สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 376 เราต้องการการต่อสู้จริง!
การโจมตีอันดุดันของหนานเยว่กับคังเจ๋อ ขู่ขวัญบรรดาอสูรจนขวัญหนีดี
ฝ่อ
ลูกเกาทัณฑ์เครือเถาม่วงรวดเร็วดุจสายฟ้า ไม่มีอสูรตนใดหลบหลีกรอด
พ้น ทั้งยังต่อเนื่องดุดันถึงขั้นสุดยอด ล่าแสงสีม่วงฉีกผ่านอากาศไม่ขาดสาย
บรรจงยิงสังหารอย่างเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ส่วนเส้นสายสีเทาเขียวเต็มไปด้วยการ
เปลี่ยนแปลงสารพัน พวกมันราวกับนักฆ่าสวมหน้ากากหนังมนุษย์ ลึกลับสุด
หยั่ง ยากจะระวังป้องกันถึงที่สุด ภายในชั่วกะพริบตา เหล่ายอดฝีมือที่ฉกฉวย
โอกาสบุกโจมตีหมายเข่นฆ่าสังหาร ล้วนกลับกลายเป็นกลุ่มแสงสีขาว สลาย
หายไปจนหมดสิ้น
บรรดาผู้ชมตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว เกรงว่าหากเผลอกระดิก
แม้แต่ปลายนิ้ว อาจตกเป็นเป้าสังหารของสองยอดศาสตร์อสูรสุดอ่ามหิตที่เพิ่ง
จะแผลงฤทธิ์ออกมา
พวกมันอาจไม่คล้ายหมิงเจวี๋ยจื่อ ที่เพียงมองปราดเดียวก็ทราบว่าวิชาที่
หนานเยว่กับคังเจ๋อใช้เป็นศาสตร์อสูรระดับสูง แต่พวกมันก็สามารถมองออกว่า
ศาสตร์อสูรทั้งสองวิชานี้พิเศษเฉพาะยิ่ง หนานเยว่กับคังเจ๋ออยู่ในค่ายกลลวง
ตา ทีแรกเหล่าอสูรล้วนจดจ่ออยู่กับจั่วม่อ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นพวกมัน
ทั้งสองปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน ลงมือจู่โจมดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู
ทั้งรวดเร็วทั้งดุดันอ่ามหิต ดับความคิดฉวยโอกาสจับปลาตอนน้่าขุ่นของอสูร
หลายตนอย่างสิ้นเชิง
หนานเยว่ยืนถือคันธนูเถาวัลย์อยู่ข้างกายจั่วม่อ หอบหายใจน้อยๆ นาง
กวาดตามองรอบด้านอย่างระมัดระวัง คังเจ๋อบนใบหน้าอาบเต็มไปด้วยหยาด
เหงื่อ กลุ่มหมอกสีเทาเขียวบนร่างเลือนรางกว่าเมื่อครู่
จั่วม่อทราบดีว่าหนานเยว่กับคังเจ๋อเพิ่งจะฝึกปรือสองศาสตร์อสูรนี้เป็น
ครั้งแรก หลังจากลงมืออย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันจะต้อง
เหน็ดเหนื่อยปางตาย
“ท่าได้ดีมาก กลับไปพักผ่อนให้สบายเถอะ” จั่วม่อเมื่อมีโอกาสพัก
หายใจ ย่อมสามารถฟื้นฟูขีดความสามารถรับมือ มันกล่าวอย่างอบอุ่นอ่อนโยน
สองมือกรีดวาดอย่างพร้อมเพรียง ล่าแสงหลากสีสันหลายสิบสายหมุนคว้าง
ออกมาดุจพายุ ทยอยกระทบใส่พื้นที่ว่างเปล่ารอบกายจั่วม่อ แล้วเลือนหายไป
กับดัก! ที่แท้นี่เป็นกับดัก!
ทุกคนที่เฝ้าดูใจหายวาบ
หนานเยว่กับคังเจ๋อยืนอยู่บนปลายเชือกตั้งแต่แรก เพียงยึดเหนี่ยว
เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย เห็นเช่นนี้ พวกมันค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก พา
กันออกจากคุกสิบนิ้วไปโดยไม่ลากถ่วงเสียเวลา
จั่วม่อกวาดตามองรอบด้านอย่างเย็นชา อสูรมากมายก้มหน้าลง ไม่มีผู้ใด
ขวัญกล้าพอจะสบตามัน แต่สายตาของจั่วม่อสะดุดลงที่หมิงเจวี๋ยจื่อวูบหนึ่ง
เนื่องเพราะอสูรแปลกหน้าตนนี้ยิ้มน้อยๆ ให้แก่มัน
ไม่ทันได้ขบคิดถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มของหมิงเจวี๋ยจื่อ จั่วม่ออ
อกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างไปในบัดดล
ทันทีที่ออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง จั่วม่อในที่สุดบังเกิด
ความรู้สึกสิ้นเรี่ยวแรงลึกๆ พลังจิตส่านึกคราวนี้สิ้นเปลืองไปอย่างรุนแรงจริงๆ
รีบเข้าสู่ห้วงฌานสมาธิ ฟื้นฟูพลังจิตส่านึกของมันเป็นอันดับแรก
“ค่ายกลกระบี่เป็นสิ่งที่ดี อาจสามารถช่วยให้เจ้าเข้าใจเจตจ่านงกระบี่ได้
อย่างไรก็ตาม อย่าได้คิดหวังพึ่งพาสิ่งภายนอกมากเกินไป เราเป็นเซียนกระบี่
เซียนกระบี่คือสิ่งใด? นอกเหนือจากกระบี่ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก! ไม่ว่าเจ้าจะบรรลุ
เจตจ่านงกระบี่หรือไม่ก็ตาม เมื่อเจ้าเริ่มฝึกปรือวิถีกระบี่ หัวใจเจ้าก็คือกระบี่ที่
เพิ่งขึ้นรูปแท่งหนึ่ง เจ้าจ่าต้องใช้ค้อนตีอย่างต่อเนื่อง ทุบตีมัน ขัดฝนมันและลับ
คมมัน ท่าให้มันยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เช่นนั้นหัวใจกระบี่ของเจ้าต้องใช้
สิ่งใดทุบตีมัน ขัดฝนมันและลับคมมันกันเล่า? นั่นก็คือการต่อสู้ การต่อสู้อย่าง
ต่อเนื่อง! ไม่มีการต่อสู้ก็ไม่มีเซียนกระบี่ พวกเราเหล่าเซียนกระบี่ มาถึงโลกใบนี้
ด้วยความคมกล้าของเรา!”
สุ้มเสียงของเหวยเสิ้งไม่ได้มีเสน่ห์น่าฟัง แต่ด้วยสายตาแน่วแน่มั่นคงกับ
น้่าเสียงที่เต็มไปด้วยความทรหดอดทน บันดาลให้เซียนกระบี่ทุกคนเลือดลม
พลุ่งพล่าน
ก่อนหน้านี้พวกมันขาดผู้ชี้น่าสั่งสอน ไม่ต่างจากงูไร้หัว บัดนี้เมื่อเหวยเสิ้ง
ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ท่าให้เซียนกระบี่ทุกคนมองเห็นความหวังร่าไร ใน
ส่านักอื่น ศิษย์เช่นเหวยเสิ้งก็ยังคงเป็นได้แค่ศิษย์ แต่ที่นี่ เหวยเสิ้งกลายเป็น
เหล่าซือของเหล่าเซียนกระบี่ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดกังขาในวาจาของมัน
แม้แต่ครึ่งค่า
มันเป็นเซียนกระบี่เที่ยงแท้ที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน!
หากเป็นในกาลก่อน พวกมันต้องรู้สึกว่าวิธีฝึกปรือของเหวยเสิ้งช่างโง่งม
ยิ่ง ผู้ใดจะคาดคิดว่าซิวเจ่อด่านจินตันผู้หนึ่ง ถึงกับใช้เวลาสองชั่วยามในแต่ละ
วัน เพื่อฝึกฟันและแทงซ้่าๆ ซากๆ ราวกับเป็นผู้เริ่มต้นฝึกปรือ แต่เหวยเสิ้งก็ใช้
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นในทันที ท่าให้ทุกคนเข้าใจอย่างสุดซึ้ง ว่าพื้นฐานนั้น
ส่าคัญเพียงใด
ความจริงที่ว่ามันใช้กระบวนท่ากระบี่จากด่านเลี่ยนชี่ อาศัยพลังปราณใน
ระดับของด่านเลี่ยนชี่ ปราบพิชิตยอดฝีมือของค่ายจูเชวี่ยทั้งหมด รวมทั้งม้า
ฝานด้วย!
หลังจากการประลองอันอัศจรรย์พันลึกครั้งนี้ ค่ายจูเชวี่ยทั้งค่ายก็ตกอยู่
ในความเงียบกริบดุจป่าช้าไปหลายวัน ฝีมืออันร้ายกาจของเหวยเสิ้ง เหยียบย่า
ความเข้าใจทั่วไปที่พวกมันสั่งสมมาทั้งชีวิต จนพลิกคว่าคะม่าหงายหมดสิ้น
พลังปราณอันใด วิชากระบี่อันใด เบื้องหน้าเหวยเสิ้ง พวกมันล้วนไร้
ประโยชน์ มันใช้ความจริงสั่งสอนทุกคนอย่างซึ่งหน้า ว่าวิถีการฝึกปรือของพวก
มันเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ผู้คนค่อยๆ เริ่มต้นลอกเลียนวิธีฝึกปรือของ
เหวยเสิ้ง เริ่มฝึกฝนทักษะกระบี่ขั้นพื้นฐานที่พวกมันเคยละทิ้งไปนานอีกครั้ง
ห้องบรรยายกระบี่ของเหวยเสิ้งเต็มไปด้วยผู้คนเนืองแน่นทุกวัน
ภายในห้องบรรยายกระบี่ หลังจากการเรียนการสอน ทุกคนมารวมตัว
กัน สนทนาถึงเรื่องที่เหวยเสิ้งเพิ่งกล่าวถึง
“เหวยซือ (ครูเหวย) ยอดเยี่ยมโดยแท้!” เหลยเผิงแม้ไม่ได้ฝึกปรือเคล็ด
วิชากระบี่ แต่ไม่เคยพลาดการบรรยายเลยสักครั้ง การสั่งสอนของเหวยซือสอด
คล้องกับความกระหายของมันพอดี เหวยเสิ้งเมื่อยังหนุ่มยังแน่น พวกมันจึงพา
กันเรียกว่าเหวยซือจนติดปาก
“แต่จะไปหาการต่อสู้ได้จากที่ใดเล่า?” บางคนพึมพ่า
“ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะหาการต่อสู้ไม่ได้เอาเสียเลย” ม้าฝานกล่าวเสียงต่าลึก
หลังจากคราวที่แล้วถูกเหวยเสิ้งพิชิตโดยราบคาบ มันสะทกสะท้อนอยู่เป็นนาน
มรรคากระบี่ของมันนอกรีตนอกรอย ไม่เคยเดินไปตามวิถีทางที่ถูกต้อง หลาย
สิ่งมีความเข้าใจเพียงครึ่งๆ กลางๆ สุดท้ายกลายเป็นจุดอ่อนมากมายที่ซ่อนอยู่
ภายใน คราวนี้เหวยเสิ้งใช้กระบี่ขุดข้อบกพร่องที่ว่าออกมาจนครบถ้วน ม้าฝาน
ได้รับประโยชน์มหาศาล มันทั้งสะทกสะท้อน และตั้งใจขบคิดทุกค่าพูดของ
เหวยเสิ้งอยู่หลายรอบ
“ถูกต้อง ด้านนอกมีวิญญาณภูตอยู่มากมาย ทั้งยังมีสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
ที่แข็งแกร่งกว่า ไม่ใช่เป็นคู่ต่อสู้ที่ดีที่สุดส่าหรับพวกเราหรือ?” เหนียนลู่สอด
ปาก
“ใช่แล้ว! ไปจัดการพวกมันกันเถอะ!”
“อาอา แต่เราต้องวางแผนเสียหน่อย เอาอย่างนี้เป็นไร… …”
อนิจจา สัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่น่าสงสาร พวกมันอาศัยอยู่ในหมอกภูต
อย่างปลอดภัยไร้กังวลมานับหมื่นปี แต่วันนี้กลับต้องเผชิญเคราะห์กรรม เพียง
เพราะสุนทรพจน์หนึ่งประโยคของเหวยเสิ้ง
เดิมทีซู่หลง อาเหวินและบรรดายอดฝีมือชั้นแนวหน้าของค่ายเว่ย ก็ตั้งใจ
จะเข้าร่วมฟังบรรยายในห้องบรรยายกระบี่ด้วย แม้ว่าสิ่งที่เหวยเสิ้งบรรยายจะ
เป็นการฝึกปรือกระบี่ แต่มีเคล็ดความมากมายที่มีประโยชน์ต่อพวกมันด้วย
ทว่าแผนการนี้ถูกผูเยาก่าจัดทิ้งอย่างไร้เมตตาปราณี
ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่? สาขาหนึ่งของอสูรฟ้าผู้สูงส่ง แม้ว่าจะมีเพียงแค่ชื่อ
เท่านั้นก็ตาม ต้องพึ่งพาให้ผู้อื่นมาบรรยายอบรมสั่งสอนตั้งแต่เมื่อใด?
ส่าหรับผูเยา นี่เป็นความอับอายขายหน้า ใช่แล้ว อับอายขายหน้าถึงขั้น
อัปยศอดสูทีเดียว!
ผูเยายิ่งคิดเท่าใดก็ยิ่งไม่พอใจมากเท่านั้น สั่งการให้ค่ายเว่ยปิดค่ายทันที
ห้องบรรยายกระบี่มีดีอันใด? เอ่ยถึงการฝึกฝีมือบ่าเพ็ญเพียร เฮอะ ผู้ใด
สามารถเปรียบเทียบกับเกอ?
ผูเยาในใจยิ้มเยาะหยันอย่างเย็นชา
มันเพียงโบกมือวูบเดียว ห้องบรรยายฝึกปรือวิถีปิศาจก็เปิดขึ้น
ผูแม้เป็นอสูรผู้หนึ่ง แต่มันก็แตกฉานในชุดวิชาที่เผ่าปิศาจใช้ฝึกปรือ
เฉื่อยชาและเย่อหยิ่งจองหอง มันบรรยายอย่างอิสระไร้กฏเกณฑ์ สิ่งที่มันสอน
ทั้งยืดยาวและไม่ได้จ่ากัดเฉพาะเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากเท่านั้น หากเหล่าปิศาจ
ด่านเจี้ยวในภพปิศาจมานั่งฟังอยู่ที่นี่ พวกมันอาจตื่นเต้นจนหัวใจกระดอน
ออกมาจากทรวงอก แต่เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากเพียงฟังอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
หลายส่วนท่าให้พวกมันบังเกิดความเข้าใจอย่างฉับพลัน ส่าหรับเรื่องอื่น พวก
มันไม่ได้รู้สึกอะไร
แม้ว่าประตูค่ายจะปิดสนิท แต่การเคลื่อนไหวของพวกค่ายจูเชวี่ย ก็ยัง
ดึงดูดความสนใจจากซู่หลงกับพวกอยู่ดี
“การต่อสู้? โอ้ ไม่เลว นั่นเป็นสิ่งส่าคัญทีเดียว” ผูเยาจับคาง กะพริบ
ดวงตาสีเลือด
เทียบกับบรรดาเซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ยแล้ว เหล่าองครักษ์ทุกข์ยาก
แห่งค่ายเว่ยยิ่งมีประสบการณ์การต่อสู้น้อยนิดจนน่าเวทนา พวกมันถือก่าเนิด
จากทาสฝึกตน เป็นกลุ่มคนนอกคอกของแท้ อาจกล่าวได้ว่าโดยก่าเนิดแล้ว
เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากเมื่อเปรียบเทียบกับเซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ย ยังนับว่า
อ่อนด้อยกว่ามาก
แต่หากปล่อยให้ค่ายเว่ยถูกค่ายจูเชวี่ยกดเอาไว้ มันจะยังมีใบหน้าหลง
เหลืออยู่อีกหรือ?
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเหวยเสิ้งก็ตาม!
เฮอะ! ก็แค่จินตันผู้หนึ่ง… …
ผูเยาผู้ทระนงถือดี ไหนเลยจะทานทนรับผลลัพธ์เช่นนี้ได้?
ที่ส่าคัญไปกว่านั้น ยังมีวิญญาณทองค่าอีกด้วย! หลังจากดูดซับวิญญาณ
ทองค่าเข้าไปดวงหนึ่ง ดวงวิญญาณของมันก็มั่นคงขึ้นมาก นอกเหนือจากการ
ผ่อนคลายลงได้บ้าง มันยังกระหายอยากในวิญญาณทองค่าส่วนที่เหลือมากขึ้น
กว่าเดิม ในส่วนนี้ แน่นอนว่ามันต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง
นี่ไม่มีทางอื่นเลย ศิษย์ของมันผู้นี้ เป็นสุดยอดของผู้ที่ยึดมั่นในความเป็น
จริงแล้ว!
ผูเยามุ่งเป้าไปยังเหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูต มันไม่มัวเสียเวลาพูดจา เพียง
โบกมือคราหนึ่ง ก็ส่งค่าสั่งการลงไป
ค่ายเว่ยก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน
กงซุนชาไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าเกิดพายุอันใดขึ้นในบริเวณค่าย การมาของ
เหวยเสิ้งไม่ได้ส่งผลต่อมันมากมาย เมื่อครั้งที่มันลงจากเขาสุญตา มันเพิ่งจะเข้า
ร่วมส่านักได้เพียงสองสามเดือนเท่านั้น ไม่ได้มีความผูกพันกับส่านักกระบี่สุญ
ตามากนัก มันเพียงเคยได้ยินชื่อศิษย์พี่ใหญ่เหวยเสิ้งมาบ้าง และนี่เป็นครั้งแรก
ที่ได้พบเห็นคนตัวจริง
ในเวลานี้ ทั้งร่างของมันแดงฉานราวกับกุ้งต้ม ใบหน้าหล่อเหลาดังเช่น
ปกติ เพิ่มด้วยความขวยเขินเอียงอายเหมือนเด็กชายข้างบ้าน ด้วยสีแดงซ่าน
ตลอดทั้งร่างเช่นในขณะนี้ มันยิ่งดูน่ารักใคร่ทนุถนอมมากขึ้น
ดวงวิญญาณของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทันทีที่ไข่มุกแหล่งก่าเนิด
วิญญาณถูกยัดเข้าไปในปาก แหล่งก่าเนิดวิญญาณก็โถมท่วมเข้ามาในร่างดุจ
คลื่นยักษ์ แทบกลืนกินมันลงไป ดวงวิญญาณของมันราวกับใบไม้น้อยๆ
ล่องลอยดิ้นรนอยู่กลางมหานทีคลั่ง
หากเป็นคนทั่วไป ในสถานการณ์เช่นนี้ ความคิดแรกของพวกมันคือต้อง
ปกป้องตัวเองเอาไว้ก่อน
แต่กงซุนชาไม่ใช่ มันเป็นบุคคลใจเหี้ยมและเด็ดเดี่ยว เริ่มแรกสุดมันเริ่ม
การปล้นชิงอย่างเดิมพันด้วยชีวิต ต่อสู้ดิ้นรน แย่งชิงกลืนกินแหล่งก่าเนิด
วิญญาณอย่างคลุ้มคลั่ง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตัวเอง ระดับความ
ตื่นเต้นอันตรายคราวนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่อันตรายมากที่สุดนับตั้งแต่กงซุนชา
เริ่มฝึกฝีมือเลยทีเดียว
พลังบ่าเพ็ญเพียรของกงซุนชาอ่อนด้อยที่สุดในหมู่ทุกคน แต่หากเอ่ยถึง
ความแข็งแกร่งของพลังใจ กระทั่งจั่วม่อยังประเมินพลังใจและระดับความดื้อ
รั้นของกงซุนชาต่าทรามไป นับตั้งแต่มันได้พบกับการท่าศึกสงคราม มันก็ยืน
หยัดดื้อรั้นต่อต้านการทารุณกรรมของผูเยาซ้่าๆ ซากๆ ในช่วงเวลานั้น ผูเยาไม่
เคยสั่งสอนมันแม้แต่ค่าเดียว กงซุนชาต้องซมซานเสาะหารูปแบบของตัวเอง
จากการพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องนับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีก่าลังใจ ไม่มีการสนับสนุน มี
แต่ความล้มเหลวพ่ายแพ้เท่านั้น
วิธีการฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างโหดเหี้ยมอ่ามหิต เป็นสิ่งที่เพาะสร้างกงซุนชา
ขึ้นมา
ทั้งยังเพาะสร้างรูปแบบการท่าศึกที่ดุดันอ่ามหิตของแม่นางน้อยขึ้นมา
ด้วย แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ ว่ามันโหดเหี้ยมกระทั่งกับตัวมันเอง
มันเป็นตัวประหลาดที่มีร่างกายอ่อนแอ พลังบ่าเพ็ญเพียรต้อยต่า แต่มี
หัวใจแกร่งกร้าวและดุดันอ่ามหิต
ส่าหรับมัน เหตุการณ์ในยามนี้ก็แค่การต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง สถานการณ์คับ
ขันอันตรายไม่ได้ท่าให้มันพรั่นกลัว พลังใจและความดื้อรั้นของมันเพาะสร้าง
ขึ้นจากการถูกผูเยาทารุณกรรมนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งแข็งแกร่งดุจหินผา
สิ่งที่มันถนัดที่สุด คือการค้นหาทางรอดสายหนึ่ง ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุด
คลื่นยักษ์ที่โหมซัดเข้ามาในดวงวิญญาณของมันไม่หยุดยั้ง ท่าให้มัน
สั่นสะเทือนจนแทบเพลี่ยงพล้่า แต่จิตใจมันสงบเยือกเย็นยิ่ง ยังคงปล้นชิงกลืน
กินแหล่งก่าเนิดวิญญาณอย่างไม่ย่อท้อ
จิตส่านึกของมันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งเติบโตก็ยิ่งท่าให้มันรู้สึกสบาย
ขึ้น
มันดูเหมือนจะสั่งการจิตส่านึกของมัน ประดุจสั่งการค่ายจูเชวี่ย
ตีโอบ บุกทะลวงลึก ล้อมกรอบและท่าลาย… …
นี่เป็นกลยุทธ์ที่มันคุ้นเคยมากที่สุด และใช้งานได้คล่องมือที่สุด มัน
ประดุจสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ วนเวียนเฝ้ารอโอกาส เมื่อเห็นจุดอ่อน จะกระโจน
เข้าขย้่าฉีกเนื้อออกมาทีละชิ้น
แหล่งก่าเนิดวิญญาณกว้างใหญ่ไพศาล ส่วนมันอ่อนแอยิ่ง แต่กงซุนชาไม่
แตกตื่นลนลาน ตรงกันข้าม มันยิ่งรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจ เนื่องเพราะมันรู้สึกเร้า
ใจกับศึกสงคราม ความตื่นเต้นเร้าใจนี้เสมือนยาพิษที่เสพติด มอมเมามันจน
หลงใหลไม่คลาย
มันค่อยๆ ควบคุมสถานการณ์ได้ทีละน้อย
จิตส่านึกของมันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ ด้วยเหตุนี้ การคาดค่านวณของ
มันยิ่งกลายถูกต้องแม่นย่าขึ้นเรื่อยๆ จิตส่านึกของมันควบคุมได้ง่ายดายยิ่ง
พวกมันราวกับเณรน้อยมือใหม่ กลับกลายเป็นนักรบยอดฝีมืออย่างรวดเร็ว
อย่างช้าๆ เส้นใยแห่งความเข้าใจสายหนึ่งผุดขึ้นในใจมัน
ความเข้าใจนี้ยิ่งมายิ่งกระจ่างชัดเจน กระจ่างชัดเจนจนคล้ายว่าอยู่
ด้านหลังหน้าต่างกระดาษเบื้องหน้านี้เอง หากมันสามารถทิ่มแทงให้ทะลุ มัน
จะสามารถชมดูรูปลักษณ์ที่แท้จริงของความเข้าใจนั้น
จิตส่านึกของมันประดุจพายุหมุน ดึงดูดอย่างรุนแรง กลืนกิน
แหล่งก่าเนิดวิญญาณเศษเสี้ยวสุดท้ายเข้าไปในที่สุด
เพียะ คล้ายบางสิ่งแตกหัก และบางอย่างปะทุขึ้น
มันยืนอยู่บนสนามรบที่ว่างเปล่า ไม่มีผู้ใด จิตใจกระจ่างแจ้งผิดธรรมดา
ฮ่า ที่แท้นี่ก็คือแม่ทัพบัญชาการศึก!