สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 363 หกปัญหาทลายคุก
“นี่คือปัญหาที่ข้าพบเจอ” ไหวเกอเอ๋อร์ในปากขมปร่า มันคิดว่าจะกลายเป็น
วีรบุรุษ คาดไม่ถึงว่าจะจบลงอย่างน่าทุเรศ ได้รับความเสียหายอย่างหนักในด้านที่ไม่
เคยคาดคิดว่าจะทำให้มันลำบาก หลายวันหลังจากนั้น ขวัญวิญญาณของมันยังคง
เตลิดไปแทบกู่ไม่กลับ
มันจดจำปัญหาเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ รวมถึงปัญหาข้อที่หกซึ่งมันไม่มีปัญญา
แก้โจทย์ด้วย
ผู้ดูแลคนอื่นๆ รีบมุงเข้ามาชมดู
“ศาสตร์อสูรน้อย?”
“ที่แท้เป็นศาสตร์อสูรน้อย?”
พวกมันล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึง บางคนรู้สึกยากจะเชื่อถือ ปัญหาศาสตร์อสูรน้อย?
ของเหล่านี้ยากเย็นตรงที่ใดกัน? ไหวเกอเอ๋อร์มองเห็นสีหน้ารับไม่ได้ของคนเหล่านั้น
แต่มันไม่คิดอธิบาย
เนื่องเพราะความจริงก็อยู่ตรงหน้าพวกมันอยู่แล้ว เสียงเอะอะเงียบหายไปอย่าง
รวดเร็ว หลังจากนั้นสักครู่ ทุกผู้คนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ไม่มีผู้ใดหลงเหลือสีหน้ารับ
ไม่ได้อีกต่อไป
ภายใต้ความเงียบงันอันน่าพิศวง ใบหน้าของทุกผู้คนมีแต่จะชุ่มเหงื่อมากขึ้น
เรื่อยๆ
“ผู้เยาว์เรียกว่าอีเจิ้ง ศิษย์ของวัดมหาพุทธะ น้อมพบผู้อาวุโส” อีเจิ้งจัดแต่งกา
สาวพัสตร์ให้เรียบร้อย ประณมมือโค้งกายอย่างนอบน้อม ในการคารวะมันยังลดตัว
ลงเป็นผู้เยาว์ นิมิตแห่งฟ้าดินทำให้มันตะลึงลานอยู่เป็นนาน มันสามารถเห็นได้อย่าง
ชัดเจน เซียนกระบี่ผู้นี้ก่อนและหลังทะลวงด่าน ผิดแผกแตกต่างราวกับเป็นคนละคน
ใช่การสร้างเม็ดพลังทองคำหรือไม่?
มันไม่แน่ใจ แต่ไม่ว่าการฝ่าด่านใด หากบังเกิดนิมิตแห่งฟ้าดิน ล้วนแล้วแต่ไม่
รวบรัดธรรมดา นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มันคารวะทักทายในฐานะผู้เยาว์ แม้ว่าอีกฝ่าย
ไม่ได้ดูสูงวัยกว่ามันเลยก็ตาม
เหวยเสิ้งลืมตามอง สภาวะบริสุทธิ์แต่ไม่ยั่งยืนรอบกายพลันหายไป ราวกับถูก
พัดพาไปตามสายลม ดวงตาของมันกลับคืนสู่ความสุขสงบอีกครั้ง ประดุจกระบี่คม
กล้าถูกเก็บเข้าฝัก ไม่เปิดเผยความแหลมคมให้ผู้อื่นพบเห็น
แต่หลังจากเป็นประจักษ์พยานในฉากสะท้านขวัญวิญญาณด้วยสายตาตัวเอง อี
เจิ้งก็ไม่กล้าไม่ระมัดระวัง เกรงกว่าจะล่วงเกินอีกฝ่าย ที่สำคัญไปกว่านั้น มันเหลือบ
มองเศษซากของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่ถูกสับเป็นหลายชิ้น หัวใจถึงกับตึงแน่นเขม็ง
เกลียวไปหมด
“ข้าเรียกว่าเหวยเสิ้ง จากสำนักกระบี่สุญตา” เหวยเสิ้งแย้มยิ้ม สีหน้าท่าที
อบอุ่นอ่อนโยนและสงบมั่นคง
“ได้ยินนามอันยิ่งใหญ่มานาน นับถือนับถือ!” อีเจิ้งรีบกล่าว
เหวยเสิ้งหัวร่อฮาฮา “สำนักข้าเป็นเพียงสำนักเล็กๆ เจ้าต้องไม่เคยได้ยินมาก่อน
แน่”
อีเจิ้งพลันอับอายอยู่บ้าง แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด แม้ว่าเหวยเสิ้งผู้นี้จะดูอบอุ่น
เป็นกันเอง แต่มันยังคงรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น เป็นเหตุให้มันแตกตื่นลนลาน
จนแสดงการกระทำและกล่าววาจาแตกต่างออกไปจากที่เคยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“เจ้าเรียกข้าว่าเหวยเสิ้งเถอะ” เหวยเสิ้งโบกมือ “ไม่ต้องผู้อาวุโสอันใด ข้ายังไม่
อยากชราเร็วนัก”
อีเจิ้งแม้อับอายแต่ก็ล่วงรู้สถานการณ์ ในใจบังเกิดความคิดอันดีงาม “พี่ใหญ่
เหวย!”
เหวยเสิ้งแย้มยิ้ม ไม่ปฏิเสธคำเรียกหานี้ เพียงถามว่า “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
กล่าวถึงเรื่องนี้ อีเจิ้งใบหน้ากลายเป็นขมขื่นในทันที “ข้าก็ไม่ทราบอันใดมากนัก
ข้าเพียงรับภารกิจของสำนัก หวังว่าจะได้แต้มความดีความชอบสักเล็กน้อย นึกไม่ถึง
ว่าจะประสบคราเคราะห์ ถูกส่งมาถึงสถานที่ผีสางนี้ เกรงว่าคงไม่ได้กลับไปอีกแล้ว”
กล่าวจบคำ มันถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เจ้าต้องได้กลับไปแน่” เหวยเสิ้งปลอบประโลม สุ้มเสียงของมันไม่ได้เข้มแข็ง
ทั้งยังเป็นเพียงประโยคปลอบโยนที่ธรรมดายิ่ง แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด อีเจิ้งพอฟัง
กลับบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
“เราจะมุ่งหน้าไปทางด้านนั้น ก่อนหน้านี้ข้าสัมผัสได้ถึงเจตจำนงกระบี่ใน
ทิศทางนั้น” เหวยเสิ้งไม่สิ้นเปลืองวาจา ถือกระบี่ฟันขาม้า เดินตรงไปข้างหน้า เห็น
เช่นนี้ อีเจิ้งรีบติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
ทั้งสองคนเดินต่อไปได้เพียงครู่เดียว เหวยเสิ้งกลับหยุดชะงักค้างอย่างกะทันหัน
ประกายลิงโลดยินดีระเบิดขึ้นบนใบหน้า
“พี่ใหญ่เหวย มีเรื่องอันใด?” อีเจิ้งถามอย่างระมัดระวัง
เหวยเสิ้งไม่ตอบวาจามัน ดวงตาจ้องเขม็งไปยังม่านหมอกภูตที่อยู่เบื้องหน้า
ความลิงโลดยินดีบนใบหน้ายิ่งมายิ่งรุนแรง กระทั่งริมฝีปากยังสั่นระริก “เจตจำนง
กระบี่เพลิงธารา… … เจตจำนงกระบี่เพลิงธารา … …ศิษย์น้อง … …”
ลึกเข้าไปในม่านหมอกภูต เจตจำนงกระบี่เพลิงธาราปรากฏขึ้นอย่างเบาบาง แต่
สัมผัสได้ชัดเจน
เหวยเสิ้งชักกระบี่บินอย่างไม่รีรอลังเล มือหนึ่งคว้าอีเจิ้ง ทะยานขึ้นเหยียบกระบี่
ฟันขาม้า มันในยามนี้ต้องการงอกปีกสักหลายคู่ สูดลมหายใจลึก เร่งเร้ากระบี่บินด้วย
พลังทั้งหมดที่มี สาดพุ่งออกไปดุจดาวตก!
เชียนหลิวจ้องมองหกปัญหาศาสตร์อสูรที่อยู่ตรงหน้า สักครู่ให้หลัง ค่อยเงยหน้า
ขึ้นกล่าว “เด็กน้อยผู้นี้น่าเล่นอยู่บ้าง”
คนหน้าไฟถามอย่างสงสัยใจ “เป็นศาสตร์อสูรน้อยจริงๆ? เด็กน้อยสร้างสรรค์
โดยแท้! ข้าอยากรู้นักว่าเป็นยอดเหล่าซือท่านใด ที่สามารถอบรมสั่งสอนอสูรน้อยตัว
ประหลาดผู้นี้ออกมา” จากนั้นมันหัวร่อฮี่ฮี่ “คราวนี้การแสดงยิ่งน่าดูชมเข้าไปใหญ่
ศาสตร์อสูรน้อย ฮ่า นี่เป็นการตบหน้าฉาดใหญ่อย่างแท้จริง!ทั้งยังตบได้สะใจยิ่ง!”
เชียนหลิวไม่สนใจจะเข้าร่วมยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่นกับคนหน้าไฟ แต่หัน
กลับไปมองปัญหาศาสตร์อสูรน้อยอีกรอบ มันกระหายใคร่รู้ยิ่ง ว่าปัญหาอีกหกข้อที่
เหลือจะเป็นเช่นไร หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้มันอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง เช่นนั้นในยาม
นี้ หกปัญหาศาสตร์อสูรน้อยได้กระตุ้นความกระหายใคร่รู้ของมันขึ้นมาอย่างเต็มที่
แล้ว
“ศาสตร์อสูรน้อย… …” เชียนหลิวรำพึงเบาๆ ในใจขบคิดใคร่ครวญ
ในความทรงจำของมัน ในช่วงแปดร้อยปีมานี้ ไม่มีอสูรฟ้าตนใดที่มีลักษณะ
เฉพาะตัวเช่นนี้ หากจะมีอยู่บ้าง ก็ต้องย้อนไปไกลกว่านั้น นั่นเป็นช่วงมหาสงครามพัน
ปี บันทึกหลังจากนั้นสับสนวุ่นวายยิ่ง ทั้งยังเป็นยุคสมัยที่พวกมันเผ่าอสูรสูญเสีย
บันทึกไปมากที่สุด มีศาสตร์อสูรนับไม่ถ้วนและอสูรฟ้ามากมายที่ไม่สามารถตรวจสอบ
ยืนยันได้
“เจ้าจะครุ่นคิดอันใดมากมาย?” คนหน้าไฟกล่าวอย่างไม่แยแส “ไม่ว่าจะ
อย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าดูชมยิ่ง พวกเราเพียงแค่รอชมเท่านั้น หากเจ้าโชคดี อาจจะ
ได้ชมดูปัญหาหกข้อถัดไปจริงๆ ฮ่าฮ่า หวังว่าเหล่าเดรัจฉานน้อยนั้นจะพากเพียร
พยายามมากกว่านี้ อย่าทำให้ท่านปู่ผู้นี้ต้องผิดหวัง!”
เชียนหลิวนวดขมับอย่างอับจนปัญญา ด้วยเสียงโหวกเหวกหนวกหูของคนหน้า
ไฟ การขบคิดใคร่ครวญของมันถูกขัดจังหวะอย่างน่าเจ็บใจ
อย่างไรก็ตาม มันเห็นด้วยกับวาจาของคนหน้าไฟ
เรื่องนี้เพิ่งจะเปิดฉากขึ้นเท่านั้น การแสดงที่น่าดูชมยังไม่ได้ขึ้นเวทีด้วยซ้ า
ไม่ทราบเป็นผู้ใดเผยแพร่ข้อมูลออกไป แต่หกปัญหาทลายคุกแห่งกระดานหมาก
รุกสัตว์ร้ายแดนร้างแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ช่องข่าวอสูรที่สำคัญทั้งหมดกำลัง
ศึกษาหกปัญหาทลายคุกเหล่านี้ อสูรมากมายเมื่อแรกรับชมหกปัญหาทลายคุก พวก
มันรับไม่ได้อย่างรุนแรง อสูรหลายตนถึงกับกังขาว่าหกปัญหาทลายคุกนี้ไม่ใช่ของจริง
ปัญหาศาสตร์อสูรน้อย? น่าขบขันแทบตายแล้ว!
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่หยามเหยียดหรือผู้ที่อยากรู้อยากเห็น สิ่งที่อสูรทุกตนกระทำ
เป็นเรื่องแรกหลังจากได้ชมดูหกปัญหาทลายคุก ล้วนคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด
…นั่นคือพวกมันพยายามแก้ปัญหาเหล่านั้น
จากนั้นพวกมันค้นพบอย่างรวดเร็ว ว่าความคิดของพวกมันทั้งน่าหัวร่อ ทั้งไร้
เดียงสาถึงเพียงไหน
จนกระทั่งถึงยามนี้ บรรดาผู้ชมที่เบื่อหน่ายอยู่ด้านนอกสนามประลองในวันนั้น
ในที่สุดค่อยเข้าใจกระจ่าง ว่าศึกทลายคุกที่ดูเหมือนน่าเบื่อหน่าย แท้ที่จริงแล้วน่า
แตกตื่นสะท้านใจถึงเพียงไหน!
ศาสตร์อสูรน้อยเป็นรากฐานของศาสตร์อสูรทั้งมวล ไม่มีอสูรตนใดหรือตำหนัก
ศาสตร์อสูรที่ไหนจะคิดสงสัยเรื่องนี้ สำหรับการศึกษาค้นคว้าศาสตร์อสูรน้อย ในครั้ง
กระโน้นเป็นที่สนใจอยู่ในบรรดาตำหนักศาสตร์อสูรอยู่หลายปี ก่อนที่การศึกษาของ
พวกมันจะถูกตัดสินว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว เหล่าอสูรในช่วงเวลานั้นไม่ได้ดูแคลน
ศาสตร์อสูรน้อย ตรงกันข้าม พวกมันให้ความสำคัญกับศาสตร์อสูรน้อยเป็นที่สุด เนื่อง
เพราะเหตุนี้เอง พวกมันทุ่มเทความพยายามและลงทุนลงแรงอย่างเต็มที่ ศึกษาทุก
การเปลี่ยนแปลงของศาสตร์อสูรน้อยจนทะลุปรุโปร่ง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่มีการ
พัฒนาใหม่ๆ ในศาสตร์อสูรน้อยอีก บรรดาปราชญ์ของเผ่าอสูร จึงเริ่มหันไปให้ความ
สนใจกับศาสตร์อสูรระดับกลางและศาสตร์อสูรระดับสูง
หกปัญหาทลายคุกเปรียบประดุจก้อนหินหนักหกก้อน ถูกขว้างลงไปในบึงน้ าอัน
เงียบสงบ ก่อเกิดคลื่นลมมหึมา สาดซัดใส่ชายฝั่งไม่ขาดสาย
หกปัญหาศาสตร์อสูรน้อย เรียงตามลำดับจากง่ายไปหายาก สามข้อแรก
ง่ายดายยิ่ง ไม่ได้หลุดออกจากขอบเขตของศาสตร์อสูรน้อยในปัจจุบัน แต่นับจาก
ปัญหาข้อที่สี่เป็นต้นไป มันก็เกินกว่าขอบเขตความเข้าใจทั่วไปของศาสตร์อสูรน้อย
อย่างสิ้นเชิง
อันที่จริงไหวเกอเอ๋อร์สามารถแก้ปัญหาได้จนถึงข้อที่หก นับว่ามีฝีมือไม่เลวยิ่ง
มันอาศัยรากฐานอันมั่นคง แม้ว่าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ๆ ยังคง
สามารถใช้สติปัญญาอันโดดเด่น แก้ปัญหาได้สำเร็จจนถึงข้อที่ห้า
แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ มันก็ไม่มีปัญญาแก้ไขได้อีกต่อไป ในใจมันเต็มไปด้วย
ปัญหาข้อที่หก กินไม่ได้หลับไม่ลง ความคิดฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา
ส่วนบรรดาอสูรชั้นสูงอย่างเช่นเชียนหลิว กลับสามารถค้นพบวิถีทางสายใหม่
อย่างสมบูรณ์ จากหกปัญหาทลายคุกที่ยากขึ้นเรื่อยๆ นี้ วิถีทางใหม่นี้แตกต่างจาก
ความเข้าใจทั่วไปในศาสตร์อสูรน้อยของยุคนี้อย่างสิ้นเชิง การค้นพบนี้ทำให้พวกมัน
ลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง ทั้งยังกระหายใคร่รู้ยิ่ง สำหรับอสูรที่ฝึกปรือจนถึงขั้นสูงล้ า
เช่นพวกมัน ไหนเลยจะมีดวงตาอันตื้นเขินเช่นคนทั่วไปได้?
สำหรับตำหนักศาสตร์อสูรทั้งหลาย หกปัญหาทลายคุกศาสตร์อสูรน้อย
กลายเป็นหัวข้อที่พวกมันนิยมศึกษาเรียนรู้มากที่สุดในปัจจุบัน บรรดาเหล่าซือของ
ตำหนักศาสตร์อสูรพากันกระเหี้ยนกระหือรืออย่างเต็มที่ แต่ในไม่ช้า พวกมันก็ต้อง
หน้าคว่ าคะมำหงายกันถ้วนหน้า ด้วยเหตุนี้เอง ในตำหนักศาสตร์อสูรต่างๆ ‘กลุ่ม
ศึกษาค้นคว้าศาสตร์อสูรน้อย’ ก็ผุดขึ้นนับไม่ถ้วน ราวกับหน่อไม้ผุดขึ้นหลังจากวันฝน
ตก
คังเจ๋อยืนอยู่ที่มุมห้อง แทบไม่กล้าหายใจออกมา เหตุผลเรียบง่ายยิ่ง เนื่อง
เพราะในห้องเงียบเกินไป! มันเอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง ในใจพลุ่งพล่านเป็น
พายุโหม นี่จะต้องเป็นการประชุมหารือของสภาผู้อาวุโสที่เงียบสงัดที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ของตระกูลเป็นแน่
เหล่าผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจพากันขมวดคิ้วนิ่วหน้า ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
“ทุกคนมีความเห็นอย่างไร?” ผู้ที่กล่าววาจาคือประมุขตระกูล บิดาของคังเจ๋อ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคังเจ๋อมีบิดาเป็นประมุขตระกูล แต่ในห้องนี้ ย่อมไม่มีที่ทางให้มัน
นั่ง อันที่จริง หากมิใช่ว่าคังเจ๋อประสบความสำเร็จในการติดต่อเจรจากับจู่เหรินของ
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง มันกระทั่งคุณสมบัติเข้ามาในห้องนี้ยังไม่มี
“สมาพันธ์อัจฉริยะจะไม่ยอมเลิกรา” หนึ่งในผู้อาวุโสกล่าวอย่างลังเล “หาก
ล่วงเกินสมาพันธ์อัจฉริยะ สำหรับเราย่อมไม่เป็นผลดี”
“เรื่องนี้ผู้ใดก็ทราบ ยังต้องให้เจ้ากล่าวไร้สาระอีกหรือ?” อีกหนึ่งผู้อาวุโสไม่ได้
อยู่ในอารมณ์ที่ดี แค่นเสียงขัดคออย่างเย็นชา จากนั้นกล่าว “แต่อย่าลืมว่ามันล่วงรู้
ศาสตร์รอยแผลสีเทา!”
“นั่นเป็นเพียงคำพูดของมันฝ่ายเดียว อาจไม่เป็นความจริง”
ทั้งห้องตกลงสู่การถกเถียงวุ่นวายในบัดดล หลายคนตะโกนโต้ตอบ หลายคน
หน้าแดงคอพอง บางคนถลกแขนเสื้อเตรียมลงไม้ลงมือ คังเจ๋อระบายลมหายใจยาว
กลับรู้สึกผ่อนคลายลงกว่าเดิม
ประมุขตระกูลสุดจะทานทนอีกต่อไป ตวาดเสียงต่ าลึก “หยุด!”
เสียงเอะอะโวยวายค่อยสงบลงในที่สุด ประมุขตระกูลกวาดตามองไปด้านหนึ่ง
“ผู้อาวุโสสูงสุด ท่านมีความเห็นอย่างไร?”
“พวกเจ้าคงได้ชมดูหกปัญหาทลายคุกแล้วกระมัง?” ผู้อาวุโสสูงสุดลืมตาขึ้น สุ้ม
เสียงแหบแห้ง ถามคำถามที่คล้ายไม่เกี่ยวข้องกันออกมา
เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้าพร้อมกัน
“เช่นนั้นพวกเจ้ามีความเห็นอย่างไรกับหกปัญหาทลายคุก?” ผู้อาวุโสสูงสุดถาม
อย่างไม่อ้อมค้อม
“น่าสนใจอยู่บ้าง”
“ลึกล้ า”
“ไม่เหมือนผู้ใด”
บรรดาผู้อาวุโสตอบทีละคน
ทว่าผู้อาวุโสสูงสุดกลับสั่นศีรษะ รอจนทุกคนหยุดกล่าว มันค่อยเอ่ยปาก “ใน
ความเห็นของข้า หกปัญหานี้ จะเปิดมรรคาทางความคิดสายใหม่ให้แก่ศาสตร์อสูร!”
วาจานี้พอกล่าวออกมา คนอื่นๆ ก็แตกฮือ ไม่ว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึง ว่าผู้อาวุโสสูงสุด
จะมีความเห็นต่อหกปัญหาศาสตร์อสูรน้อยนี้อย่างสูงยิ่ง แต่ไม่มีผู้ใดกังขาในสายตา
ของผู้อาวุโสสูงสุด เนื่องเพราะการประเมินที่ถูกต้องแม่นยำนับครั้งไม่ถ้วนของมัน
เป็นข้อยืนยันว่าสายตาของผู้อาวุโสสูงสุดแม่นยำจนน่าสะพรึงกลัว
“พวกเรามีความสัมพันธ์กับสมาพันธ์อัจฉริยะหรือไม่?” ผู้อาวุโสสูงสุดถามสืบ
ต่ออย่างฉับพลัน
“ไม่มี” ผู้อาวุโสทั้งหมดสั่นศีรษะอย่างพร้อมเพรียง พวกมันอาจทรงพลังอำนาจ
ในท้องถิ่น แต่สำหรับพวกมัน สมาพันธ์อัจฉริยะก็สูงล้ าจนมิอาจเข้าถึง
“ในเมื่อไม่มีความสัมพันธ์ เกรงกลัวไปไยว่าจะล่วงเกินพวกมัน” ผู้อาวุโสสูงสุด
กล่าวเบาๆ แต่สายตาทรงอำนาจของมันแฝงด้วยประกายร้อนแรงสายหนึ่ง “ทุกคนที่
นั่งอยู่ในที่นี้ล้วนทราบกระจ่าง ว่าศาสตร์รอยแผลสีเทามีความหมายต่อเราเช่นไร ใน
โลกนี้ไม่มีผลประโยชน์ใดที่มาโดยได้เปล่า ไม่มีผลกำไรใดได้มาโดยไม่มีความเสี่ยง ทุก
คนล้วนเข้าใจดี”
ผู้อาวุโสสูงสุดผุดลุกขึ้นอย่างฉับพลัน “ทุกคนยังจดจำคำสาบานในยามที่พวก
เจ้าเข้าสู่สภาผู้อาวุโสได้หรือไม่?”
ผู้อาวุโสทั้งหมดตื่นเต้นฮึกเหิม ผุดลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง “ย่อมไม่กล้าลืม
เลือน!”
“พวกเราเฝ้ารอโอกาสนี้” ผู้อาวุโสสูงสุดกวาดตามองใบหน้าเหี่ยวย่นของผู้
อาวุโสทั้งหมด ทอดถอนหายใจยาว “รอมานานมากแล้ว!”