สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 382 คมดาบเที่ยงวัน
ความร้อนของสนามประลองในคุกเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ห้วงเวหาอัน
มืดมิดกลายเป็นสีแดงเข้ม คลื่นความร้อนที่มองไม่เห็นโถมซัดมาจากทุกทิศทาง
บิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่างในครรลองสายตา ชิงฮวาเสวี่ยรู้สึกราวกับว่านางกำลัง
ตะลุยผ่านสายธารหินหลอมเหลวอันกว้างใหญ่ อาจถูกแผดเผาลุกเป็นไฟได้ทุก
เมื่อ
บุปผาฟ้าครามในมือนางประหนึ่งเปลวเทียนกลางสายลม คล้ายจะมอด
ดับลงได้ทุกขณะจิต
เซียวม่อเกอที่ถูกปกคลุมอยู่ในเปลวไฟที่ฝั่งตรงข้าม ดูคล้ายลูกไฟบิดเบี้ยว
เกรี้ยวกราด ซึ่งนางไม่อาจมองเห็นได้ชัดตา
สิ่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงที่สุด คือกระทั่งจิตสำนึกของนางก็ไม่อาจสัมผัส
ถึงเซียวม่อเกอได้!
ชิงฮวาเสวี่ยช่วยไม่ได้ ต้องแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
บุปผาฟ้าครามที่ล่องลอยเต็มท้องฟ้าเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะหลุดออกจาก
การควบคุม การเชื่อมโยงระหว่างพวกมันกับนางยิ่งมายิ่งเบาบางลงทุกขณะ
เพียะ เพียะ เพียะ! เสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินดังระรัวในโสตประสาทของ
นาง ไม่ต่างจากฟ้าผ่ากลางฤดูใบไม้ผลิ บุปผาฟ้าครามเจ็ดดอกกับจิตสำนึกของ
นาง ความสัมพันธ์ถูกสะบั้นขาดไป!
ชิงฮวาเสวี่ยใบหน้าเผือดขาวในบัดดล!
นับตั้งแต่ที่นางเริ่มฝึกปรือศาสตร์บุปผาฟ้าครามเป็นครั้งแรก เหล่าบุปผา
สีฟ้างดงามเหล่านี้ดุจดั่งสหายสนิทของนาง เชื่อมโยงกับจิตใจนาง นางมักเล่น
กับพวกมัน บอกความลับในใจนางแก่พวกมัน นางไม่เคยต้องเผชิญกับปัญหา
การฝึกปรือศาสตร์อสูรอันซับซ้อนที่บันทึกไว้ในศาสตร์บุปผาฟ้าครามแม้แต่ครั้ง
เดียว เนื่องเพราะบรรดาสหายรักของนางคอยช่วยเหลือนางเสมอมา
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางประสบพบเจอสถานการณ์ที่บุปผาฟ้าครามถูก
สะบั้นความสัมพันธ์กับนาง
ไฉนเป็นเช่นนี้?
ชิงฮวาเสวี่ยสีหน้าสับสนงุนงง เหตุเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ทำเอา
นางถึงกับมือไม้ปั่นป่วน ไม่ทราบจะรับมืออย่างไรดี
ท่ามกลางดวงตาสับสนงุนงงของนาง ดาบยาวตรงอันแปลกพิสดารที่
ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟเล่มนั้น พลันสะบัดฟันจากบนลงล่างอย่างเหี้ยมหาญ!
ดาบนี้เชื่องช้าจนน่าแปลกใจ เชื่องช้าเสียจนชิงฮวาเสวี่ยสามารถมองเห็น
ได้ชัดตา
เมื่อดาบประหลาดฟันลง เปลวไฟรอบข้างคล้ายถูกพลังล่องหนขุมหนึ่ง
ผลักดัน พวยพุ่งออกจากใบดาบในพริบตา แตกระเบิดเป็นเปลวไฟเล็กละเอียด
เหลือคณานับ สาดพุ่งตรงมาเป็นแผ่นผืน ชิงฮวาเสวี่ยบังเกิดความรู้สึกว่าดาบนี้
ฟันลูกไฟ กลายเป็นพิรุณเปลวไฟอันหฤโหดห่าหนึ่ง
ชั่วพริบตานี้ พื้นที่ทั้งหมดคล้ายปะทุขึ้นด้วยเปลวไฟ สว่างไสวบาดตา
เปลวไฟลุกโชนครอบฟ้าคลุมดิน ปกคลุมทุกพื้นที่ประดุจพายุหิมะหนัก
หน่วงในฤดูเหมันต์ ความร้อนสาดซัดเป็นระลอก ร้อนจนสามารถละลาย
เหล็กกล้า กวาดซัดข้ามท้องนภา ประหนึ่งห่าฝนอันร้อนแรง ท้องฟ้าสว่างเจิด
จ้า สายลมกระโชกผสานรวมกับเปลวไฟ พายุพิรุณไฟร้อนแรงยิ่งทวีพลังทำลาย
ล้างไปถึงขีดสุด
พายุเปลวไฟบิดเป็นเกลียว ห้อมล้อมทำลายมวลบุปผาฟ้าครามทั้งหมด
บุปผาฟ้าครามอันลี้ลับพิสดารถูกเผาผลาญหายวับไปกลางอากาศ ประดุจ
ฟองอากาศอันเปราะบาง
พร้อมกับที่บุปผาฟ้าครามถูกทำลายไปทีละดอก ชิงฮวาเสวี่ยใบหน้ายิ่งมา
ยิ่งซีดขาวลงไปด้วย นางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
ปุ
เมื่อบุปผาฟ้าครามดอกสุดท้ายแตกสลาย ชิงฮวาเสวี่ยหน้าซีดขาวราว
กระดาษ แสงอันร้อนแรงในดวงตาสีอำพันหม่นมัวลง ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตา
นางพร่าเลือนลงทันตา
ในชั่วพริบตานี้เอง เสียงต่ าลึกตวาดก้อง เจาะผ่านเสียงคำรนของเปลวไฟ
และพายุ ประหนึ่งเสียงคำรามของพญามัจจุราช
“คมดาบเที่ยงวัน!”
หนึ่งอสูรหนึ่งปิศาจที่กำลังโรมรันพันตูอย่างดุเดือด พลันแยกย้ายไปคนละ
ทาง หยุดชะงักลงพร้อมกัน พวกมันเงยหน้าขึ้นอย่างพร้อมเพรียง จ้องมองไป
ในความว่างเปล่าเหนือศีรษะ
ผูเยาสีหน้าหวั่นไหวไม่มั่นคง แม่ทัพหญิงใบหน้าเป็นประกายด้วยความปิติ
ยินดี
ผูเยาพลันเอ่ยปากอย่างขมขื่น “ตลอดชีวิตของเจ้าถูกทำลายเพราะชุด
เกราะบัดซบนั่น เจ้ายังต้องการทำลายชีวิตของมันอีกคนหนึ่งหรือ?”
แม่ทัพหญิงความปิติยินดีบนใบหน้าถึงกับแข็งค้าง ค่อยๆ จางหายไป นาง
คล้ายจมลงไปในความคิดบางอย่าง ความเจ็บปวดฉายชัดบนสีหน้าของนาง
นางยืนแข็งทื่อเหมือนตอไม้ ถือกรงเล็บมหึมานิ่งอยู่กับที่ สีหน้าของนางบัด
เดี๋ยวยินดีปรีดา บัดเดี๋ยวเจ็บปวดรวดร้าว แปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง
ผูเยาไม่กล่าวคำใดอีก เพียงจ้องมองนางเงียบๆ
ร้อน! ร้อนมาก!
จั่วม่อรู้สึกราวกับทั้งร่างของมันลุกไหม้ เลือดเนื้อและกระดูกของมัน
ประดุจท่อนฟืนแห้ง ถูกเปลวไฟแดงฉานกลืนกินอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของมัน
แดงจัดอย่างสมบูรณ์ เป็นสีของเหล็กที่ร้อนฉ่าจนแดงฉาน!
มันไม่ล่วงรู้ ว่าเหนือศีรษะของมันมีเปลวไฟโปร่งใสปรากฏขึ้น เปลวไฟ
โปร่งใสนี้สงบเงียบ เปลวไฟชั้นนอกประกอบด้วยลวดลายสายรุ้งจางๆ
เปลวไฟขุมนี้แผ่กระจายไปทั่วร่างจั่วม่อในบัดดล
ชั่วพริบตาที่เปลวไฟประหลาดนี้ปรากฏขึ้นบนร่างจั่วม่อ อากุ่ยที่แข็งทื่อ
เหมือนท่อนไม้ จู่ๆ ก็เงยหน้าขวับ ในส่วนลึกที่สุดของดวงตาหม่นมัวไร้ประกาย
พลันบังเกิดประกายแสงสีม่วงเข้มลุกวาบ เจ้าเพลิงน้อยที่นอนหลับอย่างสบาย
ในอ้อมแขนของนาง คล้ายสูดได้กลิ่นอายอันแสนโอชะ สะดุ้งตื่นจากความฝัน
ของมันทันที
“ทีแรกข้านึกว่าต้าเหรินตายไปแล้ว” ผูเยาจ้องมองแม่ทัพหญิง กล่าวเนิบ
ช้า
“ปฏิบัติตามวิถีแห่งข้า! สืบทอดคำสาบานแห่งข้า!” ผูเยาใบหน้าทอแวว
รังเกียจเดียดฉันท์อย่างรุนแรง “เจ้าสิ่งบัดซบที่ซ้ าซากและไม่รู้จักผ่อนปรน
สามารถสืบทอดมาถึงรุ่นของเจ้าได้ ก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้ว!”
แม่ทัพหญิงยืนนิ่งงัน
“ก็ไม่ใช่เพราะเจ้าสิ่งนี้หรือ!” ผูเยาเสียงสูงขึ้นในบัดดล เต็มไปด้วยความ
เดือดดาลทะยานฟ้า “ไม่ใช่เพราะเจ้าสิ่งของบัดซบนี้หรือ! ที่มันทำลายทั้งชีวิต
ของต้าเหริน! ทำลายพวกเราทั้งกองทัพ ทุกคนเดิมทีสามารถรอดชีวิตได้!”
แม่ทัพหญิงกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
เจ็บปวด
“ต้าเหรินก่อนตายขอให้ข้าเฝ้าปกป้องมัน อย่าให้มันตกไปอยู่ในมือของซิว
เจ่อ” ผูเยาเสียงต่ าลง “ข้ารับปาก ข้าคอยเฝ้าป้องกันมันมาถึงสามพันปี จนมัน
ไม่ตกไปอยู่ในมือของซิวเจ่อหน้าไหนจริงๆ ข้าเคียดแค้นมัน ข้าชิงชังมัน
ปรารถนาจะทำลายมันทุกขณะจิต ข้าเคยคิดว่าวันหนึ่งเมื่อข้าหลบหนีออกมา
ได้ ข้าจะโยนเจ้าสิ่งบัดซบนี้ลงไปยังแม่น้ าในนรก!”
“วันเวลาในหอกักอสูรเป็นความทุกข์ทรมานที่ยากจะผ่านพ้นอย่าง
แท้จริง” ผูเยามีสีหน้าหวนรำลึก “หากมิใช่ว่าข้าสัญญาไว้กับต้าเหริน ข้าคงไม่
อาจผ่านมาได้ บางทีความตายอาจยังสุขสบายเสียกว่า ข้าไม่มีปัญญาทำลายสิ่ง
บัดซบนี้ ดังนั้นได้แต่ฝืนทนตลอดมา การถูกสายฟ้าลงทัณฑ์เป็นประจำทุกวัน
ไม่นับเป็นอะไรได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือไม่มีผู้ใดให้สนทนาด้วย สามพันปี มี
แต่ข้าเพียงผู้เดียว ดังนั้นข้าเริ่มสนทนากับมัน ต่อมาข้าไม่เคียดแค้นชิงชังมันอีก
ต่อไป เจ้าสิ่งบัดซบนี้เป็นคนปัญญาอ่อนที่ไม่รู้จักผ่อนปรน เคียดแค้นชิงชังคน
ปัญญาอ่อนผู้หนึ่ง ยังจะมีความหมายใดเล่า”
“อย่างไรก็ตาม ต้าเหริน” ผูเยาพลันเงยหน้าขึ้น แววตามุ่งมั่นเฉียบขาด
จ้องตรงไปยังแม่ทัพหญิงตาเขม็ง “เจ้าต้องการจะทำลายจั่วม่อเช่นเดียวกัน
อย่างนั้นหรือ?”
แม่ทัพสตรีนิ่งเงียบงัน ไม่อาจเอ่ยคำใดออกมา
“มันเป็นศิษย์ของข้า” ผูเยากล่าวอย่างเยือกเย็น เยือกเย็นจนแทบเป็น
อำมหิต อาภรณ์สีดำบนร่างพัดพลิ้วไปตามสายลม เรือนผมดำขลับโบกสะบัด
ราวกับอสรพิษเริงรำ ในดวงตาสีแดงเข้มดุจโลหิต แสงสีแดงน่าขนลุกเริ่มหมุน
คว้างอย่างแช่มช้า สุ้มเสียงของมันสงบยิ่ง และเฉียบขาดยิ่ง “ครั้งนั้นเมื่อ
ติดตามต้าเหริน ข้าไม่อาจทำตามความปรารถนาสุดท้ายของเหล่าซือของข้าให้
สำเร็จได้ ต้าเหริน เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้า ข้าละทิ้งความปรารถนา
สุดท้ายของเหล่าซือของข้าได้ แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้สายการสืบทอดของเหล่า
ซือสิ้นสุดลงในมือข้า จั่วม่อเป็นศิษย์ของข้า ต้าเหริน หากเจ้าคิดจะเอาแอกและ
โซ่แห่งคำสาบานบัดซบนี้มาวางลงบนร่างของศิษย์ข้า กรุณาข้ามศพข้าไปก่อน”
สุ้มเสียงเย็นชาดังกังวานในทะเลแห่งจิตสำนึก เปลวไฟสีดำพวยพุ่งขึ้นจาก
พื้น เปลี่ยนเป็นอสรพิษเพลิงนับไม่ถ้วน พลุ่งพล่านมาจากทุกทิศทาง เข้ามา
รวมตัวกันอยู่ข้างเท้าของผูเยา
รังสีฆ่าฟันหนักข้นล้นทะลักอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึก!
หมิงเจวี๋ยจื่อเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน ม่านตาหดแคบลง จ้องเขม็งไปยัง
สนามประลองในคุก ข้างกายมัน ซูเว่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนเช่นกัน
สนามประลองในคุกที่ห้อมล้อมด้วยขบวนค่ายกล สว่างไสวด้วยแสงสีแดง
เข้ม แสงสีแดงนี้ใหญ่โตจนแทบปกคลุมสนามประลองในคุกทั้งหมด หมิงเจวี๋
ยจื่อกับซูเว่ยสบตากันวูบ ค้นพบเค้าความตื่นตระหนกในดวงตาอีกฝ่าย
“ศาสตร์อสูรธาตุไฟอันร้ายกาจ!” ซูเว่ยตกตะลึงไม่น้อย
เนื่องเพราะค่ายกลที่ปกคลุมอยู่ด้านนอกสนามประลอง กลิ่นอายที่รั่วไหล
ออกมาไม่รุนแรงเท่าใด แต่พลังไฟบริสุทธิ์ที่แฝงอยู่ในกลิ่นอายนี้ บันดาลให้
เหล่าผู้ชมเปลี่ยนสีหน้ากันหมด
“ศาสตร์อสูรธาตุไฟ… …” หมิงเจวี๋ยจื่อพึมพำอย่างเลื่อนลอย สีหน้าของ
มันแปลกประหลาดยิ่ง ดวงตาทอแววแตกตื่นงุนงง มันให้ความสนใจกับเซียว
ม่อเกอมากกว่าซูเว่ย ย่อมล่วงรู้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าซูเว่ยด้วย
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างอันแปลกพิสดาร ปัญหาศาสตร์อสูรอัน
ลึกลับ กรงศาสตร์อสูรที่แปลกประหลาด รวมกับศาสตร์อสูรธาตุไฟคราวนี้… …
เซียวม่อเกอที่แท้ล่วงรู้ศาสตร์อสูรมากมายเท่าใด?
มันยังเยาว์วัยถึงเพียงนั้น ไฉนฝึกปรือได้มากมายนัก?
ทุกสิ่งทุกอย่างที่หมิงเจวี๋ยจื่อรู้จักตามสามัญสำนึกทั่วไป ดูเหมือนจะถูก
บุคคลลึกลับผู้นี้ทำลายทิ้งอย่างยับเยิน
มันเป็นใครกันแน่?
อวี้จื่อโจวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงสีแดงในสนามประลอง
สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง มันเสียใจอยู่บ้างที่มาช้าเกินไป จึงไม่ได้เป็น
คนแรกที่ท้าประลองเซียวม่อเกอ ก่อนหน้าวันนี้ เซียวม่อเกอในสายตาของมัน
เป็นเพียงตัวตลกที่เต้นไปเต้นมาเท่านั้น หากมิใช่เพราะคุณหนูจีลี่หวี่ มัน
แน่นอนว่าจะไม่เสียเวลากับตัวประกอบเล็กๆ เพียงเท่านี้
แต่ศาสตร์อสูรธาตุไฟอันร้ายกาจถึงเพียงนี้!
มันเพิ่งจะลงชื่อกับหงแล้วเสร็จ กำลังมุ่งไปยังชายขอบของสนามประลอง
แต่พลังสภาวะของศาสตร์อสูรธาตุไฟบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากสนาม
ประลองในคุก ทำให้มันตื่นตระหนกอยู่บ้าง
“หง ส่งเข้ามาอีก”
เสียงต่ าลึกดังออกมาจากสนามประลองในคุก ผู้กล่าวดูคล้ายกำลัง
พยายามระงับยับยั้งบางสิ่งบางอย่าง
“ทราบแล้วต้าเหริน” หงคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝัน หันไปมองอวี้จื่อโจว
กล่าวเตือนว่า “เซียนเซิง ถึงตาท่านแล้ว”
อวี้จื่อโจวรวบรวมสมาธิจิตใจ ยามนี้มันไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เร่งเร้า
พลังจิตสำนึกอย่างเต็มที่ สืบเท้าไปข้างหน้า สีหน้าหนักหน่วงจริงจัง
ภาพเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป
รอบข้างสว่างไสวด้วยแสงสีแดง ราวกับว่ามันจมอยู่ในทะเลเหล็ก
หลอมเหลว คลื่นความร้อนที่ไม่มีตัวตนพัดเข้าปะทะใบหน้า สีหน้ามัน
แปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก ศาสตร์อสูรธาตุไฟอันร้ายกาจนัก! มันถึงกับต้องโคจร
พลังเพื่อต้านทานคลื่นความร้อนอันน่าพรั่นพรึงนี้ ใบหน้ามันยิ่งเคร่งขรึมจริงจัง
กว่าเดิม
ในฐานะหนึ่งในคนตระกูลอวี้ (หยก) มันย่อมไม่เกรงกลัวไฟ แต่เมื่ออยู่ที่นี่
มันกลับถูกบังคับให้โคจรพลังเพื่อต้านทาน เป็นที่คาดคำนวณได้ว่าไฟเหล่านี้มี
พลังมากเพียงใด
จั่วม่อใช้ดวงตาสีแดงเลือดจ้องมองอวี้จื่อโจวที่เบื้องหน้า ทั้งร่างของมันอยู่
ในกองไฟสีทอง ความเจ็บปวดจากการแผดเผาฉีกทึ้งเส้นประสาทของมัน
มันสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน เปลวไฟอันบริสุทธิ์ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไป
ในจิตสำนึกของมัน จิตสำนึกของมันคล้ายหลีกหนีเปลวไฟเหล่านี้ แต่เปลวไฟสี
ทองไร้ผู้เทียมทาน ฝืนบังคับแทรกซึมเข้าไปในจิตสำนึกทีละเส้นทีละสาย ไม่
ขาดตอน
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?
มันขบกรามแน่น ดิ้นรนระงับความเจ็บปวด พลังอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ที่
สามารถสยบทั่วหล้าครอบงำไปทั่วทั้งร่าง ความเจ็บปวดไม่ต่างจากมดแมลง
หลายพันตัว ขบกัดร่างกายมัน โดยเฉพาะบนฝ่ามือกับแผ่นหลัง
จั่วม่อต้องมุ่งเน้นจิตสมาธิของมันไปยังศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า วิธีนี้ดูเหมือน
จะช่วยลดทอนความเจ็บปวดได้ไม่น้อย
มันรีดเค้นพลังจากทั่วร่างมารวมกัน ไหลทะลักเข้าสู่ดาบเที่ยงวันในมือ
สะบัดฟันไปยังอวี้จื่อโจวอย่างดุดัน!
คมดาบเที่ยงวัน!
ท้องฟ้าปกคลุมด้วยพายุเพลิงไฟ กรีดร้องคำรามแหลมสูง พุ่งวาบเข้า
หาอวี้จื่อโจวอย่างกราดเกรี้ยว!
อวี้จื่อโจวสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ยังแค่นเสียงอย่างเย็นชา ขาซ้าย
ยกถอยไปข้างหลังครึ่งก้าว สองมือผนึกท่วงท่าอย่างปลอดโปร่ง กรีดวาดเป็น
วงกลมใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อมเบื้องหน้าทรวงอก
หากซูเว่ยกับคนอื่นๆ ชมดูฉากนี้ ต้องโห่ร้องชมเชยออกมา สุดยอด
กระบวนท่าป้องกันของอวี้จื่อโจว …วงแหวนหยกเชื่อมประสาน!
ถึงกับต้องใช้สุดยอดท่าไม้ตายออกมาตั้งแต่แรกเริ่ม! แต่ไม่มีเวลาให้ขบคิด
อีกแล้ว อวี้จื่อโจวใช้ศาสตร์อสูรป้องกันที่เข้มแข็งที่สุดของมันออกมาตาม
สัญชาตญาณ!
หนึ่งก่อเกิดสอง สองก่อเกิดสี่ … …
พริบตาดุจประกายไฟ วงแหวนแสงมากมายปิดคลุมอวี้จื่อโจวโดยไม่มี
ช่องว่างรอยโหว่
เช้ง เช้ง เช้ง!
พายุเปลวไฟพุ่งชนใส่วงแหวนแสง แตกระเบิดไปพร้อมกัน ห่าพิรุณเปลว
ไฟโหมซัดใส่กลุ่มวงแหวนแสงไม่ขาดสาย วงแหวนแสงถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง
แต่จำนวนของวงแหวนแสงแทนที่จะลดลง กลับเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งมายิ่ง
มากมายสุดคณานับ!
จั่วม่อรู้สึกว่ามีกระแสพลังที่ไม่อาจต้านทานขุมหนึ่งไหลผ่านร่างกาย มุ่ง
หน้าไปรวมกันที่ฝ่ามือซ้ายของมัน ทั้งยังกำลังจะระเบิดออกจากฝ่ามือซ้ายอยู่
รอมร่อ
มันแม้แต่คิดยังไม่คิด ตบฟาดฝ่ามือใส่วงแหวนแสงอันแน่นขนัดอย่างหัก
โหม!