สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 362 อาเหวินสู้ตาย
ไหวเกอเอ๋อร์เหงื่อท่วมใบหน้า
สิบสองปัญหาที่อยู่ตรงหน้า มันแก้ได้แล้วห้าข้อ แต่ติดค้างอยู่ที่ปัญหาข้อที่หก
นาฬิกาทรายที่อยู่ด้านข้างก็ไร้น ้าใจไมตรียิ่ง เม็ดทรายด้านในมีแต่ไหลรี่ลงอย่างไม่
หยุดยั ง เห็นชั นบนของนาฬิกาทรายลดลงไปครึ่งหนึ่งด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
ไหวเกอเอ๋อร์เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดขึ นบนหน้าผากมากกว่าเดิม
มันต่อให้ร้อยคิดพันค้านวณ ยังคิดไม่ถึงว่าศึกทลายคุกของกระดานหมากรุก
สัตว์ร้ายแดนร้าง จะต้องการให้มันแก้ปัญหาสิบสองค้าถาม! ในยุคสมัยที่ต้าหนัก
ศาสตร์อสูรรุ่งโรจน์เรืองรอง ศาสตร์อสูรระดับกลางถือเป็นส่วนส้าคัญของศาสตร์อสูร
ทั งหมด การสุมหัวท้างานร่วมกันกลายเป็นกระแสหลักของยุคสมัย ในหน้า
ประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูร ไม่เคยมียุคสมัยใดที่ให้ความส้าคัญกับการร่วมมือร่วมใจ
เหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การรวบรวมความคิดของคนทั งกลุ่มเพื่อวิเคราะห์
ศาสตร์อสูร เป็นวิธีการที่โดดเด่นและเป็นที่นิยมมากที่สุดในยุคสมัยนี
ต้าหนักศาสตร์อสูรแต่ละแห่งล้วนเข้าใจเรื่องนี สามารถอบรมสั่งสอนศิษย์ของ
พวกมันได้เป็นอย่างดี การวิเคราะห์และแยกสลายเป็นทักษะที่ศิษย์ทุกคนต้องเรียนรู้
และเพื่อเพิ่มพูนทักษะเหล่านี ให้แก่บรรดาศิษย์ หอปัญหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ย่อมเป็น
สิ่งที่ขาดไม่ได้ นอกเหนือจากหอปัญหาที่มีอยู่ทั่วไปแล้ว ต้าหนักศาสตร์อสูรแต่ละแห่ง
ยังมีหอปัญหาของตัวเองอีกด้วย
ในฐานะหนึ่งในศิษย์ชั นยอดของต้าหนักศาสตร์อสูร การแก้ปัญหาตอบค้าถาม
เป็นด้านที่ไหวเกอเอ๋อร์คุ้นเคยและมีฝีมือไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ต่อหน้าสิบสองปัญหาทลายคุกนี ความเชื่อมั่นของมันถูกบดขยี
จนไม่เหลือชิ นดี กล่าวตามความสัตย์ นับตั งแต่ปัญหาข้อที่สาม มันก็เริ่มเหงื่อกาฬ
แตกพลั่กแล้ว
ปัญหาเหล่านี ไม่ใช่ว่าลี ลับเกินไป ตรงกันข้าม ปัญหาเหล่านี กลับเป็นหมวดหมู่ที่
อสูรทุกตนสมควรสนิทสนมคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
ศาสตร์อสูรน้อย!
ยามนี มันมาถึงปัญหาข้อที่หกแล้ว แต่ยังคงเป็นปัญหาเกี่ยวกับศาสตร์อสูรน้อย
ส้าหรับไหวเกอเอ๋อร์ ศาสตร์อสูรน้อยเป็นเพียงวิชาขั นพื นฐาน ศาสตร์อสูรน้อย
ในความทรงจ้าของมันห่างไกลยิ่ง มันส้าเร็จศาสตร์อสูรน้อยตั งแต่ก่อนเข้าสู่ต้าหนัก
ศาสตร์อสูร เวลานั นมันอายุเท่าไรกัน?
หกขวบ? หรือเจ็ดขวบ?
ไหวเกอเอ๋อร์เองยังจดจ้าไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์อสูรน้อยอันเรียบง่ายสามัญเหล่านี
ถึงกับท้าให้มันรู้สึกอับจนปัญญาและสิ นหวังจากก้นบึ งของหัวใจ ปัญหาเหล่านี แม้ไม่
เป็นไปตามแบบแผน แต่ไม่ได้ลี ลับคลุมเครือ แม้มีวิธีคิดแปลกประหลาด แต่ก็เต็มไป
ด้วยความเปิดกว้างและซื่อตรง
นี่ยิ่งท้าให้มันรู้สึกพ่ายแพ้มากกว่าเดิม
มันถึงกับไม่มีปัญญาแก้ปัญหาศาสตร์อสูรน้อยอันเรียบง่ายและตรงไปตรงมานี …
…
ไหวเกอเอ๋อร์หน้าเขียวคล ้า
เทียบกับความเคร่งเครียดและสลดหดหู่ของไหวเกอเอ๋อร์ ผู้ชมด้านนอกกลับ
รู้สึกว่าฉากนี น่าเบื่อหน่ายยิ่ง
ไม่มีแสงระเบิดตระการตา ไม่มีสภาวะฆ่าฟันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงอันลึกล ้าและซับซ้อน
ศึกทลายคุกอันทรงเกียรติ กลับกลายเป็นการแก้ปัญหาของศิษย์ต้าหนักศาสตร์
อสูรไปเสียแล้ว แต่มีเพียงไหวเกอเอ๋อร์ผู้เดียวที่สามารถมองเห็นปัญหาเหล่านั น พวก
มันได้แต่นับเม็ดเหงื่อบนหน้าผากของไหวเกอเอ๋อร์ว่ามีมากมายเท่าใดไปพลางๆ ย่อม
เบื่อหน่ายแทบตายแล้ว
คนหน้าไฟเบื่อหน่ายถึงที่สุด บ่นว่าไม่ขาดปาก “พวกมันท้าอะไรกัน! ข้านึกว่า
จะได้เห็นฉากที่น่าดูชม นี่อะไร เนิ่นนานถึงปานนี ยังไม่เห็นมีอันใดเกิดขึ น น่าเบื่อที่สุด!
หากทราบล่วงหน้าว่าน่าเบื่อหน่ายถึงเพียงนี ข้าคงไม่ต้องสิ นเปลืองเรี่ยวแรงก่อเรื่อง
สูญเปล่าแล้ว”
“อย่าห่วงไปเลย” เชียนหลิวได้แต่ปลอบประโลม “จะรู้ผลเร็วๆ นี แล้ว”
เชียนหลิวก็คาดไม่ถึง ว่าศึกทลายคุกแห่งกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างจะ
เป็นการแก้ปัญหา ศึกทลายคุกอันสุขสงบและไม่ใช้ความรุนแรงเช่นนี มันไม่เคยได้ยิน
ได้ฟังมาก่อน
“เจ้าเด็กน้อยผู้นี ไม่มีทางชนะ” คนหน้าไฟเหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วแค่นเสียง
อย่างเย็นชา “ภายนอกเข้มแข็งภายในอ่อนปวกเปียก!”
ทันใดนั นคนหน้าไฟตากระจ่างวูบ คล้ายฉุกคิดเรื่องอันใดได้ เผยรอยยิ มยินดีใน
คราเคราะห์ของผู้อื่นออกมา “ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว ใช่แล้ว ไฉนข้านึกไม่ถึง คราวนี มีการ
แสดงที่น่าดูชมให้พวกเราได้ดูแล้ว!”
“การแสดงที่น่าดูชม?” เชียนหลิวยามกะทันหันคิดตามไม่ทันอยู่บ้าง กล่าวตาม
ความสัตบ์ เวลานี มันก้าลังหดหู่ผิดหวังเล็กน้อยเช่นกัน
“เจ้าลองนึกดู เหล่าเด็กน้อยที่เฒ่าโสโครกเหล่านั นอบรมสั่งสอนมา กระทั่งเรื่อง
จิ๊บจ๊อยเช่นการแก้ปัญหายังสู้ผู้อื่นไม่ได้ พวกมันยังจะไม่มีสีหน้าอัปลักษณ์ยิ่งกว่าที่
พวกมันเคยเป็นอีกหรือ?” คนหน้าไฟใบหน้าล้าพองใจยิ่ง “ในรูปแบบการปกครอง
ของพวกมัน การแก้ปัญหาเป็นเพียงทักษะพื นฐาน ทว่าทักษะพื นฐานของพวกมันกลับ
อ่อนด้อยกว่าผู้อื่น ฮ่าฮ่า มีเรื่องน่าขันกว่านี อีกหรือไม่?”
คิดถึงตรงนี คนหน้าไฟคล้ายได้เห็นภาพใบหน้าอัปลักษณ์ขัดตาของเหล่าเฒ่า
โสโครก ต้องหัวร่องอหายออกมา
เชียนหลิวในที่สุดค่อยคิดตามทัน คนหน้าไฟกล่าวไม่ผิด เหล่าเฒ่าโสโครกกับ
บรรดาเดรัจฉานน้อยล้วนสืบทอดคุณลักษณะเดียวกันมาไม่มีผิดเพี ยน พวกมันทระนง
ถือดียิ่ง อสูรที่ทระนงถือดีมักจะรักหน้าตาของพวกมันเป็นที่สุด หากพวกมันพ่ายแพ้
เพราะยอดวิชาศาสตร์อสูร นั่นยังพอกล ้ากลืนฝืนทน แต่หากพวกมันพ่ายแพ้ในการ
แก้ปัญหา ซ ้ายังเป็นเพียงปัญหาพื นฐานในระดับศาสตร์อสูรน้อย! ไม่ว่าเหล่าตาเฒ่า
หรือบรรดาเด็กน้อย ไม่มีผู้ใดยอมรับได้อย่างแน่นอน
นึกได้เช่นนี กระทั่งเชียนหลิวยังอดคาดหวังไม่ได้
“ฮ่า เจ้าหนูน้อยผู้นั นออกมาแล้ว!” คนหน้าไฟตื่นเต้นยิ่ง
เชียนหลิวรั งความคิดกลับมา จ้องมองไปยังสนามประลอง
สนามประลองในคุกกลับคืนสู่สภาพเดิม
ไหวเกอเอ๋อร์ถูกดีดออกมา ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ดุจคนไร้วิญญาณ
มันพ่ายแพ้อย่างสิ นเชิง!
ท่ามกลางหมอกภูต เห็นสองร่างบัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยวเลือนหาย พุ่งเข้า
ปะทะกันไม่ขาดสาย
ความเร็วของอาเหวินเพียงด้อยกว่าปีกแสงศูนยตาของจั่วม่อเล็กน้อย สวมชุด
เกราะด้าทั งร่าง มันราวกับสายฟ้าสีด้าทมิฬสายหนึ่ง แต่ความเร็วของเสือด้าวิญญาณ
ภูตเปรียบกับอาเหวิน ก็หาได้อ่อนด้อยกว่ากันไม่ เมื่อระเบิดความเร็วออกมาอย่าง
เต็มที่ พกพาพลังอันแกร่งกร้าวโถมเข้าหักหาญ เสียงปะทะแต่ละครั งดังกึกก้อง
กัมปนาทดุจฟ้าค้ารน
ทุกผู้คนสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ซู่หลงกระชับง้าวกรีดนภาในมือแนบแน่น
ตระเตรียมสอดมือเข้าช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ
ทั งสองฝ่ายรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ กระทั่งคนของค่ายจูเชวี่ยที่มักยึดติดกับการ
เร่งความเร็วบุกทะลวง ยังต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย หลายคนลอบประเมินอยู่ใน
ใจ หากเปลี่ยนเป็นพวกมัน ภายใต้การโจมตีอันดุดันแหลมคมเช่นนี จะสามารถหลบ
หลีกได้อย่างไร้อันตรายหรือไม่? นอกเหนือจากยอดฝีมือไม่กี่คนที่สามารถรักษาความ
เยือกเย็นเอาไว้ได้ คนส่วนมากมีสีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง
พวกมันกระทั่งชมดูการต่อสู้ ยังชมดูไม่ทัน
จังหวะการต่อสู้ทั งเร่งร้อน ทั งรุนแรง รวดเร็วเกินกว่าที่ผู้คนจะจินตนาการได้!
พวกมันปากอ้าตาค้าง เพ่งมองเงาร่างปราดเปรียวเร่งร้อนของอาเหวิน นี่ยังเป็น
ค่ายเว่ยที่เทอะทะเชื่องช้าอยู่อีกหรือ? หนึ่งคนหนึ่งเสือด้าประหนึ่งสายฟ้าสีด้าสอง
สาย ไล่ล่าหักหาญกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หอกทมิฬด้าสุดแกร่งกร้าวสะบัดแทง
อย่างไร้แบบแผน ทะลวงผ่านช่องว่างมิติดั่งใจปรารถนา บัดเดี๋ยวใกล้ บัดเดี๋ยวไกล
ปราศจากช่องว่างรอยโหว่ ยากจะระวังป้องกันถึงที่สุด
แต่เสือด้าวิญญาณภูตก็ร้ายกาจสุดคาดคิด ความเร็วของมันไม่อ่อนด้อยกว่า
แม้แต่น้อย ซ ้าพลังยังแข็งแกร่งกว่าอาเหวินมาก ปลายหอกแหลมคมแทงทะลวงเสียง
แหลมสูง กลับถูกตบฟาดอย่างง่ายดายจนแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ผู้คนชมดูจนหัวใจเย็น
เฉียบ หากกรงเล็บเหล่านี ตบฟาดลงบนร่างพวกมัน เกรงว่าจะถูกบดขยี เป็นผุยผง
ในทันที
อาเหวินเองก็คาดไม่ถึงว่าเสือด้าวิญญาณภูตจะยากรับมือถึงเพียงนี
ยามนี มันแข็งแกร่งกว่ากาลก่อนมาก แต่ยังคงไม่สามารถจัดการกับเสือด้าตัว
เดียวที่อยู่ตรงหน้าได้
ไม่ได้การ มันต้องจัดการให้ได้โดยเร็ว ไม่อาจปล่อยให้การรุดหน้าของขบวนต้อง
ล่าช้าไปกว่านี !
พวกมันเพิ่งจะเข้าสู่หมอกภูตได้ไม่นานเท่านั น บรรดาสัตว์ประหลาดที่เพ่นพ่าน
อยู่ในส่วนลึกของหมอกภูตยังร้ายกาจกว่านี มาก หากกระทั่งเสือด้าเพียงเท่านี มันยังไม่
มีปัญญาจัดการ ต่อไปยังจะมีหน้าไปท้าอะไรได้? ขบคิดได้เช่นนี พลังสภาวะของอาเห
วินทันใดนั นยิ่งดุดันอ้ามหิตขึ นกว่าเดิม
“ฮะ?” เซี่ยซานสีหน้าตื่นตะลึง ม้าฝานยังอัศจรรย์ใจยิ่งกว่า พวกมันมีความรู้สึก
เฉียบไวต่อพลังสภาวะ สามารถค้นพบการเปลี่ยนแปลงของอาเหวินได้อย่างชัดเจน
เดิมพันด้วยความเป็นความตาย!
บึม!
พู่หอกสีแดงสดเปลี่ยนเป็นลูกไฟแดงฉานกลุ่มหนึ่ง ห่อหุ้มใบหอกอย่างพิสดาร
พลังงานภูตทมิฬหมุนคว้างเป็นพายุเกลียวรอบด้ามหอก แล้วจมลงไปตรงปลายหอกที่
ลุกโชน
เสือด้าวิญญาณภูตพลันผุดลางสังหรณ์ขึ นตามสัญชาตญาณ บังเกิดความคิด
ถอนตัวล่าถอย มันเฉลียวฉลาดเต็มไปด้วยสติปัญญา ทราบว่ากองก้าลังตรงหน้าทั ง
ใหญ่โตและแข็งแกร่ง ไม่มีเหยื่อที่มันสามารถกลืนกินลงไปได้สะดวกปาก หากมันฝืน
รั งจนต้องรับบาดเจ็บที่นี่ มันไม่เพียงแต่จะสูญเสียเหยื่อ แต่กระทั่งตัวมันเอง ยังจะ
กลายเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตตัวอื่นไปเสียเอง
สัตว์ร้ายล่าถอยไปอย่างช้าๆ
อาเหวินดวงตาด้าลึก พลังงานสีด้าปกคลุมเกราะด้าทั่วร่าง ปลายหอกลุกไหม้
แผดจ้า
ความรู้สึกอันคุ้นเคยอัดแน่นอยู่ทั่วร่าง ในสนามประลองของเหล่าทาส ทุกครั งที่
มันตัดสินใจสู้ตายถวายชีวิต มันจะเข้าสู่สภาวะอันแปลกพิสดารนี เจตจ้านงฆ่าฟันบน
ร่างพลุ่งพล่านเกรี ยวกราด แต่ในใจเย็นเยือกดุจน ้าแข็ง สภาวะแปลกพิสดารนี เป็น
ยันต์รักษาชีวิตของมัน ช่วยให้มันโชคดีเอาชีวิตรอดจากการต่อสู้อันโหดร้ายนับครั งไม่
ถ้วน
นับตั งแต่เข้าสู่ค่ายเว่ย นี่เป็นหนแรกที่อาเหวินตัดสินใจสู้ตายถวายชีวิต
เคล็ดความส้าคัญของเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากทั งหมดไหลผ่านในใจมัน ดวงตา
ของมันยิ่งมายิ่งลึกล ้า
ชุดเกราะสีด้าบนร่างกายเบาหวิวและละเอียดอ่อนประณีต ราวกับสร้างขึ นจาก
ชั นขนนกของวิหคเทพ เป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวในค่ายเว่ย ในเวลานี เกราะสีด้า
บนร่างพลันเคลื่อนไหวอย่างแช่มช้าราวกับมีชีวิต บันดาลให้ผู้คนที่ชมดูถึงกับขนลุกชี
ชัน เห็นขนนกเหล็กกล้าก่อตัวเป็นชั นๆ บนใบหน้าของอาเหวิน กลายเป็นหน้ากากขน
นกเล็กๆ อันน่าอัศจรรย์
เคล้ง เคล้ง เคล้ง!
เสียงเหล็กเสียดสีกันดังระรัวไม่ขาดหู ประหนึ่งดาบมากมายถูกชักออกจากฝัก
อย่างพร้อมเพรียง ขนนกยาวนับไม่ถ้วนบนชุดเกราะด้าของอาเหวินพลันดีดตั งตรง
ขนนกยาวบางเฉียบ คมกล้าดุจใบมีด ภายในชั่วกะพริบตา พลังงานดุร้ายกระหาย
เลือดระเบิดวาบออกมาอย่างฉับพลัน
บิดกายเงื อหอกสุดล้า อาเหวินแยกขาออกเล็กน้อย เอนร่างไปข้างหลัง
อาเหวินเงยหน้าขวับ หน้ากากขนนกด้าเรียวบางวาววับละเอียดอ่อน แฝงรังสี
อ้ามหิตเย็นเยียบ
เสือด้าวิญญาณภูตยิ่งได้กลิ่นอันตรายฉุนกึก ล่าถอยเร็วกว่าเดิมมาก ภายในชั่ว
พริบตาเดียว ก็หายลับไปในม่านหมอกภูต
ในเวลานี เอง ขนนกยาวเหล็กกล้าที่ตั งชันอยู่บนชุดเกราะของอาเหวินพลัน
สั่นสะเทือนอย่างพร้อมเพรียง พลังที่สามารถทลายขุนเขาพลิกผันสมุทร แล่นปราด
เข้าไปยังแขนขวาที่เงื อไปเบื องหลังของมัน อาเหวินตวาดกึกก้องมาจากใต้หน้ากาก
“ฆ่า!”
ทันใดนั น อาเหวินสะบัดร่าง ขว้างหอกออกไปสุดแรงพลัง หอกทมิฬด้าหายวับ
ไปจากฝ่ามือ
เพียะ!
เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากส่วนลึกของม่านหมอก
ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยน
อาเหวินล้มคว่้าไปข้างหน้าในบัดดล แต่ก่อนที่ร่างของมันจะกระแทกพื น ฝ่ามือ
ในเกราะด้าข้างหนึ่งโอบรั งร่างเล็กๆ ของมันเอาไว้ เป็นซู่หลงที่เตรียมพร้อมอยู่แต่แรก
นั่นเอง
เซี่ยซานร่างหายวับ ทะลวงเข้าไปในม่านหมอกภูต หลังจากผ่านไปสองอึดใจ
มันก็ย้อนกลับมาพร้อมกับหิ วร่างของเสือด้าไว้ในมือ ทุกคนพอเห็นชัดตา ต้องสูดลม
หายใจอย่างหนาวเหน็บ เห็นรูกว้างเท่าไข่ห่านอยู่บนหน้าผากของเสือด้าวิญญาณภูต
รูนี ทะลวงออกไปด้านหลังศีรษะของเสือด้าอย่างหมดจด ในมือของเซี่ยซาน เสือด้า
วิญญาณภูตก้าลังแปรเปลี่ยนเป็นเส้นใยพลังงานสีด้าอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อรีบเข้าไปดูอาเหวิน “มันเป็นอย่างไร?”
“ไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด เพียงแค่เหนื่อยล้าเท่านั น” ซู่หลงกล่าวอย่างอ่อนน้อม
จั่วม่อบัดนี ค่อยคลายใจลง มันเดิมทีต้องการให้อาเหวินทดสอบพลังของสัตว์ร้าย
วิญญาณภูตเท่านั น ไม่ได้คาดคิดว่าเจ้าเด็กน้อยหล่อเหลาผู้นี กลับมีนิสัยใจคอด้านที่
ดุดันอ้ามหิตถึงเพียงนี ถึงกับสังหารสัตว์ร้ายวิญญาณภูตด้วยตัวคนเดียว
กับการจู่โจมอันหมดจดตระการตาของอาเหวิน ทุกผู้คนล้วนตื่นตะลึงอย่างยาก
จะบ่งบอกบรรยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาค่ายจูเชวี่ยผู้มีสายตาสูงส่งอยู่เหนือ
ศีรษะ ยิ่งแตกตื่นตะลึงลานมากกว่าผู้ใด เดิมทีความประทับใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่ค่าย
เว่ยมีให้แก่พวกมัน คือค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา ในความเห็นของพวกมัน พลังฝีมือ
ส่วนตัวของเหล่าองครักษ์ทุกข์ยากไม่ได้สูงเยี่ยมเท่าใด
แต่การแสดงฝีมือของอาเหวินในวันนี ลบล้างความเชื่อมั่นเดิมๆ ของพวกมันไป
อย่างสมบูรณ์
พวกค่ายเว่ย ที่แท้เติบโตกล้าแข็งถึงเพียงนี แล้ว!
จั่วม่อหันเหความสนใจไปยังสัตว์ร้ายวิญญาณภูตในมือเซี่ยซานทันที สัตว์ร้าย
วิญญาณภูตสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ งไว้เพียงกรงเล็บข้างหนึ่งกับไข่มุกเม็ด
หนึ่ง
กรงเล็บเสือด้าปกคลุมไปด้วยแผ่นเกล็ดเล็กละเอียด แข็งแกร่งยิ่ง ส่วนที่เป็นกรง
เล็บยาวโค้งคมกล้า ยาวถึงห้าชุ่น โดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ เม็ดไข่มุกขนาดเท่า
นิ วหัวแม่มือ โปร่งใสและเป็นประกายแวววาม ไม่ธรรมดาสามัญเช่นกัน แต่นี่ไม่ใช่
เวลาจะมามัวตรวจวิเคราะห์สิ่งของเหล่านี จั่วม่อโยนพวกมันเข้าไปในแหวนอย่างไม่
ใส่ใจ
ทันใดนั นเอง จั่วม่อเงยหน้าขวับอย่างตื่นตระหนก ดวงตาเจิดจ้าแหลมคมดุจ
กระบี่ คล้ายสามารถเพ่งมองทะลวงเข้าไปในส่วนลึกของม่านหมอกภูตโดยตรง
คล้อยหลังจั่วม่อเพียงเสี ยวอึดใจ เซี่ยซานกับคนอื่นๆ ก็สัมผัสได้เช่นกัน พวกมัน
ล้วนเงยหน้ามองเข้าไปในหมอกภูตด้านหน้าอย่างตื่นตะลึง
เห็นกระแสคลื่นสีด้ามหึมาจากส่วนลึกของหมอกภูต ม้วนโถมเข้าหาพวกมันด้วย
ระดับความเร็วอันน่าสะท้านใจ ทุกที่ที่กระแสคลื่นด้าแล่นผ่านไป ทุกสรรพสิ่ง
แปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าสีด้า กระแสสีด้านี มาเร็วเกินไป เพียงชั่วพริบตา ก็โถม
เข้ามาถึงตรงหน้าจั่วม่อกับพวก ความว่างเปล่าที่คล้ายไม่มีที่สิ นสุดกลืนกินทุกสิ่งทุก
อย่างลงไป
หมอกภูตที่เต็มไปด้วยพลังกัดกร่อน แปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า
กองคาราวานของจั่วม่อทั งขบวน คล้ายจมอยู่ในความว่างเปล่าผืนใหญ่
กึ่งกลางความว่างเปล่าผืนนี เห็นกระบี่ใหญ่โตเสียดฟ้าปรากฏอยู่ในสายตาของ
ทุกผู้คน
เซี่ยซาน จินตันเพียงหนึ่งเดียวในขบวน บัดนี ยังใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษ กรีด
ร้องเสียงหลง “เจตจ้านงกระบี่!”
ม้าฝาน ซู่หลงและคนอื่นๆ หน้าขาวเผือด
จั่วม่อคล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่ ร่างแข็งทื่อในบัดดล กระซิบพึมพ้าอย่างเลื่อนลอย
“ศิษย์…พี่ใหญ่… …”