สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 381 ก้าวออกจากหลุมฝังศพ..
การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา ปีกแสงศูนยตา เท้าอีกา
ทองคำ ฝ่ามือประทับสุริยัน เกราะประทับเพลิงไฟ ดาบเที่ยงวันและมหาทิวา
ปีกแสงศูนยตาเน้นความเร็วเป็นหลัก มันรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ เท้าอีกา
ทองคำโดดเด่นด้านพละกำลัง เพียบพร้อมด้วยพลังสามหมื่นจิน เมื่อใช้การ
แปลงร่างทั้งสองนี้พร้อมกัน นำมาซึ่งความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังเป็นสอง
การแปลงร่างที่จั่วม่อคุ้นเคยมากที่สุด มันยังฝึกปรืออีกสี่ท่วงท่าการแปลงร่างที่
เหลือด้วย แต่ยังไม่เคยสบโอกาสได้ใช้ออกมาก่อน
จั่วม่อพลันฉุกใจคิดอีกครั้ง ความคิดที่บ้าระห่ ายิ่งกว่ากระโดดออกมา หาก
ว่า… …หากว่ามันใช้ทั้งหกแปลงพร้อมกันในคราวเดียวเล่า? … …จะเกิดอะไร
ขึ้น?
ความคิดนี้พอผุดขึ้นมา ก็ยึดครองจิตใจของจั่วม่ออย่างเต็มที่ ไม่สามารถ
ปัดทิ้งไปได้อีก
มันไยไม่ทดลองดู… …
แสงสีทองใต้ฝ่าเท้าพลันคลี่คลายออก กลายเป็นดุจกลุ่มด้ายสีทอง ไต่ลาม
ขึ้นมาตามแข้งขาของมันอย่างรวดเร็ว
ชิงฮวาเสวี่ยในใจไม่มีความคิดอื่นใด ตั้งหน้าตั้งตาปลดปล่อยบุปผาฟ้า
ครามออกมาจากสองมือไม่ขาดสาย มวลบุปผาสีฟ้าทยอยเหินร่อนขึ้นไปบน
อากาศ บุปผาฟ้าครามเหล่านี้ล่องลอยอยู่กลางเวหา ไม่ได้ไล่ล่าจั่วม่ออย่าง
สะเปะสะปะ แต่เว้นระยะห่างจากกันช่วงหนึ่ง บุปผาแต่ละดอกคล้ายเชื่อมโยง
กันด้วยสายใยที่มองไม่เห็นมากมาย ก่อเป็นร่างแหบุปผาฟ้าครามที่ปิดฟ้าคลุม
ดินปากหนึ่ง
ก่อกำเนิดไม่สิ้นสุด เรียกหา ตอบรับและเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน
กลายเป็นหนึ่งเดียว
เมื่อกลุ่มด้ายสีทองปีนขึ้นมาถึงเอวของจั่วม่อ สองขาของมันก็ห่อหุ้มด้วย
กลุ่มด้ายสีทองอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สองเท้านั้นหนาแน่นเป็น
พิเศษ กลุ่มด้ายสีทองยังลุกลามขึ้นไปบนร่างกายท่อนบนของมันไม่หยุดยั้ง วู้ม
ปีกโปร่งใสคู่หนึ่งดีดตัวออกมาจากแผ่นหลังของจั่วม่อ
กลุ่มด้ายสีทองแผ่กระจายไปยังทรวงอกของจั่วม่ออย่างต่อเนื่อง ขึ้นไปถึง
ลำคอ ปิดคลุมใบหน้า
พริบตาดุจประกายไฟ จั่วม่อทั้งร่างห่อหุ้มด้วยกลุ่มเส้นใยสีทองอย่าง
มิดชิด เว้นแต่ดวงตาทั้งคู่ เส้นใยสีทองเจิดจ้าค่อยๆ จางแสงลงอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นชุดเกราะสีทองเข้ม ปกคลุมร่างกายของจั่วม่อทุกสัดส่วน
เห็นแผ่นเกล็ดทองคำขนาดเท่าเล็บมือเรียงรายเป็นชั้นๆ ดุจเกล็ดมัจฉา
จั่วม่อพอขยับเคลื่อนไหว เหล่าเกล็ดสีทองจะขยับกระเพื่อม เป็นประกาย
ประดุจคลื่นสายวารีทองคำ หมวกเกราะทรงกลมกระชับกับรูปหน้าของจั่วม่อ
ด้านบนหมวกมีเขาสีดำยื่นยาวออกมา บนเขาสลักด้วยลวดลายอักขระเรียงราย
เป็นเกลียวคล้ายวงแหวน ปลายเขาโง้งไปด้านหน้าเล็กน้อย เผยประกายแหลม
คมสุดเปรียบปาน
เกราะไหล่ทั้งสองข้างประหนึ่งกลุ่มเพลิงลุกโชนสองขุม บนท่อนแขนซ้าย
เป็นโล่กลมเล็กๆ สีทองเข้ม บนผิวโล่กลมประทับไว้ด้วยภาพเปลวไฟสีแดงฉาน
ในมือขวาถือดาบแปลกพิสดารเล่มหนึ่ง ปลายกว้างโคนแคบ ใบดาบไม่มีส่วน
โค้งแม้แต่น้อย ตรงแน่วเป็นบรรทัดเหล็ก ใบดาบทั้งเล่มปกคลุมไปด้วยเปลวไฟ
โหมไหม้ร้อนแรง
ชุดเกราะที่ประกอบด้วยแผ่นเกล็ดเล็กๆ ห่อหุ้มรอบสองขาของจั่วม่ออ
ย่างแนบแน่น แต่มองจากภายนอกดูเหมือนอวบหนามากขึ้น กรงเล็บแหลม
ยาวห้าเล็บยื่นออกจากปลายเท้า งองุ้มเหมือนตะขอ คลับคล้ายกับกรงเล็บของ
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตเสือดำตัวที่ถูกอาเหวินสังหาร ห้าเล็บของเท้าอีกาทองคำ
ประดุจตะขอเบ็ด ยึดตรึงกับพื้นอย่างแน่นเหนียว
จั่วม่อสำรวจตัวเองอย่างกระหายใคร่รู้
“ฮะ?” ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาสีหน้าแปรเปลี่ยน มันหยุดบัญชาการ
ค่ายเว่ยอย่างฉับพลัน รีบตรวจสอบจั่วม่ออย่างละเอียดถี่ถ้วน สีหน้ากลายเป็น
ปั้นยากในทันที ดวงตาสีเลือดเบิกกว้าง อุทานอย่างตื่นตระหนก “สังขารจอม
ปิศาจ!”
ซู่หลงซึ่งกำลังรับฟังคำสั่งการจากผูเยา พอฟังต้องสับสนงุนงง “ต้าเหริน
สังขารจอมปิศาจคือสิ่งใด?”
ผูเยาไม่แยแยสนใจซู่หลง ดวงตาสีเลือดติดตรึงแน่นอยู่บนร่างของจั่วม่อ
“จะเป็นไปได้อย่างไร? นี่เป็นไปได้อย่างไร? ไฉนเจ้าเด็กน้อยสามารถ
บรรลุถึงสังขารจอมปิศาจได้? มันเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ปิศาจสายเลือดแท้!”
ทันใดนั้นผูเยาหันหน้าขวับ สายตาคมเฉียบราวกระบี่ จ้องป้ายศิลาสุสาน
ตาเขม็ง “เป็นฝีมือเจ้า!”
บนพื้นผิวของป้ายศิลาสุสานปรากฏเงาร่างเลือนรางขึ้นอย่างฉับพลัน
สิ่งที่ทำให้ผูเยาประหลาดใจ คือเงาร่างเลือนรางนั้น หนนี้ถึงกับค่อยๆ
ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เส้นสายอันหมดจดคมชัด ค่อยๆ ก่อตัวเป็นเค้าโครงเรือนร่าง มีส่วนโค้ง
ส่วนเว้าเช่นอิสตรี สวมใส่ชุดเกราะสงครามรัดรูป เงาร่างนั้นถืออาวุธอันพิสดาร
พันลึกสุดขั้วชิ้นหนึ่ง นั่นคือกรงเล็บขนาดมหึมา ที่ใหญ่โตกว่าร่างของนางเอง
เสียอีก!
กรงเล็บมหึมาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา คล้ายว่ามีชีวิต ยากที่จินตนาการว่ากรง
เล็บใหญ่โตที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ เป็นชิ้นส่วนร่างกายของสัตว์ร้ายชนิดใด
สตรีนางนั้น คนคล้ายถูกปกคลุมอยู่ภายใต้กรงเล็บมหึมาข้างนั้นอย่างมิดชิด
“เจ้า เจ้า เจ้า… …” ผูเยาคล้ายพบพานผีสางกลางวันแสกๆ ใบหน้าซีด
ขาว อ้าปากพะงาบๆ อยู่ครึ่งค่อนวัน ยังไม่ทราบจะกล่าวคำใดออกมา
“เสี่ยวผูผู (เจ้าผูผูน้อย) ไม่ได้พบกันนานมากแล้ว!” สุ้มเสียงหวานหยาด
เยิ้มแฝงแววเกียจคร้าน แว่วออกมาจากป้ายศิลาสุสาน
“เจ้า เจ้า เจ้า… …” ผูเยาริมฝีปากสั่นระริก
“เจ้าครุ่นคะนึงถึงผู้อื่นมากใช่หรือไม่!” เสียงหัวร่อนุ่มนวลดึงดูดใจยังคง
ดังออกมาจากป้ายศิลาสุสาน สำเนียงอ่อนหวานปานจะหลอมละลายผู้คนไปถึง
กระดูก เค้าโครงเรือนร่างที่เป็นกรอบเส้นอันคมชัดบนป้ายศิลาสุสาน ค่อยๆ
ชัดเจนขึ้นตามลำดับ ราวกับมีพู่กันล่องหนด้ามหนึ่ง ตวัดวาดเติมแต่งเส้นสาย
อันงดงามทีละเส้นทีละสาย
บนใบหน้าที่ว่างเปล่า ปรากฏดวงตา ตามด้วยปากคอคิ้วคาง… …
ชั่วพริบตาเดียว ใบหน้าแย้มยิ้มที่สะคราญปานหยาดฟ้ามาดิน แฝงเร้น
ด้วยเลศนัย พลันปรากฏขึ้นบนป้ายศิลาสุสาน
วงหน้างามสมบูรณ์แบบนั้นพลันขยิบตาให้ผูเยา ผูเยาตะลึงงันตาค้าง มัน
คล้ายแข็งเป็นหินไปอย่างสมบูรณ์
ท่ามกลางเสียงชุดเกราะกระทบกันเป็นท่วงทำนอง ท่อนขาเรียวงามก้าว
ออกมาจากป้ายศิลา เงาร่างที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิวของป้ายศิลาสุสาน ค่อยๆ
เยื้องกรายออกมาจากหลุมฝังศพ รอบดวงตาคู่งามที่ลึกล้ าดุจท้องฟ้าเที่ยงคืน
ล้อมรอบด้วยลวดลายอันซับซ้อนและวิจิตรงดงาม เต็มไปด้วยความพยศดุร้าย
และน่าลุ่มหลง ผิวสีน้ าตาลเปลือกไม้เนียนละเอียด เรียบลื่นประดุจแพรไหมที่
เลิศล้ าที่สุด เรือนร่างร้อนแรงเย้ายวน แม้จะอยู่ภายใต้ชุดเกราะสงครามยังไม่
สามารถปิดซ่อนได้
นางย่างกรายบนอากาศด้วยฝีเท้าแผ่วเบา มาจนถึงเบื้องหน้าผูเยาผู้ยืน
แข็งทื่อดั่งรูปปั้น ก้มลงมอง แล้วแย้มยิ้มกระจ่างจ้าทรงเสน่ห์ “เสี่ยวผูผู… …”
เพียะ โดยไม่มีการเตือน มือขวาของนางฉกวาบ ขยุ้มจับหลังคอของผูเยา
เหมือนหิ้วคอไก่ตัวน้อยๆ จากนั้นยกขึ้นอย่างไม่บอกกล่าว ดึงร่างมันมาอยู่
ตรงหน้านาง รอยยิ้มบนใบหน้ายังงดงามน่าลุ่มหลง แต่ในดวงตาดำขลับคล้ายมี
บางสิ่งแตกปะทุ สุ้มเสียงของนางไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง
“เสี่ยวผูผู ท่าทีของเจ้าระยะนี้ไม่น่ารักเอาเสียเลย!”
ผูเยาที่กำลังงุนงง พอจ้องมองดวงตาอันเคยคุ้นคู่นี้ ความทรงจำนับไม่ถ้วน
ประดังขึ้นมาพร้อมกันประดุจสายน้ าทลายเขื่อน ความรู้สึกที่เก็บกักมาหลาย
พันปีคล้ายปะทุขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทันใดนั้นดวงตามันรื้นด้วยหยาดน้ า
“ขี้แยอีกแล้ว น่าเบื่อจริงๆ” เพียะ แม่ทัพสตรีคลายมือ ปล่อยผูเยาร่วงลง
มา สีหน้าดุร้ายหมายขวัญบนใบหน้านางเลือนหายไป บ่นพึมพำพลางเดินไป
ด้านหนึ่ง
สักครู่ให้หลัง ผูเยาในที่สุดค่อยตั้งสติได้ ตะกุกตะกักถามว่า “ต้า…ต้าเหริน
ท่านยังไม่ตายหรือ?”
“เจ้าต้องการให้ข้าตายหรือไร?” แม่ทัพหญิงตอบอย่างเกียจคร้าน นาง
โยนกรงเล็บมหึมาลงบนพื้น ทอดกายนอนลงบนกรงเล็บ อ้าปากหาวหวอด
กล่าวเสียงอู้อี้ “ข้าไฉนง่วงนอนอีกแล้ว… …”
ผูเยาไม่อาจระงับความปิติยินดีที่พวยพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจได้อีก ริม
ฝีปากสั่นระริก ชั่วครู่ต่อมา ไม่ทราบเพราะตุใด มันรู้สึกจมูกแสบร้อน น้ าตา
สองสายทะลักลงมา เอ่ยเสียงปวดร้าว “ต้าเหริน พวกมันตายกันหมดแล้ว ทุก
คนล้วนตายกันหมด!”
แม่ทัพหญิงร่างแข็งทื่อ เนิ่นนานหลังจากนั้น ค่อยทอดถอนอ่อนเบา “ใช่
ทุกคนล้วนตายหมดแล้ว เหลือแต่พวกเราที่ยังอยู่”
เสียงทอดถอนยืดยาว เต็มไปด้วยความอ้างว้างเดียวดาย เศร้าเสียใจ และ
ความรู้สึกผิด… …
จั่วม่อที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในชุดเกราะเต็มตัว ราวกับเป็นกองไฟขุมหนึ่ง คล้ายมี
กระแสร้อนลวกนับพันสายปะทะกันอยู่ในร่าง แตกปะทุและสาดซัดไปทั่ว
ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างออกมาอย่างรุนแรง กระทั่งจั่วม่อเองยัง
สั่นสะท้าน
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อใช้การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา
พร้อมกันในคราวเดียว
สิ่งที่สามารถเข้าสู่คุกสิบนิ้วมีแต่จิตสำนึกเท่านั้น สังขารร่างกายหรือพลัง
ปราณไม่อาจคงอยู่ในที่แห่งนี้ เช่นนั้นมันไฉนสามารถใช้การแปลงร่างทั้งหกของ
สังขารปิศาจมหาทิวาได้เล่า? สิ่งที่กำลังโหมไหม้อยู่ในตอนนี้ หรือจะเป็น
จิตสำนึกของมันเอง?
เมื่อความคิดนี้บังเกิดขึ้น จั่วม่อรู้สึกในจิตใจระเบิดวาบ
ทันใดนั้นเปลวไฟสีทองนับไม่ถ้วนแตกปะทุออกมาจากชุดเกราะ ลุกโชน
เจิดจรัส
จั่วม่อคนคล้ายเปลี่ยนเป็นเปลวไฟอันแกร่งกร้าวกองหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้น?” ผูเยาปากอ้าตาค้าง มันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน
วันนี้ท้าทายขอบเขตจินตนาการของมันอย่างแท้จริง ทุกสิ่งคล้ายไม่เป็นความ
จริง ทุกอย่างช่างเหลือเชื่อมากเกินไป
ในจิตสำนึกของจั่วม่อกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งหลุดออก
จากความเข้าใจของผูเยาอย่างสิ้นเชิง
“สังขารปิศาจมหาทิวาของมันกำลังจะรุดหน้า” แม่ทัพหญิงกลับสู่ท่วงท่า
เกียจคร้านเฉื่อยชา กล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ
“มันไฉนใช้สังขารปิศาจมหาทิวาภายในคุกสิบนิ้วได้?” ผูเยาถามปัญหาที่
ติดค้างในใจมันมาเป็นเวลานาน
“สังขารปิศาจมหาทิวาไม่ธรรมดาอยู่บ้าง” แม่ทัพหญิงกล่าวเสียง
ราบเรียบ “เด็กน้อยผู้นี้มีโชควาสนาไม่เลว เจ้าสั่งสอนมันฝึกปรือจิตสำนึก พอดี
ช่วยให้มันค้นพบวิถีทางที่ถูกต้องของการฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวา”
ผูเยาสีหน้ากลายเป็นแปลกพิกลทันที สังขารปิศาจมหาทิวาอันใด ผู้ใด
อยากช่วยให้ฝึกปรือเจ้าสิ่งนี้กัน? ในใจมันต่อสู้กันเองอยู่ครึ่งค่อนวัน จากนั้นกัด
ฟันกล่าว “ต้าเหริน ข้ารับมันเป็นศิษย์ของข้าแล้ว”
“อ้อ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ไม่จำเป็นต้องรายงานข้า” แม่ทัพหญิงโบกมือ
ตัดบท กล่าวอย่างไม่แยแส
หวนนึกถึงเหล่าซือผู้ล่วงลับ ผูเยาฝืนใจกล่าวสืบต่อ “ได้โปรดเถอะ ต้าเห
ริน อย่าได้ถ่ายทอดทักษะปิศาจให้แก่มัน”
“เสี่ยวผูผู นี่เกรงว่าจะไม่ดีแล้ว!” แม่ทัพหญิงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
ผูเยาใจหายวาบ มันทราบว่านี่ไม่ค่อยดีนักจริงๆ แต่ยังคงตัดสินใจต่อต้าน
แข็งขืน “ต้าเหริน โปรดคำนึงถึงลำดับก่อนหลังด้วย!”
“จุ๊จุ๊จุ๊ เสี่ยวผูผู ไม่ใช่เจ้าเองหรอกหรือที่สอนสังขารปิศาจมหาทิวาให้แก่
มัน? ศาสตร์อสูรเอย ความอ่อนแอเยี่ยงอิสตรีเอย ความเป็นบุรุษอันบอบบาง
เอย นี่ไม่ใช่ว่าเจ้าทำลายมันเองหรอกหรือ?” แม่ทัพหญิงยังคงกล่าวอย่างยิ้ม
แย้ม
ผูเยาใบหน้าดำคล้ าดุจก้นหม้อ เส้นเลือดเขียวที่ขมับเต้นตุบๆ
“เสี่ยวผูผู เจ้าก็เปลี่ยนมาฝึกปรือทักษะปิศาจเถอะ ผู้อื่นชมชอบบุรุษที่
องอาจห้าวหาญสมกับเป็นบุรุษมากที่สุด… …” แม่ทัพหญิงดวงตาทอประกาย
เคลิบเคลิ้มมึนเมา
ผูเยาในที่สุดอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป กระโดดปราดขึ้น พลางร้องด่า
“สตรีบัดซบที่น่าตาย เจ้าถึงกับกล้าเรียกหาข้าเป็นสตรี มาเถอะ มาให้ข้าทุบตี
เจ้าสักครา… …”
แม่ทัพหญิงตื่นเต้นคึกคักขึ้นมาทันที ยื่นมือปราดเดียว นางก็ยกกรงเล็บ
มหึมาที่ใหญ่กว่าตัวนางหลายเท่าขึ้นมากวัดแกว่ง “ประเสริฐ ประเสริฐ นอน
หลับมาสามพันปี อึดอัดขัดข้องแทบตายแล้ว ข้าอยากออกแรงอยู่พอดี!”
ทั้งสองร่างต่อสู้พัวพันอย่างดุเดือดอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ
“สตรีโง่งม อย่าได้คิดว่าข้าเกรงกลัวเจ้า เจ้าที่ได้เป็นแม่ทัพบัญชาการ
เพียงเพราะข้าคร้านจะโต้เถียงกับสตรีเยี่ยงเจ้า… …”
“เสี่ยวผูผู รองผู้บัญชาการที่รักของข้า เจ้าไม่เคยชนะข้าเลยสักครั้ง!”
“ข้ามีเมตตาปราณี ต่อหน้าคนอื่นๆ ข้าอุตส่าห์ช่วยไว้หน้าเจ้า!”
“เสี่ยวผูผู ยังคงชอบคุยโวโอ้อวดเหมือนเดิม! เห็นแก่หน้าเจ้าซึ่งเฝ้า
ปกป้องดูแลเจี่ยเจียมาสามพันปี เจี่ยเจียจะต่อให้เจ้าสามกระบวนท่าก็แล้ว
กัน!”
“เฝ้าปกป้องเจ้า? โอ้ ใต้เท้าผู้บัญชาการผู้สูงส่งของข้า จะหลงตัวเองก็ให้
มันน้อยๆ หน่อยเถอะ! สิ่งที่ข้าเฝ้าปกป้องคือชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของกองกำลัง!
หากซากศพของผู้บัญชาการกองทัพตกอยู่ในมือศัตรู ให้พวกมันเอาไปทำอาวุธ
หรือหลอมโอสถ เจ้าลองคิดดูว่าจะอับอายขายหน้ากองทัพของเราถึงเพียง
ไหน!”
“เสี่ยวผูผู ปากคอเจ้ายังเราะรายไม่เปลี่ยน!”
“ผู้บัญชาการกองทัพ เจ้าก็ยังไร้ยางอายไม่เปลี่ยน!
ชิงฮวาเสวี่ยตื่นตะลึง เบิกตามองเซียวม่อเกอที่ถูกเปลวไฟกลืนกินเข้าไป
อดใจสั่นสะท้านไม่ได้
ปฏิกิริยารุนแรงนี้คือสิ่งที่เกิดจากศาสตร์อสูรจริงๆ หรือ?
เปลวไฟปลดปล่อยพลังกดดันที่มองไม่เห็น ประหนึ่งคลื่นความร้อนโหม
ซัดอย่างต่อเนื่อง แผ่กระจายออกมาไม่ขาดสาย
นางใจสะท้านสั่นไหว สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ภายในกองไฟ ดาบที่แปลกพิสดารเล่มหนึ่งยกขึ้น คล้ายจะแทงออกมา
จากกองไฟ!