สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 372 วิญญาณทองคำ
“ใช่ขอรับ ต้าเหริน” คังเจ๋อเริ่มคุ้นชินกับอารมณ์ของจั่วม่อ “นี่เป็นวิธีที่สะดวก
และน่าเชื่อถือมากที่สุด ข้อมูลข่าวสารที่ต้าเหรินต้องการ ฟังดูคล้ายไม่ธรรมดาเป็น
อย่างยิ่ง พวกเราเองก็ไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้แม้แต่น้อย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็
ยกเรื่องราวให้อสูรที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ไปจัดการเสียเลย เราเพียงแค่ต้องตั้งเงิน
รางวัลให้เหมาะสม ที่สามารถทำให้พวกมันหวั่นไหวใจ พวกมันย่อมต้องตั้งหน้าตั้งตา
สืบหาข้อมูลข่าวสารที่ต้าเหรินต้องการอย่างสุดความสามารถ”
ข้อเสนอของคังเจ๋อทำให้จั่วม่อหวั่นไหวใจขึ้นมา “ข้าต้องไปที่ใดเพื่อเสนอเงิน
รางวัล?”
“ท่านสามารถไปยังตลาดอสูร แต่หากเป็นการตั้งภารกิจที่ยากขึ้น ท่านจะต้อง
ไปยังตลาดอสูรของเมืองที่ใหญ่กว่า” คังเจ๋ออธิบาย
“เช่นนั้นเจ้าไปยังเมืองใหญ่ที่สุดให้แก่ข้า ข้ารับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายเอง” จั่วม่
อกล่าวอย่างไม่ลังเล
คังเจ๋อมีสีหน้ายุ่งยากใจขึ้นมาทันที
“มีปัญหาใด?” จั่วม่อถามอย่างงุนงง
“ต้าเหรินอาจไม่ทราบ แต่การไปยังเมืองใหญ่เหล่านี้มีข้อกำหนดที่เข้มงวด
ระดับชั้นอสูรของข้าไม่สูงพอ ดังนั้นข้าไม่สามารถ… …” คังเจ๋อในใจครุ่นคิด ต้าเหริน
กระทั่งเรื่องนี้ยังไม่ทราบ? หรือว่าต้าเหรินเป็นอสูรเร้นกายที่ใช้ชีวิตอยู่กลางป่าลึกมา
โดยตลอด?
“ระดับชั้นอสูร? นั่นมันตัวอะไร?” จั่วม่อไม่เข้าใจ
จริงดังคาด คังเจ๋อยิ่งเชื่อมั่นในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้น ไม่น่าแปลกใจ
ที่ต้าเหรินมีพฤติการณ์แปลกประหลาดไม่เหมือนผู้ใด มันครุ่นคิดพลางอธิบายอย่าง
อดทน “ต้าเหริน ระดับชั้นอสูรเป็นรอยประทับพิเศษที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ระบุตัวตน
ของอสูรผู้หนึ่ง ทุกๆ เมืองจะมีค่ายกลขนาดใหญ่ชุดหนึ่ง หากไม่สามารถบรรลุพลัง
บำเพ็ญเพียรถึงระดับชั้นที่กำหนด จะไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้ ยิ่งเป็นเมืองที่
เจริญรุ่งเรืองมากเท่าใด ยิ่งต้องการระดับชั้นอสูรสูงส่งขึ้นเท่านั้น”
จั่วม่อสนอกสนใจยิ่ง “เช่นนั้นมิใช่ว่าคนทั้งเมืองล้วนเป็นยอดฝีมือหรือไร? พวก
มันไม่ต้องการคนทำงานทั่วไปหรือ หรือว่าพวกมันกระทำทุกอย่างด้วยตัวเอง?”
“ประตูเหล่านี้ใช้สำหรับอสูรที่สัญจรผ่านไปมาโดยตรง สำหรับคนในพื้นที่
สามารถเข้าออกได้ตามต้องการ คนในพื้นที่ของสถานที่เหล่านั้นส่วนใหญ่มีพลัง
บำเพ็ญเพียรไม่สูงนัก แต่รอยประทับระดับชั้นอสูรของพวกมันเป็นอีกประเภทหนึ่ง
การควบคุมจัดการรอยประทับระดับชั้นอสูรในพื้นที่นั้นเข้มงวดกวดขันเป็นที่สุด ไม่
สามารถปลอมแปลงได้”
“ยุ่งยากถึงเพียงนี้?” จั่วม่อรู้สึกว่าปัญหานี้ยากจะแก้ไขอยู่บ้าง ถามต่อไปว่า
“เช่นนั้นสามารถเพิ่มระดับชั้นอสูรด้วยวิธีใด?”
“มีหลายวิธี อย่างเช่นการรับรองพลังอำนาจ ด้วยความแข็งแกร่งของต้าเหริน
ท่านเพียงแค่ต้องไปยังหน่วยงานประเมินอสูร และเข้ารับการประเมินพลังอำนาจ ต้า
เหรินจะต้องได้รับระดับชั้นอสูรที่ดีเป็นแน่ นอกเหนือจากนี้ ท่านสามารถใช้วิธีเพิ่ม
ความดีความชอบของท่าน ทุกเมืองมักมีภารกิจและความต้องการของตน หากท่าน
สามารถตอบสนองความต้องการของพวกมัน ท่านจะได้รับแต้มความดีความชอบที่
เหมาะสมกับภารกิจ เมื่อสั่งสมแต้มความดีความชอบได้ถึงระดับที่กำหนด จะได้รับ
อนุญาตให้เข้าไปในเมืองนั้นได้เอง”
จั่วม่อกล่าวตามตรงว่า “ข้าไม่สะดวกไปด้วยตัวเอง สามารถจ้างวานอสูรที่มี
ระดับชั้นอสูรสูงส่งไปแทนได้หรือไม่?”
“เกรงว่านั่นอาจจะยากยิ่ง” คังเจ๋อสั่นศีรษะพลางกล่าว “อสูรที่มีระดับชั้นอสูร
สูงๆ มักจะอาศัยอยู่ในเมืองที่ใหญ่กว่าเหล่านั้น ยิ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้นเท่าใด จะยิ่งมี
สภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเท่านั้น อย่างเช่นบ่อลมแม่น้ า ภูเขาชัยชนะ ล้วนเป็นสถานที่
ศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงกระเดื่องดัง แม้ว่าจะยากที่จะอยู่รอดในเมืองใหญ่ก็ตาม แต่พวก
มันก็ไม่อยากกลับออกมาอีก เนื่องเพราะอัตราความรุดหน้าในสถานที่เหล่านั้นรวดเร็ว
กว่ามาก”
“เจ้ามีระดับชั้นอสูรเท่าใด?” จั่วม่อถาม
“ระดับสอง” คังเจ๋ออับอายเล็กน้อย
จั่วม่อหันไปถามหนานเยว่ “แล้วเจ้าเล่า?”
“ระดับสองเช่นกัน” หนานเยว่กลับเปิดเผยกว่า
“ทั้งหมดมีกี่ระดับชั้น?”
“ยี่สิบสี่” คังเจ๋อขบคิดเล็กน้อย จากนั้นกล่าว “ต้าเหริน หรือบางทีท่านอาจขึ้น
ไปยังคุกที่สูงกว่านี้ดู ว่ากันว่าที่นั่นก็มีสถานที่ที่คล้ายตลาดอสูรอยู่ด้วยเช่นกัน
ลูกพี่ลูกน้องของข้าผู้หนึ่งเคยไปที่คุกชั้นสาม และเคยเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง”
จั่วม่อผงกศีรษะรับ กล่าวว่า “นับแต่วันนี้ไป ข้าจะเริ่มถ่ายทอดศาสตร์รอยแผล
สีเทาให้แก่เจ้า”
“ขอบคุณต้าเหริน!” คังเจ๋อคึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันตา มันรีบพลิกหงายฝ่ามือ
เห็นลูกกลมสีทองลูกหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ มันประคองเสนอออกมาอย่างนอบน้อม
“พลังจิตสำนึกของผู้น้อยอ่อนแอเกินไป หนึ่งครั้งสามารถพกพาวิญญาณทองคำเข้ามา
ได้เพียงหนึ่งดวง ต่อไปยามเข้ามาแต่ละครั้ง ผู้น้อยจะนำวิญญาณทองคำมาด้วยทุก
ครั้ง”
“นี่คือวิญญาณทองคำ?” จั่วม่อยื่นมือรับวิญญาณทองคำอย่างสนใจใคร่รู้
วิญญาณทองคำดูคล้ายก้อนเมฆสีทองขนาดเท่าฝ่ามือ กลุ่มแสงที่คล้ายมีคล้าย
ไม่มีสว่างอยู่ในมือ เฉกเช่นมีชีวิต สั่นไหวเป็นระลอกเบาๆ จั่วม่อสามารถรู้สึกถึงพลัง
ชีวิตสุดแกร่งกร้าวได้อย่างชัดเจน!
ทันใดนั้น ถ้อยมนตราเก่าแก่โบราณและลึกล้ าเปล่งออกมาจากปากของจั่วม่อ
ไม่ว่าหนานเยว่กับคังเจ๋อจะพยายามเงี่ยหูฟังสักเท่าใด พวกมันก็ไม่สามารถจับถ้อยคำ
ได้ชัดเจน สุ้มเสียงนั้นพร่าเลือนและเลื่อนลอย ประหนึ่งแว่วออกมาจากส่วนลึกของ
พื้นโลก
ด้วยระดับความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า ก้อนเมฆ
แปรเปลี่ยนเป็นบ่อน้ าสีทองเล็กๆ กลิ่นอายชีวิตทันใดนั้นยิ่งทวีความรุนแรงมากกว่า
เดิม
ปัง!
บ่อน้ าสีทองพลันแตกระเบิด เปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอกสีทองขนาดเท่ากำมือ
ท่ามกลางเสียงร่ายมนตราอันลึกล้ าคล้ายมีคล้ายไม่มี กลุ่มหมอกสีทองห่อหุ้มร่างของ
จั่วม่ออย่างเงียบเชียบ ประดุจหยาดน้ าซึมลงไปในผืนทรายที่แห้งผากมายาวนาน เข้า
สู่ร่างกายที่สร้างขึ้นจากจิตสำนึกของจั่วม่อ ไม่หลงเหลือแม้แต่หยดเดียว
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ เห็นผูเยาทั้งร่างถูกปกคลุมอยู่ในชั้นแสงสีทอง
จางๆ นั่งขัดสมาธิท่าดอกบัวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
กลิ่นอายพลังชีวิตอันทรงอำนาจ ท่วมท้นอยู่ในทุกซอกทุกมุมของทะเลแห่ง
จิตสำนึก พลังที่รั่วไหลออกมาจากการดูดซับของผูเยา ทั้งหมดถูกทะเลแห่งจิตสำนึก
ของจั่วม่อดูดกลืนเข้าไป จั่วม่อรู้สึกแช่มชื่นสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก
“สิ่งที่ยอดเยี่ยมโดยแท้!” จั่วม่ออุทานด้วยความกระหายที่ยังไม่สลายคลาย มัน
มองผูเยาที่อยู่ในห้วงฌาน อดสั่นศีรษะอย่างยิ้มแย้มไม่ได้ เจ้าผู้นี้ใจร้อนยิ่ง ไม่อาจอด
ใจรอแม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม เห็นได้ว่าวิญญาณทองคำมีความสำคัญกับมันเป็นที่สุด
จั่วม่อไม่ได้รบกวนผูเยา ล่าถอยออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก
คังเจ๋อความเคารพเทิดทูนเพิ่มพูนขึ้นอีกอักโข เสียงร่ายมนตราอันลึกล้ าคล้ายมี
คล้ายไม่มีที่จั่วม่อร่ายออกมา มันไม่เข้าใจแม้แต่น้อย แต่ทำให้มันหวนนึกถึงบางคำพูด
ที่ท่านปู่เคยกล่าวกับมันโดยไม่ตั้งใจ ตระกูลคังเฝ้าอารักขาต้นไม้ทองคำมานานกว่า
สามพันปี ความรู้ความเข้าใจในเรื่องต้นไม้ทองคำของพวกมันลึกล้ ากว่าอสูรทั่วไปมาก
คังเจ๋อล่วงรู้แทบทุกตำนานที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ทองคำ
แต่วิธีการดูดกลืนวิญญาณทองคำของต้าเหริน แตกต่างจากทุกวิธีการที่สืบทอด
กันมาในตระกูลของมันอย่างสิ้นเชิง
ยอดคนผู้บำเพ็ญเพียรจากป่าลึก ผู้ครอบครองมรดกจากอดีตกาล… …
คังเจ๋อค่อยๆ วาดภาพตัวตนของจั่วม่อขึ้นในใจมันทีละน้อย
ขณะที่คังเจ๋อกำลังครุ่นคิดเหลวไหลไร้สาระ จั่วม่อหันไปสอบถามหนานเยว่
“แล้วเจ้าเล่า ระยะนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าไขปัญหาข้อที่หกได้แล้ว” หนานเยว่ตอบอย่างเคร่งขรึม
“อา นับว่าก้าวหน้าไม่เลว” จั่วม่อตกใจอยู่บ้าง อัตราความรุดหน้าของหนาน
เยว่รวดเร็วกว่าที่มันคิดไว้เสียอีก ดูเหมือนว่าระหว่างนี้แม่นางน้อยนี้ทุ่มเทความมานะ
บากบั่นไม่น้อย สิ่งที่มันไม่รู้ก็คือหนานเยว่ทุ่มเทฝึกปรือโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน นาง
ลอบจดจำความรู้สึกผิดจากคราวก่อนเอาไว้มั่น ดังนั้นโหมฝึกปรือตลอดทั้งวันทั้งคืน มี
เวลาเมื่อใดเป็นต้องฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร
รากฐานของนางไม่อาจเรียกได้ว่าดี พรสวรรค์แต่กำเนิดยิ่งไม่โดดเด่น แต่นาง
เป็นคนแรกที่เข้ามาติดต่อและซึมซับวิธีคิดของจั่วม่อ อันที่จริง นับตั้งแต่ที่หกปัญหา
ทลายคุกถูกเผยแพร่ออกมา นางก็พยายามแก้ปัญหาเหล่านั้นเช่นกัน แต่เทียบกับอสูร
อื่น นางได้รับแนวทางความคิดมาจากจั่วม่อโดยตรง ย่อมสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
ง่ายดายกว่า นางแก้ปัญหาสำเร็จถึงข้อที่สี่อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นนางก็ติดค้าง
อยู่ตรงนั้นเอง
รากฐานอันอ่อนด้อยของนางส่งผลกระทบในตอนนี้ หยุดยั้งนางจากการรุดหน้า
ต่อไป แต่หนานเยว่ไม่โง่งม นางรู้ตัวทันที ทั้งยังรู้วิธีแก้ไขตามสัญชาตญาณ นางหวน
นึกถึงวิธีการอันทื่อด้านที่ต้าเหรินเคยบอกกับนาง …แยกสลายศาสตร์อสูรทุกอย่างที่
ขวางหน้า!
นางแล่นเข้าไปในกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างจริงๆ บุกไปตามกระดาน
หมากรุก ตะลุยแยกสลายไปทีละช่องตารางๆ ซ้ าๆ ซากๆ อยู่เช่นนั้น
แยกสลายกระดานหมากรุก ถูกขับออกจากคุก ฟื้นฟูพลังจิตสำนึก แล้วเข้าไปยัง
กระดานหมากรุก เริ่มแยสลายอย่างบ้าคลั่งอีกหน… …
นางกระทำซ้ าซากอยู่เช่นนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่กล้าหย่อนยานแม้แต่
น้อย ทุกครั้งที่นางหมดเรี่ยวแรงจนคิดจะยอมแพ้ นางจะคอยย้ าเตือนตัวเอง ว่านี่เป็น
เพียงโอกาสเดียวที่นางมี
เพื่อตระกูล เพื่อเหล่าพี่น้องร่วมตระกูล นางแพ้ไม่ได้!
เมื่อจั่วม่อรับฟังหนานเยว่เล่าเรื่องการฝึกปรือในแต่ละวันของนางจนจบ มองสี
หน้าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของนาง ความนิยมชมชื่นในดวงตามันเพิ่มมากขึ้น คังเจ๋อที่
ด้านข้างก็มีสีหน้านับถือเลื่อมใสสุดหัวใจ มันเองเป็นประจักษ์พยานการฝึกปรืออย่าง
บ้าคลั่งของหนานเยว่ด้วยสายตาตัวเอง พวกมันล้วนอยู่ในวัยเดียวกัน แต่ความมานะ
บากบั่นนี้ ก็เพียงพอให้มันต้องอับอายจนแทบแทรกแผ่นดิน
จั่วม่อให้กำลังใจหนานเยว่ “วิธีการนี้อาจดูทื่อด้านโง่งม แต่ก็เคยให้กำเนิดอสูร
ฟ้าผู้หนึ่งมาแล้ว”
คังเจ๋อใจสั่นสะท้าน เบื้องหลังวาจานี้ของต้าเหริน มีหลายแง่มุมให้ต้อง
ใคร่ครวญ
หนานเยว่กลับไม่คิดมาก ผงกศีรษะรับคำอย่างเอาจริงเอาจัง
“รากฐานเป็นเรื่องของความมานะบากบั่น ยิ่งยืนหยัดฝึกปรือได้มากเท่าไร ยิ่ง
เป็นประโยชน์มากเท่านั้น” จั่วม่อสรุปทิ้งท้าย จากนั้นกล่าว “นับแต่วันนี้ไป เจ้า
สามารถเริ่มฝึกปรือศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้เช่นกัน อย่าได้เกียจคร้าน”
“ทราบแล้ว ต้าเหริน!” หนานเยว่รับคำอย่างหนักแน่น
จั่วม่อเริ่มถ่ายทอดสองยอดวิชาที่หายสาบสูญไปหลายพันปี สุดยอดศาสตร์อสูร
ได้หวนคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงในยามนี้เอง
หลังจากร้องขออนุญาตจากจั่วม่อ คังเจ๋อรีบร่ายศาสตร์อสูรบันทึกภาพทันที
เผื่อไว้ในกรณีที่มันจดจำไม่ได้ทั้งหมด มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นคนบาปของตระกูลไป
ทันทีที่เริ่มถ่ายทอดไปไม่กี่ประโยค มันก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก ร่างสั่นระริก ใน
ทรวงอกตีบตันไปหมด แทบคิดร่ าไห้ออกมา
ศาสตร์รอยแผลสีเทา! เป็นศาสตร์รอยแผลสีเทาจริงๆ! หลังจากสูญหายไปสาม
พันปี ศาสตร์รอยแผลสีเทากำลังจะได้เห็นแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณอีกครั้ง!
เทียบกับความลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่งของคังเจ๋อแล้ว หนานเยว่กลับสงบเยือก
เย็นกว่ามาก เกียรติภูมิดั้งเดิมของตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้เป็นเรื่องห่างไกล
เกินไปสำหรับนาง นางหวังเพียงแค่ว่าจะสามารถบรรลุความต้องการของต้าเหริน
เพื่อสามารถติดตามต้าเหริน และยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องร่วมตระกูลให้ดีขึ้น
เท่านั้น
“ต้าเหริน ข้าสามารถสอนศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ให้แก่พี่น้องร่วมตระกูล
หรือไม่?” หนานเยว่ถามอย่างรอบคอบ
“แน่นอน นี่เป็นยอดวิชาประจำตระกูลของเจ้าแต่แรกแล้ว” จั่วม่อตอบด้วย
รอยยิ้ม
หลังจากถ่ายทอดวิชาเสร็จสิ้น จั่วม่อไม่ได้รบกวนพวกมันอีก นี่เป็นช่วงเวลาที่ดี
ที่สุดสำหรับพวกมันที่จะทำการแยกแยะจัดเรียง จั่วม่อนั่งลง เริ่มพิจารณาสองยอด
วิชานี้ด้วย ศาสตร์รอยแผลสีเทากับศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้อยู่ในมือมันมา
ช่วงหนึ่งแล้ว แต่มันไม่ได้มีเวลาจะตรวจดู ยามนี้จึงสบโอกาสเสียที
ศาสตร์อสูรทั้งสองวิชามีแง่มุมเฉพาะตัวของพวกมัน
จนถึงตอนนี้จั่วม่อได้เห็นศาสตร์อสูรมามากมาย เพียงมองปราดเดียวก็สามารถ
แยกแยะดีไม่ดีได้อย่างรวดเร็ว ศาสตร์รอยแผลสีเทาเป็นยอดวิชาภาพมายาสังหารที่
เดินไปในแนวทางผิดธรรมดา วิธีคิดแปลกพิสดารเป็นพิเศษ จั่วม่อต้องอ่านอยู่ถึงสาม
รอบกว่าจะเข้าใจอยู่บ้าง ส่วนศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้มีข้อกำหนดเข้มงวดยิ่ง
กว่า หากมิใช่คนในตระกูลอสูรเถิง (ต้นไม้พวกเครือเถา) เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกปรือ
สำเร็จ จุดสำคัญอยู่ที่อสูรเถิงสามารถสร้างลูกเกาทัณฑ์เครือเถาม่วง และเมื่อสำเร็จ
ศาสตร์อสูรทั้งชุด จึงสามารถร่ายวิชาออกมาได้อย่างต่อเนื่อง
หลังจากศึกษาศาสตร์อสูรทั้งสองชุดจนปรุโปร่ง คำถามที่เคยสงสัยหลายข้อก็
หายไปเกือบหมด ไม่น่าแปลกใจที่อสูรแต่ละตระกูลมีมรดกของตัวเอง ศาสตร์อสูรที่
สืบทอดกันมานี้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเหมาะสมกับพลังและสายเลือด
เฉพาะของแต่ละตระกูลเป็นที่สุด ต่อให้ศาสตร์อสูรเหล่านี้ไปตกอยู่ในมือของอสูรอื่น
ยังคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่โต เนื่องเพราะผู้อื่นไม่สามารถฝึกปรือสำเร็จ แม้ว่าอาจฝืน
ฝึกปรือได้บ้าง ก็ไม่อาจแสดงพลังขั้นสุดยอดของศาสตร์อสูรออกมาได้
แต่หากศาสตร์อสูรอันเป็นมรดกของตระกูลหายสาบสูญไป สำหรับตระกูลแล้ว
นั่นเท่ากับถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงตรงจุดตายเลยทีเดียว
สำหรับจั่วม่อ สองยอดวิชาศาสตร์อสูรนี้แทบไม่มีประโยชน์อันใด ถึงตอนนี้มัน
ค่อยเข้าใจพลังที่แท้จริงของมหาหัตถ์พันใบกับหัตถ์พันใบน้อย เนื่องเพราะสองศาสตร์
อสูรที่ผูเยาสอนให้แก่มันนี้ เป็นยอดศาสตร์อสูรที่ตระกูลอสูรส่วนใหญ่ล้วนฝึกปรือได้
“ฮะ ตรงนี้มีค่ายกลลวงตาอยู่ด้วย!”
ทันใดนั้น น้ าเสียงเย่อหยิ่งจองหองดังขึ้นจากด้านนอก
“โธ่ ไปกันเถอะ อย่าก่อเรื่องได้หรือไม่” อีกเสียงหนึ่งเร่งรัด
“อีกประเดี๋ยวน่า ข้าว่าลองก่อตั้งค่ายกลลวงตาไว้เช่นนี้ คนที่อยู่ในนี้จะต้อง
กำลังทำเรื่องที่ไม่อาจพบหน้าผู้คนแน่”
“ลืมมันไปเถอะน่า รีบมาเถอะ… …”
ค่ายกลพลันสั่นกระเพื่อมเป็นชุดจากด้านนอก จั่วม่อเหลือบมองหนานเยว่กับคัง
เจ๋อที่ยังคงอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด สองตาพลันสาดประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้า
มันลุกขึ้นยืน เดินออกจากค่ายกลลวงตา ประจันหน้ากับอสูรอยู่ไม่สุขที่เบื้อง
นอก