สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 364 พี่น้องพบหน้า
ยืนอยู่ท่ามกลางค่ายกลกระบี่ห้าธาตุ จั่วม่อเหงื่อไหลท่วมแผ่นหลัง
เปลวเพลิงเสมือนน้ าอันโปร่งใสเป็นประกาย ลุกโชนอย่างเงียบงันกลางอากาศ
เหนือค่ายกล ทางหนึ่งเป็นน้ าแข็งเย็นเยียบ อีกทางหนึ่งเป็นความร้อนสุดขั้ว สอง
สภาวะที่แตกต่างคนละสุดปลายสร้างเป็นสมดุลอันละเอียดอ่อน หลายคนเพิ่งเคยเห็น
เจตจำนงกระบี่เพลิงธาราของจั่วม่อเป็นครั้งแรก พวกมันมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นไม่
น้อย
ในความประทับใจของพวกมัน จั่วม่อยามต่อสู้ประจัญบาน ประหนึ่งสัตว์ร้าย
แดนร้างโบราณจอมอหังการตัวหนึ่ง โดยเฉพาะการโจมตีด้วยเรี่ยวแรงอันดุดัน
สะท้านขวัญวิญญาณผู้คน พวกมันทราบว่าจั่วม่อเคยเป็นเซียนกระบี่ แต่แทบไม่เคย
เห็นจั่วม่อใช้กระบี่บินมาก่อน
จั่วม่อไม่ได้ใช้กระบี่บินมาเป็นเวลานานแล้วจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก
ฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวา การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาร้ายกาจถึง
ที่สุด ไม่ว่าพลังหรือความเร็ว ล้วนแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลที่
สำคัญยิ่ง นั่นคือเจตจำนงกระบี่ของมันไม่มีความก้าวหน้ามากนัก มันก็ไม่ทราบเพราะ
เหตุใด หากฝึกปรือทักษะปิศาจหรือศาสตร์อสูร หนึ่งวันสามารถก้าวหน้ามากกว่าพัน
ลี้ แต่เมื่อฝึกปรือเพลงกระบี่ เพียงดีกว่าซิวเจ่อทั่วไปอยู่บ้างเท่านั้น มันค่อยๆ พบว่า
เพลงกระบี่เพลิงธาราไม่สามารถตอบสนองความพอใจของมันได้อีกต่อไป
สุดท้ายมันยกค่ายกลกระบี่ห้าธาตุให้แก่ค่ายจูเชวี่ย เพื่อใช้ในการฝึกปรือ
เจตจำนงกระบี่
แต่เมื่อมันพบว่าเซียนกระบี่ที่อยู่ในม่านหมอกภูตคลับคล้ายกับศิษย์พี่ใหญ่เหวย
เสิ้งเป็นอย่างยิ่ง มันก็รีบใช้ค่ายกลกระบี่ออกมาอย่างไม่ลังเล สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้
คือต้องหาทางส่งข่าวสารถึงศิษย์พี่ใหญ่ให้จงได้ มิเช่นนั้นภายในหมอกภูตมหาประลัย
นี้ หากพวกมันทั้งสองฝ่ายคลาดกันไป อาจไม่สามารถค้นหากันพบอีกเป็นครั้งที่สอง
นิมิตแห่งฟ้าดินที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ สมควรเป็นศิษย์พี่ใหญ่ฝ่าด่านบำเพ็ญเพียร
สำเร็จ
สมกับเป็นศิษย์พี่ใหญ่ พรสวรรค์เชิงกระบี่ของเหวยเสิ้ง เหนือล้ ากว่ามันไม่ใช่แค่
ขั้นสองขั้น
เจตจำนงกระบี่สุญตาที่ศิษย์พี่ใหญ่ปลดปล่อยออกมาระหว่างทะลวงด่าน ทำให้
มันฉุกใจคิด หากศิษย์พี่สามารถค้นพบเจตจำนงกระบี่ทางฝั่งมันได้เช่นกัน มิใช่ว่า
บรรลุผลในการติดต่อกับศิษย์พี่ใหญ่หรอกหรือ? ศิษย์พี่ใหญ่เพิ่งทะลวงด่านสำเร็จ
สมควรอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดทั้งร่างกายและจิตใจ จะต้องค้นพบเจตจำนงกระบี่ที่
ปลดปล่อยออกไปได้แน่
เพื่อที่จะปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่ให้รุนแรงที่สุด จั่วม่อถึงกับงัดค่ายกลกระบี่
ห้าธาตุซึ่งไม่ได้ใช้เป็นเวลานานออกมา ในค่ายกลกระบี่ห้าธาตุ ธาตุน้ าคือเพลงกระบี่
เพลิงธารา เหมาะสำหรับใช้ส่งสัญญาณให้แก่ศิษย์พี่ใหญ่เป็นที่สุด
เพลงกระบี่เพลิงธาราที่มันไม่ได้แตะต้องมานาน แรกเริ่มดูเหมือนยากจะควบคุม
บังคับกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่มันค่อยๆ เรียกคืนความรู้สึกอย่างรวดเร็ว
ภายใต้เจตจำนงกระบี่เพลิงธาราที่ปะทุอย่างเงียบเชียบและเย็นเยียบ แฝงไว้
ด้วยพลังอันรุนแรงประดุจคลื่นลับใต้น้ า จั่วม่อเร่งเร้าพลังปราณเข้าไปไม่หยุดยั้ง
กระบี่บินห้าเล่มเปล่งแสงเจิดจรัส เจตจำนงกระบี่ก็ทวีพลังขึ้นทุกขณะ เจตจำนงกระบี่
ของจั่วม่อแม้ไม่ได้พัฒนาไปมากนัก แต่พลังปราณกับฝีมือเชิงค่ายกลรุดหน้าก้าวไกล
กว่าเดิมมาก เมื่อมันทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมด เจตจำนงกระบี่ก็พลันใหญ่โตรุนแรงขึ้นใน
บัดดล
พลังปราณถูกผลาญไปด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก สีหน้าของจั่วม่อ
ค่อยๆ เผยแววเต็มฝืนออกมา
คนอื่นๆ เฝ้ามองอย่างกระหายใคร่รู้ ชมดูจั่วม่อตั้งค่ายกลกระบี่และร่ายเคล็ด
วิชากระบี่ แต่พวกมันไม่ทราบว่าจั่วม่อมีจุดประสงค์ใด
เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น เสียงกู่แผ่วจางพลันดังสะท้อนออกมาจากส่วนลึก
ของหมอกภูต ประดุจกังวานจากขอบฟ้าแสนไกล เสียงกู่นี้อ่อนจางยิ่ง แต่ทุกคนที่อยู่
ที่นี่ไม่มีผู้ใดอ่อนแอ สามารถได้ยินเสียงอย่างชัดเจน พวกมันพากันตื่นตัวอย่างฉับพลัน
สีหน้าท่าทีระมัดระวังขึ้นมา
เสียงกู่ยิ่งมายิ่งดังขึ้นทุกขณะ เริ่มกรีดแหลมโหยหวน เพียงสองอึดใจให้หลัง สุ้ม
เสียงพลันแปรเปลี่ยนไป กลับกลายเป็นกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำราม ใกล้เข้ามาด้วย
ระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ!
เซี่ยซานกับม้าฝานหน้าซีดเผือด ไม่รอให้พวกมันทันได้มีปฏิกิริยาใด เซียนกระบี่
ผู้หนึ่งเหินทะยานบนกระบี่บิน ทะลวงออกมาจากอากาศธาตุ หยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าพวก
มัน
เซียนกระบี่จ้องมองจั่วม่อในค่ายกลกระบี่เขม็งนิ่ง
เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง!
หมอกภูตด้านหลังมันแตกระเบิดออกสองฟากข้างโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
ภายใต้เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลก เห็นช่องกว้างตรงแน่วปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
ราวกับว่าหมอกภูตเปิดออกเป็นถนนสายหนึ่ง
กระแสลมกระโชกอย่างรุนแรง แต่ร่างของเซียนกระบี่ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่
น้อย
หนึ่งอึดใจให้หลัง
วู้ม!
หมอกภูตราวกับหิมะถล่มทลาย ติดตามมาทางด้านหลังเซียนกระบี่เป็นทางยาว
หลายสิบลี้
กระแสลมตามหลังรุนแรงกระไรปานนี้!
จิตวิญญาณการต่อสู้ของทุกคนแทบพังทลายลงทันที ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยซานผู้เป็น
จินตัน หรือม้าฝานที่บรรลุเจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์ หรือซู่หลงที่เชื่อมั่นในอาวุธ
คู่กายของตน จิตใจอันเข้มแข็งดุจหินผาของพวกมันแตกร้าวไม่เหลือชิ้นดี
คนมาถึงก่อน เสียงกู่เพิ่งจะตามมาทีหลัง ลำพังระดับความเร็วนี้ก็น่าแตกตื่น
สะท้านโลกแล้ว!
“ศิษย์น้องใช่หรือไม่?”
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
สุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกและความลิงโลดยินดี ร้องขึ้นพร้อมกัน
เหวยเสิ้งเหินลงมาจากกระบี่บิน หยุดยืนตรงหน้าจั่วม่อ โยนอีเจิ้งไว้ที่ด้านข้าง
เพ่งมองอยู่อึดใจหนึ่ง ค่อยกล่าวด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า “รูปโฉมนี้ดูสบายตากว่าเมื่อก่อน
มาก” หลินเชียนเคยให้มันชมดูม้วนหยกภาพมายาที่บันทึกรูปโฉมใหม่ของจั่วม่อ แต่นี่
เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นใบหน้าใหม่ของศิษย์น้องด้วยตาตัวเอง ใบหน้าที่อยู่ใกล้ๆ นี้
แปลกตาไม่น้อย แต่เหวยเสิ้งสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย ทำให้มันอดยิ้ม
กว้างไม่ได้
จั่วม่อรู้สึกลำคอตีบตัน จมูกแสบร้อน แทบหลั่งน้ าตาออกมา
เหวยเสิ้งตบไหล่จั่วม่อ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เราพี่น้องได้พบกันอีกครั้ง
นับเป็นเรื่องดีงาม อย่าได้พิรี้พิไรดุจอิสตรีแล้ว”
“ศิษย์พี่ใหญ่ประเมินข้าต่ าเกินไปแล้ว” รอยยิ้มของเหวยเสิ้งคล้ายแพร่ระบาด
ได้ จั่วม่อยืดอก แสร้งทำท่าเป็นวีรบุรุษอันยิ่งใหญ่
สองศิษย์พี่น้องสบตากันวูบ เห็นเค้าความเบิกบานใจในดวงตาอีกฝ่าย ต้อง
แหงนหน้าหัวร่อประสานเสียงดังกระหึ่ม
ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าพวกมันจะพบพานกันอีกครั้งในสถานที่เยี่ยงนี้ ความสุข
หรรษาของการพบหน้าเหนือกว่าทุกสิ่ง กระทั่งหมอกภูตสุดแสนอันตราย ยามนี้ยังดู
น่าใกล้ชิดสนิทสนมยิ่ง พวกมันรู้สึกไม่ห่วงกังวลแม้แต่น้อย
ขอเพียงมีพวกมันพี่น้อง ต่อให้เป็นนรกโลกันตร์ก็หาหวั่นไม่!
สถานการณ์สู้รบที่แนวหน้ามีแนวโน้มจะเข้าสู่เสถียรภาพ มหานครนภาโลหิตใน
ที่สุดถูกอสูรปิศาจยึดครองอย่างสมบูรณ์ หลายพันปีมานี้ อาณาจักรแห่งนี้ไม่ต่างจาก
สนามหลังบ้านของซิวเจ่อ สถานที่ที่พวกมันเอาไว้ไล่ล่าอสูรปิศาจ บัดนี้ถูกทัพอสูรและ
ทัพปิศาจแบ่งกันยึดครองอย่างสิ้นเชิง
นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของอสูรปิศาจในรอบหลายพันปี
มู่ซีทอดตามองมหานครนภาโลหิตที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ นางเต็มไปด้วย
ความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น ว่าทัพอสูรปิศาจจะต้องเป็นผู้กำชัยในสงครามขั้นสุดท้าย
ไม่ว่ามองไปยังที่ใด ก็พบเห็นต้นไม้อสูรสงครามมากมายเหลือคณานับเติบโตเป็นผืน
ป่าไพศาล ในอากาศเต็มไปด้วยพิษร้ายที่ปลดปล่อยออกมาจากดอกม่านถัวอเวจีที่
ราบสูง (ดอกลำโพง) ต่อให้เป็นซิวเจ่อด่านจินตัน หากประมาทเผอเรอสักเล็กน้อย
ปล่อยให้พลังปราณของพวกมันสัมผัสถูกพิษร้ายเหล่านี้ ยังเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
เห็นพืชหญ้าอันตรายจำนวนมาก แทบจะปกคลุมพื้นที่ว่างทั้งหมด สำหรับซิว
เจ่อ ที่นี่คือบึงโคลนแห่งความตายอย่างแท้จริง หากพวกมันเข้ามา จะไม่สามารถกลับ
ออกไปอีกเป็นครั้งที่สอง แต่สำหรับเผ่าอสูรของพวกนาง ที่นี่พวกมันมีเปรียบอย่าง
ที่สุด ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสู้รบของพวกมันหลายเท่า
ว่ากันว่าสภาผู้อาวุโสยังเชิญต้าเหรินอสูรฟ้าบางท่าน ออกมาช่วยหนุนเสริมแนว
ป้องกันของมหานครนภาโลหิตอีกชั้นหนึ่ง เมื่อถึงเวลานั้น มหานครนภาโลหิตย่อม
ยากที่จะถูกตีแตกได้อีก
ส่วนในเขตที่เผ่าปิศาจครอบครอง พวกมันกำลังเปลี่ยนพื้นที่ ทำการเพาะเมล็ด
พันธุ์ให้เป็นทะเลเลี้ยงปิศาจ
เมื่อทะเลเลี้ยงปิศาจเติบโตอย่างสมบูรณ์ จะกลายเป็นปราการป้องกันตาม
ธรรมชาติที่ยากจะข้ามผ่าน
ในความเห็นของมู่ซี หากอสูรปิศาจสามารถวางแนวป้องกันในมหานครนภา
โลหิตเสร็จสิ้นสมบูรณ์ อสูรปิศาจจะตั้งอยู่ในสถานะไม่แพ้พ่าย สามารถช่วงชิงเป็น
ฝ่ายรุก
นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามจนถึงตอนนี้ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของสภาผู้อาวุโส
ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง มีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม เหตุที่สามารถดำเนินการได้
อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ ต้องยกความดีความชอบให้แก่การโจมตีอันฉับไวอย่างคาดไม่
ถึงของพวกมัน ความสุขสงบอันยาวนานนับพันปี ส่งผลให้เหล่าซิวเจ่อระดับสูงของ
บรรดาสำนักใหญ่เกิดอาการเฉื่อยชาจนเกือบเป็นอัมพาต ดังนั้นในการต่อสู้โรมรัน
รอบนี้ เหล่าซิวเจ่อไม่ทันตอบโต้ มีปฏิกิริยาล่าช้าไปมาก ต้องประสบความปราชัย
อย่างต่อเนื่อง
หลังจากนี้สงครามจะเข้าสู่ระยะคุมเชิง ตรึงกันและกันไว้โดยไม่ยอมอ่อนข้อ นี่
เป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายและน่าเศร้า มู่ซีย่อมไม่กล้าดูแคลนซิวเจ่อ มองจากภายนอก
ทัพอสูรกวาดพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน แต่นางทราบดีว่าคู่ต่อสู้ที่พวกนางพบพานมาจนถึง
ยามนี้ เป็นเพียงสำนักรอบนอกของซิวเจ่อเท่านั้น นางพลันหวนนึกถึงบุรุษหนุ่มที่
เรียกว่าหลินเชียนกับซิวเจ่อยอดฝีมือภายใต้การควบคุมของมัน
หลินเชียนผู้นั้นกอรปด้วยท่วงท่าสภาวะเยี่ยงแม่ทัพบัญชาการศึก ทั้งยังสามารถ
ระบุความเป็นมาของนางได้ในประโยคเดียว สิ่งที่ทำให้นางตื่นตะลึงมากที่สุด คือการ
ที่มันเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีความสามารถทัดเทียมกับนาง
ฝ่ายซิวเจ่อยังมีแม่ทัพบัญชาการศึกเช่นหลินเชียนอีกมากมายเท่าใด?
นางไม่อาจทราบได้
บรรดาระดับสูงในภพอสูร ย่อมไม่มีใครคิดว่าพวกมันสามารถเอาชัยได้อย่าง
ง่ายดาย ควรทราบซิวเจ่อเป็นฝ่ายได้ชัยในมหาสงครามพันปี ครอบครองทรัพยากร
มากมายสุดประมาณ ผนวกกับการพัฒนาต่อเนื่องหลายพันปี ความลึกล้ าที่แท้จริง
ของซิวเจ่อสิ้นสุดที่ใด ไม่มีผู้ใดทราบ
ดังนั้นก่อนเปิดฉากสงคราม ทุกผู้คนเตรียมการสำหรับการต่อสู้อย่างหนัก แต่
กลับประสบชัยอย่างง่ายดายเกินคาด ง่ายดายเสียจนนางนึกห่วงกังวลขึ้นมา ว่าชัย
ชนะต่อเนื่องจะเป็นเหตุให้ผู้อาวุโสบางส่วนบังเกิดความเชื่อมั่นลำพองมากเกินไป
เรื่องนี้ไม่ใช่ว่านางห่วงกังวลเกินเหตุ ในมหานครนภาโลหิตไม่กี่วันมานี้ บางครั้ง
นางได้ยินอสูรนักรบหนุ่มสาวรวมกลุ่มกัน เรียกร้องให้กองทัพชิงรุดหน้าต่อไป สถานที่
แห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ตื่นเต้นและรุนแรง หลายคนค่อยๆ เผยวี่แววสูญเสียการ
ควบคุมอารมณ์ออกมา เป็นเหตุให้พวกมันหลงลืมการขบคิดใคร่ครวญ ควรทราบว่า
ในสงครามหลังจากนี้ หากพวกมันพึ่งพาแนวป้องกันอันเข้มแข็งในมหานครนภาโลหิต
เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้เป็นเครื่องบดเนื้อ จะสามารถบั่นทอนกำลังของเหล่าซิวเจ่อได้
อย่างมาก และเมื่อศึกขั้นสุดท้ายมาถึง ทัพอสูรจะครอบครองความมีเปรียบอันยิ่งใหญ่
แต่หากพวกมันชิงเป็นฝ่ายบุกจู่โจม ละทิ้งข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของ
ปราการป้องกันตามธรรมชาติในมหานครนภาโลหิต แทนที่จะเป็นฝ่ายมีเปรียบ พวก
มันกลับจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกระทำ
อย่างไรก็ตาม นางทราบดีว่าคำพูดของนางมีน้ าหนักน้อยนิดสักเท่าใด ได้แต่เก็บ
ความกังวลไว้เพียงลำพัง
บางทีนางอาจจะวิตกกังวลเกินเหตุไปกระมัง นางเยาะหยันตัวเองในใจ
บุรุษกลางคนไหนเลยจะครุ่นคิดลึกซึ้งเท่ามู่ซี ฉากอันฮึกเหิมวุ่นวายที่อยู่ตรงหน้า
ทำให้มันโลหิตในกายเดือดพล่าน เต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ แต่มันเป็นรองผู้
บัญชาการของมู่ซีมานาน คุ้นเคยกับมู่ซีไม่น้อย พอเห็นสีหน้านาง อดถามอย่างใคร่รู้
ไม่ได้ “ต้าเหรินครุ่นคิดอันใด?”
“ไม่มีใด” มู่ซีสั่นศีรษะ
สังเกตเห็นมู่ซีอารมณ์ไม่ดีนัก บุรุษกลางคนสับสนงุนงงอยู่บ้าง แต่มันเป็นบุคคล
อันชาญฉลาด ไม่ได้ซักไซ้มากความ รีบหันเหหัวเรื่องไปอีกทาง กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า
“ต้าเหรินทราบหรือไม่? เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น!”
“เรื่องใหญ่โตอันใด?” มู่ซีย้อนถามอย่างไม่ค่อยสนใจนัก
“นภาจรัสวารีไพศาลถูกทำลายแล้ว คุกใหม่เรียกว่ากระดานหมากรุกสัตว์ร้าย
แดนร้าง” บุรุษกลางคนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อ้อ” มู่ซีอัศจรรย์ใจอยู่บ้าง นางย่อมต้องรู้จักนภาจรัสวารีไพศาล แม้ว่านางจะ
เป็นแม่ทัพบัญชาการศึก ฝีมือในศาสตร์อสูรทั่วไปของนางธรรมดาสามัญยิ่ง แต่นาง
ยังคงทราบเรื่องราวเกี่ยวกับนภาจรัสวารีไพศาล ศึกทลายคุกของคุกชั้นที่หนึ่งครั้ง
สุดท้าย มิทราบตั้งกี่ปีล่วงมาแล้ว?
เห็นมู่ซีในที่สุดค่อยมีสีหน้าสนอกสนใจ บุรุษกลางคนอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย รีบ
เล่าว่า “ว่ากันว่าศึกทลายคุกครั้งนี้มีประจักษ์พยานมากมายได้เห็นกับตา การสู้รบ
ดุเดือดรุนแรงยิ่ง แต่สุดท้ายบุรุษหนุ่มลึกลับเป็นฝ่ายได้ชัย แต่เรื่องนี้กลับเพิ่งเริ่มต้น
ขึ้นเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ท้าทาย
สมาพันธ์อัจฉริยะ”
“มีคนลอบก่อกวนเรื่องราว” มู่ซีเลิกคิ้วเรียวงาม
“ผู้น้อยก็คิดเช่นนั้น” บุรุษกลางคนกล่าวสืบต่อ “แต่บุรุษหนุ่มไม่ได้ออกมา
ปฏิเสธ ต้าเหริน นิสัยใจคอของสมาพันธ์อัจฉริยะ ท่านย่อมทราบกระจ่างดี”
“ทระนงถือดี” มู่ซีโพล่งออกมาอย่างไม่ลังเล นางพลันนึกถึงน้องชายของนางที่
ได้ชื่อว่าอัจฉริยะผู้หนึ่ง แน่นอนว่ามันก็เป็นสมาชิกของสมาพันธ์อัจฉริยะเช่นกัน ทาง
ตระกูลตั้งความหวังไว้กับมันไม่น้อย
“ต้าเหรินเห็นซึ้งกระจ่างอย่างแท้จริง” บุรุษกลางคนกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ดังนั้น
สมาพันธ์อัจฉริยะไหนเลยจะยอมเลิกรา? พวกมันรวบรวมผู้คน ตกลงใจทำลาย
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างให้จงได้”
“ศึกทลายคุกสมควรไม่ได้เปิดศึกขึ้นโดยง่าย”
“นั่นก็ใช่แล้ว แต่สมาพันธ์อัจฉริยะนับว่าไม่ขาดแคลนอัจฉริยะโดยแท้ หนึ่งใน
ผู้ดูแลของพวกมันกลับเปิดศึกทลายคุกได้จริงๆ”
“จากนั้นเล่า?” มู่ซีถามอย่างใคร่รู้ ความกระหายของนางเผยออกมาอย่าง
ชัดเจน
“ในศึกทลายคุก สนามประลองกลับเรียกร้องให้ผู้ดูแลของสมาพันธ์อัจฉริยะ
แก้ปัญหาในเวลาที่กำหนด เป็นสิบสองปัญหาศาสตร์อสูร ตอนแรกเริ่ม ผู้ดูแลผู้นี้มี
ช่วงเวลาที่ราบรื่น แต่มันติดอยู่ที่ปัญหาข้อที่หก จวบจนถึงตอนสุดท้าย มันยังไม่
สามารถแก้ปัญหาทลายคุกข้อนี้ได้สำเร็จ”
“น่าเสียดายนัก” มู่ซีจุปากเบาๆ แต่สุ้มเสียงไม่ได้มีร่องรอยของความเสียดาย
แม้แต่น้อย
“ผู้ดูแลนี้เมื่อกลับออกมาจากสนามประลอง มันเขียนปัญหาทั้งหกข้อออกมา
เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วภพอสูร”
“หกปัญหาศาสตร์อสูรเหล่านั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับศาสตร์อสูรประเภทใด?” มู่
ซีความรู้สึกเฉียบไวยิ่ง
บุรุษกลางคนสีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง “ปัญหาศาสตร์อสูรน้อย”
“ศาสตร์อสูรน้อย?” มู่ซีใบหน้าทอแววตื่นตะลึง จากนั้นสีหน้ากลายเป็นแปลก
ประหลาด นางสามารถจินตนาการได้ชัดเจน ว่ายามที่บรรดาอัจฉริยะเหล่านั้นเห็นหก
ปัญหาศาสตร์อสูรน้อย พวกมันจะมีสีหน้าเยี่ยงไร
“ปัญหาทั้งหกข้อนี้ถูกเรียกขานว่า หกปัญหาทลายคุก แม้ว่าพวกมันเป็นปัญหา
ศาสตร์อสูรน้อย แต่ล้วนยากยิ่ง มิหนำซ้ ายังเป็นมุมมองใหม่ หลุดออกจากขอบเขต
ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดช่วยเปิดมรรคาแห่งความคิดสายใหม่อย่างแท้จริง” บุรุษ
กลางคนกล่าวอย่างเครียดขรึม
มู่ซีผงกศีรษะ นางเข้าใจความยากลำบากนี้ดี
“คาดไม่ถึงว่าเมื่อวานนี้ เรื่องนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ขึ้นมาอีก” บุรุษ
กลางคนสีหน้ากลับเป็นแปลกพิกลอีกครา