สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 358 ท้าทายภพอสูร
“เจ้าจะไปชมดูกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างหรือไม่?” ศิษย์ผู้หนึ่งถาม
สหายร่วมชั้นเรียนอย่างกระตือรือร้น
ศิษย์อีกผู้หนึ่งรีบเข้าเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว “แน่นอน ข้าจะพลาดได้อย่างไร? สิ่ง
นั้นทรงพลังโดยแท้! ว่ากันว่าเป็นอสูรหนุ่มที่เยาว์วัยยิ่ง ข้าละสงสัยว่าสัตว์ประหลาด
ตนนี้มาจากตำหนักศาสตร์อสูรใด?”
“นั่นเป็นอสูรเหนืออสูรผู้หนึ่งทีเดียวนะ พี่น้อง!” ศิษย์คนแรกเต็มไปด้วยอารมณ์
ความรู้สึก
“ไยมิใช่? เดินทีข้าหลงคิดว่าอัจฉริยะทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์
อัจฉริยะ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนนอกอยู่ด้วย” ศิษย์อีกคนรู้สึกยากจะเชื่ออยู่บ้าง
“ฮ่า ข้าเห็นเด็กหน้าขาวเหล่านั้นเป็นที่ขัดตามานานแล้ว พวกมันอาศัยความ
แข็งแกร่งล่อลวงสตรีดีงามไปจนหมด ทำให้เราไม่เหลือข้าวต้มแม้แต่ชามเดียว ในที่สุด
วีรบุรุษก็รับบัญชาสวรรค์มาสั่งสอนพวกมันเสียที วีรบุรุษ! ท่านวีรบุรุษจะทุบตีพวกมัน
เหยียบย่ าความยโสโอหังของพวกมัน ช่วยเหลือพวกเราทั้งหมด!” ศิษย์คนแรกกาง
สองแขนออกกว้าง ตะโกนอย่างฮึกเหิม
ทันใดนั้นเอง ปรากฏเสียงแค่นอย่างเย็นชามาจากทางด้านข้าง “เพ้อเจ้อเหลว
ไหล!”
ศิษย์คนแรกบันดาลโทสะ สะบัดหน้าไปตามเสียงในบัดดล แต่พอเห็นผู้มาได้ชัด
ตา พลันสะดุ้งขึ้นสุดตัว รีบดึงศิษย์อีกคนหลบหน้าไปทันที
มู่อู๋ซางมองตามสองร่างที่หลบหนีไปอย่างหยามเหยียด แต่อารมณ์ของมัน
กลายเป็นขุ่นมัวขึ้นมา ฝีเท้าเร่งเร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่นานนักมันก็เดินเข้าไปในห้องเรียน
แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง เสียงสนทนาอึกทึกอื้ออึงก็พัดผ่านใบหน้า ต้องขมวดคิ้ว
โดยไม่รู้ตัว
(มู่ – ตระกูลไม้ อู๋ซาง – ไม่บาดเจ็บ, มิโศกศัลย์)
ล้วนเป็นเรื่องศึกทลายคุกและกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง ลอยเข้าหู
อย่างต่อเนื่อง อารมณ์ของมันยิ่งย่ าแย่ลงไปอีก มันยังสังเกตเห็นศิษย์ร่วมชั้นบางคน
ลอบมองมัน จากนั้นจงใจเพิ่มระดับเสียงสนทนาให้ดังขึ้น พลางยักคิ้วหลิ่วตาให้แก่กัน
มู่อู๋ซางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว แค่นเสียงอย่างเย็นชา สะบัดหน้าออกจาก
ห้องเรียนไป
“ชิ สมาพันธ์อัจฉริยะอันใด? คนผู้นั้นจึงเรียกว่าอัจฉริยะที่แท้จริง… …”
“ใช่ใช่… …”
เสียงที่ติดตามมาเบื้องหลังทะลวงเข้าไปในสองหูของมันอย่างชัดเจน มู่อู๋ซาง
หน้าเขียวคล้ า
ด้วยอารมณ์อึดอัดขัดข้องไม่มีที่ระบาย มู่อู๋ซางเหินทะยานขึ้นไปบนยอดเขา
กลางทิวา เวลานี้เป็นเวลาเรียน บนยอดเขากลางทิวาไม่มีผู้คนมากนัก ยืนอยู่บนยอด
เขากลางทิวาสูงหกพันฉื่อ ทอดตามองไปในระยะไกล อารมณ์อึดอัดขัดข้องของมู่อู๋
ซางค่อยบรรเทาเบาบางลงไม่น้อย
“ฮ่าฮ่า นึกแล้วว่าเจ้าต้องอยู่ที่นี่” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
ไม่ต้องหันไปมอง มู่อู๋ซางก็ทราบว่าผู้มาเป็นใคร จินหลิง สหายรักตั้งแต่วัยเยาว์
ของมัน พวกมันทั้งสองล้วนมาจากตระกูลใหญ่ ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ทั้งคู่เล่น
ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก อาจถือได้ว่าเป็นคู่รักวัยเยาว์ที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
ทว่าทั้งคู่กลับพัฒนาความสัมพันธ์แบบสหายรู้ใจ คล้ายพี่น้องอันสนิทสนมเสียมากกว่า
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดฉันท์บุรุษสตรี ดังที่บิดามารดาของทั้งสองฝ่ายคาดหวัง
(จิน – ตระกูลทอง หลิง – กระดิ่ง)
“ไยต้องใส่ใจคนเหล่านั้นด้วย?” จินหลิงกระตุ้นเตือน พลางหัวร่ออย่างไม่
อนาทรร้อนใจ “ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาตัวตนของเรากดดันพวกมันมากเกินไป”
มู่อู๋ซางไม่เอ่ยคำใด แต่สบายใจขึ้นไม่น้อย
ในตำหนักศาสตร์อสูรอานุภาพเรืองรองแห่งนี้ มีสมาชิกของสมาพันธ์อัจฉริยะ
อยู่สองคน หนึ่งคือมู่อู๋ซาง อีกหนึ่งย่อมเป็นจินหลิง สมาพันธ์อัจฉริยะแท้ที่จริงเป็น
องค์กรที่หลวมคลายประเภทหนึ่ง กระจัดกระจายอยู่ในหมู่ศิษย์ของตำหนักศาสตร์
อสูรต่างๆ ก่อตั้งขึ้นเมื่อสี่ร้อยปีก่อน โดยความร่วมมือของสิบสองยอดอัจฉริยะจาก
ตำหนักศาสตร์อสูรหลายแห่งของภพอสูรในสมัยนั้น
สมาพันธ์อัจฉริยะคัดเลือกเฉพาะเหล่าศิษย์ที่เด่นล้ าเป็นพิเศษ หลังจากพัฒนา
มานานกว่าสี่ร้อยปี อิทธิพลของสมาพันธ์อัจฉริยะก็ยิ่งใหญ่ไพศาลกว่าตอนเริ่มก่อตั้ง
มาก ในสี่ร้อยปีมานี้ ประมุขสมาพันธ์แต่ละรุ่น ล้วนเป็นผู้นำของคนรุ่นเดียวกัน
ทั้งหมดอย่างไม่มีปัญหา อัจฉริยะเหล่านี้เมื่อจบการศึกษาจากตำหนักศาสตร์อสูรของ
พวกมัน หากมิใช่เข้ารับตำแหน่งสำคัญในระบบการปกครองของภพอสูร ก็จะเกาะกุม
ด้านที่มีความสำคัญอื่นๆ เอาไว้ในอุ้งมือ และในสี่ร้อยปีมานี้ ในหมู่พวกมันยังปรากฏ
อสูรฟ้าขึ้นถึงเก้าตน นี่เป็นจำนวนเจ็ดในสิบของอสูรฟ้าที่ปรากฏขึ้นในรอบสี่ร้อยปีมา
นี้เลยทีเดียว
สำหรับศิษย์ทั่วไปในภพอสูร การเข้าร่วมสมาพันธ์อัจฉริยะนับเป็นเกียรติสูงสุด
ของพวกมัน การแลกเปลี่ยนความดีความชอบตามปกติในสมาพันธ์ ยังเป็นที่ดึงดูดใจ
อย่างร้ายกาจสำหรับผู้ที่คลั่งไคล้วิชาการต่อสู้
หากสามารถเข้าสู่สมาพันธ์อัจฉริยะ เท่ากับพวกมันครอบครองอนาคตอันสดใส
แต่ในทางกลับกัน บรรดาอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ยังดึงดูดความแค้นมากมาย
ในด้านหนึ่ง พวกมันเมื่อถือตัวว่าสูงส่งเหนือผู้อื่น พฤติการณ์ของพวกมันย่อมต้องยโส
โอหังไม่ไว้หน้าผู้ใด เป็นธรรมดาที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ดึงดูดความนิยมชมชื่นของผู้คน ส่วน
อีกด้านหนึ่ง บรรดาผู้อาวุโสที่ออกจากสมาพันธ์อัจฉริยะไปแล้ว ส่วนใหญ่มีอำนาจ
และตำแหน่งสูงส่ง พวกมันชมชอบให้การดูแลรุ่นน้องในสมาพันธ์อัจฉริยะของพวกมัน
เป็นพิเศษ นี่หมายความว่าสมาพันธ์อัจฉริยะจะได้รับทรัพยากรจำนวนมหาศาล เป็น
เหตุให้อสูรมากมายรู้สึกไม่เป็นธรรม
เหตุผลที่ศึกทลายคุกคราวนี้เข้ามาเกี่ยวพันกับสมาพันธ์อัจฉริยะ เนื่องเพราะที่
จริงแล้วสมาพันธ์อัจฉริยะได้วางแผนที่จะเปิดศึกทลายคุกในเร็วๆ นี้ พวกมันล้วนเป็น
คนมีหน้ามีตา ดังนั้นแผนนี้จึงได้รับการประกาศไปทั่วเพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ด้วย
แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือ ศึกทลายคุกคราวนี้กลับเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป ทำ
ให้สมาพันธ์อัจฉริยะต้องเสียหน้า ตกอยู่ในตำแหน่งที่อึดอัดและน่าอายมาก บรรดา
ศิษย์ที่ไม่ชมชอบสมาพันธ์อัจฉริยะอยู่ก่อน ย่อมต้องตื่นเต้นยินดีเป็นพิเศษ สมาพันธ์
อัจฉริยะที่ไม่เคยต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกตอบโต้ ในที่สุดได้ลิ้มรสชาติของการถูกคั่วบน
กองไฟ
แต่สำหรับเหล่าอัจฉริยะหนุ่มสาวที่เย่อหยิ่งถือดี จะให้พวกมันกล้ ากลืนฝืนทนได้
อย่างไร?
มู่อู๋ซางย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
จินหลิงแม้สุ้มเสียงราบเรียบไม่ใส่ใจ แต่ในใจนางก็มีไฟสุมอยู่เต็มทรวงเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง รอยประทับวิญญาณบนท่อนแขนของมู่อู๋ซางพลันสว่างวาบ มู่อู๋
ซางพอตรวจดู เห็นตัวอักษร ‘โบราณ’ ที่อยู่ภายในกำลังเปล่งแสง ใบหน้าเขียวคล้ า
ของมันกลายเป็นโลหิตสูบฉีดทันที ดวงตาทอประกายตื่นเต้นยินดี
กลุ่มแสงพลันลอยขึ้นจากรอยประทับวิญญาณ ใบหน้าที่พวกมันคุ้นเคยปรากฏ
ขึ้น ใบหน้านั้นร้องเรียกอย่างตื่นเต้น “ประเสริฐยิ่ง พวกเจ้ารีบเข้ามา ช่วยข้าทำงาน
สักครา รีบด่วน เข้ามาที่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างเดี๋ยวนี้เลย!”
มู่อู๋ซางกับจินหลิงสบตากันวูบ คึกคักแจ่มใสขึ้นมาในบัดดล สมาพันธ์ลงมือแล้ว!
พวกมันไม่สิ้นเปลืองวาจามากความ ดีดร่างทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน ใช้ความเร็ว
สูงสุดมุ่งไปยังห้องปิดด่านฝึกตน แต่ละคนเช่าห้องปิดด่านฝึกตนห้องหนึ่ง เข้าสู่
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างอย่างไม่รีรอ แล้วรีบไปพบสหายร่วมสมาพันธ์
พวกมันมากันแล้วสี่สิบหกตน!
มู่อู๋ซางกับจินหลิงตะลึงงัน จากนั้นลิงโลดยินดีขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่าสมาพันธ์
จัดลำดับความสำคัญของเรื่องนี้ไว้สูงปานใด ถึงกับกะเกณฑ์สมาชิกมากมายเข้ามา
พร้อมกันในคราวนี้ พวกมันพอเห็นบุรุษหนุ่มที่ดูสัตย์ซื่อถือมั่นซึ่งอยู่ด้านหน้า อด
ลิงโลดยินดีอีกรอบไม่ได้
คนผู้นี้มีนามอันน่าสนใจยิ่ง ไหวเกอเอ๋อร์ มันเป็นหนึ่งในผู้ดูแลของสมาพันธ์
อัจฉริยะ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในสมาพันธ์อัจฉริยะ ผู้ที่สามารถรับ
ตำแหน่งผู้ดูแล ย่อมต้องแข็งแกร่งทรงพลังยิ่ง มีพลังฝีมือสูงส่งกว่าสมาชิกทั่วไป
(ไหว – หมายถึงต้นไหว ต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งของจีน เกอเอ๋อร์ – เป็นคำที่ใช้
เรียกลูกของผู้ดีมีเงินหรือบรรดาลูกขุนนางทั้งหลาย หรือพี่กับน้อง)
ไหวเกอเอ๋อร์รูปโฉมธรรมดาสามัญ บนใบหน้ามักประดับด้วยรอยยิ้มอยู่เป็นนิจ
ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยและสัตย์ซื่อถือมั่น แต่วันนี้กระทั่งไหวเกอเอ๋อร์ยังสลายรอยยิ้ม
ดวงตาหรี่แคบ เป็นประกายดุจคมมีด
“เมื่อสักครู่เพิ่งได้รับข่าวว่า จู่เหรินของกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
ประกาศท้าทายเราโดยตรง!”
สีหน้าตื่นเต้นของมู่อู๋ซางแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เหม่อมองไหวเกอเอ๋อร์อย่างโง่
งม อ้าปากหวอ สมาชิกคนอื่นๆ ล้วนมีใบหน้าตื่นตะลึงและเหลือเชื่อ
ท้าทายสมาพันธ์อัจฉริยะ!
คนผู้นี้เสียสติหรือ?
“เรื่องนี้ออกอากาศทุกช่องหลักของช่องข่าวอสูรแล้ว”
“เราไม่ทราบว่ามีผู้ใดลอบวางแผน และจงใจก่อกวนคลื่นลมจากในเงามืด
หรือไม่ หรือเป็นเพียงการท้าทายส่วนตัว แต่นี่ไม่สำคัญเลย”
“เนื่องเพราะเราจะใช้ความจริงปิดปากทุกคนที่กังขาในตัวเรา”
“ว่าผู้ใดจึงเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง!”
หนานเยว่เข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างตามปกติ
อย่างไรก็ตาม วันนี้ดูเหมือนว่า … …
นางมองดูบรรดาอสูรที่อยู่รอบๆ อย่างแปลกใจ สังเกตเห็นว่าพวกมันดูเหมือน
จะตื่นเต้นมาก ใช่มีเรื่องใหญ่โตอันใดเกิดขึ้นหรือไม่?
หรือมีผู้ใดเปิดศึกทลายคุกอีกแล้ว? นางสั่นศีรษะอย่างยิ้มแย้ม รู้สึกว่าความคิด
เหลวไหลนี้น่าขบขันอยู่บ้าง
“ฟังว่าสมาพันธ์อัจฉริยะ กำลังเข้ามาทำลายกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดน
ร้าง!”
ประโยคนี้ทะลวงเข้าไปในโสตประสาทของหนานเยว่ นางสะท้านขึ้นทั้งร่าง รู้สึก
เหมือนถูกน้ าเย็นทั้งอ่างเทราดศีรษะ ว่ากระไร? สมาพันธ์อัจฉริยะต้องการทำลาย
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างของต้าเหริน? นางพยายามตั้งสติ อดเงี่ยหูฟังอย่าง
ตั้งใจไม่ได้
“อา? สมาพันธ์อัจฉริยะไฉนบาดหมางกับกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง?
ฮะ ข้านึกออกแล้ว ก่อนหน้านี้พวกมันดูเหมือนประกาศว่าจะทำลายคุก เป้าหมายเดิม
ของพวกมันคือนภาจรัสวารีไพศาลใช่หรือไม่?”
“ฮ่า เจ้าไม่รู้อะไร ผู้ที่ท้าทายก่อนคือบุคคลลึกลับผู้นั้นต่างหาก!”
“คนลึกลับผู้นั้น? จู่เหรินของกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างใช่หรือไม่?”
“ยังจะมีผู้ใดอีก! ลองไปดูข่าวเอาเถอะ ข่าวนี้กำลังออกอากาศไปทุกหนทุก
แห่ง”
หนานเยว่เวลานี้ไหนเลยจะยังมีอารมณ์มาฝึกปรือ รีบเผ่นออกจากกระดาน
หมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างในบัดดล ห้องพักของนางทั้งห้องมีเพียงผนังสี่ด้าน จะเอา
ต้นไม้เสียงอสูรมาจากที่ใด? นางรีบสวมเสื้อคลุม ผลักประตูเปิดออก ทะยานร่างขึ้น
ฟ้า นางจดจำได้ว่าที่ใจกลางเมืองมีต้นไม้เสียงอสูรขนาดยักษ์อยู่ต้นหนึ่ง
มองจากที่ห่างไกล หนานเยว่เห็นต้นไม้เสียงอสูรพุ่งทะลุขึ้นไปในชั้นเมฆ รีบ
ปรับเปลี่ยนทิศทาง มุ่งตรงไปทางด้านนั้น
ต้นไม้เสียงอสูรต้นนี้ เป็นต้นที่ใหญ่โตที่สุดในทั้งสามเมืองที่อยู่ละแวกนี้ ยอด
ต้นไม้คล้ายช่อฉัตรใหญ่โตเท่าภูเขาเลากา เต็มไปด้วยกิ่งก้านสาขานับไม่ถ้วน เครือเถา
มากมายห้อยระย้าลงมาจากกิ่งก้าน บนเถาเต็มไปด้วยผลไม้ที่มีรูปร่างเป็นฝัก
เห็นบรรดาอสูรมากมายสุดคณานับ รายล้อมรอบต้นไม้เสียงอสูรอย่างแน่นขนัด
หนานเยว่เลือกจุดที่ผู้คนบางตา ทะยานร่างเข้าไปแทรก เมื่อตั้งหลักได้มั่น นางก็
แผ่จิตสำนึกห่อหุ้มบนเถาวัลย์เรียวบางที่อยู่ตรงหน้า
เสียงปังเบาๆ ผลของต้นไม้เสียงอสูรแตกระเบิด เปลี่ยนเป็นหมอกหลากสีกลุ่ม
หนึ่ง
กลุ่มหมอกสีรุ้งแปรสภาพอย่างรวดเร็ว กลายเป็นอสูรสาวโฉมงามนางหนึ่ง สตรี
อสูรนางนั้นสีหน้าตื่นเต้นเร้าใจ กล่าวเร็วปรื๋อ
“ยอดฝีมือหนุ่มลึกลับ ผู้ที่เพิ่งจะชนะศึกทลายคุกและสร้างกระดานหมากรุก
สัตว์ร้ายแดนร้าง ได้ประกาศท้าทายสมาพันธ์อัจฉริยะโดยตรง เรากำลังจัดทำรายงาน
พิเศษสำหรับเหตุการณ์นี้ แต่จนถึงตอนนี้ สมาพันธ์อัจฉริยะยังไม่ได้ออกแถลงการณ์
เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ อีกทั้งจู่เหรินคนใหม่แห่งกระดานหมากรุกสัตว์ร้าย
แดนร้าง ก็ยังคงประดุจมังกรเทพยดาเห็นหางไม่เห็นหัว อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ก็ไม่ใช่ว่า
ไม่มีมูล บางทีอีกไม่นาน เราอาจจะได้ชมดูการต่อสู้อันน่าตื่นตาตื่นใจ… …”
หนานเยว่ศีรษะลั่นอึงอล
เป็นไปไม่ได้! นี่เป็นไปไม่ได้!
ต้าเหรินไม่มีทางท้าทายสมาพันธ์อัจฉริยะแน่ๆ!
ความคิดนี้รุนแรงมากจนหนานเยว่เชื่อมั่นอย่างไม่มีข้อกังขา นางอาจไม่ได้อยู่
กับต้าเหรินมานานนัก แต่นางแน่ใจว่าต้าเหริน ไม่ว่ามองจากมุมใด ก็ไม่ใช่อสูรที่
จองหองและหุนหันพลันแล่นเช่นนี้
นี่แน่นอนว่าต้องมีคนปั้นเรื่องหลอกลวงผู้คน!
หนานเยว่ไม่ได้โง่งม พอขบคิดก็เข้าใจได้ในทันที อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้รู้สึกดี
ขึ้นแม้แต่น้อย แต่ยิ่งสีหน้าย่ าแย่ลงไปอีก ไม่มีผู้ใดไม่ล่วงรู้ถึงพลังอำนาจของสมาพันธ์
อัจฉริยะ!
อสูรแทบทั้งหมดทราบกระจ่างว่าอัจฉริยะเหล่านั้นเป็นอย่างไร ไม่ว่าข่าวสาร
เหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ด้วยความเย่อหยิ่งถือดีของสมาพันธ์อัจฉริยะ พวกมัน
จะไม่มีวันเลิกรา!
ไฉนเป็นเช่นนี้ … …
“ศิษย์พี่ ท่านเร็วกว่านี้ได้หรือไม่?” กงซุนชาเร่งรัดอย่างไม่ทันใจ
ในหมอกภูต จั่วม่อพอฟังต้องหน้าคว่ าลงทันที หลังจากดูดซับแหล่งกำเนิด
วิญญาณของวิญญาณภูตเข้าไปมากมาย ความเร็วในการย่อยสลายของกงซุนชาก็เร็ว
ขึ้นเรื่อยๆ เร็วเสียจนการตกปลาของจั่วม่อตามไม่ทันอีกต่อไป
จั่วม่อกระชากเสียงอย่างขุ่นเคือง “โวยวายอันใด! มีให้เจ้ารับประทานก็ดีแค่
ไหนแล้ว!”
สือผิ่นที่ด้านข้างพลิกร่างขึ้นๆ ลงๆ ใบหน้าเล็กๆ คับอกคับใจอยู่บ้าง
“ไม่ได้ ศิษย์พี่ท่านเมื่อรับหน้าที่หาอาหาร ก็ต้องจัดการให้เพียงพอ
รับประทาน!” กงซุนชากล่าวด้วยใบหน้าชั่วร้าย
จั่วม่อหางตากระตุก พยายามระงับแรงกระตุ้นที่จะยกเท้าเตะกงซุนชาให้
กระเด็น ทันใดนั้นมันสายตากระจ่างวูบ ชะงักการกระทำทั้งหมด เงยหน้าขวับ จ้อง
เขม็งไปยังส่วนลึกของหมอกภูต
เจตจำนงกระบี่!