สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 357 องครักษ์ปิศาจเงา
ค่ายเว่ยนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ก็ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์เชิงแข่งขันกับค่าย
จูเชวี่ยในทางลับ แม้ว่าค่ายเว่ยส่วนใหญ่จะเคยเป็นเชลยศึกที่ค่ายจูเชวี่ยจับมาก็
ตาม ตั้งแต่เริ่มต้น ค่ายจูเชวี่ยก็แข็งแกร่งไร้ผู้ต้าน พิชิตไปทั่วอาณาจักรขุนเขา
น้อยโดยไม่พบพานคู่มือเปรียบติด สำหรับค่ายเว่ยเมื่อก่อตั้งขึ้น กลับต้องตกอยู่
ในสภาพที่น่าอึดอัดใจเป็นเวลานานมาก พลังการสู้รบของพวกมันอ่อนด้อย ไม่
สามารถต่อสู้เพื่อต้าเหริน หลายครั้งหลายคราถึงกับเป็นภาระด้วยซ้ า
กระทั่งคนจากค่ายจูเชวี่ย ก็มีหลายคนที่ลอบสงสัยใจ ว่าไฉนต้าเหรินต้อง
ก่อตั้งค่ายเว่ยที่ไม่มีฝีมือต่อสู้เหล่านี้ขึ้นมา
ทุกคนในค่ายเว่ยล้วนขุ่นข้องขัดใจ พวกมันจึงทุ่มเทฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง
โดยไม่คำนึงถึงชีวิต พวกมันไม่เคยถามว่าฝึกปรือไปทำไม ไม่เคยต้องการเหตุผล
ในการฝึกปรือ พวกมันเพียงก้มหน้าก้มตาฝึกปรืออย่างไร้ปากเสียง ความทุกข์
ยาก? พวกมันเป็นทาสฝึกตน ยังจะมีความทุกข์ยากใดที่ไม่เคยผ่านพบมา?
สุดท้ายเมื่อซู่หลงเริ่มสร้างชุดเกราะของมันขึ้นมา สถานการณ์ของพวกมัน
ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ซู่หลงไม่เพียงฟื้นคืนความเยาว์วัย แต่ความสามารถใน
การต่อสู้ของมันยังพุ่งทะยานขึ้นไปเทียบชั้นกับเหล่าสุดยอดฝีมือภายใต้อำนาจ
ของต้าเหริน ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาในที่สุดก็ได้สำแดงเดชในการศึก แต่
จะอย่างไร กองกำลังหลักในการต่อสู้ก็ยังคงเป็นค่ายจูเชวี่ย
ด้วยเกราะหนักอันเทอะทะของค่ายเว่ย เป็นเหตุให้เคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่า
และไม่คล่องตัวเท่า ทำให้พวกมันมักต้องรับหน้าที่ป้องกันในการศึกหลายครั้ง
บัดนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปในที่สุด
ซู่หลงกระชับง้าวกรีดนภาในมือแนบแน่น ความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้า
มาจากด้ามง้าว ราวกับพลังกล้าแข็งทะลวงเข้าไปในร่างกายมัน ในทรวงอกของ
มันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันไม่มีที่สิ้นสุด
เวลานี้พวกมันไม่ได้เรียบง่ายเหมือนเมื่อครั้งที่เพิ่งได้รับอาวุธอีกแล้ว!
ซู่หลงผู้กำลังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น พลันเห็นจั่วม่อกับอากุ่ยเดินเข้ามา
ในค่าย รีบค้อมกายคารวะทันที
จั่วม่อกวาดตามองไปรอบๆ เห็นทุกคนฝึกปรืออย่างคร่ าเคร่ง บนใบหน้า
ปรากฏรอยยิ้มขึ้น “ไม่เลว”
จั่วม่อก่อนหน้านี้ยังกังวลเรื่องขวัญกำลังใจของไพร่พล ยามนี้เมื่อเห็น
ความเร่าร้อนคึกคักภายในค่าย ค่อยคลายใจลงเล็กน้อย อันที่จริงค่ายเว่ยมี
ขวัญกำลังใจที่ดีตลอดมา สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังงานภูตทมิฬ ทำให้ค่าย
เว่ยมีความหวังว่าจะก้าวล้ าค่ายจูเชวี่ย พวกมันยิ่งคร่ าเคร่งฝึกปรือหนักหน่วง
ขึ้นอีก ส่วนค่ายจูเชวี่ยขวัญกำลังใจได้รับผลกระทบไม่น้อย รอจนจั่วม่อมอบ
เคล็ดปราณภูตให้แก่พวกมัน พวกมันค่อยสงบใจลงบ้าง
การออกจากดินแดนแห่งนี้ ยังคงต้องค่อยๆ ค้นหาทางออกอย่างช้าๆ แต่
หากพวกมันกระทั่งพลังปราณธรรมชาติที่จะใช้ฝึกปรือยังไม่มี สำหรับซิวเจ่อ
เท่ากับมีปลายดาบจ่อลำคอของพวกมันเอาไว้ตลอดเวลา
อาเหวินเห็นจั่วม่อ รีบแล่นเข้ามาทันที “ต้าเหริน ต้าเหริน”
จั่วม่อเมื่อเห็นใบหน้าสดใสของอาเหวิน ต้องหัวร่อพลางถามว่า “อาเหวิน
การฝึกปรือของเจ้าไปถึงไหนแล้ว?”
อาเหวินดูเข้มแข็งมีพลังกว่าครั้งที่เพิ่งได้รับการช่วยเหลือเอาไว้มาก
เกราะสีดำอันวิจิตรบรรจงของมัน ไม่ได้ให้ความรู้สึกเทอะทะแม้แต่น้อย แต่ดู
ปลอดโปร่งปราดเปรียวอย่างน่าประหลาด
“ฮ่าฮ่า ต้าเหรินลองชมดู” อาเหวินกล่าวพลางเสนอหอกทมิฬดำออกมา
ราวกับกำลังอวดสมบัติล้ าค่า “อาวุธของข้าก็ถือกำเนิดขึ้นแล้วเช่นกัน! อีกทั้ง
ข้ายังเข้าใจเรื่องสนุกบางประการด้วย!”
เห็นหอกยาวดำสนิทจากด้ามจรดปลายหอก ไม่มีการตกแต่งประดับ
ประดา แต่กลับให้ความรู้สึกถึงฝีมืออันประณีตละเอียดอ่อน ประกอบด้วยเส้น
สายราบเรียบลื่นไหล สอดคล้องกับธรรมชาติ ปลายหอกมีร่องลึกสองร่อง
สำหรับให้เลือดของศัตรูไหลออก พู่หอกสีแดงสดใสแขวนอยู่ใต้ใบหอก ช่วยให้
หอกทมิฬดำที่เดิมทีดูโหดเหี้ยมเยือกเย็น มีบรรยากาศอันสดใสร้อนแรงขึ้น
“หอกสามารถแยกออกจากตัวเจ้าได้หรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างสนใจ
“ไม่สามารถ” อาเหวินตอบพลางยกมือเกาหัว “หอกดำควบรวมจาก
พลังงานภูต หากหลุดออกจากมือ มันจะกระจายหายไป”
จั่วม่อสนอกสนใจอยู่บ้าง เร่งรัดว่า “มามามา ลองแสดงให้ข้าชมดูสัก
รอบ”
อาเหวินปฏิบัติตามแต่โดยดี มันพลันตีลังกากลับหลังติดต่อกันหลายรอบ
ยืดระยะห่างออกไปยี่สิบกว่าจั้ง คนอื่นๆ ในค่ายเห็นเช่นนี้ ล้วนพากันหยุดมือ
โห่ร้องให้กำลังใจอาเหวิน
“เจ้าลิงน้อย เอาเลย!”
“เจ้าลิงน้อย อย่าได้ทำอับอายขายหน้าต่อหน้าต้าเหริน!”
“ฮ่าฮ่า เจ้าลิงน้อย เจ้าหากทำไม่ได้ ก็เปลี่ยนให้คนอื่นขึ้นไปแทนดีกว่า!”
ครั้งที่อาเหวินถูกช่วยเหลือ ร่างกายของมันทั้งเล็กและผอมบางยิ่ง แม้ว่า
ตอนนี้มันจะแข็งแรงขึ้นมากแล้ว แต่ท่ามกลางบุรุษร่างใหญ่โตกำยำในค่าย
รูปร่างของอาเหวินย่อมต้องดูเล็กและผอมบางอยู่วันยันค่ า ผนวกกับนิสัยใจคอ
สดใสมีชีวิตชีวาของมัน ทั้งยังเฉลียวฉลาด ทุกผู้คนจึงพร้อมใจกันเรียกมันว่าเจ้า
ลิงน้อย
“เพ้ย อย่ามาอิจฉาข้า ฮ่าฮ่า!”
อาเหวินร้องตอบโต้กลับ ทันใดนั้น มันยืนถือหอกแน่วนิ่ง ใบหน้าเกลื่อน
ยิ้มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
เสียงเอะอะโวยวายในค่ายเงียบลงอย่างฉับพลัน ความสนุกสนานบน
ใบหน้าทุกคนเลือนหายไป กลายเป็นเคร่งขรึมจริงจังเช่นกัน อาเหวินแม้ยัง
เยาว์วัย แต่พรสวรรค์เด่นล้ าเป็นพิเศษ สามารถเบียดเสียดขึ้นสู่ตำแหน่งผู้
เข้มแข็งอันดับที่สองของค่ายเว่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ พลังฝีมือของมันไล่หลังซู่
หลงเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ทุกคนยังกระหายใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง ว่าอาเหวินเข้าใจ
สิ่งใดจากการปิดด่านฝึกตนภายในหมอกภูตเป็นเวลานาน
ซู่หลงเผยสีหน้าพึงพอใจ มันอายุมากที่สุด นิสัยใจคอหนักแน่นมั่นคง
อารมณ์ประชันขันแข่งเสื่อมสลายไปแต่แรก มันสอนทุกอย่างแก่อาเหวินอย่าง
ไม่ปิดบัง มองดูอาเหวินรุดหน้าอย่างรวดเร็ว มันยิ่งเบิกบานใจ
เห็นอาเหวินสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง กระแสอากาศรอบกายค่อยๆ
ไหลเวียนเร็วขึ้น เร็วขึ้นทุกขณะ ภายในชั่วอึดใจ กระแสอากาศเปล่งเสียงแหลม
ราวกับลูกธนูพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง
เคล้ง!
ตามมาด้วยเสียงโลหะกระทบกันดังเกรียวกราว เกราะสีดำบนร่างกาย
พลันปรากฏชิ้นโลหะรูปขนนกยาวสีทองสลับดำจำนวนมาก
จั่วม่อตะลึงงัน
อาเหวินรูปร่างผอมบางตั้งแต่แรก เมื่อเพิ่มขนนกยาวสีทองสลับดำเหล่านี้
มันยิ่งดูว่องไวปราดเปรียวกว่าเดิม อาเหวินงอขาลงเล็กน้อย จากนั้นร่างหายวับ
ไปกับตา
รวดเร็วยิ่ง! จั่วม่อม่านตาหดแคบลง สายตาของมันนับว่าแหลมคมเหนือ
ผู้ใด แต่ยังสามารถมองเห็นแค่เพียงเงาสีดำยาวเป็นทางสายหนึ่งเท่านั้น ต้อง
ประหลาดใจไม่น้อย ด้วยความเร็วของอาเหวินในเวลานี้ เว้นเสียแต่ว่าจั่วม่อจะ
ใช้ปีกแสงศูนยตา มิฉะนั้นได้แต่รับประทานฝุ่นเบื้องหลังอาเหวินเท่านั้น
“เด็กน้อยผู้นี้พรสวรรค์ไม่เลวเลยจริงๆ” ผูเยาอดไม่ได้ โผล่ออกมาอย่าง
กะทันหัน “ดูให้ดี นี่คือความห่างชั้นอย่างแท้จริง! มันเพียงอาศัยวิชาสวะดังเช่น
เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก ยังฝึกปรือได้ถึงขั้นนี้ เจ้าไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือไร?”
“ละอายใจ? ไฉนข้าต้องละอายใจ?” จั่วม่อตอบโต้ทันควัน กระทั่งสายตา
ยังไม่เหลือบแลผูเยา “มันยิ่งแข็งแกร่งเท่าใด ก็ยิ่งดีสำหรับข้าเท่านั้น”
ผูเยาค่อยนึกได้ว่าเจ้าคนที่เบื้องหน้าผู้นี้ มีใบหน้าหนาถึงเพียงไหน กับแค่
การเยาะเย้ยถากถางระดับนี้ ย่อมไม่สะกิดผิวหน้าของมัน
จั่วม่อลูบคาง กล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม “ไม่เลว ไม่เลวจริงๆ! อาศัย
ความเร็วนี้ ต่อไปพวกเราคงไม่ต้องใช้กลยุทธ์เต่าอมตะแล้ว มันสามารถเหาะ
เหินได้หรือไม่? หากเหาะเหินได้เร็วเท่านี้ด้วยก็ประเสริฐยิ่ง!”
“อย่าคาดหวังสูงเกินไป” ผูเยาพอเห็นสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจของจั่วม่อ รู้สึก
ทานทนไม่ได้ ต้องหัวร่อเย้ยหยันอย่างเย็นชา “เด็กน้อยผู้นี้พรสวรรค์สูงเยี่ยม
จริง แต่คนอื่นๆ เมื่อเทียบกับมันแล้วยังอ่อนด้อยอยู่มาก พวกมันได้แต่เป็น
องครักษ์ทุกข์ยากเกราะหนักเท่านั้น” กล่าวถึงตรงนี้น้ าเสียงพลันเปลี่ยนไป “ที่
แท้สำนักเหล่านั้นล้วนมีดวงตาสุนัขทั้งสิ้น! เมล็ดพันธุ์อันล้ าเลิศเช่นนี้ ยังปล่อย
ให้เป็นเพียงทาสฝึกตน”
ผูเยาเริ่มพฤติการณ์ดูหมิ่นเหยียดหยามทุกผู้คนตามปกติของมัน
จั่วม่อไม่แยแสสนใจผูเยา จับตามองอาเหวินอย่างจริงจัง ความเร็วของอา
เหวินเรียกได้ว่าสูงส่งสุดยอด เทียบได้กับเซียนกระบี่ยามที่พวกมันขี่กระบี่เหิน
บิน ส่วนความคล่องแคล่วปราดเปรียวของมัน ถึงกับเหนือล้ ากว่าเซียนกระบี่
เสียอีก
สำหรับจั่วม่อ ผู้ซึ่งยามนี้เรียกได้ว่าเป็นมือเก่าอันเผ็ดร้อนผู้หนึ่ง ย่อมเห็น
ซึ้งกระจ่างว่าด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ ในการต่อสู้จริงจะเป็นข้อ
ได้เปรียบมากมายถึงเพียงไหน
ทันใดนั้น อาเหวินที่กลางเวหาพลันพลิกร่างวูบ หอกสีดำในมือสะบัดแทง
ออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
ชิ้ง!
ห่างออกไปสามสิบจั้งเบื้องหน้ามัน ปรากฏปลายหอกแทงออกมาจาก
อากาศธาตุอย่างเฉียบพลัน!
“นี่คืออะไร?” จั่วม่อสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง
“ทะลวงว่างเปล่า เพียงเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อย่าได้ทำเป็น
กระต่ายตื่นตูมไปหน่อยเลย” ปากแม้กล่าวเช่นนี้ แต่ผูเยาก็ไม่อาจปิดบังเค้า
ความภาคภูมิใจบนใบหน้าของมันได้ “ยังอายุเยาว์ แต่กลับบรรลุทะลวงว่าง
เปล่า ในหมู่องครักษ์ปิศาจนับว่าหาได้ยากยิ่ง”
จากนั้นผูเยาสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นเศร้าเสียดายอยู่บ้าง “ซึ่งความจริง
พรสวรรค์ของซู่หลงก็ไม่เลวนัก แต่น่าเสียดายที่มันเริ่มต้นฝึกปรือตอนที่อายุ
มากเกินไปสักหน่อย”
คนอื่นๆ ได้แต่ทอดถอนชมเชย พวกมันถลึงตากลมกว้าง ชมดูตาไม่
กะพริบ เกรงจะพลาดรายละเอียดใดไป หลายเคล็ดลับที่อาเหวินสำแดงออกมา
ในยามนี้ สำหรับพวกมันแล้วนับเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งเหล่าไพร่พลค่ายเว่ยที่ฝ่าด่านสำเร็จและก่อกำเนิดอาวุธของพวกมันแล้ว
กลางอากาศ อาเหวินดูเหมือนจะไม่ตกเป็นทาสของขอบเขตพื้นที่อีก
ต่อไป ปลายหอกของมันทะลวงผ่านช่องว่างมิติ ปรากฏขึ้นได้ทุกหนแห่งภายใน
รัศมีหนึ่งร้อยจั้ง ปล่อยออกรั้งเข้าดั่งใจปรารถนา
ผูเยาอารมณ์ดียิ่ง เริ่มโอ้อวดทันที “อันที่จริง องครักษ์ทุกข์ยากเช่นเด็ก
น้อยผู้นี้นับว่าหาได้ยากนัก หน้าที่รับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบรรดาองครักษ์
ปิศาจ ก็คือปกป้องจู่เหรินของพวกมัน ไม่ใช่การเข่นฆ่าสังหารศัตรู ดังนั้นเป็น
เหตุผลว่าองครักษ์ปิศาจมักจะร่างใหญ่กำยำ ผู้คนจากค่ายเว่ยนี้นับว่าอ่อนแอ
เกินไปมาก องครักษ์ปิศาจที่ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นปิศาจวัวเทือกเขากับปิศาจแรด
ศิลา หากให้พวกมันฝึกปรือเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก จุ๊จุ๊ พวกมันจะเป็นภูเขา
เคลื่อนที่อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว หรือหากให้ปิศาจตั๊กแตนฝึกปรือเคล็ด
องครักษ์ทุกข์ยาก การจะพัฒนาเป็นองครักษ์ปิศาจเงาที่เชี่ยวชาญด้าน
ความเร็วดังเช่นเด็กน้อยผู้นี้ นับเป็นเรื่องธรรมดา แต่เหล่าปิศาจตั๊กแตนที่แค่
แตะถูกก็ขาดใจตาย ผู้ใดจะใช้พวกมันเป็นองครักษ์? นอกเสียจากรำคาญว่ามี
ชีวิตอยู่มานานเกินไปแล้วเท่านั้น”
พอฟังเช่นนี้ จั่วม่อหันไปสังเกตไพร่พลค่ายเว่ยคนอื่นๆ จริงดังคาด พวก
มันล้วนร่างใหญ่กำยำ ร่างกายของแต่ละคนอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามที่ดูเกินจริง
รูปร่างของพวกมันสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปร่วมครึ่งเท่าตัว รวมกับชุดเกราะหนา
หนัก พวกมันไม่ต่างอันใดจากปราการเหล็กกล้าเคลื่อนที่
ในเวลานี้เอง เห็นพู่หอกสีแดงสดบนหอกทมิฬดำของอาเหวิน พลัน
แปรเปลี่ยนเป็นลูกไฟกลุ่มหนึ่ง ห่อหุ้มคมหอกเอาไว้ทั้งใบ
“ฆ่า!”
อาเหวินตวาดก้อง ลำแสงสีดำแดงพุ่งวาบ ฉีกอากาศเป็นทางยาว
บึม!
ทุกผู้คนรู้สึกสายตาสว่างเจิดจ้า คลื่นอากาศร้อนลวกและดุเดือดกวาดวูบ
กระโชกผ่านค่ายเว่ยทั้งค่าย
รอจนแรงระเบิดกระจัดกระจายไป เห็นหลุมลึกเส้นผ่านศูนย์กลางห้าจั้ง
ปรากฏขึ้นที่มุมค่ายพัก
โจมตีครั้งเดียว สร้างหลุมกว้างห้าจั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่หลุมนี้คล้ายลึกอยู่
บ้าง จั่วม่อทะยานร่างไปยังข้างหลุม ก้มมองลงไป ในใจแตกตื่นขึ้นมาทันที
หลุมนี้เกรงว่าลึกไม่ต่ ากว่ายี่สิบจั้ง
สร้างหลุมกว้างห้าจั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่หลุมที่ลึกมากกว่ายี่สิบจั้ง ยากมาก
ที่จะทำสำเร็จ!
หลุมลึกนี้ก็เหมือนก้อนเต้าหู้ถูกมีดคว้าน ราบเรียบสม่ าเสมอตั้งแต่ปาก
หลุมจรดก้นหลุม นี่แสดงถึงเรื่องประการหนึ่ง นั่นคือการโจมตีของอาเหวินจด
จ่อรวมรั้งถึงที่สุด ทั้งยังกระจายตัวสม่ าเสมออย่างน่าเหลือเชื่อ
จั่วม่อประเมินว่าหากมันถูกหอกนี้แทงใส่ตรงๆ คาดว่าคงตายไปครึ่งตัวใน
หอกเดียว
อาเหวินร่างหายวับ จากนั้นปรากฏขึ้นด้านหน้าจั่วม่อ
“ไม่เลว เจ้าลิงน้อย” จั่วม่อชมเชย “เจ้าช่วยให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาโดยแท้”
อาเหวินหน้าแดงก่ าอย่างฉับพลัน กล่าวอย่างขวยเขินอยู่บ้าง “ฝีมืออันต่ า
ต้อย ปล่อยให้ต้าเหรินหัวร่อเยาะแล้ว”
“โฮ่ เจ้าลิงน้อย นี่จะขี้อายอีกแล้ว?”
“ฮ่าฮ่า เจ้าลิงน้อยหน้าบางยิ่ง!”
“ไม่ไหว ไม่ไหว ฝีมืออยู่อันดับสอง แต่ใบหน้ารั้งท้ายในค่าย!”
ผู้คนรอบข้างไหนเลยจะปล่อยปละละเว้นมัน อาเหวินยิ่งขวยเขินอับอาย
มากขึ้น ได้แต่ยืนเกาศีรษะอยู่กับที่ เห็นเช่นนี้ คนอื่นๆ ก็ยิ่งหัวร่องอหายอย่าง
สำราญใจมากกว่าเดิม
จั่วม่อก็อดไม่ได้ แหงนหน้าหัวร่อดังกระหึ่ม
“ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริง?”
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ภายในห้องแตกฮือขึ้นในบัดดล หลายคนผุดลุกขึ้นโดย
ไม่รู้ตัว ผู้อาวุโสเหล่านี้ถึงกับอารมณ์ปั่นป่วนสับสนจนเสียกิริยา ลืมควบคุมพลัง
ของพวกมัน เครื่องเรือนทั้งหมดภายในห้องลั่นเปรี๊ยะ ระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ไม่มี
ชิ้นใดครบถ้วนสมบูรณ์
คังเจ๋อหนังศีรษะชาซ่าน แทบไม่กล้าหายใจ “ท่านกล่าวเช่นนั้น”
“มันจะล่วงรู้วิธีการฝึกปรือศาสตร์รอยแผลสีเทาได้อย่างไร? จะต้องโป้ปด
มดเท็จเป็นแน่!”
“สนใจไยกันว่ามันโป้ปดหรือไม่ คร่ากุมมัน จากนั้นเรื่องราวย่อมกระจ่าง
ชัด!”
“คร่ากุม? แล้วหากมันล่วงรู้จริงเล่า? ยังไม่ทันทราบแน่นอนก็ล่วงเกินมัน
แล้ว เรามีแต่จะสูญเสียใหญ่หลวงเท่านั้น!”
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลคังถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดง แผดเสียงตะโกนตอบ
โต้กันจนคอพอง ทีท่าคล้ายพวกมันกำลังจะไปฆ่าใครสักคน
คังเจ๋อก้มศีรษะแทบจรดอก ในใจลอบฝืนยิ้มขมขื่น
“พอแล้ว ทุกคนล้วนหุบปากให้แก่ข้า!” สุ้มเสียงลุ่มลึกตวาดก้อง สรรพ
เสียงทั้งหมดหายวับไปทันที
ผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยปากในที่สุด คังเจ๋อลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบ ในใจนึก
ยินดีที่สงบลงได้เสียที
“มันเสนอเงื่อนไขใด?” ผู้อาวุโสสูงสุดลืมตา ทอประกายกระจ่างจ้าอยู่บน
ใบหน้าเหี่ยวย่น
“วิญญาณทองคำปีละสิบดวง” คังเจ๋อกัดฟันตอบ
ห้องผู้อาวุโสอันใหญ่โตเงียบกริบดุจป่าช้า…