สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 380 บุปผาฟ้าครามของชิงฮวาเสวี่ย
จั่วม่อยืนรอบุคคลแรกที่ท้าประลองมันโดยตรง
แม้ว่ามันไม่อาจประเมินได้ว่าสองแสนเงินตราของอสูร เทียบเท่ากับจิงสือ
เท่าใด แต่ดูจากปฏิกิริยาของหนานเยว่กับคนอื่นๆ ก็สามารถเห็นได้ว่าไม่ใช่
มูลค่าน้อยๆ
อันที่จริงมันยากจะเข้าใจอยู่บ้าง หากเปลี่ยนเป็นมัน เป็นตายอย่างไรก็ไม่
ยอมสิ้นเปลืองจิงสือมากมายถึงเพียงนี้เพียงเพื่อต่อสู้กับผู้อื่น คนเหล่านี้ใช่กิน
อิ่มแล้วว่างงาน ไม่มีสิ่งใดให้กระทำหรือไม่? แต่ก็มีผู้ลงชื่อท้าประลองมากมาย
จริงๆ นี่ใช่เพื่อเงินรางวัลหรือไม่? หรือเพื่อไฝหนึ่งเม็ด?
อิทธิพลของไฝหนึ่งเม็ดทำให้จั่วม่อไม่คาดฝันอยู่บ้าง มันหวนนึกย้อนกลับ
ไปในการเผชิญหน้าในคราวนั้น นอกจากใช้ศาสตร์ลวงตาออกมาทันทีที่พบ
หน้า แม่นางไฝหนึ่งเม็ดผู้นั้นก็ไม่เห็นจะวิเศษวิโสตรงไหน
จั่วม่อเมื่อเห็นโฉมหน้าผู้ท้าประลองชัดตา พลันชะงักกึก จากนั้นถามผูเยา
ทันที “ผู ในคุกสิบนิ้วไฉนมีหน้ากาก?”
“แปลกอันใดเล่า?” ผูเยากำลังสั่งสอนค่ายเว่ย พอถูกขัดจังหวะต้องไม่
พอใจอยู่บ้าง มันกล่าวอย่างอดกลั้นว่า “วิญญาณทองคำยังสามารถนำเข้ามาได้
ของดีๆ อย่างอื่นย่อมสามารถนำเข้ามาได้เช่นกัน เข้าใจหรือไม่ อย่าได้เอาเรื่อง
ขี้ปะติ๋วเท่านี้มารบกวนข้าแล้ว ข้ายุ่งมาก!”
ข้ามแม่น้ ารื้อสะพาน… … จั่วม่อรำพึงในใจ ก่อนที่จะได้รับวิญญาณ
ทองคำ เจ้าผู้นี้เรียบๆ ร้อยๆ ยิ่ง แต่พอได้รับไปครบจำนวน ก็เปลี่ยนท่าทีจาก
หน้ามือเป็นหลังมือทันที จั่วม่อแสดงความรังเกียจอย่างลึกซึ้งต่อพฤติการณ์
ของคนต่ าช้านี้
สายตาของมันจ้องมองบนหน้ากากสีน้ าเงินของผู้อื่น รู้สึกว่าของชิ้นนี้มี
ประโยชน์มาก มันไม่ได้มาที่คุกสิบนิ้วเพื่อหาเงินหรือไขว่คว้าชื่อเสียง มันเพียง
ต้องการสืบหาข้อมูลข่าวสารของมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์เท่านั้น
พอนึกถึงสถานการณ์คับขันอันตรายของพวกมันในปัจจุบัน จั่วม่อความปิ
ติยินดีที่ทำเงินได้ก้อนโตเลือนหายไปจากใจทันที
“เริ่มกันเถอะ” จั่วม่อตั้งสติ การแบ่งแยกความสนใจในระหว่างต่อสู้ไม่ใช่
เรื่องสนุกเลย
ชิงฮวาเสวี่ยเพ่งพิศเซียวม่อเกอที่อยู่ตรงหน้านางอย่างระมัดระวัง เห็น
ดวงตาของอีกฝ่ายสงบราบเรียบ ไม่ได้มีร่องรอยเย่อหยิ่งจองหองดังที่เล่าลือกัน
แม้แต่น้อย
นางยังคงเงียบงัน แล้วโยนปัญหาเหล่านี้ทิ้งไปด้านหลัง นางในเมื่อเข้าสู่
การต่อสู้แล้ว ไยต้องสนใจรายละเอียดเหล่านี้ด้วย?
ชิงฮวาเสวี่ยสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาสาดประกายอย่างเงียบ
เชียบ แผ่รังสีกดดันอันกร้าวแกร่งกดทับใส่จั่วม่อในบัดดล
สตรีเผ่าอสูรที่สงบเยือกเย็นราวกับกุลสตรีในหอห้อง จู่ๆ กลับกลายเป็น
กระบี่ยาวที่หลุดออกฝักเล่มหนึ่ง แผ่ซ่านพลังสภาวะเย็นเยียบราวกับคลื่นลมที่
มองไม่เห็น ถาโถมเข้าหาจั่วม่ออย่างเร่งร้อน
จั่วม่อใจหายวาบ ดวงตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง มันยกเท้าขวา สืบ
เท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเช่นกัน
พลังสภาวะรอบกายมันพลันแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นประดุจพายุกระโชก
จากทะเลทรายเวิ้งว้างหอบเอาความดุร้ายอำมหิตสะท้านขวัญวิญญาณ ม้วน
กวาดไปเบื้องหน้าอย่างไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึง
เพียะ เพียะ เพียะ!
ระหว่างคนทั้งคู่ เห็นประกายไฟแตกปะทุอย่างเร่งร้อน ส่งเสียงดังระรัว
ดุจคั่วถั่วในกระทะ
ชิงฮวาเสวี่ยดวงตายิ่งสาดประกายร้อนแรง เจิดจ้าเสียจนผู้คนไม่อาจจ้อง
มองโดยตรง นับตั้งแต่จำความได้ นางก็เริ่มฝึกปรือบุปผาฟ้าครามมาโดยตลอด
การฝึกปรือกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของนาง นางไม่เคยหยุดฝึกปรือ
แม้แต่วันเดียว นางกระทั่งไม่ทราบด้วยซ้ า ว่าบุปผาฟ้าครามของนางบรรลุถึง
ระดับชั้นใด สูงหรือต่ าเท่าใด?
นี่เป็นครั้งแรกที่นางลงมือต่อสู้ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่นางโคจรเคล็ดบุปผา
ฟ้าครามอย่างสุดกำลัง โดยไม่คิดออมรั้งยั้งมือ
ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนทะลักทลายออกมาจากทุกส่วนในร่างกายนาง
พลังบุปผาฟ้าครามที่นางคุ้นเคย สำหรับนางเวลานี้ดูเหมือนจะแปลกแยก
ออกไปเล็กน้อย ภายใต้แรงกระตุ้นจากพลังอันเหนือล้ าแต่ไม่คุ้นเคยนี้ อารมณ์
รุนแรงที่ไม่รู้จักก่อตัวขึ้นเอง ราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างในใจนางเปลี่ยนแปลงไป
นางบังเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้า ว่านางสามารถทำได้! นางสามารถเอา
ชัยฝ่ายตรงข้ามได้! ภายใต้แรงปลุกเร้าของความฮึกหาญนี้ นางเต็มไปด้วยความ
คาดหวังต่อการต่อสู้ที่กำลังจะอุบัติขึ้น นางรู้สึกราวกับสัตว์ร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ใน
หัวใจนาง ยามนี้เผยให้เห็นเขายาวโง้งอันยิ่งใหญ่ไพศาลของมัน
คาดหวัง หวาดหวั่นและแปลกใหม่ ผสมรวมกันอย่างแยกไม่ออก เป็นเหตุ
ให้นางสมองขาวว่างเปล่าไปชั่ววูบ เมื่อนางตั้งสติได้อีกครั้ง ก็ค้นพบแสงอันเคย
คุ้นอยู่ในมือของนาง
บุปผาฟ้าคราม!
จั่วม่อพอพบเห็นบุปผาฟ้าครามดอกนั้น ม่านตาพลันหดแคบลง! บัดซบ ที่
แท้เป็นอสูรจากตระกูลชิงฮวา!
คราวก่อนเผชิญกับบุปผาฟ้าครามที่ชิงฮวาจางสุ่ยปลดปล่อยออกมา มัน
แทบเพลี่ยงพล้ ามาหนหนึ่ง หากมิใช่ว่าอสูรผมสีส้มเป็นดาวข่มของบุปผาฟ้า
คราม ก็ไม่แน่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นไร
จั่วม่อชะงักร่างถอยหลังในบัดดล ศาสตร์อสูรทั่วไปไม่อาจต้านทานบุปผา
ฟ้าครามได้
ขณะที่ล่าถอย ดวงตามันยังคงจ้องเขม็งไปยังบุปผาฟ้าครามในมือนาง
สังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้าก่อตัวขึ้น เส้นผมลุกชี้ชันทั้งศีรษะ
บุปผาฟ้าครามของคนผู้นี้ถึงกับงดงามและสมบูรณ์พร้อมยิ่งกว่าชิงฮวา
จางสุ่ย ทั้งยังอันตรายกว่ามาก!
อสูรสาวสวมหน้ากากพลังฝีมือร้ายกาจกว่าชิงฮวาจางสุ่ย!
เมื่อจั่วม่อเห็นบุปผาฟ้าครามดอกที่สองก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือของชิงฮวาเสวี่ย
อดหนังตากระตุกไม่ได้ หากมันยังเอาแต่ล่าถอย รอจนบุปผาฟ้าครามเพิ่ม
จำนวนขึ้นมากกว่านี้ สถานการณ์ของมันจะยิ่งคับขันอันตรายแล้ว
คิดได้เช่นนี้ จั่วม่อขบกรามแน่น แสงสีทองวาบขึ้นคลุมสองเท้า ร่างสาด
พุ่งไปข้างหน้า
ความคับขันอันตรายตรงหน้า ทำให้มันไม่ออมรั้งยั้งมืออีก แสงสีทองบน
สองขากระพริบวูบวาบ ร่างของมันโลดลิ่วดุจสายฟ้า!
จับโจรต้องจับหัวหน้า!
อาศัยประสบการณ์ต่อสู้ที่เหนือกว่า จั่วม่อตัดสินใจในบัดดล ในเมื่อบุปผา
ฟ้าครามยากจะรับมือ เช่นนั้นมันจะจัดการร่างกายของเจ้าตัวโดยตรง!
จั่วม่อรวดเร็วสุดบรรยาย ร่างหายวับไปจากจุดที่ยืน แล้วปรากฏขึ้น
ตรงหน้าชิงฮวาเสวี่ยดุจเงาภูตพราย
สายฟ้าแกร่งที่ปกคลุมบนฝ่ามือแตกทะลักออกไป ลากเส้นสายฟ้ายาว
เหยียดสาดพุ่งไปยังเบื้องหน้า ฟาดฟันใส่ศีรษะชิงฮวาเสวี่ยดุจขวานสายฟ้าอัน
เกรี้ยวกราด!
พลังสภาวะแกร่งกร้าวสุดเปรียบปานของสายฟ้าแกร่ง ขู่ขวัญชิงฮวาเสวี่ย
จนอกสั่นขวัญแขวน แต่ความหวาดกลัวถูกความตื่นเต้นระทึกใจที่ติดตามมา
กวาดหายวับไปในพริบตา นางปลดปล่อยบุปผาฟ้าครามในฝ่ามือออกไปอย่าง
ประณีตกรีดกราย
บุปผาฟ้าครามลอยขึ้นเบื้องหน้านาง เปล่งแสงเจิดจรัสอย่างฉับพลัน
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่าสายฟ้าแกร่งสุดดุดันของมัน ถูกกำแพงล่องหนอัน
อ่อนนุ่มและหยุ่นเหนียวปิดกั้นเอาไว้ สภาวะเกรี้ยวกราดสะท้านฟ้าของสายฟ้า
แกร่งภูตหยางกลับถูกสกัดกั้นอย่างซึ่งหน้า จั่วม่อเห็นผิดท่า รีบชิงลงมือ
ต่อเนื่องอย่างฉับพลัน ประกบดรรชนีเป็นรูปจะงอยปากนกจิก สายฟ้าแกร่ง
ภูตหยางโถมทะลักออกจากจะงอยปาก พวยพุ่งผ่านปลายนิ้วของจั่วม่ออย่างบ้า
คลั่ง
ตูม!
ระหว่างคนทั้งคู่ แสงสีเงินเจิดจ้ากับแสงสีฟ้าบาดตาแตกระเบิดดังสนั่นลั่น
โลก กระแสพลังหลุดออกจากควบคุม ทะลักทลายออกรอบข้าง กวาดม้วนถา
โถมไปทุกทิศทุกทาง
สองเงาร่างกระเด็นแยกออกจากกัน
บุปผาฟ้าครามเบื้องหน้าชิงฮวาเสวี่ยหายไป จั่วม่ออยู่ในสารรูปน่าอนาถ
บนร่างปรากฏจุดสีน้ าเงินมากมาย แขนขวาตกห้อย สั่นระริกไม่หยุดยั้ง มันจ้อง
มองอีกฝ่ายตาเขม็ง สายฟ้าแกร่งภูตหยางเมื่อสักครู่เป็นกระบวนท่าสายฟ้า
แกร่งที่เข้มแข็งที่สุดเท่าที่มันใช้ออกได้ แต่กลับไม่อาจระคายผิวอีกฝ่ายแม้แต่
ปลายเล็บ เพียงประมือช่วงสั้นๆ เท่านี้ มันก็สามารถประเมินได้อย่างแม่นยำ
อสูรสาวสวมหน้ากากนางนี้แข็งแกร่งกว่าชิงฮวาจางสุ่ยมาก แทบจะเรียกได้ว่า
ห่างชั้นกันหลายขุม
ศาสตร์อสูรอันร้ายกาจ!
อย่างไรก็ตาม มันยังไม่ได้พ่ายแพ้!
หางตาเหลือบเห็นบุปผาฟ้าครามอีกดอกหนึ่งบินร่อนเข้ามา จั่วม่อร่าง
พร่าเลือนวูบ หายวับไปจากจุดที่มันยืนอีกครั้ง
บุปผาฟ้าครามแม้ร้ายกาจทรงพลัง แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีจุดอ่อน
จั่วม่อจิตใจกระจ่างแจ้ง ทุ่มเทใช้ท่าร่างความเร็วสูงโดยไม่หยุดชะงักแม้แต่
ชั่ววูบ พร้อมกันนั้นก็ซัดสายฟ้าแกร่งภูตหยางออกมาอย่างต่อเนื่อง สิบสอง
สายในอึดใจเดียว! สายฟ้าแกร่งภูตหยางสิบสองสายสาดพุ่งเข้าหาชิงฮวาเสวี่ย
จากตำแหน่งแง่มุมที่ผิดแผกแตกต่าง ปิดสกัดทางถอยทุกทิศทุกทางอย่างแยบ
คาย น่าเสียดายที่มันไม่อาจฝึกปรือศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ ลูกเกาทัณฑ์
เครือเถาที่หนานเยว่ระดมยิงออกไป รวดเร็วกว่าสายฟ้าแกร่งภูตหยางมาก
ชิงฮวาเสวี่ยแม้เพิ่งเคยลงมือต่อสู้ชิงชัยเป็นครั้งแรก แต่นางกลับสำแดง
พรสวรรค์เชิงยุทธ์อันโดดเด่นอย่างน่าตระหนกออกมา ในชั่วพริบตาที่ถูก
สายฟ้าแกร่งสิบสองสายห้อมล้อมจู่โจม นางไม่ได้แตกตื่นลนลานแม้แต่น้อย
เพียงสูดลมหายใจลึก เปล่งเสียงตวาดดังสดใสจากภายใต้หน้ากาก “อาภรณ์
บุปผาฟ้าคราม!”
สุ้มเสียงตวาดยังไม่ทันจะขาดหาย เห็นเครือเถาแสงสีฟ้าครามปรากฏขึ้น
บนร่างนาง เถาวัลย์แสงสีฟ้าแพร่กระจายไปทั้งร่าง ห่อหุ้มรอบสองขาเรียวยาว
ของนาง จากนั้นม้วนพันรอบเอว ตามด้วยสองแขน ภายในชั่วกะพริบตาเดียว
เครือเถาสีฟ้าครามก็ปกคลุมนางไว้ทั้งร่าง ประหนึ่งบุปผาฟ้าครามดอกใหญ่ที่
หุบรวบกลีบกลายเป็นดอกตูม
ภายใต้การโหมซัดอย่างดุดันของสายฟ้าแกร่งภูตหยางสิบสองสาย ชิงฮวา
เสวี่ยที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในกลีบบุปผาสีฟ้าคราม ดุจดั่งดอกไม้อ่อนแอกลางพายุ
สายฟ้าหฤโหด คล้ายสามารถถูกบดขยี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ทุกเมื่อ
สิบสองสายฟ้าแกร่งภูตหยางดุจสายฝนพิโรธ กระหน่ าฟาดใส่ร่างชิงฮวา
เสวี่ยอย่างเกรี้ยวกราด!
ซี่ ซี่ ซี่!
ชิงฮวาเสวี่ยซ่อนตัวในบุปผาสีฟ้าครามมิดชิดจนแทบมองไม่เห็น ตาข่าย
สายฟ้าครอบคลุมนางไว้อีกชั้นหนึ่ง เห็นงูสีเงินนับไม่ถ้วนแล่นพล่านไปมา
คล้ายวนหาหนทางจู่โจมทำร้ายร่างบอบบางที่อยู่ภายในอย่างกระหายเลือด
แสงสายฟ้าสีเงินสาดส่องสะท้อนดวงตาสีอำพันของชิงฮวาเสวี่ยจนลุกวาว เต็ม
ไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้!
ชิงฮวาเสวี่ยกลับปลอดภัยไร้เรื่องราว เส้นสายฟ้าแกร่งบนร่างนางอ่อนแอ
ลงอย่างรวดเร็ว เครือเถาแสงที่รัดแน่นรอบกายนางเริ่มสว่างไสวเรืองรอง ราว
กับว่าพวกมันได้รับน้ าและสารอาหารอย่างเต็มที่ ที่แท้เถาวัลย์แสงเหล่านี้
ดูดกลืนสายฟ้าแกร่งเข้าไปอย่างสมบูรณ์!
จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ หนังศีรษะชาซ่าน!
ศาสตร์อสูรอันพิสดารนัก!
สถานการณ์ของมันย่ าแย่ลงทุกขณะ บุปผาฟ้าครามแม้ไม่รวดเร็ว แต่พลัง
ป้องกันกลับไร้ผู้ต้าน แทบไม่มีจุดอ่อนเลยแม้แต่น้อย! มันแทบจะคาดเดาจุดจบ
ที่รอคอยมันอยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน อีกฝ่ายเพียงแค่ต้องปลดปล่อยบุปผา
ฟ้าครามออกมาเรื่อยๆ เท่านั้น ในครั้งนั้นชิงฮวาจางสุ่ยปลดปล่อยบุปผาฟ้า
ครามรวดเดียวสิบกว่าดอก อาศัยพลังของอสูรสาวสวมหน้ากากนางนี้ การ
ปลดปล่อยทีเดียวนับร้อยดอกอาจไม่ไช่เรื่องยากเย็นอันใด หากจำนวนบุปผา
ฟ้าครามเพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยดอก มันจะไม่มีพื้นที่ให้หลบหลีก จากนั้นเท่ากับ
รอความตายเท่านั้น!
บัดซบ!
จั่วม่อจิตใจหมุนเร็วรี่ รีบขบคิดอย่างบ้าคลั่ง ใช้กระบวนท่าอันใดจึงจะ
ได้ผล?
หรือว่ามันต้องใช้ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย?
จั่วม่อเชื่อมั่นในพลังของศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยอย่างสุดซึ้ง แต่ใน
ความเห็นของมัน นั่นเป็นกระบวนท่าไม้ตายสุดยอดของมัน หากเพียงแค่ผู้ท้า
ประลองคนแรก มันก็ต้องงัดท่าไม้ตายสุดยอดออกมาใช้ แล้วหลังจากนั้นมันจะ
ทำอย่างไรเล่า?
มันย่อมไม่สามารถใช้ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยกับทุกผู้คนได้
ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยทรงพลังเลิศภพจบพสุธา แต่ค่าตอบแทน
ที่ต้องจ่ายก็น่าตระหนก จั่วม่อหากใช้ออกไปสักครั้ง อาจต้องออกจากกระดาน
หมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างในบัดดล
ถึงตอนนั้นยังจะยอมรับการท้าประลองผายลมอันใด! กำไรก้อนโตจะหาย
วับไปกับตา!
ผู้ท้าประลองโดยตรงผู้หนึ่ง เท่ากับผลกำไรพิเศษก้อนหนึ่ง ยิ่งมันยืนหยัด
ได้นานเท่าไร ก็ยิ่งทำกำไรได้มากเท่านั้น จั่วม่อทราบดีแก่ใจ จุดมุ่งหมายของ
มันในการเข้ามาในคุกสิบนิ้ว คือการเสาะหาเบาะแสเงื่อนงำเกี่ยวกับมหา
สงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ แต่เรื่องนี้ย่อมต้องพึ่งพาเงินทอง มิหนำซ้ ายังเป็น
เงินทองจำนวนมหาศาล!
ไม่! ข้าไม่ยินยอมพร้อมใจ!
มันไม่อาจใช้ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยในตอนนี้!
แสงสีทองใต้ฝ่าเท้ามันกะพริบวูบวาบไม่ขาดสาย จั่วม่อบัดเดี๋ยวหายวับ
บัดเดี๋ยวปรากฏ ประหนึ่งเคลื่อนย้ายผ่านมิติติดต่อกันอย่างไม่หยุดยั้ง วนเวียน
อยู่รอบกายชิงฮวาเสวี่ย เฝ้าค้นหาโอกาสอย่างไม่ย่อท้อ
อย่างที่จั่วม่อคาดเอาไว้ บุปผาฟ้าครามก่อตัวและล่องลอยขึ้นจากฝ่ามือ
ของชิงฮวาเสวี่ยไม่ขาดสาย นางยังคงเอื่อยเฉื่อยสง่างาม ราวกับเด็กหญิงตัว
น้อยค่อยๆ วางกระทงบุปผาที่ริมฝั่งแม่น้ า แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้น อาจสามารถ
มองเห็นจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ลุกไหม้อยู่ในดวงตาสีอำพันของนางเป็นครั้ง
คราว
แสงสีทองกะพริบใต้ฝ่าเท้า จั่วม่อคล้ายทะลวงผ่านช่องว่าง บัดเดี๋ยวหาย
วับ บัดเดี๋ยวปรากฏ ไม่เคยหยุดชะงัก แต่ยังคงไม่ทราบจะจู่โจมใส่คู่ต่อสู้อันน่า
กลัวนางนี้อย่างไรดี
แสงสีทองจากสองเท้าสะท้อนประกายเข้ามาในสายตาของจั่วม่อ จั่วม่อผู้
ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี ทันใดนั้นสะท้านขึ้นทั้งร่าง
ในเมื่อปีกแสงศูนยตาที่ผนึกลงฝ่าเท้า สามารถใช้การได้ในกระดานหมาก
รุกสัตว์ร้ายแดนร้าง เช่นนั้น…เช่นนั้นอีกห้าการแปลงร่างที่เหลือเล่า?
สังขารปิศาจมหาทิวามีการแปลงร่างทั้งหก นอกเหนือจากปีกแสงศูนยตา
แล้ว ยังคงหลงเหลืออีกห้าแปลง พวกมันใช่สามารถใช้ได้เช่นเดียวกันหรือไม่?
จั่วม่อดวงตาลุกโชนอย่างฉับพลัน การแปลงร่างบางท่วงท่าของสังขาร
ปิศาจมหาทิวา มันยังไม่เคยได้ใช้ออกมาก่อน ในที่สุดก็มีโอกาสได้ใช้สุดยอด
กระบวนท่าที่เฝ้าฝึกปรือมานานเสียที นี่ไม่ต่างจากกระบี่ที่เฝ้าลับคมมาเนิ่น
นาน ถึงเวลาที่จะชักออกจากฝัก เพื่อลิ้มรสโลหิตสดๆ ของศัตรู!
ในเสี้ยวพริบตานี้ จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันรุนแรง พลุ่งพล่านขึ้นมา
จากส่วนลึกที่สุดของร่างกาย ราวกับหินหลอมเหลวร้อนลวก แผ่กระจายไปทั่ว
ร่าง!