สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 375 กรงศาสตร์อสูร
นี่มัน… …มันใช่สามารถควบคุมกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างได้
หรือไม่?
หมิงเจวี๋ยจื่อ (คนเด็ดขาดแซ่หมิง) หัวใจเต้นระส่า ท่วงท่านั่งลงขัดสมาธิ
ของเซียวม่อเกอ ในสายตาของมัน เกิดขึ้นด้วยการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้ายิ่ง
เชื่องช้าอย่างพิสดาร มันจ้องมองเซียวม่อเกออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
มันมีภูมิความรู้กว้างขวางกว่าอสูรทั่วไป ล่วงรู้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันก่าลัง
เข้าสู่อีกระดับชั้นหนึ่ง อาจดูเหมือนว่าเหล่าอสูรที่โถมเข้าจู่โจมเซียวม่อเกอล้วน
ถูกหยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ แต่ที่จริงแล้วกลับไม่ใช่เช่นนั้น
อีกศึกหนึ่งก่าลังจะเปิดฉากขึ้นต่างหาก สีหน้าจดจ่อเคร่งเครียดของเซียว
ม่อเกอ ท่าให้หมิงเจวี๋ยจื่อยิ่งเชื่อมั่นในการคาดเดาของตน
เพียงแต่… …มันคาดไม่ถึงว่าจะมีคนสามารถควบคุมคุกได้จริงๆ … …
หมิงเจวี๋ยจื่อเหม่อมองเซียวม่อเกออย่างซึมเซา ความคิดจิตใจของมันหมุน
เร็วรี่ มันจู่ๆ ก็บังเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างเต็มเปี่ยม ต่อกระบวนท่าสุดท้ายที่
เซียวม่อเกอใช้เอาชัยในศึกทลายคุก ควรทราบว่าการได้ชัยในศึกทลายคุกไม่ได้
หมายความว่าจะสามารถควบคุมคุกได้ ยกตัวอย่างเช่นเชียนหลิวต้าเหริน แม้
ก่อตั้งนภาจรัสวารีไพศาล แต่ไม่สามารถควบคุมนภาจรัสวารีไพศาลได้ เพียงแค่
เอื้อประโยชน์ต่อตนเองเล็กน้อยเท่านั้น
ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูร ผู้ที่ประสบความส่าเร็จในศึกทลาย
คุกล้วนเป็นเช่นเดียวกันกับเชียนหลิวต้าเหริน แต่ในจ่านวนนั้นย่อมมีข้อยกเว้น
ในประวัติศาสตร์ทั้งมวลมีอสูรทลายคุกสามตนที่สามารถควบคุมคุกของตนได้
ความลับนี้มักมีเพียงชาติตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเท่านั้นจึงจะ
ล่วงรู้ ว่ากันว่าเพื่อควบคุมคุก จุดส่าคัญอยู่ที่การโจมตีครั้งสุดท้ายในศึกทลาย
คุก ในการท่าศึกทลายคุก ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งดุเดือดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการโจมตี
ครั้งสุดท้าย จึงเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งดุดันที่สุด รูปแบบของคุกใหม่จะมี
ความสัมพันธ์กับการโจมตีครั้งสุดท้ายอย่างเหนียวแน่น และความสามารถใน
การควบคุมคุก ก็เกี่ยวข้องกับการโจมตีสุดท้ายด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้คือการคาดเดาทั้งหมด เป็นข้อมูลข่าวสารที่รู้กันแต่
เพียงในแวดวงเฉพาะบางกลุ่ม
เนื่องเพราะไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ยืนยันเรื่องนี้ได้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่า
กระบวนท่าสุดท้ายของต้าเหรินสามท่านในอดีตนั้น ที่แท้เป็นเช่นไรกันแน่ จวบ
จนสิ้นชีวิต พวกท่านเหล่านั้นไม่เคยเปิดเผยความลับออกมา การคาดเดานี้เกิด
จากผู้ที่ละเอียดรอบคอบบางคน รวบรวมร่องรอยเบาะแสที่เกี่ยวข้องอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน ทุกคนที่ท่าเช่นนี้อาศัยช่องทางสืบเสาะที่ผิดแผก ต่างพากัน
ค้นพบอย่างน่าแปลกใจ ว่าทั้งสามต้าเหริน ไม่ว่ามากหรือน้อยล้วนกล่าวถึง
กระบวนท่าสุดท้ายเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายคนไม่เชื่อถือเรื่องราว
เหล่านี้ เนื่องเพราะร่องรอยเบาะแสเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันสิ่งใดได้
แต่หมิงเจวี๋ยจื่อเชื่อ
เนื่องเพราะมันบังเอิญล่วงรู้มากกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง
หมิงเจวี๋ยจื่อเดิมทีไม่สนใจเรื่องบาดหมางของเซียวม่อเกอกับสมาพันธ์
อัจฉริยะ อย่าได้เห็นว่าเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตดุจไฟลามทุ่ง แต่ส่าหรับหมิงเจวี๋
ยจื่อกับผู้คนรอบตัวมัน กลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ตระกูลอสูรชั้นสูงมีแวดวง
ระดับสูงของพวกมันเอง พวกมันจะสนใจเฉพาะเรื่องในแวดวงของตนเอง
เท่านั้น ทว่าหมิงเจวี๋ยจื่อแม้ไม่ได้สนใจมากมายอันใด แต่อยากรู้อยากเห็นอยู่
บ้างว่ากระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างมีลักษณะเช่นไร มันจึงมาชมดู พอดี
พบเห็นการต่อสู้หนนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้ชมดูฉากที่อัศจรรย์พันลึกถึงเพียงนี้
นี่อาจเป็นโชคชะตาประการหนึ่ง
รัศมีหนึ่งร้อยจั้งรอบกายจั่วม่อประหนึ่งดินแดนสีขาวเทาแห่งความตาย
ทุกคนที่อยู่ภายใน ดูเหมือนเงียบสงัด ไม่ไหวติง
ฝูงชนชาวอสูรล้อมรอบพื้นที่นี้เป็นวงกลม แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปในภายใน
ฉากที่อยู่เบื้องหน้าพวกมัน เกินขีดจ่ากัดจินตนาการของพวกมันไปไกลโข
ศาสตร์อสูรบันทึกภาพส่องประกายนับไม่ถ้วน
ฉากด้านหน้าจั่วม่อแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน กระดานหมากรุกขนาด
ใหญ่พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
บนกระดานหมากรุกนี้ มีเพียงแค่มัน กับฝ่ายตรงข้ามของมันที่ถูกดึงเข้า
มา แต่คู่ต่อสู้มีจ่านวนมากเหลือเกิน รวมทั้งสินเจ็ดสิบเอ็ดอสูรที่ถูกดึงเข้ามายัง
กระดานฝั่งตรงข้าม กล่าวอีกอย่างก็คือ มันจะต้องโรมรันกับคู่ต่อสู้เจ็ดสิบเอ็ด
คนพร้อมกันในคราวเดียว
แต่ในใจจั่วม่อไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่เส้นสายใยเดียว เพราะนี่คือ
ดินแดนของมัน
ซี่ ซี่ ซี่!
ทันใดนั้นล่าแสงนับไม่ถ้วนสาดพุ่งออกจากตารางหมากรุกขาวด่า ตะปบ
คว้าลงบนร่างเหล่าอสูรที่เป็นคู่ต่อสู้ทั้งหมดพร้อมกัน
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง!
อสูรเหล่านั้นรู้สึกดวงตาพร่าเลือนวูบ พวกมันมองไม่เห็นเซียวม่อเกออีก
ครั้นเมื่อสามารถมองเห็นรอบข้างชัดตาอีกครั้ง ต้องตื่นตระหนกจนขวัญหนีดี
ฝ่อ เมื่อพบว่าพวกตนติดอยู่ภายในกรงแสงขนาดใหญ่ เห็นเสากรงเป็นล่าแสง
หนาเท่าท่อนแขน เรียงรายแน่นขนัด บนเสาเต็มไปด้วยกลุ่มแสงซับซ้อนน่าขน
ลุกสาดประกายวูบวาบเป็นระยะ
‘กรงศาสตร์อสูร!’
เปิดกระดาน การศึกเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
อสูรบางตนที่เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนพากันแค่นเสียงอย่างเย็นชา
ร่ายศาสตร์อสูรหวดฟาดใส่กรงในบัดดล แต่ไม่ว่าพวกมันจะใช้ศาสตร์อสูรโหม
โจมตีสักเท่าใด ก็ไม่ระคายผิวของเสาล่าแสงแม้แต่น้อย ส่วนอสูรที่ชาญฉลาด
กว่าไม่ได้เคลื่อนไหววู่วาม แต่เริ่มส่ารวจสภาพรอบด้านอย่างระมัดระวัง
ในบรรดาอสูรทั้งเจ็ดสิบเอ็ดตนย่อมมีผู้ที่มีฝีมืออยู่บ้าง จินเจิ้นเป็นหนึ่งใน
ผู้เข้มแข็งเหล่านั้น มันถือก่าเนิดจากตระกูลสาขาของตระกูลจิน (ทอง) ซึ่งเป็น
หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ มันทั้งเยาว์วัยและชาญฉลาด พลังฝีมือไม่รวบรัดธรรมดา
ในช่วงเวลานี้ ยังไม่มีศาสตร์อสูรใดโจมตีมัน มันเข้าใจทันที เกรงว่ากุญแจ
ส่าคัญในการออกไปจากกรง จะต้องอยู่บนเสาของกรงแสงนี้เอง มันสงบสติ
อารมณ์ ตรวจสอบเสาล่าแสงอย่างละเอียด แสงที่เปล่งประกายอยู่บนล่าเสา
หนาเท่าท่อนแขนแต่ละต้นล้วนผิดแผกแตกต่าง มองผ่านกลุ่มแสงเข้าไป มัน
สามารถมองเห็นเหล่าศาสตร์อสูรน้อยถักทอประสานเข้าด้วยกันเป็นชั้นๆ ฮะ?
มันพลันรู้สึกว่าศาสตร์อสูรน้อยนี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง
ทันใดนั้นมันก็นึกออก กลุ่มแสงศาสตร์อสูรที่เปล่งประกายอยู่บนเสา
ล่าแสง ที่แท้ดูคล้าย … หกปัญหาทลายคุก!
ใช่แล้ว พวกมันคือหกปัญหาทลายคุก!
โครงสร้างของศาสตร์อสูรบนเสาล่าแสงเหล่านี้ เป็นเช่นเดียวกันกับหก
ปัญหาทลายคุก
จินเจิ้นเหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลัง มันอ้าปากอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่ไม่อาจ
เอ่ยค่าใดออกมา หกปัญหาทลายคุกเพิ่งจะเป็นหัวข้ออันครึกโครมเมื่อไม่นาน
มานี้ มันจะไม่เคยคุ้นได้อย่างไร? มันยังสามารถท่องจ่าทุกปัญหาเหล่านั้นได้
ทั้งหมด รวมถึงค่าตอบของทั้งหกข้อ
แต่เมื่อมันต้องเผชิญหน้ากับปัญหาศาสตร์อสูรที่คล้ายคลึงกับหกปัญหา
ทลายคุก ในใจของมันมีแต่ความสิ้นหวังอันลึกล้่า อาศัยความสามารถส่วนตัว
ของมัน เพียงมีปัญญาแก้ไขหกปัญหาทลายคุกได้สามข้อเท่านั้น กระทั่งเมื่อ
ปัญหาที่หกถูกเฉลยออกมา มันยังต้องใช้เวลาท่าความเข้าใจถึงหกวัน
ได้โปรดเถอะ … …ได้โปรดอย่าได้เป็นปัญหาที่ยากเกินไป… …
จินเจิ้นไขว่คว้าเส้นใยแห่งความหวังเส้นสุดท้าย ลอบภาวนาในใจ มันตัว
สั่นเทา พยายามสะกดหัวใจที่เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ท่าการเพ่งมองอย่าง
ละเอียด
เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้น มันแทบเป็นลมหมดสติไป
เหล่าศาสตร์อสูรน้อยภายในเสากรงทั้งหนาแน่นทั้งแออัด ถักทอผสาน
รวมกันในลักษณะที่ซับซ้อนผิดธรรมดา เพียงมองผ่านๆ ยังท่าให้ผู้คนศีรษะ
พองโต
มันช่างเสียสติอย่างแท้จริง ที่แล่นเข้ามาเกลือกกลั้วกับปลักน้่านี้ จินเจิ้น
สลดหดหู่ยิ่ง วันนี้คงไม่แคล้วต้องรับบาดเจ็บแล้ว คราวนี้ยอดเยี่ยมยิ่ง ก่าไรสัก
นิดก็ไม่ได้แตะ มิหน่าซ้่ายังต้องจ่ายค่ารักษาตัวอีก!
ทันใดนั้นมันฉุกใจวูบ แน่นอนว่าไม่มีความหวังในการแก้ปัญหา แต่มันยัง
สามารถบันทึกสิ่งที่เห็นได้นี่! นี่อาจท่าก่าไรได้บ้าง มันยิ่งขบคิดมากเท่าใดก็ยิ่ง
ตื่นเต้นยินดีมากเท่านั้น รีบร่ายศาสตร์อสูรบันทึกภาพทันที
เมื่อแสงของศาสตร์อสูรบันทึกภาพส่องประกายขึ้น มันอดหัวร่ออย่างคลุ้ม
คลั่งไม่ได้ ส่าเร็จแล้ว! ประตูปิดตาย แต่หน้าต่างยังเปิดอยู่ ฮ่าฮ่า มันเจ้า
ความคิด ยามนี้ทราบดีว่าสิ่งใดส่าคัญที่สุด มันไม่ออมรั้งพลังจิตส่านึก รีบบันทึก
ศาสตร์อสูรเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง ไล่ไปทีละเสาๆ จนครบถ้วนสมบูรณ์ทุก
เสากรง
ฮ่าฮ่า นี่เป็นเงินทั้งนั้น!
มันเพิ่งจะบันทึกภาพทั้งหมดเสร็จสิ้น เสากรงล่าแสงพลันเปล่งแสงเจิดจ้า
ทันใดนั้นประดุจหนามแหลมนับไม่ถ้วน ทิ่มแทงทะลวงร่างมันจนปรุพรุน ความ
เจ็บปวดแทบดับดิ้นแล่นพล่านไปทั้งร่าง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน ใน
สายตามันมืดมิดลง
วู้ม วู้ม วู้ม!
ขณะเดียวกัน เห็นเหล่าอสูรที่ก่าลังอยู่ในท่วงท่าแปลกๆ รอบข้างจั่วม่อ
ทยอยเปลี่ยนเป็นกลุ่มแสงกระจายหายไปอย่างต่อเนื่อง
อสูรผู้กระเหี้ยนกระหือรือทั้งเจ็ดสิบเอ็ดตน ไม่หลงเหลือแม้แต่ตนเดียว!
หมิงเจวี๋ยจื่อทราบว่าคนเหล่านี้ถูกซัดออกไปจากกระดานหมากรุกสัตว์
ร้ายแดนร้างแล้ว ดวงตาทอแววประหลาดใจ นับตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้
เซียวม่อเกอเพียงนั่งนิ่งอยู่ที่จุดเดิม ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย การ
ต่อสู้ที่มองไม่เห็นนี้ที่แท้มีลักษณะอย่างไรกันแน่? อสูรจ่านวนมากถูกกวาด
ออกไปในคราวเดียวได้อย่างไร?
มันเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ ดวงตายิ่งสดใสกระจ่างขึ้นทุกขณะ
จั่วม่อค่อยๆ ลืมตาขึ้น เค้าความเหนื่อยล้าสายหนึ่งวาบผ่านดวงตา คุก
ศาสตร์อสูร หนึ่งต่อเจ็ดสิบเอ็ด แม้ว่าจะมีข้อได้เปรียบที่อยู่ในดินแดนของมัน
เอง นี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายส่าหรับมัน
การต่อสู้ทั้งหมดอาจไม่ได้ดูดุเดือดรุนแรง แต่หลายด้านคล้ายเดินอยู่บน
เส้นลวดเหนือปากเหว เต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน นี่เป็นครั้งแรกที่มันใช้
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง เคราะห์ดีที่ผู้มาล้วนไม่ใช่ยอดฝีมือ มิเช่นนั้น
เมื่อเปิดกระดานประจัญบานกันเช่นนี้ อาจไม่มีปัญญาสยบพวกมันได้ทั้งหมด
คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ได้
หากมันพ่ายแพ้ ผลกระแทกสะท้อนจะท่าให้จิตส่านึกของมันบาดเจ็บ
อย่างรุนแรง สัตว์ร้ายแดนร้างที่อยู่ด้านหลังมัน คอยเฝ้ามองลงมาจากที่สูง
ประหนึ่งคมดาบจ่อจี้อยู่กลางหลังมันตลอดเวลา
ทันใดนั้นเอง ชั่วพริบตาที่ทั้งเจ็ดสิบเอ็ดอสูรหายไปและจั่วม่อลืมตาขึ้น
อย่างโล่งอก เงาร่างหลายสายพลันสาดพุ่งออกมาจากกลุ่มคนดู โถมทะยานเข้า
หาจั่วม่อดุจสายฟ้าแลบ!
จั่วม่อม่านตาหดแคบลง หัวใจหนักอึ้ง คนเหล่านี้ช่างฉวยโอกาสโจมตีได้
เหมาะเจาะพอดีถึงที่สุด ทั้งหมดล้วนไม่รวบรัดธรรมดา! ควรทราบว่าการเปิด
กระดานต่อสู้เมื่อครู่สิ้นเปลืองพลังจิตส่านึกของมันอย่างมหาศาล ชั่วพริบตานี้
เป็นช่วงเวลาที่มันอ่อนแอถึงที่สุด หากคนเหล่านี้เชื่องช้าออกไปเพียงสองชั่วลม
หายใจ ไม่ เพียงแค่ชั่วลมหายใจเดียวเท่านั้น มันจะมีความสามารถรับมือการ
โจมตีทั้งหมด
ด้านจังหวะเวลานับว่าแยบคายถึงที่สุดอย่างแท้จริง!
ดูเหมือนว่าการต่อสู้กับพวกอสูร มันจะยังอ่อนประสบการณ์ไปบ้าง จั่ว
ม่อลอบจดจ่าข้อผิดพลาดนี้ไว้เงียบๆ
จั่วม่อสีหน้าสงบราบเรียบ ต่อให้ถูกสังหารและถูกโยนออกจากกระดาน
หมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง มันก็หาได้กังวลสนใจไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็เพียงแค่
บาดเจ็บทางจิตส่านึกเท่านั้น หากมันสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านี้ ก็
นับเป็นการค้าที่ได้ก่าไรดีงาม เนื่องเพราะประสบการณ์เหล่านี้สามารถใช้รักษา
ชีวิตน้อยๆ ของมันได้ในภายหน้า
ดังนั้นจั่วม่อไม่แตกตื่นลนลาน มันถึงกับอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง เวลาถูก
โยนออกจากคุกสิบนิ้ว จะมีความรู้สึกอย่างไรกันหนอ?
พิ้ง!
ฉับพลันนั้น สุ้มเสียงประหนึ่งสายเหล็กดีดสะท้อนดังกังวานจากข้างหลัง
มัน เห็นลูกเกาทัณฑ์แสงสีม่วงพุ่งวาบ ผ่านข้างศีรษะของจั่วม่อไป
ลูกเกาทัณฑ์แสงสีม่วงรวดเร็วอย่างน่าแตกตื่นสะท้านโลก รวดเร็วเสียจน
ผู้คนไม่มีปัญญาหลบเลี่ยง เห็นอสูรที่อยู่ด้านหน้าสุดถูกเกาทัณฑ์ทะลวงร่างใน
พริบตา อสูรตนนั้นกระทั่งเวลาจะกรีดร้องยังไม่มี ก็เปลี่ยนเป็นกลุ่มแสง สลาย
หายไปกับตา
เคล้ง อสูรที่ด้านหน้าสุดอีกตนหนึ่ง ทันใดนั้นสะดุดล้มคว่าโดยไม่มีเค้าลาง
ล่วงหน้า เห็นสายโซ่หมอกสีเขียวปนเทาม้วนพันอยู่รอบสองเท้ามันโดยไม่ทราบ
ที่มา
อสูรตนนี้เรียกได้ว่าเข้มแข็งไม่น้อย พอสะดุดโซ่มันก็ตอบโต้ทันควัน ชั่ว
พริบตาที่มันล้มคะม่าไปข้างหน้า ดาบแสงในมือก็ตวัดฟันสายโซ่หมอกสีเขียว
เทาบนสองเท้าตัวเองจนขาดสะบั้น อาศัยสภาวะถาโถมเตรียมดีดตัวตีลังกา มุ่ง
ไปข้างหน้าโดยไม่สะดุดติดขัด
ฉึก!
ทันใดนั้น เห็นปลายกระบี่สีเขียวเทาเล่มหนึ่ง แทงทะลวงเข้าทรวงอก
ทะลุออกกลางแผ่นหลัง
ปลายกระบี่สลายกลายเป็นกลุ่มหมอก ดวงตามันเหลือกค้าง เต็มไปด้วย
ความไม่เชื่อ ขณะที่มันกลายเป็นกลุ่มแสง หายลับไปเป็นคนที่สอง
พิ้งพิ้งพิ้ง!
เสียงสายลวดเหล็กดีดระรัวไม่ขาดหู เห็นในมือหนานเยว่ ไม่ทราบว่าถือ
เกาทัณฑ์เถาวัลย์คันหนึ่งตั้งแต่เมื่อใด ทุกครั้งที่คันธนูถูกน้าว แสงสีม่วง
กระพริบวูบ บนสายธนูจะปรากฏลูกเกาทัณฑ์เครือเถาลูกหนึ่ง ระดมยิงออกไป
ด้วยความเร็วอันชวนสะท้านใจ
คังเจ๋อยามนี้รูปโฉมภายนอกแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ผมเผ้าของมัน
กลายเป็นสีเทาเขียว โบกสะบัดด้วยจังหวะอันแปลกพิสดารราวกับพืชน้่ากอ
หนึ่ง ดวงตาของมันปกคลุมด้วยชั้นหมอกเขียวเลือนราง ร่างกายสั่นระรัว
เหมือนลูกเต๋า ทุกครั้งที่สั่น จะปรากฏระลอกคลื่นที่ยากจะมองเห็นด้วยตา
เปล่า รังสีฆ่าฟันเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง
เหล่าผู้ชมสีหน้าแปรเปลี่ยน
“ศาสตร์อสูรระดับสูง!” หมิงเจวี๋ยจื่อสุดจะระงับอารมณ์ได้อีกต่อไป ร้อง
อุทานออกมาสุดเสียง
หนานเยว่บังเอิญตื่นขึ้นมาจากห้วงแห่งการรู้แจ้งของนาง พอดีพบเห็น
จั่วม่อถูกกลุ้มรุมโจมตี นางก็ลงมือโดยไม่รีรอลังเล วิชาที่นางใช้ย่อมเป็น
เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ซึ่งนางเพิ่งจะฝึกปรือ วันนี้แม้นางเพิ่งเคยฝึกปรือยอด
วิชาประจ่าตระกูลฉบับนี้ แต่เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้สมกับที่เป็นยอดศาสตร์
อสูรที่สืบทอดมาในตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้อย่างแท้จริง หนานเยว่เรียนรู้
ได้อย่างง่ายดาย ไม่มีอุปสรรคความยากล่าบากใดเหมือนเช่นที่นางพบเจอใน
ศาสตร์อสูรทั่วไป หลายแห่งคล้ายเป็นไปตามสัญชาตญาณ
นางเพียงร้อนรนลงมือเพื่อช่วยเหลือจั่วม่อ ไม่มีความคิดห่วงพะวงอื่นใด
อยู่ในใจ ดังนั้นค่อยๆ เข้าสู่สภาวะสมบูรณ์พร้อม ยิ่งยิงยิ่งคุ้นเคย ยิ่งใช้ออกยิ่ง
แตกฉานอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
คังเจ๋อรู้สึกตัวก่อนหนานเยว่ช่วงหนึ่ง มันไม่ได้ฝึกปรือศาสตร์รอยแผลสี
เทาจนถึงขั้นลืมตัวลืมตนเหมือนหนานเยว่ ตรงกันข้าม มันยังรู้สึกได้ถึงทุกสิ่ง
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้านนอก เห็นต้าเหรินเฝ้าปกป้องพวกมันโดยไม่ย่อท้อ ในใจ
มันมีแต่ความซาบซึ้งตื้นตัน ต่อให้ทราบว่าเรื่องคราวนี้เท่ากับล่วงเกินผู้คนมาก
หลาย แต่มันก็ไม่รีรอลังเลแม้แต่น้อย
ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้! ศาสตร์รอยแผลสีเทา!
สองสุดยอดศาสตร์อสูรที่เคยปราบพิชิตไปทั่วหล้า และเคยสูญหายไปใน
สายธารของกาลเวลา พวกมันประหนึ่งยอดกระบี่ที่ถูกปัดฝุ่น เผยประกายคม
กล้าต่อหน้าโลกภายนอกอีกครา
ไม่ต่างจากรัศมีอันรุ่งโรจน์เมื่อสามพันปีล่วงมาแล้ว!