สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 366 อีเจิ้งแห่งวัดมหาพุทธะ
จั่วม่อลืมตาขึ้น รู้สึกปวดศีรษะแทบระเบิด ค่อยนึกขึ้นได้ในที่สุด ว่ามันกับศิษย์
พี่ร่ าดื่มตลอดทั้งคืน ดูเหมือนว่าจะเมามายจนสติแตก ทั้งร้องเพลงและเต้นรำ มันไม่รู้
ด้วยซ้ าว่าสุดท้ายพวกมันล้มตัวลงนอนได้อย่างไร
มันดิ้นรนลุกขึ้น เดินออกจากห้อง ด้านนอกยังคงสลัวมัวหม่นด้วยสายหมอก
ไม่ไกลออกไปนัก เซี่ยซานกำลังขอรับคำชี้แนะจากเหวยเสิ้งอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
มันฟังไปฟังไป บางครั้งพยักหน้ารัวๆ เชื่อฟังประดุจลูกสมุนผู้หนึ่ง จั่วม่อแย้มมุมปาก
หัวร่อฮี่ฮี่โดยไร้เสียง ต้องเป็นเพราะนิมิตแห่งฟ้าดินของศิษย์พี่ ที่ขู่ขวัญเซี่ยซานจน
ขวัญหนีดีฝ่อ
จั่วม่อไม่ได้รบกวนพวกมัน แต่เดินเรื่อยเปื่อยไปทางหนึ่ง เรือขนส่งทาสทั้งห้าลำ
แยกออกจากกัน เรียงรายเป็นวงล้อมรอบค่ายที่ตั้งอยู่ด้านใน
เมื่อจู่ๆ เพิ่มสมาชิกสุดแกร่งผู้หนึ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน ขวัญกำลังใจของทุกคน
พุ่งทะยานขึ้น พวกมันยิ่งทุ่มเทความพยายามในการฝึกปรือของแต่ละวันมากกว่าเดิม
นิมิตแห่งฟ้าดินเมื่อยามที่เหวยเสิ้งฝ่าด่านจินตัน ไม่ได้ขู่ขวัญเฉพาะเซี่ยซานผู้เดียว
อาเหวินพอฟื้นคืนสติ หวนนึกถึงว่ากับแค่สัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนเดียว ถึงกับ
บีบคั้นมันเข้าสู่ตาจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าต้าเหริน อาเหวินสลดหดหู่ยิ่ง
นับตั้งแต่รุ่งเช้าวันถัดมา มันก็เริ่มวิ่งพล่านไปรอบๆ ค่าย หวังว่าจะพบพานสัตว์ร้าย
วิญญาณภูตตนอื่น เอามาเซ่นคมหอกเพื่อปลอบประโลมจิตใจ เห็นเช่นนั้น เจ้าตัวคลั่ง
สงครามอย่างสือผิ่นมีหรือจะยอมน้อยหน้า คอยเกาะติดอาเหวินไปอย่างกระชั้นชิด
กลายเป็นคู่หูคู่แข่งที่ยุ่งวุ่นวายที่สุดในค่าย
เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยคอยเอาศีรษะดันอากุ่ยอย่างรักใคร่สนิทสนม อากุ่ยที่
แข็งทื่อเป็นท่อนไม้บางครั้งก็จะตอบสนอง และทุกครั้งที่เกิดขึ้น เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิง
น้อยจะตื่นเต้นยินดียิ่ง ส่งเสียงร้องแหลมใสระริกไม่ขาดหู นกโง่เชิดหน้าสูงจนน่า
หวาดเสียวว่าจะคอหัก พลางเยื้องย่างด้วยฝีเท้านกอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่เดินผ่าน
ด้านข้างจั่วม่อไปด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่แม้กระทั่งจะชายตามองจั่วม่อสักแวบ ไม่
ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อในใจเต็มไปด้วยความอบอุ่น อารมณ์ของมันสดใสดุจ
แสงแดดอุ่นละมุน ร่าเริงสดชื่นอย่างน่าประหลาด กระทั่งท้องนภาสีโลหิตยังดูเหมือน
น่าสนิทชิดเชื้อขึ้นมาอย่างฉับพลัน
มันพลันนึกถึงสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่อาเหวินสังหาร ทิ้งกรงเล็บกับเม็ดไข่มุกไว้
เบื้องหลัง รีบนำพวกมันออกมาชมดู กรงเล็บแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ดำสนิทเงางาม
ส่วนที่เป็นเล็บคมกล้าเป็นพิเศษ มันทดลองกรีดเบาๆ บนพื้น ถึงกับสร้างรอยลึกห้า
รอยอย่างง่ายดาย ด้วยสายตาของจั่วม่อยังไม่อาจแยกแยะได้ว่ากรงเล็บข้างนี้สมควร
จัดเป็นวัตถุดิบชนิดใด
“นี่คือศาสตราภูตหนักหน่วง หาได้ยากยิ่ง เป็นศาสตราวุธตามธรรมชาติ
ประเภทหนึ่ง ศาสตราภูตหนักหน่วงที่คุณภาพดีเลิศถึงเพียงนี้ ข้าก็เพิ่งเคยพบเห็นเป็น
ครั้งแรก เด็กเหลือขอเจ้ามีโชควาสนาไม่เลวเลยจริงๆ มีเพียงดินแดนภูตทมิฬที่ถูกปิด
ตายมานับหมื่นๆ ปีเช่นนี้ จึงสามารถให้กำเนิดสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่ทรงพลังถึงเพียง
นี้ จนกลายมาเป็นศาสตราภูตหนักหน่วงที่ดีเลิศ”
ผูเยาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
จั่วม่อทดลองสะบัดกรงเล็บไปมาเบาๆ รู้สึกไม่ถนัดมือเอาเสียเลย กล่าวว่า “สิ่ง
นี้สมควรแลกเป็นจิงสือจำนวนมากได้!”
ผูเยาผู้กำลังเต็มไปด้วยอารมณ์สะทกสะท้อน ถึงกับหยุดหายใจไปวูบหนึ่ง เส้น
เลือดเขียวปูดโปนบนขมับเต้นตุบๆ แต่ยังฝืนระงับอารมณ์ “นี่ไม่ใช่อาวุธของซิวเจ่อ
มันเป็นอาวุธของอสูร”
จั่วม่อพอฟังต้องผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง หมดความสนใจในทันที สินค้าที่ไม่อาจ
แลกเป็นจิงสือ จะนับว่าดีได้อย่างไร? มันมีลูกสมุนจำนวนมากที่ฝึกปรือทักษะปิศาจ
แต่ไม่มีผู้ใดฝึกปรือศาสตร์อสูร ฮะ? รอประเดี๋ยว มันพลันนึกถึงบรรดาทาสบุปผาใน
ค่ายเว่ย พวกมันไม่ใช่ว่าฝึกปรือศาสตร์อสูรหรอกหรือ?
“พวกมันไม่สามารถใช้ได้” ผูเยาในที่สุดได้เรียนรู้ถึงความเบิกบานใจในการ
ทำลายความหวังของจั่วม่อ ทั้งยังไม่ลืมตอกย้ าว่า “สิ่งที่พวกมันฝึกปรือคือศาสตร์อสูร
บุปผาร่วมสัมพันธ์ อาวุธของพวกมันก็ไม่ใช่อื่นใด คือบรรดาบุปผาปราณบนร่างของ
พวกมันนั่นเอง อ้อ ที่จริงพวกมันเวลานี้สมควรเรียกว่าอสูรบุปผา ไม่ใช่ทาสบุปผาอีก
ต่อไป ศาสตราภูตหนักหน่วงเป็นอาวุธอันดุร้ายกระหายเลือด ไม่ใช่สิ่งที่อสูรทั่วไปจะ
สามารถใช้ได้”
ไม่สามารถแลกเป็นจิงสือ ลูกสมุนของมันไม่มีผู้ใดใช้ได้ กระทั่งอสูรทั่วไปยังไม่มี
ปัญญาใช้งาน… …
นี่ไม่ใช่เศษขยะหรอกหรือ?
โดยไม่กล่าวคำใด จั่วม่อโยนกรงเล็บเข้าไปในแหวน แล้วหันมาหยิบไข่มุกขึ้นดู
“ฮะ นี่เป็นของดี!” จั่วม่อคึกคักขึ้นมาทันที มันไม่ค่อยเข้าใจศาสตราภูตหนัก
หน่วงอันใด แต่กับไข่มุกนี้มันรู้จักดี
วิญญาณภูตทั่วไปยังมีแหล่งกำเนิดวิญญาณอยู่ในตัว แล้วสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
ไหนเลยจะไม่มีอยู่เช่นกัน? ไข่มุกนี้เป็นแก่นแกนของพวกมัน ภายในเม็ดไข่มุกเป็น
แก่นฐานกำเนิดวิญญาณที่บริสุทธิ์ยิ่ง ทั้งยังจำนวนมากมายมหาศาล อัดรวมกันเป็น
เม็ดไข่มุกเล็กๆ จั่วม่อเมื่อขบคิดก็เข้าใจ สัตว์ร้ายวิญญาณภูตเหล่านี้ถือกำเนิดจาก
วิญญาณภูต พวกมันกลืนกินวิญญาณภูตอื่นๆ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง กว่าจะ
กลายเป็นสัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนหนึ่ง เกรงว่าต้องสังเวยด้วยวิญญาณภูตอย่างน้อย
นับแสนตน สัตว์ร้ายวิญญาณภูตมีสติปัญญาขั้นต้น และอาศัยสัญชาตญาณ เข้าใจวิธี
ฝึกปรือบำเพ็ญเพียรด้วยพลังงานภูตทมิฬ
สนามรบโบราณกาลแห่งนี้ไม่มีผู้ใดรบกวนมาเป็นเวลานับหมื่นปี วิญญาณภูตที่
เกิดขึ้นที่นี่ มีประสบการณ์เข่นฆ่าสังหารที่โหดร้ายที่สุด เป็นที่คาดคำนวณได้ว่าดวง
วิญญาณของพวกมันจะแข็งแกร่งถึงเพียงไหน
จั่วม่อพลันพบว่า ‘การตกปลา’ ที่พวกมันภาคภูมิใจนักหนาก่อนหน้านี้ ที่แท้
ด้อยประสิทธิภาพและโง่เขลาเพียงใด… …
หางตามันบังเอิญเหลือบเห็นกงซุนชาผ่านเข้ามา ร่างมันพลันหายวับ ปรากฏขึ้น
ข้างกายกงซุนชา ไม่รอให้กงซุนชาตั้งสติ จั่วม่อรีบยัดไข่มุกเม็ดนั้นเข้าไปในปากกงซุน
ชาทันควัน
พอดีเป็นช่วงที่กงซุนชาเผอเรอ จู่ๆ ก็โดนเล่นงานอย่างไม่ทันตั้งตัว มันตาเหลือก
ถลน เพียงชั่วอึดใจเดียว ใบหน้าเอียงอายของแม่นางน้อยที่เดิมทีขาวซีด พลันกลับ
กลายเป็นแดงฉานอย่างสมบูรณ์
กงซุนชาแดงเถือกไปทั้งร่างอย่างรวดเร็ว มันชี้นิ้วสั่นระริกไปยังจั่วม่อ แต่ไม่มี
ปัญญากล่าวคำใด
ถึงตอนนี้มันถลึงตากลมกว้างกว่าเดิม จากนั้นรีบวิ่งแจ้นจากไปทันที
“ฮ่าฮ่า!”
เสียงจั่วม่อหัวร่ออย่างไร้ปราณีดังไล่หลัง
ศาสตราภูตหนักหน่วงใช้การไม่ได้ แต่ไข่มุกแก่นแกนภูตสามารถใช้เล่นงานแม่
นางน้อยคราหนึ่ง จั่วม่อรู้สึกไม่มีเรื่องราวให้กระทำอีก กองคาราวานหยุดพักผ่อนที่นี่
ชั่วคราว จากคำบอกเล่าของศิษย์พี่ใหญ่ จั่วม่อค่อยทราบว่าขนาดของหมอกภูตผืนนี้
ยังกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าที่มันจินตนานาการเอาไว้มาก ผู้คนพื้นเมืองที่มันคิดเอาไว้
ในทีแรก ก็กลับกลายเป็นศิษย์พี่ใหญ่ไป ดังนั้นยามนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเดินทาง
รุดหน้าเข้าไปอีก
“วิญญาณทองคำ! เจ้าใช่หลงลืมวิญญาณทองคำไปแล้วหรือไม่?” ผูเยาสะกิด
เตือนอย่างอดรนทนไม่ได้
จั่วม่อตบหน้าผากแปะ ใช่แล้ว มันหลงลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร
อีเจิ้งยิ่งมายิ่งตื่นตะลึง มันแม้ไม่ใช่ศิษย์เอกของวัดมหาพุทธะ แต่ความรู้พื้นฐาน
ทั่วไปมิได้ขาดตกบกพร่อง วัดมหาพุทธะเป็นสำนักที่เข้มแข็งในอาณาจักรของพวกมัน
แต่… …
มันกวาดสายตามองเหล่าซิวเจ่อที่คร่ าเคร่งฝึกปรืออย่างหนักหน่วง แม้ว่ามัน
ไม่ได้เพิ่งพบเห็นคนเหล่านี้เป็นครั้งแรก ในใจยังอดสะท้านสะเทือนไม่ได้ ซิวเจ่อเหล่านี้
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรไม่สูงส่งเท่าใด พลังบำเพ็ญเพียรด่านหนิงม่ายของพวกมันคู่คี่
ก้ ากึ่งกับศิษย์ทั่วไปในวัดของมัน แต่หากศิษย์ของวัดมันปะทะกับคนกลุ่มนี้ เกรงว่า
พวกมันกระทั่งกระดูกยังไม่มีเหลือ!
กลิ่นอายฆ่าฟัน!
กลิ่นอายฆ่าฟันที่ทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน ยอดฝีมือ! คำนี้จู่ๆ ก็กระโดดออกมาใน
หัวใจมัน มีเพียงเหล่ายอดฝีมือที่ผ่านการเข่นฆ่าอาบเลือดมานับร้อยนับพันครั้ง จึง
สามารถรวมรั้งกลิ่นอายฆ่าฟันอันเข้มข้นถึงเพียงนี้
ที่วัดของมันก็มีทหารนักบวชที่เป็นกองทัพยอดฝีมือเช่นกัน มันเคยพบทหาร
เหล่านั้นมาก่อน ทหารนักบวชเหล่านั้นพลังฝีมือส่วนบุคคลหาได้สูงล้ าอันใด แต่พวก
มันร้ายกาจเพียงใด มีแต่ต้องต่อสู้กับพวกมันจึงสามารถล่วงรู้ได้ พวกมันดุดันอำมหิต
ต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต ไม่ใส่ใจอาการบาดเจ็บ อีเจิ้งกระทั่งเคยถูกทหารนักบวชที่พลัง
บำเพ็ญเพียรต่ าต้อยกว่ามัน ปราบพิชิตโดยสิ้นเชิง ในการประลองระหว่างห้าต่อห้า
พวกมันกระทั่งไม่อาจยืนหยัดได้ถึงยี่สิบอึดใจด้วยซ้ า ก่อนจะถูกบดขยี้อย่างราบคาบ
หากมิใช่ว่าเป็นการประลองในสำนัก พวกมันคงทอดกายเป็นซากศพไปแต่แรก
“ศิษย์พี่ท่านนี้ ขอคารวะ”
สุ้มเสียงอบอุ่นอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลัง
อีเจิ้งหัวใจโลดขึ้น หันขวับมาทันที ใบหน้ากลายเป็นปิติยินดีทันควัน มันกำลัง
เผชิญหน้ากับเซียนวรยุทธ์ผู้หนึ่ง กองกำลังนี้ที่แท้มีเซียนวรยุทธ์ด้วย!อีเจิ้งเพ่งมองอีก
ฝ่ายอย่างระมัดระวัง ผู้อื่นแม้ไม่ได้สวมกาสาวพัสตร์ แต่กลิ่นอายของนักบวชเซนไม่
สามารถเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นได้ มันพลันรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก
รีบประณมมือคารวะตอบ “ภิกษุน้อยคารวะศิษย์พี่!”
“ผู้น้องเรียกว่าจงหยู ศิษย์พี่ท่านหากมีเรื่องราวใด สามารถมาหาข้าได้โดยตรง”
จงหยูมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่บนใบหน้า
อีเจิ้งลอบอัศจรรย์ใจไม่น้อย พลังบำเพ็ญเพียรของผู้อื่นหาได้อ่อนด้อยกว่ามันไม่
นักบวชเซนมุ่งเน้นจิตแห่งเซนสำคัญที่สุด มันแย้มยิ้มเล็กน้อยเช่นกัน ค้อมกายคารวะ
ต่ าลึก “ศิษย์พี่เกรงอกเกรงใจเกินไปแล้ว ผู้น้องฝีมือต่ าต้อย ทั้งยังพลัดหลงและอับจน
หนทาง ต้องรบกวนศิษย์พี่ดูแลข้าด้วย”
“ทุกคนล้วนตกอยู่ในแดนอันตรายเฉกเช่นเดียวกัน สมควรช่วยเหลือซึ่งกันและ
กันอยู่แล้ว” จงหยูแย้มยิ้มพลางโบกมือ “ไฉนเราไม่ไปสนทนากันต่อที่ห้องของผู้น้อง
ศิษย์พี่หากมีคำถามใด จะได้ปรึกษาหารือกัน”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!” อีเจิ้งรีบตอบรับ
มันติดตามอยู่ด้านหลังจงหยู บางครั้งเดินผ่านซิวเจ่อ พวกมันพากันคารวะ
ทักทายจงหยูไปตลอดทาง อีเจิ้งลอบครุ่นคิด ในกองกำลังนี้ดูเหมือนศิษย์พี่จงหยูจะมี
สถานะสูงส่งไม่น้อย
ห้องพักของจงหยูเรียบง่ายสมถะยิ่ง นอกเหนือจากฟูกสมาธิสองผืน ก็ไม่มีสิ่งอื่น
ใดอีก
“สถานที่ซอมซ่อ เป็นที่น่าหัวร่อแล้ว” จงหยูกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ใช่ ไม่ใช่! สถานที่ของศิษย์พี่ดียิ่ง เหมาะสมเป็นที่สุดสำหรับมรรคาจิตแห่ง
เซนอันสุขสงบ ผู้น้องนับถือเลื่อมใสนัก” อีเจิ้งรีบกล่าว
จงหยูยิ้มน้อยๆ “ศิษย์พี่มาจากสำนักใด? ก่อนหน้านี้ท่านฝึกปรือจากที่ใด?”
อีเจิ้งในใจลอบครุ่นคิด นี่จึงเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของอีกฝ่าย มันตอบว่า
“ภิกษุน้อยเป็นศิษย์ของวัดมหาพุทธะ ก่อนหน้านี้เคยฝึกปรืออยู่บนภูเขาอารามเหอ”
“วัดมหาพุทธะ?” จงหยูทวนคำอย่างครุ่นคิด ทันใดนั้นพลันฉุกคิดถึงบางสิ่ง
บางอย่าง ถามอย่างตื่นตะลึง “วัดมหาพุทธะแห่งอาณาจักรทะเลวิหาร?”
“ศิษย์พี่รู้จักวัดอันต่ าต้อยของผู้น้องด้วย?” อีเจิ้งพอเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของผู้อื่น
ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย เมื่อถึงตอนนี้มันค่อยตระหนักว่า ความตื่น
ตะลึงจากทุกสิ่งที่ได้พบเห็น ในช่วงหนึ่งวันหนึ่งคืนมานี้ ทำให้มันรู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว
“ฮ่าฮ่า บันทึกเซนมหาพุทธะแห่งวัดศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เป็นหนึ่งในแปดบันทึก
เซนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งดินแดนเสวียนคง ชื่อเสียงกระเดื่องดังไปทั่วโลก ผู้น้องแม้เป็น
กบในบ่อที่ไม่รู้ความ แต่ยังคงรู้จักวัดมหาพุทธะอันสง่างาม”
อีเจิ้งไม่ได้รู้สึกภาคภูมิลำพองแต่อย่างใด หากเป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายกล่าวมา
จงหยูสมควรไม่มีทีท่าสบายๆ เช่นนี้ ในใจมันสั่นไหววูบหนึ่ง “ศิษย์พี่เป็นศิษย์สำนัก
ใด?”
จงหยูพลันมีสีหน้าหวนรำลึก กล่าวด้วยรอยยิ้ม “กล่าวถึงเรื่องนี้ หวังว่าศิษย์พี่
อย่าได้หัวร่อเยาะ ผู้น้องไม่มีอาจารย์อย่างเป็นทางการ เพียงพบพานผู้มีพระคุณใน
อดีต นับเป็นอาจารย์ครึ่งหนึ่ง เนื่องเพราะท่านถ่ายทอดเวทวิชานักบวชเซนขั้น
พื้นฐานให้”
อีเจิ้งไม่เชื่อถือเรื่องนี้ พลังบำเพ็ญเพียรของจงหยูหาได้อ่อนด้อยกว่ามันไม่ พลัง
จิตแห่งเซนยังถึงกับลึกล้ ายิ่งกว่า การร่ าเรียนเวทวิชาประเภทอื่นอาจมีหนทางลัด แต่
ไม่ใช่จิตแห่งเซน แม้ว่าเป็นเพียงพื้นฐานที่สุด แต่ไม่มีทางลัดแม้แต่น้อย พลังปราณ
ของจงหยูแทบไม่ปรากฏระลอกผันผวน ทั้งลึกล้ าและมั่นคงดุจห้วงมหาสมุทร จิตแห่ง
เซนของมันเห็นได้ชัดว่าสูงล้ ายิ่ง
เห็นสีหน้าของอีเจิ้ง จงหยูก็ทราบว่าอีกฝ่ายขบคิดอันใด แต่มันไม่คิดอธิบาย
“ศิษย์พี่มาจากดินแดนเสวียนคง พวกเรามาจากดินแดนคุนหลุน ห่างกันหลายพัน
หลายหมื่นลี้ แต่กลับมาพบพานกันในสนามรบโบราณ นับเป็นโชควาสนา ชะตากรรม
ต้องกันโดยแท้”
อีเจิ้งพยักหน้า “คำพูดของศิษย์พี่กล่าวได้ดียิ่ง!” มันในที่สุดเชื่อถือวาจาของอีก
ฝ่าย นักบวชเซนแทบทั้งหมดรวมตัวกันอยู่ในดินแดนเสวียนคง ดินแดนคุนหลุนเป็นที่
รู้จักกันในเรื่องเซียนกระบี่ ไม่เคยได้ยินว่ามีวัดนักบวชเซนขนาดใหญ่มาก่อน
ยิ่งเพ่งมองอย่างละเอียด มันพบว่าจงหยูแม้มีพลังบำเพ็ญเซียนวิถีเซนลึกล้ า แต่
สามารถมองเห็นร่องรอยของกาลเวลาและความลำบากตรากตรำที่หว่างคิ้ว เห็นได้ชัด
ว่าเผชิญความทุกข์ยากในการบำเพ็ญเพียรไม่น้อย นักบวชเซนที่เป็นศิษย์วัดใหญ่แม้
ไม่ชมชอบความหรูหราฟุ้งเฟ้อ แต่ไม่เคยต้องกังวลเรื่องวัตถุดิบทรัพยากร สามารถ
ผ่อนคลายจิตใจ มุ่งมั่นฝึกปรือวิถีเซน สำหรับพวกมันแล้ว ช่วงเวลาอันยากลำบาก
นับว่าหาได้ยากยิ่ง
ทันใดนั้น มันพลันฉุกคิดถึง ‘สนามรบโบราณ’ ที่จงหยูเพิ่งกล่าวถึง อดถามไม่ได้
“เมื่อครู่ท่านบอกว่าที่นี่เป็นสนามรบโบราณใช่หรือไม่?”
“อา พวกเราเข้ามาจากชายขอบรอบนอก พบเห็นซากศพโครงกระดูกมากมาย
มหาศาลมาตลอดทาง แต่มันยาวนานเกินไป พวกมันพอสัมผัสถูกก็สลายไป ต้าเหริน
บอกว่าที่นี่เป็นสนามรบโบราณอายุเก่าแก่นับหมื่นๆ ปี” เมื่อต่างฝ่ายต่างร่วมชะตา
กรรม จงหยูก็ไม่คิดปิดบังเรื่องนี้
“นับหมื่นๆ ปี?” อีเจิ้งสะท้านขึ้นทั้งร่าง สีหน้าแปรเปลี่ยน ทวนคำซ้ าๆ “นับ
หมื่นๆ ปี… …สนามรบโบราณ… … สนามรบโบราณ… …”
วัดมหาพุทธะเป็นหนึ่งในแปดวัดยิ่งใหญ่ มีประวัติยาวนานนับปีไม่ถ้วน มิหนำซ้ า
ในวัดมีบันทึกมากมาย มันพยายามครุ่นคิดทบทวน นึกหาบันทึกที่ใกล้เคียงกับ
เรื่องราวตรงหน้า
เห็นอีเจิ้งจมลงไปในภวังค์ความคิดอันลึกล้ า จงหยูก็ไม่เร่งรัดมัน เพียงเฝ้ารอ
อย่างอดทน
หลายอึดใจให้หลัง อีเจิ้งทันใดนั้นพึมพำเสียงแหบต่ า “เป็นไปได้หรือไม่ … …
เป็นไปได้หรือไม่ … …”
ในดวงตามันปรากฏเค้าความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างลึกล้ า