สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 373 อสูรผมสีส้ม
ด้านนอกค่ายกลเป็นอสูรสองตน
ตนแรกเป็นบุรุษที่กำลังจ้องมองค่ายกลลวงตาอย่างหิวกระหาย สิ่งที่สะดุดตา
ที่สุดในตัวมันคือเรือนผมสีส้มสดใส ดูคล้ายเปลวไฟกำลังลุกโชน ส่วนอีกตนหนึ่งทั่วทั้ง
ร่างปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันดำบางเบา ดูราวกับว่าเพียงสายลมกระโชกแรงสักวูบ มัน
ก็จะกระจายหายไป
อสูรผมสีส้มมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่บนฝ่ามือ มันยกมือขึ้น ฝนลูกไฟขนาดเท่ากำปั้น
พวยพุ่งเข้าใส่ค่ายกลลวงตาของจั่วม่ออย่างแน่นขนัด
“เจ้ากล้า!”
ทันใดนั้นเสียงแค่นอย่างเย็นชาดังกึกก้องออกมาจากภายในค่ายกล สายฟ้าสีเงิน
พุ่งวาบออกจากค่ายกล กวาดปะทะฝนลูกไฟอย่างแม่นยำ
เพียะ!
ฝนลูกไฟถูกกระแทกทำลายในบัดดล ลำแสงสีเงินยังคงไม่หมดสิ้นอานุภาพ
ทะยานเข้าจู่โจมอสูรผมสีส้มเป็นลำดับถัดไป
“การโจมตีอันร้ายกาจ!” อสูรผมสีส้มดวงตาลุกวาบ ยิ่งกลายเป็นตื่นเต้นระทึก
ใจกว่าเดิม เส้นใยเพลิงไฟพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วของมัน มันจี้ดรรชนีใส่สายฟ้าสีเงิน
ตรงๆ
ซี่ แกรก!
เห็นประกายสายฟ้าสาดกระเซ็นไปในอากาศ สายฟ้าสีเงินสลายหายไป
“สายฟ้าแกร่ง!” อสูรควันดำอุทานเสียงต่ า มันคิดว่าสถานการณ์ชักไม่เข้าทีแล้ว
“สายฟ้าแกร่ง!” อสูผมสีส้มดวงตายิ่งเป็นประกายกว่าเดิม
เงาร่างพร่าเลือนไหววูบตรงหน้าสองอสูร แล้วค่อยปรากฏร่างชัดเจนขึ้น จั่วม่อม
องสองอสูรอย่างเย็นชา มันมักไม่ค่อยมีความรู้สึกดีต่อผู้คนที่ชมชอบก่อเรื่องสร้าง
ปัญหา
“เจ้ารู้วิชาสายฟ้าแกร่งใช่หรือไม่?” อสูรผมสีส้มลิงโลดยินดี ถูมือพลางกล่าว
“ขออีกสักครั้งเถอะ!”
ไม่รอให้มันกล่าวจบ สายฟ้าแกร่งสายหนึ่งก็ฟาดวาบเข้าหามันเอง ผู้ที่มี
ประสบการณ์ต่อสู้โชกโชนอย่างจั่วม่อ เมื่อตั้งใจลงมือโจมตี ไหนเลยจะมามัวพิรี้พิไร
หรือมีเมตตาปราณี แต่สิ่งที่มันคาดไม่ถึงก็คืออสูรผมสีส้มกลับไม่ได้หลบหลีก และยิ่ง
ประหลาดใจกว่าเดิม เมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าแขนกว้าง ราวกับคิดโอบกอดสายฟ้าแกร่ง
อย่างรักใคร่
ซี่ แกรก!
สายฟ้าแกร่งภูตหยางฟาดใส่อสูรผมสีส้มอย่างถนัดถนี่ ยืนอยู่ท่ามกลางเสียง
แตกปะทุ อสูรผมสีส้มร่างสั่นระรัวประหนึ่งลูกเต๋าถูกเขย่า เรือนผมสีส้มลุกชี้ชันตั้งตรง
เห็นควันสีเขียวลอยอ้อยอิ่งออกมาเงียบๆ
“ฮู่ว” อสูรผมสีส้มพ่นลมหายใจยาวเยือกออกมาเป็นควันสีดำ ร่างหยุดสั่น
กล่าวพึมพำกับตัวเองว่า “ที่แท้สายฟ้าแกร่งมีรสชาติเช่นนี้เอง!”
โทสะของจั่วม่อเปลี่ยนเป็นความอัศจรรย์ใจ มันตระเตรียมกระบวนท่าตามหลัง
ไว้พร้อมสรรพ ทันทีที่สายฟ้าแกร่งภูตหยางฟาดออกไป ไม่ว่าคู่ต่อสู้เคลื่อนไหวแก้ทาง
อย่างไร มันล้วนมีวิธีพลิกแพลงจู่โจมสืบต่อ แต่ร้อยคิดพันคำนวณยังคาดไม่ถึง ว่าอีก
ฝ่ายไม่เพียงไม่หลบหลีกแม้แต่น้อย ซ้ ายังอ้าแขนรับอย่างยินดีปรีดา กระบวนท่า
ตามหลังทั้งหมดที่มันตระเตรียมไว้ กลับไม่มีปัญญาใช้ออกแล้ว
“พี่น้อง ขออีกสักทีเถอะ!” อสูรผมสีส้มจ้องมองจั่วม่อด้วยสีหน้าหิวกระหาย
เจ้าผู้นี้ไม่ปกติหรือ? จั่วม่อไม่ว่ามองจากมุมใด มันก็มั่นใจว่าผู้อื่นไม่ปกติอย่าง
เห็นได้ชัด
“เซียวม่อเกอ!” อสูรควันดำโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน ใบหน้าตื่นตะลึงสุด
ระงับ
จั่วม่อสะดุ้งเฮือก เวลานี้มันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับชื่อนี้มากเกินไป
อสูรผมสีส้มพอฟังดวงตายิ่งลุกวาวกว่าเดิม หัวร่อพลางกล่าว “ที่แท้เจ้าคือเซียว
ม่อเกอ ไม่น่าแปลกใจที่เจ้ารู้วิชาสายฟ้าแกร่ง ร้ายกาจ ร้ายกาจ! พี่น้อง ขอข้าอีกที
เถอะ!” ประโยคสุดท้ายกล่าวออกมาพร้อมดวงตาวิงวอน ท่าทางหิวโหยยิ่ง
“อะแฮ่ม สหายของเจ้าไม่ปกติใช่หรือไม่?” จั่วม่ออดหันไปถามอสูรควันดำไม่ได้
คนผู้นี้ดูปกติธรรมดากว่าเจ้าผมส้มมาก สนทนาถกเถียงกับคนไม่ปกติผู้หนึ่ง เป็นเรื่อง
ไม่ฉลาดอย่างยิ่ง
อสูรควันดำดึงควันดำกลับมารวมตัวกัน กลายเป็นบุรุษสีดำผู้หนึ่ง สีหน้า
อิหลักอิเหลื่อยิ่ง รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่บ้าง
“ผู้ใดไม่ปกติ?” อสูรผมสีส้มถลึงตากลมกว้าง สีหน้าไม่ยินดี แต่พอเห็นจั่วม่อรั้ง
สายตากลับมามองมัน ก็รีบตีหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย “พี่น้อง มามา ขอให้ข้าอีกสักรอบ
เถอะ!”
จั่วม่อเพ่งพิศอสูรผมสีส้มอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าผู้อื่นเต็มไปด้วยความแปลกพิสดาร
อย่างบอกไม่ถูก มันไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับอสูรสติไม่เต็มเต็งไปมากกว่านี้ จึงหมุนตัวกลับ
ทำท่าจะจากไป
“เหวยเหวยเหวย! อย่าเพิ่งไปสิ!” อสูรผมสีส้มไม่พอใจเล็กน้อย “ไว้หน้าข้าบ้าง
ให้ข้าชิมสายฟ้าแกร่งอีกสักรอบเถอะ!”
โดยไม่หันกลับ จั่วม่อเดินพลางสั่นศีรษะอย่างระอาใจไปพลาง พบพานบุคคล
อันยอดเยี่ยมเช่นนี้ มันกระทั่งจะปลุกปลอบอารมณ์โกรธยังทำไม่ได้
“เจ้าไม่อยาก แต่ข้าอยาก!” อสูรผมสีส้มหัวร่อดังสนั่น สืบเท้ามาข้างหน้า มันยก
มือขึ้น กระแสเปลวเพลิงพุ่งวาบ เปลวเพลิงรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ สาดพุ่งเป็นเส้นตรง
ดิ่งกลางอากาศ ประดุจลูกศรเพลิงส่งเสียงหวีดแหลม
คนผู้นี้ไฉนน่ารำคาญถึงเพียงนี้?
จั่วม่อหัวคิ้วขมวดมุ่น ไม่หันหน้ากลับไปมอง พลิกฝ่ามือวูบ ทำท่าตะปบกลับ
หลังอย่างเร่งร้อน
เพียะ!
ลูกศรเพลิงพลันแตกระเบิดกลางอากาศ ดุจถูกมือล่องหนข้างหนึ่งบดขยี้จน
แหลกลาญ
“ร้ายกาจ ร้ายกาจ!” อสูรผมสีส้มยิ่งคึกคักกระตือรือร้นมากกว่าเดิม “เอาอีก
เอาอีก!”
จั่วม่อสุดท้ายก็บันดาลโทสะอีกครั้ง สะบัดมือวูบ สายฟ้าแกร่งสามสายพุ่งวาบ
ออกไปอย่างพร้อมเพรียง
เพียะ เพียะ เพียะ!
สายฟ้าแกร่งภูตหยางสามสายฟาดใส่ร่างอสูรผมสีส้มอย่างแม่นยำ
ซี่ แกรก ซี่ แกรก ซี่ แกรก!
อสูรผมสีส้มตาเหลือกขาวในบัดดล ทั้งร่างสั่นสะบัดไปมาอย่างไม่มีทิศทาง เส้น
ผมฟูฟ่องตั้งชันทั้งศีรษะ
“ฮะ!” จั่วม่อแปลกใจอยู่บ้าง ผู้อื่นรับการโจมตีของสายฟ้าแกร่งภูตหยางเข้าไป
อย่างถนัดถนี่ถึงสามสายซ้อน แต่ยังคงไม่ถูกดีดออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้าย
แดนร้าง เวลานี้มันทราบกฏเกณฑ์ของคุกสิบนิ้วดี การถูกโจมตีในคุกสิบนิ้ว จะ
คล้ายคลึงกับการถูกโจมตีในโลกความเป็นจริง เพียงแต่สิ่งที่ได้รับบาดเจ็บไม่ใช่เนื้อ
หนัง แต่เป็นจิตสำนึก
“ฮู่ว!” อสูรผมสีส้มพ่นควันดำออกจากปากอย่างแช่มช้า ดวงตาที่เหลือกค้าง
ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ มันปิดตาลง นิ่งงันไปเช่นนั้น
อสูรควันดำที่ตอนแรกมีท่าทีเฉื่อยชา ยามนี้เฝ้าจับตามองจั่วม่ออย่างระแวง
ระวัง
จั่วม่อสังเกตเห็นความกังวลของอสูรควันดำ มันครุ่นคิดและไม่ได้โจมตีสืบต่อ
เพียงชมดูอสูรผมสีส้มอย่างสนอกสนใจ
หลังจากนั้นสักครู่ อสูรผมสีส้มลืมตาขึ้น แหงนหน้าหัวร่อดังกระหึ่ม “ได้มาแล้ว
ได้มาแล้ว!”
ทันใดนั้นเห็นลูกพลังสายฟ้าหมุนคว้างอยู่บนฝ่ามือของมัน แต่สีสันของสายฟ้า
แตกต่างจากสายฟ้าแกร่งสีเงินของจั่วม่อ ลูกพลังสายฟ้าในมืออีกฝ่ายเป็นสีแดงเจิดจ้า
ส่งเสียงปะทุไม่หยุด
“สายฟ้าแกร่งเปลวเพลิง!” จั่วม่อยิ่งอัศจรรย์ใจมากกว่าเดิม
“ตาแหลม ตาแหลม!” อสูรผมสีส้มหัวร่อดังกระหึ่ม กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “แต่
ยังคงไม่มีพลังเทียบเท่ากับของเจ้า พี่น้อง เพียงแค่ราวๆ เจ็ดแปดส่วนเท่านั้น”
“เจ้าสามารถลอกเลียนศาสตร์อสูรของผู้อื่นใช่หรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างอยากรู้
อยากเห็น
“ข้าเก่งใช่หรือไม่?” อสูรผมสีส้มหัวร่อกังวาน “อย่าอิจฉาข้าก็แล้วกัน!”
จั่วม่ออดแย้มยิ้มออกมาไม่ได้
อสูรควันดำที่ด้านข้างลอบปาดเหงื่อเป็นระยะ เจ้าบ้านี้ไม่รู้สึกตัวบ้างเลยหรือ
ว่ามันกำลังสนทนากับผู้ใด?
“สายฟ้าแกร่งของเจ้าสามารถแข็งแกร่งกว่านี้ได้อีกหรือไม่?” อสูรผมสีส้มถาม
ล้วงลึก
“ได้” จั่วม่อผงกศีรษะรับตามตรง เห็นสายตาของอสูรผมสีส้มลุกวาบ ต้องกล่าว
อย่างยิ้มแย้ม “แต่ข้ายังไม่สามารถ” สิ่งที่จั่วม่อกล่าวมาเป็นความจริงแท้แน่นอน
หัตถ์พันใบน้อยร้อยเปลี่ยนพันแปลง ทุกกระบวนท่ามีลักษณะพิเศษเฉพาะของตน แต่
หากมันต้องการสำแดงพลังสุดยอดของหัตถ์พันใบน้อย มันจะต้องฝึกปรือมหาหัตถ์พัน
ใบให้บรรลุถึงระดับที่เหมาะสมเสียก่อน
จั่วม่อแม้ใช้หัตถ์พันใบน้อยมาโดยตลอด แต่กลับไม่ค่อยมีเวลาฝึกปรือมหาหัตถ์
พันใบสักเท่าใด
อสูรผมสีส้มมีสีหน้าเข้าอกเข้าใจ ทำเสียงรับคำดังอืม แต่ทันใดนั้น มันคล้ายเพิ่ง
ฉุกคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง “ฮะ รอประเดี๋ยว เจ้าคือเซียวม่อเกอ?”
“อา ถูกต้อง”
“วา อสูรผู้โด่งดัง!” อสูรผมสีส้มถลึงตาจ้อง พลันกวาดตามองจั่วม่อขึ้นๆ ลงๆ
อยู่หลายรอบ เพ่งพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จากนั้นกล่าว “พี่น้อง เงินรางวัลของเจ้าสูงยิ่ง
ฆ่าเจ้าครั้งเดียวได้รับเงินอย่างน้อยห้าแสน ฆ่ามากกว่าสิบครั้งได้ถึงหกล้าน เอาอย่างนี้
เป็นอย่างไร เรามาร่วมมือกันแล้วแบ่งเงินกันดีหรือไม่?”
จั่วม่อเพียงแย้มยิ้มอย่างเฉื่อยชา
“หากเจ้าไม่เต็มใจ ก็ลืมไปเถอะ” อสูรผมสีส้มรู้สึกเศร้าเสียดายเล็กน้อย แต่แล้ว
มันพลันตบหน้าอกตัวเองแรงๆ “อย่าห่วงไปเลย ข้ารับการโจมตีของเจ้า ดังนั้นบัดนี้
เราเป็นพี่น้องกัน คติประจำใจของข้าคือหากเป็นพี่น้อง ต้องมีคุณธรรมน้ ามิตรต่อ
กัน!”
อสูรควันดำใบหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญา ประหนึ่งว่ามันกำลังปิดหน้าและ
ทอดถอนหายใจยาวเยือก
“อา เช่นนั้นก็ขอบคุณเจ้ามาก” จั่วม่อกล่าวพลางหัวร่อ
“ฮ่าฮ่า ข้ามีคุณธรรมน้ ามิตรเป็นอย่างยิ่ง!” อสูรผมสีส้มยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
จั่วม่อรู้สึกว่าเจ้าตัวเสียสตินี้น่าสนใจยิ่ง ยกนิ้วหัวแม่มือพลางชมเชยว่า “อสูร
คุณธรรมน้ ามิตร!”
“ฮ่าฮ่า ฉายานี้ไม่เลว!” อสูรผมสีส้มเต็มไปด้วยความฮึกหาญ “ต่อไปเรียกข้าว่า
อสูรคุณธรรมน้ ามิตรก็แล้วกัน”
ทันใดนั้น จั่วม่อหรี่ตาลง เพ่งมองไปด้านหลังของอสูรผมสีส้ม เห็นร่างหนึ่งกำลัง
ตรงดิ่งเข้ามาหาพวกมันอย่างรวดเร็ว
“เซียวม่อเกอ ข้าลำบากแทบแย่กว่าจะตามหาเจ้าพบ!” ชิงฮวาจางสุ่ยพุ่งเข้ามา
ด้วยเสียงอาฆาตแค้นอันเย็นเยียบ ราวกับเสียงขู่ฟ่อของอสรพิษร้ายในเงามืด
“พี่น้อง เกิดเป็นอสูรผู้หนึ่ง เจ้าต้องมีคุณธรรมน้ ามิตร ในฐานะบุรุษชาติอสูร
เจ้าไม่ควรก้มหัวให้แก่อำนาจเงินตรา!” อสูรผมสีส้มเอาตัวเข้าขวางหน้าชิงฮวาจางสุ่ย
ชี้ทางสว่างให้อย่างจริงใจ “พี่น้อง หากเจ้าเงินทองขาดมือ ข้าพอให้หยิบยืมได้บ้าง แต่
เจ้าไม่อาจเป็นอสูรที่เห็นแก่เงินรางวัล ไม่มีคุณธรรมน้ ามิตรเช่นนี้”
อสูรควันดำสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มันเพียงเหลือบมองท่วงท่าสภาวะของ
ชิงฮวาจางสุ่ยปราดเดียว ก็เห็นได้ว่าคนผู้นี้ไม่รวบรัดธรรมดา
ชิงฮวาจางสุ่ยใบหน้ายิ่งเย็นเยียบกว่าเดิม ขบกรามแน่นจนแทบแตก “ไสหัว
ไป!”
“วา! เจ้าไฉนอารมณ์ร้ายปานนี้! เช่นนี้ไม่ดีเลย เกิดเป็นชายชาติอสูร เจ้าควร
ต้องมีจิตปณิธานยิ่งใหญ่ แน่นอน ที่สำคัญกว่านั้น เจ้าจะต้องมีคุณธรรมน้ ามิตร… …”
ชิงฮวาจางสุ่ยเดือดดาลทะยานฟ้า “เจ้าโง่นี้มาจากที่ใด? ไสหัวไป!หากเจ้ากล่าว
อีกคำเดียว ข้าจะให้เจ้าได้เห็นดี!”
“คิดต่อสู้หรือ? มามามา! ฮ่า ข้าชมชอบการต่อสู้มากที่สุด!” อสูรผมสีส้มดวงตา
เป็นประกายกระตือรือร้น
ชิงฮวาจางสุ่ยไม่อาจทานทนอีกต่อไป มันตวัดมือขวับขวับ กลุ่มแสงสีฟ้าคราม
ปลิวลิ่วออกมา กลุ่มแสงสีฟ้าโลดเต้นอยู่กลางอากาศ ก่อรูปร่างเป็นดอกไม้ในบัดดล
“ตระกูลชิงฮวา!” อสูรควันดำสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
บุปผาสีฟ้าครามกลางอากาศพลันเปล่งแสงเจิดจ้า หมุนคว้างเข้าหาอสูรผมสีส้ม
ด้วยวิถีอันพิสดาร บุปผาสีฟ้าครามเหล่านี้ทั้งเชื่องช้าและเอื่อยเฉื่อยอย่างน่าประหลาด
แต่พาลบันดาลให้ผู้คนไม่ทราบจะหลบหลีกอย่างไร
“ฮ่า! ลองลิ้มรสสายฟ้าแกร่งของข้าดูบ้าง!” อสูรผมสีส้มซัดสายฟ้าแกร่งสีแดง
เพลิงออกไปอย่างลิงโลด
สายฟ้าแกร่งเปลวเพลิงจู่โจมถูกบุปผาฟ้าครามอย่างถนัดถนี่ แต่ฉากอันเหนือ
คาดคิดกลับอุบัติขึ้น เห็นสายฟ้าแกร่งเปลวเพลิงทะลุผ่านบุปผาฟ้าครามไปดื้อๆ ลอย
หายไปในระยะไกล บุปผาฟ้าครามไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย ยังคงหมุนคว้าง
เข้าหาอสูรผมสีส้มอย่างพิสดาร
“ฮะ” อสูรผมสีส้มแทบไม่เชื่อในเคราะห์หามยามร้ายของตน สะบัดมือระรัว จู่
โจมศาสตร์อสูรออกไปอีกหลายชุด แต่โดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งหมดล้วนพุ่งทะลุผ่านไป
ในอากาศธาตุ ไม่ได้หยุดยั้งบุปผาฟ้าครามเอาไว้แม้แต่ชั่ววูบ
“ไปตายให้แก่ข้า!” ชิงฮวาจางสุ่ยผู้พิโรธสุดขีดคำรามอย่างสาแก่ใจ
จั่วม่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า บุปผาฟ้าครามที่ล่องลอยอย่างแช่มช้ากลับทำให้มันสูด
ได้กลิ่นอันตรายอย่างเหลือเชื่อ มันพลิกฝ่ามือวูบ สายฟ้าแกร่งภูตหยาง ลำแสงบด
กระดูกทลายปกปิด ทะลวงว่างเปล่า สามกระบวนท่าในหัตถ์พันใบน้อยซัดออกไป
ต่อเนื่องตามกันในชั่วพริบตา
สามศาสตร์อสูรพุ่งผ่านบุปผาฟ้าครามออกไป โดยไม่เผชิญแรงปะทะแม้แต่น้อย
“ฮ่าฮ่า!” คราวนี้ชิงฮวาจางสุ่ยหัวร่ออย่างลำพองใจ “ไร้ประโยชน์! พวกเจ้าตาย
เสียให้หมดเถอะ!”
เห็นบุปผาฟ้าครามมากมายลอยขึ้นรอบกายมัน หมุนคว้างเข้าหาจั่วม่อกับอสูร
ควันดำ บุปผาฟ้าครามเหล่านี้ดูเหมือนเบาหวิวและเชื่องช้ายิ่ง
ในชั่วพริบตานี้เอง บุปผาฟ้าครามดอกแรกพุ่งดิ่งลงใส่ร่างของอสูรผมสีส้ม เพียะ
เห็นลวดลายดอกไม้สีฟ้าอันกระจ่างชัดเจน ประทับลงบนร่างของอสูรผมสีส้ม
“บุปผาฟ้าครามขย้ าวิญญาณ! พวกเจ้ารอรับความตายของพวกเจ้าเถอะ… …”
เสียงหัวร่อคลุ้มคลั่งของชิงฮวาจางสุ่ยชะงักขาดหายไปอย่างกะทันหัน มัน
ถลึงตามองอสูรผมส้มอย่างไม่เชื่อสายตา “เจ้า เจ้า เจ้า… …”
อสูรผมสีส้มมองดูบุปผาฟ้าครามที่เปล่งแสงวูบวาบอยู่บนร่างของมันอย่าง
กระหายใคร่รู้ แล้วพลันเงยหน้าขวับ ดวงตาทอประกายร้อนแรง ร่างมันพลันสาดพุ่ง
ขึ้นดุจสายลมกระโชก เอาร่างเข้ารับบุปผาฟ้าครามทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว
เพียะ เพียะ เพียะ!
ทั่วร่างของมันกลายเป็นปกคลุมไปด้วยบุปผาฟ้าครามที่เปล่งแสงวูบวาบ ดู
ประหลาดพิกลถึงที่สุด ชิงฮวาจางสุ่ยประดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่กลางศีรษะ ยืนเบิกตา
อ้าปากค้าง มองอสูรผมสีส้มที่ปกคลุมไปด้วยรอยประทับบุปผาฟ้าคราม
อสูรผมสีส้มก้มศีรษะลงมองดูร่างตัวเอง จุปากชมเชยไม่ขาดปาก ทันใดนั้นเงย
หน้าขวับ มองไปยังชิงฮวาจางสุ่ย มันชี้ตรงพื้นที่ว่างบนร่างกาย ร้องขออย่างหิว
กระหาย “พี่น้อง ขออีกสองดอกตรงนี้กับตรงนี้”
“อ๊าอ๊าอ๊ากกก… …”
ชิงฮวาจางสุ่ยใบหน้าสะท้านหวั่นไหว ทันใดนั้นกรีดร้องสุดเสียง ร่างกลายเป็น
พร่าเลือน ดิ้นรนอยู่อึดใจหนึ่ง ค่อยหายตัวไปไม่เหลือร่องรอย
“อสูรขี้เหนียว” อสูรผมสีส้มเบ้ปากอย่างเหยียดหยาม “ไม่อยากให้ก็ไม่ต้องให้สิ
ไม่เห็นต้องหลบหนีไปแบบนี้ก็ได้!”
มันลูบคาง กล่าวอย่างจริงจังว่า “อสูรประเภทนี้ไม่อาจเป็นพี่น้องกันได้” ว่า
พลางหันหน้ามามองจั่วม่อ “ใช่หรือไม่พี่น้องข้า?”
จั่วม่อเหม่อมองร่างกายของอสูรผมสีส้มที่ปกคลุมด้วยบุปผาฟ้าครามอย่างโง่งม
ไหนเลยจะมีปัญญาเอ่ยตอบคำใดได้