งแห่งภูเขา
ตะวันตกมีที่นั่งอยู่ในสภาผู้อาวุโสของตำหนักศาสตร์อสูรที่หนึ่ง
(เหลิ่ง – เย็นยะเยียบ)
หากมันสามารถเกลี้ยกล่อมอสูรผู้นี้เข้าสู่ตำหนักศาสตร์อสูรดาวน้ าแข็ง มัน
จะต้องได้รับความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง! ไม่เพียงแต่จะสามารถฝึกปรือสุดยอด
วิชาของตำหนัก ‘ศาสตร์ดาวน้ าแข็งเย็น’ แต่บางทีตระกูลของมันอาจจะได้รับ
ตำแหน่งในสภาผู้อาวุโสของตำหนักเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งที่ก็เป็นได้
กระทั่งเหลิ่งเยวี่ยที่ปกติถือดีเย็นชา เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ยังรู้สึกลมหายใจกระชั้น
เร่งร้อนขึ้นมา รีบเค้นสมองครุ่นคิด เงื่อนไขอันใดที่มันสามารถใช้สร้างความประทับใจ
ให้แก่อีกฝ่าย สิ่งเดียวที่นับเป็นโชคดี คือศึกทลายคุกครั้งนี้เกิดขึ้นในคุกชั้นแรก มิ
เช่นนั้น มันกระทั่งคิดจะเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย ยังไม่ต้องคิดเพ้อฝันไปแล้ว
ชางเจิ้งที่ด้านข้างเบิกตามองสหายสนิทอย่างตกตะลึง แต่หลังจากขบคิดดูก็พอ
เข้าใจอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มองในแง่ดีเกี่ยวกับลูกคิดรางแก้วของเหลิ่งเยวี่ย ควร
ทราบว่าผู้ที่สามารถเปิดศึกทลายคุกล้วนเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุค พวกมันสองคนยัง
สามารถมองออกได้ ตำหนักศาสตร์อสูรอื่นมีหรือจะมองไม่เห็นชัดเจนยิ่งกว่า? และถ้า
เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน ตำหนักศาสตร์อสูรดาวน้ าแข็งไหนเลยจะ
เป็นคู่มือของตำหนักศาสตร์อสูรอันดับต้นๆ ได้?
มันกวาดตามองไปรอบๆ พบว่าเวลานี้ผู้เข้าชมยิ่งมายิ่งมาก แต่ชางเจิ้งไม่สะทก
สะท้าน มันไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ เป็นแค่ศิษย์ธรรมดาเท่านั้น
เห็นลำแสงวูบวาบไม่ขาดระยะ ภายในชั่วพริบตาเดียว รอบข้างก็แน่นขนัดไป
ด้วยเหล่าชนเผ่าอสูร
ช่างอึกทึกครึกโครมโดยแท้!
ชางเจิ้งในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
หนานเยว่ยังคงจมอยู่ในฉากการต่อสู้อันตระการตา ไม่ได้สังเกตเห็นฉีเหล่าซือที่
ลอยอยู่ข้างๆ แม้แต่น้อย
เห็นเช่นนี้ ฉีได้แต่กระแอมไอเบาๆ
หนานเยว่ค่อยได้สติ หันมาเห็นฉีเหล่าซือ รีบคารวะทักทายอย่างรวดเร็ว “ฉี
เหล่าซือ”
“อ้อ หนานเยว่” ใบหน้าองอาจของฉีเหล่าซือเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม พลางกล่าว
อย่างเป็นกันเอง “ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์อาวุโสของตำหนักเรายังว่างอยู่ เจ้าสนใจ
หรือไม่? เจ้ายังเยาว์วัยอยู่มาก แต่กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ นับว่าหาได้ยากนัก เมื่อ
ครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่ เจ้าย่อมต้องกล้าหาญและรับผิดชอบหน้าที่อันยิ่งใหญ่
เช่นกัน”
หนานเยว่ยืนเซ่ออยู่กับที่ หัวหน้าศิษย์อาวุโสหมายถึงเป็นหัวหน้าของศิษย์
ทั้งหมด นี่เป็นตำแหน่งที่ศิษย์ทุกคนล้วนใฝ่ฝันถึง หัวหน้าศิษย์อาวุโสสามารถรับการ
ชี้แนะจากบรรดาผู้อาวุโสในสภาผู้อาวุโสของตำหนักศาสตร์อสูรโดยตรง เมื่อสำเร็จ
การศึกษา พวกมันสามารถเข้าสู่ตำหนักศาสตร์อสูร รับตำแหน่งสำคัญ ต่อให้ยังเป็น
ศิษย์ สถานะของพวกมันก็สูงส่งกว่าเหล่าซือทั่วไปเสียอีก
ตำแหน่งนี้สำคัญมากเกินไป ดังนั้นในช่วงเจ็ดปีมานี้ ตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัว
ม่วงของหนานเยว่ ยังคงปล่อยให้ตำแหน่งนี้ว่างเปล่าตลอดมา
บัดนี้ฉีเหล่าซือกลับบอกว่าจะให้นางนั่งตำแหน่งหัวหน้าศิษย์อาวุโส?
นางไม่ได้ฝันไปกระมัง?
สูดลมหายใจลึกๆ สองสามหน หนานเยว่พยายามสงบระงับความตื่นเต้นในใจ
โลกเปลี่ยนรวดเร็วเกินไป ไม่กี่วันก่อนนางยังต้องกังวลว่าจะไม่มีเหล่าซือคนใดรับนาง
เป็นศิษย์อยู่เลย แต่เวลานี้ ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์อาวุโสกลับลอยลงมาอยู่ตรงหน้า รอ
ให้นางเอื้อมมือคว้า
ทั้งหมดนี้ประเสริฐเลิศล้ าเกินไป และเหลือเชื่อมากเกินไป
แต่หนานเยว่สงบลงอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ทุกข์ยากตรากตรำทำให้นาง
ล่วงรู้เรื่องราวทางโลกมากกว่าศิษย์ทั่วไป หนานเยว่พอสงบใจลงได้ แทบไม่ต้อง
เสียเวลาครุ่นคิด ก็เข้าใจจิตเจตนาของฉีเหล่าซือโดยกระจ่าง
มองดูหนานเยว่ผู้สงบเยือกเย็น ฉีเหล่าซือตื่นตะลึงเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่มัน
เพ่งพินิจศิษย์ที่ไม่มีพรสวรรค์เด่นล้ าผู้นี้อย่างจริงจัง ต่อหน้าแรงเย้ายวนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
ยังสามารถรักษาความสงบเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เกรงว่านางมิได้รวบรัดธรรมดาแม้แต่
น้อย
อาจบางทีมันสายตาฝ้าฟางแล้ว ถึงกับมองข้ามเมล็ดพันธุ์ที่ดีเช่นนี้แต่แรก ฉี
เหล่าซือในใจบังเกิดความสำนึกเสียใจวูบ แต่ร่องรอยสำนึกเสียใจนั้นเลือนหายไป
อย่างรวดเร็ว อันที่จริงตำแหน่งหัวหน้าศิษย์อาวุโสอยู่นอกเหนืออำนาจตัดสินใจของ
มัน แต่มันทราบกระจ่าง ว่าหากพวกมันคิดดึงตัวอสูรหนุ่มลึกลับในสนามประลองผู้
นั้น ข้อได้เปรียบสูงสุดของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้ ก็คือ
หนานเยว่
เมื่อเทียบกับยอดฝีมือที่สามารถเปิดศึกทลายคุก ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์อาวุโสไม่
นับเป็นอะไรได้ มันเชื่อว่าเหล่าผู้อาวุโสที่กลอกกลิ้งมากเล่ห์ของตำหนัก ย่อมเห็นซึ้ง
กระจ่างถึงเรื่องนี้เช่นกัน
หากมันสามารถชักนำเรื่องราวไปสู่บทสรุปที่ดี ความดีความชอบของมันยังจะ
หนีไปไหนได้?
มันจ้องมองหนานเยว่ด้วยดวงตาอันร้อนแรง