สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 361 ความปรารถนาของเด็กๆ
อีเจิ้งอยู่ในสารรูปอันน่าสังเวช
กาสาวพัสตร์สีน้าเงินขาดเป็นริ้วๆ เดินโซซัดโซเซไปข้างหน้า ไม่หลงเหลือเค้า
เคร่งขรึมสง่างามดังเช่นที่ส้านักสอนสั่งตลอดมา แต่ในสภาพเช่นนี้ ผู้ใดจะมามัวยึดถือ
มารยาทธรรมเนียมอย่างจริงจัง?
มันร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่เคยคิดว่าภารกิจสุดแสนธรรมดาของส้านัก จะน้ามัน
มายังสถานที่ผีสางเช่นนี้ หลายครั้งหลายหนที่มันคิดว่า มันใช่มาถึงนรกขุมอเวจีที่
ปรากฏอยู่เฉพาะในพระคัมภีร์หรือไม่ เคราะห์ดีที่หลายปีมานี้มันคร่้าเคร่งฝึกฝีมือ
อย่างหนักหน่วง และด้วยการสั่งสอนอย่างเคร่งครัดของศิษย์พี่ใหญ่ แม้ว่าพลังฝีมือ
ของมันอาจไม่สูงเยี่ยม แต่สังขารกระดูกเหล็กกล้ามเนื้อเหล็กกล้าของมัน กลับไม่มี
ผู้ใดเทียบเทียม
อาศัยความสามารถในการป้องกันสุดแกร่งของมัน ช่วยให้อีเจิ้งสามารถมีชีวิต
รอดอยู่ในหมอกผีสางอันไร้ที่สิ้นสุดมาจนถึงบัดนี้
ก่อนหน้านี้มันไม่เคยเข้าใจว่าไฉนศิษย์พี่ใหญ่เอาแต่บังคับมันฝึกปรือ‘สังขารเซน
มหาปัญญา’ แต่เวลานี้มันค่อยทราบกระจ่างถึงความอัศจรรย์ของวิชาเซนวิชานี้ เห็น
ลวดลายอักขระพระสูตรหมุนวนเป็นวงรอบกายมันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นี่เป็น
เหตุผลเพียงหนึ่งเดียว ที่ท้าให้หมอกภูตซึ่งมีพลังกัดกร่อน ไม่สามารถแปดเปื้อน
ร่างกายของมันได้
“หมื่นชั่วร้ายไม่รุกราน… … หมื่นชั่วร้ายไม่รุกราน… …”
อีเจิ้งท่องพระสูตรไม่หยุดปาก บนศีรษะล้านเลี่ยนเป็นประกายสามารถมองเห็น
เหงื่อเม็ดโป้งๆ ได้อย่างชัดเจน มันเข้าสู่หมอกมหาประลัยนี้เพียงสามวัน แต่ในสามวัน
มานี้ ต้องอกสั่นขวัญแขวนอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งมันยังหวาดกลัวมาก มันเป็นนักบวช
เซน มีความรู้สึกเฉียบไวต่อความชั่วร้าย พลังหยินและสิ่งที่โหดเหี้ยมร้ายกาจ แต่ใน
หมอกภูตเบื้องหน้ามันนี้ คล้ายมีสิ่งเลวร้ายมากมายไร้ที่สิ้นสุด มิหน้าซ้ายังหนาแน่น
อย่างเหลือเชื่อ
นอกเหนือจากนรก อีเจิ้งนึกไม่ออกจริงๆ ว่ายังจะมีสถานที่ใดที่เต็มไปด้วยภูตชั่ว
ร้ายมากมายถึงเพียงนี้
เคราะห์ดีที่สังขารเซนมหาปัญญาของมัน สามารถสะกดข่มสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ได้
ตามธรรมชาติ แม้ว่ามันต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนมาตลอดทาง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ
อันใด อย่างไรก็ตาม จิตใจมันไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย กระทั่งบันทึกของส้านักยัง
ไม่เคยกล่าวถึงสถานที่อันเลวร้ายนี้ สิ่งร้ายกาจที่ถือก้าเนิดจากสถานที่เช่นนี้ ต้องน่า
สะพรึงกลัวอย่างคาดไม่ถึง
ก้าจัดความชั่วร้าย?
อย่าล้อเล่นดีกว่า อีเจิ้งทราบกระจ่างว่ามันมีน้าหนักสักเท่าใด การที่มันยังไม่ได้
รับบาดเจ็บจนถึงยามนี้ มันเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ล้วนๆ เวลานี้มันได้แต่หวังว่าข่าวการ
หายตัวไปของมันจะส่งไปถึงส้านักโดยเร็ว และทางส้านักจะส่งคนมาช่วยเหลือมัน แต่
อันที่จริงในส่วนลึกของหัวใจมัน ก็ทราบดีว่าความหวังสายนี้เลื่อนลอยเพียงใด
มันเป็นเพียงบุคคลชั้นต่้าของส้านัก กว่าส้านักจะสนองตอบต่อการหายตัวไป
ของมัน ไม่ทราบต้องใช้เวลานานเท่าใด หรือบางทีอาจจะไม่มีการตอบสนอง… …
มันคิดถึงศิษย์พี่ใหญ่ คิดถึงว่าหากมันไม่ได้อยู่ในส้านักอีกแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่
หลังจากนี้เกรงว่าจะต้องเผชิญกับการเมินเฉยทอดทิ้งมากขึ้น อารมณ์ของมัน
กลายเป็นหดหู่ปวดร้าวในบัดดล
ภายในหมอกภูต มันก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
ไม่ทราบว่าเดินซัดเซมานานเท่าใด ทันใดนั้น พลันได้ยินเสียงต่อสู้อย่างรุนแรงดัง
มาจากทางเบื้องหน้า อีเจิ้งเริ่มได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา หลังจากตะลึงงันชั่วครู่ ก็
กลายเป็นแตกตื่นยินดี รีบวิ่งตรงไปยังเสียงด้วยเท้าเปล่าทั้งคู่
เสียงต่อสู้ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ในไม่ช้ามันก็ได้เห็นบุรุษหนึ่ง ก้าลังโรมรันพันตูกับแมงป่องวิญญาณภูตอย่าง
ดุเดือดเลือดพล่าน
อีเจิ้งค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นแมงป่องร้ายชัดตา มันอดสูด
ลมหายใจอย่างหนาวเหน็บไม่ได้ สูงใหญ่กว่าสามจั้ง สองก้ามมหึมาคมกริบทรงพลัง
แต่ละข้างใหญ่โตเท่าบานประตู มันรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน หากมันถูกก้ามมหึมา
เหล่านั้นงับเข้าโดยตรง ต่อให้ครอบครองสังขารเซนมหาปัญญา มันยังจะถูกตัดเป็น
สองส่วนโดยไม่มีปัญญาต้านทาน
มหาศาสดาของข้า!
อีเจิ้งกลืนน้าลายอย่างฝืดคอ สายตาของมันคล้ายถูกตรึงเอาไว้ ไม่อาจละจากไป
นี่ไม่ได้เป็นเพราะความแข็งแกร่งอันล้นเหลือของภูตแมงป่อง แต่เนื่องเพราะฉากอัน
แปลกพิสดารที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าต่างหาก
คู่ต่อสู้ของแมงป่องมหาประลัยเป็นเซียนกระบี่ผู้หนึ่ง แม้ว่ากระบี่สีด้าเล่มนั้นจะ
ดูคล้ายดาบฟันขาม้ามากกว่า แต่อีเจิ้งเพียงมองปราดเดียว ก็มั่นใจว่าผู้อื่นเป็นเซียน
กระบี่ ทั้งยังเป็นเซียนกระบี่เที่ยงแท้ถึงที่สุด
เซียนกระบี่ที่แข็งแกร่งกระไรปานนี้!
อีเจิ้งแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ มันรู้จักต้นก้าเนิดของแมงป่องตัวนี้ สัตว์ร้าย
วิญญาณภูต นี่คือสัตว์ร้ายวิญญาณภูต สิ่งร้ายกาจที่ถือก้าเนิดจากหมอกภูต!ก่อนหน้า
นี้มันยังเฝ้ากังวลว่าดินแดนอันชั่วร้ายนี้จะให้ก้าเนิดบางสิ่งที่เหนือธรรมดา รอจนพบ
เห็นแมงป่องวิญญาณภูตตนนี้ ค่อยตระหนักว่าสิ่งชั่วร้ายที่ถือก้าเนิดขึ้นจากดินแดนที่
ดุร้ายนี้ ยังร้ายกาจกว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก!
หากอีเจิ้งยามนี้มีสติชัดเจนแจ่มแจ้ง เกรงว่าต้องแตกตื่นจนหน้าซีดเผือดไปแล้ว
แต่ในเวลานี้สายตาของมันกลับถูกการต่อสู้อันแปลกพิกลนี้ดึงดูดเอาไว้อย่างสมบูรณ์
เซียนกระบี่ผู้นี้สีหน้าหมองคล้า ราวกับก้าลังป่วยหนักใกล้ตาย ท่วงท่าของมัน
เชื่องช้ายิ่ง ดวงตาก็แข็งทื่อ… …
แต่ทุกครั้งที่ก้ามมหึมาของแมงป่องวิญญาณภูตก้าลังจะฉีกเซียนกระบี่ออกเป็น
สองส่วน กระบี่ที่เชื่องช้ากลับดีดขึ้นอย่างฉับพลัน ว่องไวปราดเปรียวอย่างเหลือเชื่อ
ปิดสกัดก้ามยักษ์เอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด สีหน้าสับสนงุนงงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ
เซียนกระบี่ ใบหน้าหมองคล้า ปฏิกิริยาตอบสนองเชื่องช้า กับกระบี่ที่จู่ๆ ก็ดีดขึ้น
อย่างปราดเปรียว ช่างลักลั่นย้อนแย้งอย่างสุดขั้ว บันดาลให้ผู้คนรู้สึกแปลกพิสดารยิ่ง
หลังจากชมดูอยู่ชั่วครู่ อีเจิ้งพลันรู้สึกพลังปราณในร่างเริ่มแตกซ่าน แทบหลุด
ออกจากการควบคุม มันหน้าเผือดสีอย่างรุนแรง ในด้านความหนักแน่นมั่นคง
นักบวชเซนได้รับการประทานพรจากสวรรค์ แต่มันถึงกับแทบพลังปราณแตกซ่าน
เนื่องเพราะชมดูการต่อสู้ของผู้คน?
อีเจิ้งรีบโคจรพลังตามเคล็ดวิชาบ้าเพ็ญเพียรของมัน ก่อนที่จะมีก้าลังขวัญชมดู
การต่อสู้อีกหน
เค้าลางของอาการพลังปราณแตกซ่านหายไปในบัดดล
อีเจิ้งสูดลมหายใจลึก ดวงตาเงยขึ้น มองกลับไปยังการต่อสู้ของหนึ่งคนหนึ่งแมง
ป่องอีกครั้ง ความอัศจรรย์ใจของมันยิ่งมายิ่งเพิ่มขึ้นทุกขณะ มันจ้องมองเซียนกระบี่
ราวกับพบพานผีสาง เมื่อสักครู่มันคิดว่าเซียนกระบี่อยู่ในช่วงคับขันอันตราย สามารถ
ตกตายได้ทุกเมื่อ แต่เวลานี้เมื่อมองเห็นชัดตา มันค้นพบอย่างตื่นตะลึง ว่าระหว่าง
กระบี่ด้าของเซียนกระบี่คล้ายแฝงไว้ด้วยพลังดูดรั้งที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง แมงป่อง
วิญญาณภูตไม่ต่างจากหุ่นเชิดที่ถูกควบคุมไว้ด้วยเส้นใยบางๆ มากมาย ก้าลังดิ้นรนอยู่
ในกลุ่มก้อนขุมพลังที่มองไม่เห็นนี้
เจตจ้านงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวนัก!
อีเจิ้งไม่สามารถสัมผัสถึงเจตจ้านงกระบี่ของเซียนกระบี่แม้แต่น้อย ในชั่วขณะนี้
มันนับถือเลื่อมใสความแข็งแกร่งของเซียนกระบี่ผู้นี้สุดหัวใจ มันมิใช่ว่าไม่เคยพบพาน
เซียนกระบี่มาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พบเห็นผู้ที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ ผู้อื่นดูเหมือนมี
อายุใกล้เคียงกับมัน ยังเยาว์วัยแต่กลับครอบครองพลังอ้านาจเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้อง
เป็นศิษย์ที่มีความส้าเร็จสูงส่งของส้านักกระบี่ขนาดใหญ่ที่ใดสักแห่ง
มันใช่เป็นศิษย์ของคุนหลุนหรือไม่?
เมื่อเห็นสถานการณ์อย่างชัดเจน อีเจิ้งไม่รุ่มร้อนอีกต่อไป มันถึงกับครุ่นคิดว่าอีก
ประเดี๋ยวจะทักทายอีกฝ่ายอย่างไรดี อดเกาศีรษะอันเงาวับไม่ได้ มันเพิ่งเคยลงจาก
เขาเป็นครั้งแรก ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในเรื่องเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ในสถานที่แห่งความตายเช่นนี้ยังสามารถพบพานซิวเจ่อผู้หนึ่ง อี
เจิ้งถึงกับรู้สึกว่าโชควาสนาของมันยังไม่เลวนัก
หลังจากนั้นสักครู่ การต่อสู้กลับยังไม่จบสิ้นลงเสียที ยามนี้อีเจิ้งค่อยพบเห็นว่า
บางสิ่งไม่ถูกต้อง
เซียนกระบี่ผู้นี้ยังคงมีสีหน้าสับสนงุนงง ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนสติสัมปชัญญะแต่
อย่างใด
มันก้าลัง… …
อีเจิ้งนับเป็นบุคคลขวัญกล้าใจละเอียดอ่อนผู้หนึ่ง พอสังเกตก็เห็นผิดท่า มันใจ
สั่นสะท้าน หลังจากรอดูอยู่ครู่ใหญ่ เห็นสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนเป็นดีขึ้น มันขบคิด
แวบหนึ่ง จากนั้นเริ่มท่องสวดพระสูตรด้วยเสียงต่้าลึก
ภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วนหมุนผ่านในดวงตาของเหวยเสิ้ง ล้วนเป็นภาพลวงตา
และเงาวูบวาบ แต่กลับชัดเจนแจ่มจ้าอย่างน่าประหลาด
ความมุ่งมาดปรารถนาในวัยเยาว์ ติดตามไล่ล่าโดยไม่หวั่งเกรงต่อความล้าบาก
ผ่านความทุกข์ยากนานัปการ ได้รับบาดเจ็บปางตาย การรู้แจ้งในกระบี่ที่น้าตกมหึมา
กลายเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ร่้าสุราใต้แสงดาวกับศิษย์น้องจั่ว ค้าสั่งของส้านัก… …
ฉากเหตุการณ์นับไม่ถ้วนผสานรวมเข้าด้วยกัน ทันใดนั้นกลายเป็นตาข่ายขนาด
ยักษ์ผืนหนึ่ง ครอบคลุมลงหามัน
ไม่มีที่ให้หลบหนี ไม่มีที่ให้หลบซ่อน
ตาข่ายมหึมารัดตึง ม้วนพันรอบกายมันอย่างแนบแน่น มันรู้สึกหายใจไม่ออก
ลมหายใจติดขัดอัดแน่นอยู่ทั่วร่าง มันราวกับมัจฉาติดอยู่ในตาข่าย ยิ่งดิ้นรนขัดขืน
มากเท่าใด ก็ยิ่งถูกรัดแน่นมากเท่านั้น
เพราะเหตุใด?
ไฉนเป็นเช่นนี้?
ข้าเพียงแค่ปรารถนาจะฝึกปรือกระบี่เท่านั้น… …
โทสะอันรุนแรงพลันระเบิดออกมาจากก้นบึงของหัวใจ มันประหนึ่งสัตว์ร้ายติด
ตาข่าย ดิ้นรนต่อต้านไม่คิดชีวิต
เพราะเหตุใด … … เพราะเหตุใด … …
เหมือนตะโกนโดยไร้เสียง ราวกับค้ารามด้วยโทสะ
เพราะเหตุใด … … เพราะเหตุใด … …
มันตะโกนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แผดเสียงคร่้าครวญอย่างเศร้าโศก
ในห้วงแห่งความมึนงง มันฝันถึงผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ในม่านฟ้ารัตติกาล
อันมืดมน เห็นดวงดาวเกลื่อนกล่นมากมายสุดคณานับ สายลมแผ่วเบาพัดผ่านพื้นที่
รกร้างเปล่าเปลี่ยว ต้นหญ้าหางนกกระจอกสีน้าเงินจางๆ โบกสะบัดอยู่ในสายลม
อย่างร่าเริง
เด็กน้อยเจ็ดแปดขวบผู้หนึ่งนอนหงายอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ยกศีรษะขึ้น มองไป
ยังล้าแสงที่ลากผ่านท้องนภา เสียงสดใสไร้เดียงสาของเด็กเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ
อย่างลึกล้า “งดงามยิ่ง!”
เด็กน้อยเผ่นผลุงขึ้นจากพื้นหญ้า สายลมปัดผ่านใบหน้า เผยให้เห็นดวงตาเป็น
ประกายเร่าร้อน
หนึ่งเมล็ดพันธุ์ ฝังลงในหัวใจเด็กน้อยอย่างเงียบเชียบ
ความฝันเสมือนจริงนัก ราวกับว่าแค่เอื้อมมือออกไปก็สามารถสัมผัสได้ ทว่าแท้
ที่จริงอยู่ห่างไกลดุจเงาจันทร์ในบ่อน้า แต่ในช่วงเวลานี้ เหวยเสิ้งยืนนิ่งงันดุจรูปปั้นดิน
เหนียว จ้องมองเด็กน้อยอย่างซึมเซา
ทันใดนั้น บางสิ่งคล้ายแตกปะทุในหัวใจมัน บางอย่างผุดขึ้นมา
ความทรงจ้าวัยเด็กอันเลือนรางห่างไกล ทันใดนั้นผุดขึ้นในใจมัน บางเหตุผลที่
ถูกลืมเลือนไป ความคิดอันเรียบง่ายเหล่านั้น พวกมันประดุจเมล็ดหญ้าหาง
นกกระจอกสีน้าเงินแตกออกมาจากเปลือกแข็ง งอกเงยแล้วเติบโต
ใช่แล้ว ความฝันของข้าคือการฝึกปรือกระบี่
ความฝันอันบริสุทธิ์ การแสวงหาอันบริสุทธิ์ ความปรารถนาของเด็กน้อยผู้หนึ่ง
ภายใต้ทะเลดาว
ความผ่อนคลายสบายอารมณ์อันแปลกประหลาดแล่นเข้าสู่จิตใจมัน ความรู้สึก
อึดอัดหายใจไม่ออกหายไปโดยไร้ร่องรอย เหวยเสิ้งเฝ้าดูเด็กน้อยภายใต้ดวงดาวอย่าง
เคลิบเคลิ้มงมงาย รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า ความอบอุ่นตื้นตันอัดแน่นอยู่ใน
ทรวงอก
ใช่แล้ว ทั้งหมดล้วนมาจากความหลงใหลนี้
เรื่องราวทางโลกอันซับซ้อนที่ท้าให้มันรู้สึกอับจนปัญญา ดูเหมือนเล็กกะจ้อย
ร่อยดุจนฝุ่นธุลี ไม่มีคุณค่าความหมายใด
เหวยเสิ้งลืมตาขึ้น ดวงตาใสกระจ่าง ปราศจากธุลีแปดเปื้อน
พลังปราณพลันถาโถมออกมาจากเส้นชีพจรปราณอันแห้งผากของมัน ราวกับ
น้าผุดพรั่งพรูขึ้นจากบ่อน้าพุ เมื่อพลังปราณใหม่นี้ไหลผ่าน เส้นชีพจรปราณส่วนที่
บาดเจ็บปริแตก ประหนึ่งต้นไม้เหี่ยวเฉาต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่าง
ฉับพลัน
พลังปราณโคจรหมุนเวียนอย่างไร้ที่สิ้นสุด ภายในช่วงเวลาสั้นๆ พลังปราณของ
มันก็บรรลุสู่สภาพที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม พลังปราณยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งลง ยังคง
โคจรหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เติมเต็มทุกพื้นที่ของเส้นชีพจรปราณที่ว่างเปล่า
เมื่อทุกเส้นชีพจรปราณของเหวยเสิ้งเต็มไปด้วยพลังปราณ พลังปราณขุมใหม่นี้
ก็เริ่มมุ่งหน้าสู่ตันเถียนของมัน
เหวยเสิ้งไม่ได้หยุดยั้งพลังปราณเหล่านั้น มันไม่ท้าอะไรทั้งสิ้น แต่ภายในม่าน
หมอก ดวงตาของมันยิ่งมายิ่งกระจ่างเจิดจ้า เต็มไปด้วยความปิติยินดี ปิติยินดีจาก
ส่วนลึกของหัวใจ
กระบี่ด้าในมือ ปรากฏชั้นแสงจางๆ ปกคลุม
หมอกภูตรอบกายคล้ายถูกพลังอันแกร่งกร้าวสุดขั้วขุมหนึ่งกระแทกห่างออกไป
ห่างจากร่างกายเหวยเสิ้งช่วงหนึ่ง ก่อนจะสลายหายไปในชั่วพริบตา
อีเจิ้งอ้าปากค้าง เหม่อมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้า หลงลืมกระทั่งจะ
ท่องสวดพระสูตรต่อไป
แกรก
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตร่างแยกกระจายออกเป็นหลายสิบชิ้นโดยไม่มีเค้าลาง
ล่วงหน้า ทยอยร่วงลงบนพื้นอย่างไร้ค่า รอยตัดราบเรียบสุดเปรียบปาน กระทั่งก้ามคู่
มหึมาที่ยากจะท้าลายได้ ยังถูกฟันขาดเป็นหลายท่อน
เงากระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังเหวยเสิ้ง
เงากระบี่จากเลือนรางกลายเป็นชัดเจนขึ้นทุกขณะ ขยายใหญ่ขึ้นไม่หยุดยั้ง
ภายในช่วงไม่กี่สิบอึดใจสั้นๆ เงากระบี่ขยายพรวดพราดเป็นหลายสิบจั้ง
ปลายกระบี่จี้ตรงไปยังท้องฟ้า ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง แทงฝ่าหมอกภูตทะลุขึ้น
ไป ราวกับจะทะลวงฟ้าสวรรค์
ใต้เงากระบี่ใหญ่โตมโหฬารสูงเสียดฟ้า เหวยเสิ้งยืนตระหง่านอย่างองอาจ
สายฟ้ากวาดผ่านม่านหมอกภูต สัตว์ร้ายวิญญาณภูตนับหมื่นแผดร้องอย่าง
พร้อมเพรียง ท้องฟ้าสีโลหิตคล้ายเดือดพล่านอย่างฉับพลัน
นิมิตแห่งฟ้าดิน!
ด่านจินตัน!