สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 377 ชิงฮวาเสวี่ย*
(*หิมะขาวบุปผาคราม, เสวี่ยนอกจากหมายถึงหิมะแล้ว ยังหมายถึงการ
ช่าระแค้นได้ด้วย ผู้เขียนเหมือนจะใช้ทั้งสองความหมายพร้อมกัน)
สองศาสตร์อสูรระดับสูง!
หมิงเจวี๋ยจื่อศึกษาศาสตร์อสูรบันทึกภาพอย่างละเอียด ในใจก็หวนคิด
ทบทวน ค้นหาสิ่งที่คลับคล้ายกับสองศาสตร์อสูรนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ ศาสตร์อสูร
ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันล้วนรู้จักแทบทั้งนั้น ควรทราบว่านี่ไม่ใช่สามพัน
ปีที่แล้ว ศาสตร์อสูรระดับสูงหาใช่เรื่องปกติธรรมดาไม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะคิดทบทวนซ้่าไปซ้่ามาสักกี่รอบ ก็ไม่สามารถ
ระบุความเป็นมาของสองศาสตร์อสูรนี้ได้ ความกระหายใคร่รู้ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีก
ความคิดประการแรกของมันคือ นี่เป็นศาสตร์อสูรที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ใช่
หรือไม่?
ในมหาสงครามเมื่อสามพันปีก่อน แม้ว่าศาสตร์อสูรระดับสูงจ่านวนมาก
จะสูญหายไป แต่ศาสตร์อสูรระดับต่าและระดับกลางยังคงสืบทอดต่อมาโดย
แทบไม่บุบสลาย หลังจากพัฒนาต่อเนื่องมายาวนานถึงสามพันปี ต่าหนัก
ศาสตร์อสูรแต่ละแห่ง ทุ่มเทความพยายามของพวกมันในการคิดค้นศาสตร์อสูร
ใหม่ๆ มิหน่าซ้่าบรรดาต่าหนักศาสตร์อสูรที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ล้วนมุ่งเน้นไป
ที่การสรรค์สร้างศาสตร์อสูรระดับสูงโดยเฉพาะ กระทั่งเหล่าอสูรฟ้า ยังมุ่งมั่น
ไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน
จนกระทั่งการพัฒนาศาสตร์อสูรมาถึงยุคสมัยของความรุ่งโรจน์ หลายปี
มานี้ ศาสตร์อสูรระดับสูงต่างๆ ถูกคิดค้นออกมาอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นหนึ่งใน
เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินพลังอ่านาจของต่าหนักศาสตร์อสูร หากไม่มีศาสตร์
อสูรระดับสูงประจ่าต่าหนักของตน ต่าหนักศาสตร์อสูรแห่งนั้นไม่อาจเรียกได้
ว่าเป็นต่าหนักศาสตร์อสูรที่มีชื่อเสียง
สองวิชานี้ใช่เป็นศาสตร์อสูรระดับสูงที่ต่าหนักศาสตร์อสูรสร้างขึ้นหรือไม่?
นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ทว่าสัญชาตญาณของหมิง
เจวี๋ยจื่อกลับแย้งว่าไม่ใช่เช่นนั้น ประวัติความเป็นมาของเซียวม่อเกอลึกลับมา
โดยตลอด แต่มันเห็นได้ชัดว่ามีคุณลักษณะแตกต่างไปจากอสูรที่มาจากบรรดา
ต่าหนักศาสตร์อสูรทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง หมิงเจวี๋ยจื่อเชื่อมั่นในสายตาของตน
นับตั้งแต่ครั้งแรกที่มันเห็นเซียวม่อเกอ ความรู้สึกนี้ก็รุนแรงและชัดเจนมาก
บางทีสองยอดวิชานี้ อาจเป็นศาสตร์อสูรระดับสูงจากสมัยโบราณที่หาย
สาบสูญไปหรือไม่?
หมิงเจวี๋ยจื่อตัดสินใจสืบค้นให้ถึงที่สุด
ชิงฮวาจางสุ่ยขุ่นแค้นจนแทบคลั่งใจตาย!
ท่าทีหยาบคายไม่ไว้หน้าของเซียวม่อเกอท่าให้มันเดือดดาลถึงที่สุด
กระทั่งอาเมาอาโก่วโง่เง่าจากที่ใด ก็ยังหยามดูแคลนมัน!
อสูรชั้นสูงจากตระกูลชิงฮวา เคยต้องถูกหยามดูแคลนอย่างหยาบคาย
เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?
แต่ที่บัดซบที่สุดก็คือ บุปผาฟ้าครามกลับไม่สามารถท่าอะไรตัวบัดซบ
ปัญญาอ่อนผู้นั้นได้! ชิงฮวาจางสุ่ยก่าหมัดแน่น ดวงตาแทบพ่นไฟออกมา
เพราะเหตุใด? ไฉนบุปผาฟ้าครามจึงไม่เกิดผลกับเจ้าปัญญาอ่อนผู้นั้น?
หรือว่าบุปผาฟ้าครามมีจุดอ่อนร้ายแรงบางอย่าง… …
เป็นไปไม่ได้!
ตระกูลชิงฮวาที่มีสถานะอันรุ่งโรจน์มาจนถึงทุกวันนี้ ล้วนอาศัยพลังของ
บุปผาฟ้าครามเหล่านี้
แต่ความคิดอันเลวร้ายเมื่อบังเกิดขึ้น จู่ๆ ก็แทรกลึกเข้าไปในใจมันประดุจ
เถาวัลย์พิษอันร้ายกาจ โดยไม่รู้ตัว ใบหน้ามันกลายเป็นเขียวคล้่า เหงื่อเย็นไหล
ท่วมแผ่นหลัง
ไม่ใช่!
บุปผาฟ้าครามจะต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน! หากจะมีปัญหา ก็ต้องเป็น
มันเองที่ฝึกปรือผิดแนวทาง ตรงที่ใดสักแห่งเป็นแน่! ใช่แล้ว! ต้องเป็นเช่นนั้น
แน่!
หัวใจมันเขม็งตึงเครียดอีกหน วิถีบ่าเพ็ญเพียรของมันใช่มีบางอย่าง
ผิดพลาดไปหรือไม่?
“เกอเกอ (พี่ชาย) เกิดอะไรขึ้น?” ชิงฮวาเสวี่ยที่บังเอิญผลักประตูเข้ามา
พบเห็นใบหน้าซีดขาวของชิงฮวาจางสุ่ยพอดี อดแตกตื่นตระหนกไม่ได้
“ข้าไม่เป็นไร” ชิงฮวาจางสุ่ยกล่าวพลางฝืนยิ้ม แต่น้่าเสียงแหบแห้ง
ระคายหู ท่าให้ความห่วงกังวลของชิงฮวาเสวี่ยมีแต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
ชิงฮวาเสวี่ยแม้เป็นสตรี แต่ส่วนสูงไล่เลี่ยกับผู้เป็นเกอเกอ รูปร่างหน้าตา
ยังคลับคล้ายชิงฮวาจางสุ่ย ผิวพรรณสีฟ้าอ่อนจาง ละเอียดอ่อนเงางามดุจ
ประกายวารี ตัดกับดวงตาคู่งามสีเหลืองอ่าพันที่สุกสว่างกระจ่างใส ก่อเกิด
ความรู้สึกที่ยากจะบ่งบอกบรรยายประการหนึ่ง โดยเฉพาะแพขนตางอนยาว
ช่วยเพิ่มประกายความนุ่มนวลสายหนึ่ง ชวนให้ผู้คนบังเกิดความรักเวทนา
“เกอเกอยังคงขุ่นแค้นอาฆาตเซียวม่อเกอใช่หรือไม่?” สุ้มเสียงของชิงฮวา
เสวี่ยนุ่มนวลอ่อนโยน คล้ายแฝงเร้นด้วยพลังพิเศษ ช่วยให้ชิงฮวาจางสุ่ยสงบ
เยือกเย็นลงอย่างรวดเร็ว
ชิงฮวาจางสุ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อหวนนึกถึงความคิดที่ประดุจพิษร้าย
กัดกร่อนหัวใจ มันอดถามไม่ได้ “เม่ยเม่ย (น้องสาว) เคล็ดบุปผาฟ้าครามของ
ข้าใช่ฝึกปรือถูกแนวทางหรือไม่?”
ชิงฮวาเสวี่ยแปลกใจเล็กน้อย “เกอเกอไฉนมีความคิดแปลกๆ เช่นนี้เล่า?”
“วันนี้ข้าพบคนผู้หนึ่งในกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง มันไม่เกรง
กลัวบุปผาฟ้าครามแม้แต่น้อย ข้าจู่โจมบุปผาฟ้าครามออกไปสิบสองดอก แต่
ละดอกล้วนโจมตีถูกร่างมันอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับมันเลย”
ชิงฮวาจางสุ่ยในดวงตาทอแววพรั่นพรึง
“อา!” ชิงฮวาเสวี่ยตื่นตะลึงยิ่ง แต่เมื่อนางพบเห็นว่าดวงตาของชิงฮวา
จางสุ่ยเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและหดหู่ท้อแท้ นางรีบสงบใจลง หลังจาก
ขบคิดแวบหนึ่ง ค่ายเอ่ยปากอย่างเนิบนาบ “โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล เต็มไป
ด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมาย กระทั่งศาสตร์รัตติกาลต้องห้ามของตระกูลเยี่ย
(ราตรี) ก็ไม่กล้ากล่าวว่าไร้เทียมทาน เกอเกอจ่าไม่ได้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ
สองปีก่อน?”
ชิงฮวาจางสุ่ยพอฟังค่าปลอบโยนสีหน้าก็ผ่อนคลายลงทันที
“วิถีฝึกปรือศาสตร์บุปผาฟ้าครามของเรา แม้ขาดสามขั้นสุดท้าย แต่
แน่นอนว่าไม่มีปัญหา” ชิงฮวาเสวี่ยปลอบโยนด้วยสุ้มเสียงมั่นอกมั่นใจ
ชิงฮวาจางสุ่ยค่อยคลายใจจากความกังวล มันรู้สึกว่าเม่ยเม่ยของมันกล่าว
ไม่ผิด อดเย้ยหยันจิตใจอันอ่อนแอของตัวเองไม่ได้ พวกมันทั้งสองเป็นพี่น้อง
ร่วมบิดา แต่ต่างมารดากัน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของพวกมันสนิทสนม
กลมเกลียวดุจพี่น้องร่วมอุทร อย่าได้เห็นว่าชิงฮวาเสวี่ยเป็นเม่ยเม่ยของมัน แต่
นางชาญฉลาดปราดเปรื่อง ชิงฮวาจางสุ่ยนับถือเลื่อมใสนางตั้งแต่ยังเล็ก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบ่าเพ็ญเพียร
ชิงฮวาจางสุ่ยแม้เป็นสมาชิกของสมาพันธ์อัจฉริยะ แต่ต่อหน้าเม่ยเม่ยของ
มัน มันไม่เคยเย่อหยิ่งภาคภูมิแม้แต่ครั้งเดียว พรสวรรค์ในการฝึกปรือบ่าเพ็ญ
เพียรของเม่ยเม่ย มันทราบกระจ่างกว่าผู้ใด ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อใดที่มัน
ประสบปัญหาในการฝึกปรือ ก็มักจะขอค่าชี้แนะจากเม่ยเม่ยอยู่เป็นประจ่า แต่
เม่ยเม่ยของมันไม่ชมชอบความขัดแย้ง ไม่เคยใช้ศาสตร์อสูรต่อหน้าผู้คนมาก่อน
กระทั่งบิดาของพวกมัน ยังไม่เคยล่วงรู้พรสวรรค์ที่แท้จริงในการฝึกปรือศาสตร์
บุปผาฟ้าครามของเม่ยเม่ยของมัน
แทบไม่มีผู้ใดรู้จักนามชิงฮวาเสวี่ย
ตระกูลที่เสื่อมถอยของพวกมันเป็นสาขาหนึ่งของตระกูลชิงฮวา ในสายตา
ของของผู้อื่น สาขาของพวกมันเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นหลังจากชิงฮวาจางสุ่ยเข้า
ร่วมสมาพันธ์อัจฉริยะ แต่มีเพียงตัวชิงฮวาจางสุ่ยเองเท่านั้น ที่ทราบว่าสุดยอด
อัจฉริยะที่มีศักยภาพสูงสุดในสาขาของพวกมัน กลับไม่ใช่มัน
แต่กระทั่งชิงฮวาจางสุ่ยยังไม่เคยล่วงรู้แน่ชัดว่าเม่ยเม่ยของมันแข็งแกร่ง
ปานใด แต่นับตั้งแต่ยังเยาว์ มันก็เชื่อมั่นในตัวชิงฮวาเสวี่ยโดยไม่มีเงื่อนไข ยิ่ง
เวลาผ่านไป ความหวังทั้งหมดของตระกูลสุมทับลงบนไหล่บ่าของมัน มันยิ่ง
กลายเป็นจิตใจอ่อนไหวและอารมณ์แปรปรวนอยู่บ้าง บ่อยครั้งที่มักจะ
หงุดหงิดหุนหัน จิตใจไม่มั่นคง แต่ต่อหน้าเม่ยเม่ยของมัน มันสามารถสบายใจ
ได้อย่างไม่รู้ตัว
บรรยากาศรอบกายของเม่ยเม่ยดูคล้ายเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันสงบสุข
ในเมื่อเม่ยเม่ยบอกว่าไม่มีปัญหา เช่นนั้นย่อมต้องไม่มีปัญหาแน่นอน
“เกอเกอระยะนี้กดดันตัวเองมากเกินไปแล้ว” ชิงฮวาเสวี่ยกระตุ้นเตือน
ด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวล “เกอเกอไม่สมควรเสียเวลาสนใจเซียวม่อเกอมากเกินไป
คนผู้นี้พฤติการณ์ยโสโอหัง สร้างศัตรูทุกหนทุกแห่ง มันจะต้องไม่มีจุดจบที่ดี
บุปผาฟ้าครามของเกอเกออยู่ในขั้นส่าคัญ หากท่านสามารถรุดหน้าไปอีกก้าว
หนึ่ง วิถีบ่าเพ็ญเพียรของท่านจะบรรลุถึงระดับชั้นทะเลกว้างฟ้าสดใสอย่าง
แท้จริง”
“เม่ยเม่ยต่าหนิถูกต้อง เป็นข้าบีบคั้นตนเองให้อับจนหนทางด้วยตัวเอง”
ชิงฮวาจางสุ่ยกล่าวอย่างสงบ นึกถึงช่วงระยะนี้ที่มันวิ่งพล่านเหมือนคนบ้า อด
รู้สึกอับอายอยู่บ้างไม่ได้
ชิงฮวาเสวี่ยแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน “เช่นนั้นข้าจะออกไปเดินเล่นสักครู่”
กล่าวจบค่า นางก็ล่องลอยออกไปประดุจเกล็ดหิมะสีฟ้าครามเกล็ดหนึ่ง
ชิงฮวาจางสุ่ยมองตามแผ่นหลังของเม่ยเม่ย ในใจบังเกิดความอบอุ่นอ่อนโยน
ในเมื่อเม่ยเม่ยชมชอบชีวิตอันสุขสงบ มันในฐานะพี่ชาย จะต้องมุมานะท่างาน
หนักกว่านี้!
ชิงฮวาเสวี่ยกลับไปที่ห้องของนาง นั่งลงขบคิดเงียบๆ อยู่ชั่วครู่ ทันใดนั้น
ดวงตาสีอ่าพันสาดประกายเย็นเยียบ
“เซียวม่อเกอ… …”
หนานเยว่ลืมตาขึ้น รู้สึกว่าจิตใจนางทั้งพึงพอใจและอิ่มเอมอย่างบอกไม่
ถูก ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียแม้แต่น้อย ในใจปิติยินดีอย่างสุดแสน ไม่
ต้องสงสัยเลยว่าศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้เป็นศาสตร์อสูรประจ่าตระกูล
ของนาง ช่างร้ายกาจทรงพลังโดยแท้!
นางเพ่งจิตวูบหนึ่ง ประกายสีม่วงพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วของนาง
จากนั้นกลายเป็นลูกศรเครือเถายาวสามชุ่นดอกหนึ่ง ลูกศรเครือเถาเล็กๆ อัน
ละเอียดอ่อนนี้ สร้างขึ้นจากเถาวัลย์เขียวเรียวบางสองเส้นม้วนกระหวัดรัดพัน
กัน ที่ปลายหางลูกศรเป็นใบไม้สีเขียวสดชื่นสามใบ น่ามองไม่น้อย ลูกเกาทัณฑ์
เครือเถาอ่อนหยุ่นแต่แน่นเหนียว นางสามารถดัดงอโค้งได้ดั่งใจปรารถนาโดย
ไม่แตกหัก นางมือเล่นอยู่กับลูกเกาทัณฑ์เครือเถา จิตใจกลับล่องลอยไปไกล
นางไม่เคยลอบถ่ายทอดศาสตร์อสูรน้อยและสิ่งอื่นที่ต้าเหรินสั่งสอนนาง
ให้แก่พี่น้องร่วมตระกูลของนาง หากปราศจากค่าอนุญาตของต้าเหริน นาง
ย่อมไม่กล้าเปิดเผยสิ่งใด ทั้งยังไม่เคยมีความคิดเช่นนั้น ความตั้งใจเดิมของนาง
คือเรียนรู้ฝีมือบางอย่างจากต้าเหริน ต่อไปในภายภาคหน้า นางจะสามารถหา
รายได้มากขึ้น ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในตระกูลให้ดีขึ้น
แต่เมื่อนางแรกฝึกปรือศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ กลับบังเกิดแรง
ปลุกเร้าอย่างรุนแรง ให้นางถ่ายทอดยอดวิชาแขนงนี้แก่คนในตระกูล
ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้สมกับที่เกิดมาเพื่อตระกูลเถิงแห่งสวรรค์
แดนใต้โดยเฉพาะ มันเหมาะสมกับสายเลือดตระกูลของนางจนไม่อาจ
เหมาะสมไปกว่านี้ นางเพิ่งจะฝึกปรือเป็นครั้งแรก แต่พลังจิตส่านึกของนาง
กลับเติบโตขึ้นถึงหนึ่งในสิบ ระดับความรุดหน้านี้ขู่ขวัญนางแทบขวัญหนีดีฝ่อ
หากระดับความรุดหน้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เช่นนั้นพลังอ่านาจของยอด
ศาสตร์อสูรนี้ก็เป็นที่คาดค่านวณได้ เมื่อวานนี้ในกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดน
ร้าง นางสังหารศัตรูไปกี่คน? สิบคนไม่ขาดไม่เกิน!
หากเป็นกาลก่อน นี่เป็นระดับความส่าเร็จที่นางไม่อาจจินตนาการไปถึง!
ที่ส่าคัญ นี่นางเพิ่งจะฝึกปรือเป็นครั้งแรกเท่านั้นเอง! ยามนี้มาหวนคิดดู บันทึก
เก่าแก่เกี่ยวกับศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ของตระกูลนาง ไม่ได้โอ้อวดเกิน
จริงแม้แต่น้อย
การที่ต้าเหรินยินยอมให้นางถ่ายทอดศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ให้แก่
พี่น้องร่วมตระกูลของนาง นับเป็นโชควาสนาอย่างแท้จริง ในใจนางเต็มไปด้วย
ความซาบซึ้งส่านึกบุญคุณ นางสามารถมองเห็นอนาคตอันสดใสและดีงามเปิด
กว้างอยู่เบื้องหน้านางและตระกูลของนาง บางครั้งนางยังอดคิดไม่ได้ ว่านี่เป็น
ความฝันไม่ใช่ความจริง ชีวิตอันยากแค้นล่าเค็ญที่นางเคยประสบพบพานมา
คล้ายจะเป็นเรื่องเมื่อวานนี้เอง
ไม่ว่าเบื้องลึกจะเป็นด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม นางก็ส่านึกขอบคุณต้าเหริน
สุดหัวใจ!
นางเชิดคางขึ้น ต้าเหรินทรงพลังยิ่ง และเข้มแข็งยิ่ง นางไม่อาจเป็นตัวถ่วง
ของต้าเหริน! สิ่งที่นางท่าได้ แน่นอนว่าคือมุ่งมั่นฝึกปรือให้สุดชีวิต! หากต่อไป
นางสามารถเป็นก่าลังให้แก่ต้าเหรินได้ เช่นนั้นจึงสมบูรณ์พร้อมมากขึ้น!
อา แล้วนางจะเป็นก่าลังให้แก่ต้าเหรินได้อย่างไร?
ดวงตานางเป็นประกายเจิดจ้า
จั่วม่อก่าลังฝึกปรือศาสตร์อสูรอย่างไม่คิดชีวิต ที่ด้านข้าง อากุ่ยนั่งมอง
ด้วยใบหน้าแข็งทื่อ แสงของศาสตร์อสูรสะท้อนบนใบหน้านาง ช่วยเติมเงาแสง
ให้แก่ดวงตาของนางอีกส่วนหนึ่ง
เจ้าเพลิงน้อยลอยวนคอยชมดูอย่างสนใจใคร่รู้ บางครั้งมันยังแอบย่องเข้า
มาจนใกล้กับแสงบนมือของจั่วม่อเป็นอย่างยิ่ง เจดีย์น้อยคอยเอาหัวดุนเจ้า
เพลิงน้อยไม่หยุด แต่เจ้าเพลิงน้อยไม่สนใจ เอาแต่มองศาสตร์อสูรบนมือจั่วม่
ออย่างอยากรู้อยากเห็น เจดีย์น้อยได้แต่ถอดใจ บินกลับไปยังอ้อมแขนของ
อากุ่ย เกลือกกลิ้งไปรอบๆ อย่างหงอยเหงา
ศาสตร์อสูร!
ในกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างครั้งล่าสุด มันเกือบจะถูกฝูงอสูรกลุ้ม
รุมสังหาร จั่วม่อถูกปลุกเร้าอย่างรุนแรง
เจ้าพวกตัวบัดซบที่น่าตาย! เห็นพยัคฆ์ไม่ค่าราม พวกเจ้าหลงคิดว่าเป็น
แมวป่วยหรือ?
กับแค่ศาสตร์อสูรเท่านั้นเอง!
จั่วม่อในใจขุ่นเคืองยิ่ง มันลอบตั้งใจไว้ว่า เมื่อกลับเข้าไปครั้งหน้า ต้องไม่
ปล่อยให้คนเหล่านั้นลอยนวลไปแน่ คราวก่อนหากมิใช่สัตว์ร้ายแดนร้าง
ช่วยเหลือมัน มันคงถูกโยนออกมาในพริบตา การถูกโยนออกมาแม้ไม่นับเป็น
อะไรได้ แต่เป็นการเสียหน้าอย่างรุนแรง!
‘เซียวม่อเกอ’ยามนี้นับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วภพอสูร ไหนเลย
จะปล่อยให้เสียหน้าอย่างง่ายดายได้?
หากกับแค่พฤติการณ์เลวร้ายของเจ้าพวกนี้มันยังสยบไม่ได้ จะส่าแดง
พลังของเซียวม่อเกอออกมาได้อย่างไร?
แต่มีเรื่องหนึ่งที่มันยังไม่ล่วงรู้ ระหว่างที่มันมัวจมอยู่กับการฝึกปรือ
ศาสตร์อสูรอย่างบ้าคลั่ง เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่สะท้านภพอสูร ได้อุบัติขึ้นอีกครั้ง