สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 379 คลื่นผู้ท้ำประลอง
หนานเยว่ก็สามารถหาอสูรที่มาช่วยเก็บเงินได้จริงๆ จะเป็นผู้ใดไปไม่ได้
นอกจากหงผู้เป็นสหายรักของนางเอง คุกสิบนิ้วมีเพียงสิ่งที่ไม่มีตัวตนดังเช่นจิต
วิญญาณเท่านั้น ที่สามารถเข้ามาได้ เงินตราย่อมไม่อาจนำเข้ามาด้วยได้ แต่
หลายปีมานี้ วิธีการทำการค้าภายในคุกสิบนิ้วพัฒนารุดหน้าไปมาก เป็น
ธรรมดาที่ผู้คนย่อมไม่อับจนหนทางกับเรื่องเพียงเท่านี้
มีพ่อค้าหลายคนที่เชี่ยวชาญในการค้าประเภทนี้
ผู้คนเพียงแค่ต้องไปยังร้านค้าเหล่านี้ ใช้เงินตราซื้อหาวัตถุจิตวิญญาณที่มี
รอยประทับวิญญาณพิเศษเฉพาะ ภายในคุกสิบนิ้ว วัตถุจิตวิญญาณเหล่านี้จะ
ปรากฏเป็นรอยประทับของศาสตร์อสูรชนิดพิเศษที่ใช้แทนเงินตรา ผู้ที่ได้รับก็
สามารถนำออกจากคุกสิบนิ้ว ไปแลกคืนเป็นเงินตราได้ที่ร้านค้าเดียวกัน
เฉพาะพ่อค้าที่มั่งคั่งทรงอำนาจจึงสามารถประกอบการค้าเช่นนี้ได้ วัตถุจิต
วิญญาณที่นำมาใช้แทนเงินตราจะเป็นเมล็ดวิญญาณที่เกิดจากต้นไม้อสูรชนิด
พิเศษ ตระกูลพ่อค้าแต่ละตระกูลมักใช้เมล็ดวิญญาณที่แตกต่างกัน ผนวกกับ
รอยประทับจิตวิญญาณที่อยู่บนเมล็ดวิญญาณ จึงสามารถหยุดยั้งการคดโกงได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
ร้านค้าเก่าแก่บางแห่งมีชื่อเสียงทางด้านนี้
หงถูกจ้างมาเพื่อเก็บเมล็ดวิญญาณเหล่านี้เอง
แม่นางน้อยผู้นี้ขวัญกล้าเทียมฟ้า แรกเริ่มเดิมทีนางครั่นคร้ามในชื่อเสียง
ของเซียวม่อเกอ แต่ไม่นานก็กลับกลายเป็นตื่นเต้นเร้าใจ ครั้นเมื่อนางเห็นคลื่น
ผู้คนที่มาลงชื่อเข้าร่วมท้าประลองยาวเหยียดแทบไม่มีที่สิ้นสุด นางก็ยิ่งตื่นเต้น
คึกคักกว่าเดิม
คังเจ๋อเหม่อมองผู้เข้าร่วมท้าประลองที่มากันมืดฟ้ามัวดิน ในสายตามืด
ทะมึนวูบ แทบเป็นลมล้มพับไป เมื่อหันไปเห็นช่องข่าวอสูรใหญ่ๆ กับ
เครื่องหมายการค้าที่เด่นหราของพวกมัน ถึงกับหนังศีรษะชาหนึบ จิตสำนึก
แทบแตกซ่านกระจัดกระจาย โอ้ ไม่! มันตะโกนอย่างสิ้นหวังจากก้นบึ้งของ
หัวใจโดยไร้เสียง!
กวาดตามองอย่างรวดเร็ว ทุกช่องข่าวที่มันเคยรู้จักล้วนมากันพร้อมหน้า
กระทั่งหลายช่องที่มันไม่เคยได้ยินชื่อ ก็ยังมากันมากมาย
“นี่…นี่เหมือนคนจะเยอะไปสักหน่อยนะ!” อสูรควันดำกล่าวเสียงอ่อย
กลืนน้ าลายอย่างฝืดคอ จำนวนผู้ต้องการเข้าร่วมท้าประลองเหนือกว่าที่มัน
คาดการณ์เอาไว้มาก แววสำนึกเสียใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า พวกมันคราวนี้เล่น
ใหญ่เกินไป… …
อสูรผมสีส้มกลับไม่ตึงเครียดแม้แต่น้อย ยิ่งคึกคักฮึกเหิมมากกว่าเดิม สอง
มือเท้าเอว แหงนหน้าหัวร่ออย่างถูกอกถูกใจ “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า โชคชะตากำหนดให้
วันนี้เป็นวันที่ข้าจะมีชื่อเสียงกระเดื่องดัง! อีกไม่นานข้าจะเหนือล้ ากว่าเจ้า พี่
น้อง เจ้าคงกดดันมากใช่หรือไม่! อย่าห่วงเลย ข้ามีคุณธรรมน้ ามิตรมาก ข้าจะ
ไม่ปล่อยให้เจ้าเดียวดาย!”
จั่วม่อไม่ได้ยินวาจาเพ้อเจ้อเหลวไหลของอสูรผมสีส้มแม้แต่น้อย ใน
สายตามันเห็นแต่ทะเลจิงสือกว้างใหญ่ไพศาล กระเพื่อมเป็นคลื่นแสงสุกใส
แพรวพราย
โอ้โอ้โอ้ น่าดูชมยิ่ง!
ด้านข้างจั่วม่อ หนานเยว่ตื่นเต้นอยู่บ้าง นางกำหมัดแน่น ลอบตั้งใจแน่ว
แน่ นางจะต้องทำเงินให้แก่ต้าเหรินให้ได้มากที่สุด!
“ผู้ใดจะคาดคิด? ผู้ใดจะคาดคิดได้บ้าง? หลังจากที่ฟงซิ่นจื่อก่อตั้งคุกที่
สามขึ้นใหม่ ขณะที่ทุกคนยังคงนิ่งเงียบเนื่องเพราะพลาดหวังจากการหัวร่อ
เยาะเย้ยสมาพันธ์อัจฉริยะในคราวก่อน เซียวม่อเกอกลับเดินหน้าอย่างคาดไม่
ถึง เรื่องนี้ถูกชักนำไปในทิศทางใหม่ที่เร้าใจกว่าเดิม!”
“ไม่ว่าสมาพันธ์อัจฉริยะจะทรงพลังอำนาจสักเท่าใด ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า
คุณหนูจีลี่หวี่กับชิงฮวาจางสุ่ยเซียนเซิง ได้เสียท่าให้แก่เซียวม่อเกอ และไม่
สามารถลบล้างข้อด่างพร้อยนี้ได้ ในเวลานี้ ในที่สุดผู้คนค่อยนึกขึ้นได้ ว่า
สมาพันธ์อัจฉริยะที่มักมีสายตาสูงส่งอยู่เหนือศีรษะ จนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยกู้
หน้าของพวกมันคืนจากเซียวม่อเกอได้! อา แต่แน่นอนว่าคุณหนูจีลี่หวี่กับชิงฮ
วาจางสุ่ยเซียนเซิง อาจไม่สามารถนับเป็นตัวแทนของสมาพันธ์อัจฉริยะทั้ง
สมาพันธ์ได้เช่นกัน”
“หากทั้งสองฝ่ายกำลังประลองกำลังกัน เช่นนั้นการรุกคืบของเซียวม่อ
เกอในครั้งนี้ ก็แหลมคมชวนตกตะลึงจริงๆ!”
ในฝูงชนชาวอสูรที่แออัดรอการลงชื่อเข้าร่วมท้าประลอง เห็นหน้ากากสี
น้ าเงินเข้มใบหนึ่ง ปกคลุมไปด้วยลวดลายดอกไม้สีเงิน แผ่ซ่านกลิ่นอายแปลก
พิสดารออกมา ในเวลานี้ ดวงตาหลังหน้ากากสาดประกายเย็นเยียบ เจตนาฆ่า
ฟันวาบผ่านดวงตา คมกริบดุจคมมีด แต่ภายในดวงตาสีอำพันค่อยๆ
เปลี่ยนเป็นลึกล้ าดั่งห้วงมหรรณพ
“เซียวม่อเกอ… …”
ภายใต้หน้ากากเป็นเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเชื่องช้า คลับคล้ายเส้น
สายหมอกควันอันบางเบา เนิ่นนานยังไม่กระหายจายไป
นางก้าวย่างอย่างแช่มช้า ร่างท่อนบนสงบนิ่งไม่ไหวติง ราวกับว่านางกำลัง
ไหลเลื่อนไปบนแผ่นน้ าแข็ง ท่วงท่างดงามสง่าอย่างบอกไม่ถูก แฝงด้วยสภาวะ
สูงส่งเหนือโลกชนิดหนึ่ง
นางเหลือบมองพื้นที่สำหรับลงชื่อท้าประลองอันแน่นขนัดแวบหนึ่ง ก่อน
จะหันไปจ้องมองสนามประลองในคุกที่เปลี่ยนโฉมไปอย่างสมบูรณ์
“ฮึ่ม!” เสียงแค่นเบาๆ ดังออกมาจากหลังหน้ากาก ดวงตานางทอแวว
ประหลาดใจ ค่ายกล! เซียวม่อเกอที่แท้มีฝีมือเชิงค่ายกลด้วย นางจดจำไว้ในใจ
หลังจากเพ่งพิจารณาสนามประลองในคุกจากภายนอกอยู่ชั่วครู่ นางก็หมุนตัว
กลับ เดินตรงไปยังจุดลงชื่อท้าประลอง
นางไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ฝูงชนชาวอสูรล้วนพากันหลบหลีกไปด้านข้าง
ประดุจถูกมือที่มองไม่เห็นผลักดันออกไป เปิดออกเป็นเส้นทางสายหนึ่ง
อสูรที่อารมณ์ร้อนวู่วามบางตนหันขวับมา ตระเตรียมก่นด่าสักครา แต่
เมื่อพวกมันเห็นหน้ากากสีน้ าเงินเข้มใบนั้น ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยน คำพูดที่
ประดังขึ้นมาถึงปาก กลืนกลับลงท้องแทบไม่ทัน สิ่งของที่สามารถนำเข้าสู่คุก
สิบนิ้วล้วนเป็นสมบัติล้ าค่า! บนใบหน้าของอสูรนางนี้ย่อมเป็นหน้ากากวิญญาณ
ใบหนึ่ง เป็นสมบัติล้ าค่าที่หาได้ยากยิ่ง ผู้ที่ครอบครองสมบัติอันยิ่งใหญ่เช่นนี้
หากไม่มั่งคั่งร่ ารวย ก็ต้องทรงพลังอำนาจ!
และเมื่อพวกมันเห็นสตรีอสูรสวมหน้ากาก เคลื่อนร่างไหลเลื่อนดุจสายน้ า
ไม่ขาดตอน ต้องใจหายวาบ! พากันตระหนักในพลังฝีมือสุดหยั่งของนางใน
บัดดล!
ดังนั้นเอง สตรีอสูรสวมหน้ากากไม่พบพานสิ่งกีดขวางใด เดินตรงเข้าไป
ถึงเบื้องหน้าหงอย่างสะดวกดาย
“ต้องการท้าประลองใช่หรือไม่?” หงก็สังเกตเห็นสตรีอสูรที่ไม่ธรรมดา
นางนี้ เงยหน้าขึ้นถามอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
“ใช่” เพียงฟังจากสุ้มเสียงเบื้องหลังหน้ากาก ก็เห็นได้ว่านี่คืออสูรสตรี
นางหนึ่งจริงๆ ซ้ ายังเยาว์วัยเป็นอย่างยิ่ง นางวางเมล็ดวิญญาณลงอย่างไม่รีรอ
หงหยิบฉวยเมล็ดวิญญาณอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง “สองแสน! ท่าน
ต้องการท้าประลองโดยตรง?”
“เป็นไปไม่ได้หรือ?” อสูรสาวสวมหน้ากากย้อนถาม
หงอึ้งงันไปวูบหนึ่ง แต่แล้วรีบพยักหน้า “ได้ ได้” จากนั้นนางหันไปร้อง
บอกในค่ายกล “ต้าเหริน มีคนท้าประลองท่านโดยตรง”
ร้องบอกเสร็จสรรพ นางก็หันมากล่าวกับอสูรสาวสวมหน้ากาก “ท่าน
สามารถเข้าไปได้เลย ไม่ต้องห่วง ค่ายกลจะไม่ทำอะไรท่าน”
อสูรสาวสวมหน้ากากเดินเข้าไปในสนามประลองอย่างแน่วแน่มั่นคง นาง
คล้ายไม่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลงอันแปลกพิสดารของขบวนค่ายกลแม้แต่
น้อย
“ค่ายกล! เซียวม่อเกอที่แท้รู้วิชาค่ายกลด้วย?” ซูเว่ยหันมากล่าวอย่าง
อัศจรรย์ใจ “คนผู้นี้มีฝีมืออยู่บ้าง ข้าจำได้ว่าเจ้ามีความสนใจวิชาค่ายกลมาโดย
ตลอด เจ้าคงไม่ได้มายังสถานที่ระดับต่ าอย่างเช่นคุกชั้นที่หนึ่งนี้ ด้วยเรื่องเพียง
เท่านี้กระมัง? ทั้งยังลากข้ามาเสียเวลาด้วย พี่ชาย ข้ายุ่งมากเจ้าก็รู้!”
หมิงเจวี๋ยจื่อสั่นศีรษะ “ข้าเพิ่งจะทราบเดี๋ยวนี้เองว่ามันล่วงรู้วิชาค่ายกล
คนผู้นี้แปลกประหลาดยิ่ง” สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความนัยอันลึกล้ า “มิหนำซ้ า
มันยังควบคุมคุกนี้ได้อีกด้วย”
“ว่ากระไร?” ซูเว่ยพลันเบิกตากลมกว้าง “เป็นไปไม่ได้”
มันทราบดีว่าการควบคุมคุกเป็นเรื่องราวใด
“ลองดูสนามประลองในคุกนั่นสิ” หมิงเจวี๋ยจื่อชี้ไปยังสนามประลองใน
คุกที่เปลี่ยนโฉมไปอย่างสมบูรณ์ “สถานที่นี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่าง
สิ้นเชิง”
“นี่ไม่ได้อธิบายสิ่งใด” ซูเว่ยไม่เชื่อถือ สั่นศีรษะระรัวดุจตีกลอง “มันเป็น
ผู้ก่อตั้งคุกนี้ขึ้นใหม่ ย่อมมีข้อได้เปรียบเป็นธรรมดา การเปลี่ยนแปลงเพียง
เท่านี้ไม่อาจยืนยันอะไรได้”
หมิงเจวี๋ยจื่อไม่โต้แย้ง เพียงกล่าวว่า “เจ้าจะเข้าใจในไม่ช้า”
มันหวนนึกถึงบันทึกศาสตร์อสูรที่มันศึกษาค้นคว้าในช่วงหลายวันมานี้
ของเหล่านี้หมิงเจวี๋ยจื่อซื้อหามาจากอสูรน้อยตนหนึ่งที่เรียกว่าจินเจิ้น ด้วย
ราคาสูงลิบลิ่ว วันนั้นจินเจิ้นเข้าร่วมโจมตีเซียวม่อเกอด้วย เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบ
เอ็ดคนที่ถูกขังไว้ในกรงศาสตร์อสูร และบันทึกศาสตร์อสูรที่มันขายออกมา ได้
บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่มันประสบพบเจอในวันนั้นเอาไว้
บนเสากรงแต่ละต้นของกรงศาสตร์อสูรอันตระการตา ปัญหาศาสตร์อสูร
สุดลี้ลับซับซ้อนที่ปรากฏอยู่บนนั้น ทำให้หมิงเจวี๋ยจื่อตกตะลึงจนพูดไม่ออก
มันทราบว่าซูเว่ยกับคนอื่นๆ ไม่ใคร่สนใจชมดูบรรดาอสูรน้อยที่ก่อเรื่อง
วุ่นวายกันอยู่ในคุกชั้นแรก ก่อนหน้านี้ซูเว่ยยังเย้ยหยันมันที่เสียเวลากับเรื่อง
เหลวไหลไร้สาระเช่นนี้ แต่สำหรับหมิงเจวี๋ยจื่อ ยิ่งมันศึกษาค้นคว้ามากเท่าใด
ก็แตกตื่นและงุนงงมากเท่านั้น
มีหลายจุดมากเกินไป ที่มันไม่สามารถอ่านออก และไม่สามารถเข้าใจได้
มันได้ค้นหาผ่านตาข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาล เพื่อสืบหาวิชาที่
คล้ายคลึงกับศาสตร์อสูรระดับสูงที่สองผู้ติดตามของเซียวม่อเกอใช้ออกมาใน
วันนั้น การค้นพบครั้งนี้ดึงดูดความสนใจของมันในทันที เนื่องเพราะศาสตร์
อสูรระดับสูงสองวิชานี้ มีโอกาสสูงที่จะสอดคล้องกับสองยอดศาสตร์อสูรที่หาย
สาบสูญไปนานแล้ว
มันเริ่มสืบหาเบื้องหลังของสองผู้ติดตามของเซียวม่อเกอทันที สิ่งที่
น่าชื่นชมยินดีก็คือ แม้ว่าความเป็นมาของเซียวม่อเกอไม่เป็นที่รู้จัก แต่ชาติ
กำเนิดของสองผู้ติดตามของมันกลับค้นหาได้ไม่ยากนัก
อสูรหนุ่มมาจากตระกูลคัง ตระกูลที่เสื่อมทรุดอย่างต่อเนื่อง ส่วนอสูรสาว
มาจากตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ ตระกูลอสูรที่แทบจะล่มสลายไปแล้ว หมิง
เจวี๋ยจื่อผู้ปราดเปรื่อง ในไม่ช้าก็ค้นพบจุดที่ควรค่าแก่การขบคิดวิเคราะห์อย่าง
ลึกซึ้ง
ทั้งตระกูลคังและตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ เป็นตระกูลอสูรที่สามารถ
โยงย้อนกลับไปถึงเมื่อสามพันปีก่อน เหตุผลที่ศาสตร์อสูรระดับสูงของทั้งสอง
ตระกูลสาบสูญไป ก็แปลกประหลาดเช่นเดียวกัน นั่นคือพวกมันสาบสูญไปใน
มหาสงครามเมื่อสามพันปีที่แล้ว
มิหนำซ้ าขบวนค่ายกลที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ … … ดูเหมือนขบวนค่ายกล
ยันต์ของซิวเจ่อมาก
เงื่อนงำที่ผิดปกติเหล่านี้ ยิ่งทำให้เซียวม่อเกอเป็นปริศนาที่ลึกลับมากขึ้น
ไปอีก
แต่เรื่องเหล่านี้มันไม่ได้บอกเล่าต่อซูเว่ยผู้เป็นสหาย เนื่องเพราะมีข้อ
สันนิษฐานมากเกินไป นอกจากนี้ มันยังเชื่อมั่นว่าเซียวม่อเกอจะทำให้ซูเว่ยตื่น
ตะลึงยิ่งกว่านี้
ซูเว่ยเองก็ลอบสงสัยใจไม่น้อย แม้ว่าหมิงเจวี๋ยจื่อผู้เป็นสหายของมัน
บางครั้งมักไม่ค่อยจดจ่อกับสิ่งที่ควรทำ แต่มีสัญชาตญาณเฉียบคมกว่าอสูร
ทั่วไปมาก หรือว่าเซียวม่อเกอผู้นี้จะมีสิ่งใดแปลกประหลาดจริงๆ?
ในเวลานี้เอง มันพลันพบเห็นร่างที่คุ้นตาเดินเข้ามาในสนามประลองจาก
ทางหางตา ซูเว่ยสีหน้าเปลี่ยนเป็นแปลกพิกลอย่างฉับพลัน
“อวี้จื่อโจวก็มาด้วย! นี่มันไม่ใช่คนละระดับชั้นกันแล้วหรือ? คนผู้นี้คิดเล่น
อะไรกันแน่?”
หมิงเจวี๋ยจื่อหันไปมองตามคำของสหาย พอเห็นร่างนั้นชัดตาต้องงงงันวูบ
“เจี่ยเจีย ท่านจะไม่ส่งคนไปจัดการจริงๆ หรือ?” จีเฉิงสะกดกลั้นความ
ต้องการหัวร่อ ปั้นหน้าถามจีลี่หวี่อย่างเคร่งเครียดจริงจัง
จีลี่หวี่แค่นเสียงเบาๆ “แค่คนตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง คู่ควรให้ข้าต้องลงมือเอง
หรือ?”
“มันหยามหน้าตระกูลจีเรา ไหนเลยจะปล่อยมันไปอย่างง่ายดายได้?” จี
เฉิงแสร้งกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“ปล่อยมันไป?” จีลี่หวี่หัวร่อคิกคัก “ผู้ใดบอกว่าจะปล่อยมันไป มันจะได้
ลิ้มรสชาติความทุกข์ทรมานเร็วๆ นี้แล้ว”
จีเฉิงรีบถาม “เจี่ยเจียใช่มีข่าววงในหรือไม่?”
“เจ้าอยากรู้หรือ?” จีลี่หวี่ช้อนตามอง
“อยากรู้อยากรู้!” จีเฉิงผงกศีรษะอย่างเร่งร้อน มันกระหายใคร่รู้ยิ่ง มัน
เดิมทีคาดว่าพี่สาวจะส่งยอดฝีมือไปสั่งสอนบทเรียนแก่เซียวม่อเกอ ตระกูลจีไม่
เคยขาดแคลนยอดฝีมืออยู่แล้ว ผู้ใดจะคาดคิด เจี่ยเจียกลับออกคำสั่งไม่ให้คน
ในตระกูลไปรังควานหาเรื่องเซียวม่อเกอ
หากมิใช่ว่ามันประจักษ์แก่สายตาตัวเอง เห็นสีหน้าท่าทีอยากกินเลือดกิน
เนื้อเซียวม่อเกอทั้งเป็นของเจี่ยเจีย มันจะต้องคิดว่าพี่สาวของมันบังเกิดจิต
ปฏิพัทธ์ต่อเซียวม่อเกอเสียแล้ว
“ข้ากระหายน้ าเหลือเกิน หยิบผลใจฉ่ าให้ข้าสักหลายผล” จีลี่หวี่กล่าว
อย่างเกียจคร้าน
“ข้ารู้ข้ารู้ นี่ก็เหมือนทุกครั้ง” จีเฉิงรำพึง มันออกหาเสาะหาผลใจฉ่ าอย่าง
เรียบๆ ร้อยๆ นำมาวางไว้ตรงหน้าเจี่ยเจีย
จีลี่หวี่แกะผลใจฉ่ า เนื้อผลไม้นุ่มนิ่มคล้ายผลึกดูเป็นประกาย เข้าคู่กับนิ้ว
เรียวงามละเอียดอ่อนประดุจหยกขาวเนื้อดี บังเกิดเป็นภาพอันงดงามชวนมอง
ไม่รู้วาย
“อวี้จื่อโจวติดพันข้ามาหลายปี โอกาสประจบเอาใจข้าที่ดีงามเช่นนี้ เจ้า
คิดว่ามันจะปล่อยให้หลุดมือไปหรือไม่?” แทะเล็มผลใจฉ่ าชิ้นเล็กๆ จีลี่หวี่มีสี
หน้าท่าทีราวกับเด็กหญิงลอบลิ้มรสลูกกวาดแสนอร่อย “แม้ว่าข้าจะไม่ชมชอบ
มัน แต่มันนับเป็นดาบฆ่าคนที่ใช้การได้สะดวกดายเล่มหนึ่ง!”