สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 390 ร่วมมือ
เหวยเสิ้งนั่งขัดสมาธิ กระบี่ดำวางพาดอยู่ด้านข้าง ไม่ทราบเพราะเหตุใด หมอกภูตที่
สามารถกัดกร่อนกลับไม่เข้าใกล้มันในรัศมีสามจั้ง มันค่อยๆ ลืมตาสีดำสนิท สาดประกายมุ่งมั่นเด็ด
เดี่ยวเจิดจรัส
ชีวิตประจำวันของมันถูกปฏิบัติซํ้าซากจนกลายเป็นธรรมเนียม เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
เสียจนน่าสะพรึงกลัว
ฝึกกระบี่ เข้าฌาน และสั่งสอนผู้อื่น กลับกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของมัน
ไปโดยปริยาย การฝึกปรือที่น่าเบื่อหน่าย มันจะเฝ้ากระทำซํ้าๆ ซากๆ อย่างอดทน ไม่เคยหยุดยั้ง มัน
ไม่ใช้พลังปราณ เพียงแค่ใช้ร่างกายเลือดเนื้อ ฟาดฟันและสับสะบั้น จนกว่าเรี่ยวแรงจะสูญสิ้น ทั่ว
ร่างสั่นสะท้านจนลุกไม่ขึ้น
ยอดฝีมือด่านจินตันผู้หนึ่ง ฝึกปรือไปจนถึงจุดที่ร่างกายสั่นระริกไม่หยุด! ทั้งจงหยูและ
อีเจิ้งผู้มุ่งเน้นการฝึกปรือสังขารอย่างหนักหน่วง พอเห็นวิธีการฝึกปรือที่แทบจะเป็นการทรมาน
สังขารเช่นนี้ ยังถึงกับอับอายขายหน้า ไม่ต้องกล่าวถึงเหล่าเซียนกระบี่หรือไพร่พลค่ายเว่ย ทุกคน
เมื่อเอ่ยถึงเหวยเสิ้งต้าเหริน พวกมันล้วนนับถือเลื่อมใสจากก้นบึ้งหัวใจ ทุกผู้คนไหนเลยจะไม่ล่วงรู้
ว่าการมุมานะฝึกปรืออย่างอดทน จะนำไปสู่การรุดหน้าก้าวไกล แต่ผู้ใดสามารถกระทำเช่นนี้ได้
บ้าง? คนผู้เดียวที่สามารถบรรลุถึงระดับชั้นของเหวยเสิ้ง ย่อมเป็นเหวยเสิ้งต้าเหรินเท่านั้น!
ยิ่งไปกว่านั้น จินตันอีกคนหนึ่งอย่างเซี่ยซาน ยังกลับกลายเป็นผู้ติดตามส่วนตัวของ
เหวยเสิ้งไป มักจะติดตามไปเบื้องหลังดุจเงาตามตัว
เหวยเสิ้งระบายลมหายใจออก ฟู่ว หมอกภูตที่อยู่ห่างออกไปสามจั้งฉีกขาดเป็นช่อง
กว้าง ราวกับว่าถูกเจตจำนงกระบี่ที่มองไม่เห็นตัดผ่าน มันมีสีหน้าพึงพอใจ อาจบางทีการสั่งสอน
ผู้อื่นกลับกลายเป็นการทบทวนตัวเองไปด้วย มันมีความเข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ทำให้รุดหน้าไปอีกก้าว
ใหญ่
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นมาจากกระโจมของจั่วม่อ …เป็นเสียงของ
ศิษย์น้อง!
เหวยเสิ้งร่างหายวับไปในบัดดล
“อ๊าก เจ็บ เจ็บ! ฮู่ว ฮู่ว เจ็บปวดเหลือเกิน!”
ภายในกระโจม เห็นจั่วม่อกระโดดเหยงๆ ราวกับมีไฟลุกไหม้อยู่ที่ก้น ปากอ้ากว้าง
จมูกกับคิ้วย่นเข้าหากัน จนแทบกระจุกรวมกัน
“เจ็บปวด… …อูย… …เจ็บมาก!”
จั่วม่อวิ่งพล่านสะเปะสะปะไปรอบกระโจมดุจไก่ไร้หัว ประหนึ่งว่าการทำเช่นนี้จะช่วย
บรรเทาความเจ็บปวดให้แก่มันได้ เจ้าเพลิงน้อยดูเหมือนได้พบของเล่นใหม่ คึกคักแจ่มใสขึ้นมา
ทันที มันกระโดดเข้าเกาะหลังจั่วม่อ แกว่งไปแกว่งมา พร้อมเปล่งเสียงร้องสดใสเริงร่า
มองดูภาพอันปั่นป่วนวุ่นวายนี้ เหวยเสิ้งฝืนยิ้มเหยเก แต่ค่อยคลายใจลง “ศิษย์น้อง เกิด
อะไรขึ้น? เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ซี๊ด… …ซี๊ด… …”
เสียงสูดปากอย่างเจ็บปวดของจั่วม่อได้ยินชัดเจน มันวิ่งไปพลาง โบกมือปฏิเสธไป
พลาง “ไม่มีใด … …อูย… …ไม่มีเรื่องราวใด!”
เจ้าเพลิงน้อยยิ่งรู้สึกสนุกสนานกว่าเดิม ดูเหมือนพยายามเลียนแบบเสียงสูดปากของ
จั่วม่อ “จี้จี้ … …จี้ … …จี้จี้!” จั่วม่อถลึงตามองมันอย่างขุ่นเคือง เจ้าเพลิงน้อยถูกขู่ขวัญจนร่างแข็งค้าง
อยู่กลางอากาศ
“… …ซี๊ด… …” จั่วม่อสูดปากอีกรอบ สีหน้าขุ่นเคืองของมันหายวับไป กลายเป็นสีหน้า
แปลกพิกลยิ่ง จากนั้นเริ่มกระโดดเหยงๆ อย่างเร่งร้อนไปทั่วกระโจม เจ้าเพลิงน้อยหายกลัว เข้าใจว่า
จั่วม่อเล่นกับมัน รีบเปล่งเสียงร้องอย่างเริงร่า กระโจนเข้าเกาะแกว่งไปแกว่งมาบนหลังจั่วม่ออีกครั้ง
สำหรับนิสัยใจคอแปลกพิสดารของศิษย์น้อง เหวยเสิ้งยังอับจนปัญญา มันสั่นศีรษะ
อย่างระอาใจ แล้วค่อยออกไป
จั่วม่อทราบดีว่าหากมันถูกโยนออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง จิตสำนึก
ของมันอาจจะได้รับบาดเจ็บ แต่นึกไม่ถึงว่าอาการบาดเจ็บในจิตสำนึก จะเจ็บปวดถึงเพียงนี้! หาก
มันทราบเสียก่อน จะต้องไม่ทำสิ่งโง่เขลาเช่นนี้แน่ นานแล้วที่มันไม่ได้รับบาดเจ็บในจิตสำนึกอย่าง
รุนแรง จั่วม่อแทบจะหลงลืมไปแล้วว่าความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บในจิตสำนึกเป็นเช่นไร ที่แท้
เจ็บปวดจนอยากตายอย่างนี้เอง!
เสี่ยวหงหงอันบัดซบ!
(เสี่ยวหงหง – เจ้าแดงน้อย หมายถึงม่อหรูหั่ว)
รอเกอก่อนเถอะ ความเจ็บปวดนี้ เกอจะกลับไปทวงคืน!
สูดลมหายใจลึก จั่วม่อขบกรามแน่น สบถสาปแช่งอย่างแค้นเคือง
เงาดำหลายร่างสาดพุ่งไปมาดุจสายฟ้าแลบ ใบมีดแหลมคมหลายสายตัดไขว้กลาง
อากาศ ก่อนจะปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันบนร่างของสัตว์ร้ายวิญญาณภูต สัตว์ร้ายวิญญาณภูตถูกสับ
เป็นชิ้นๆ ในบัดดล ทิ้งไว้เพียงเขี้ยวสีดำกับลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณ
เขี้ยวดำทมิฬกับลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณถูกเก็บไปทันที เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากสี
หน้ายินดีปรีดา
ในเวลานี้เอง หนึ่งในพวกมันสีหน้าแปรเปลี่ยน รีบร้องบอกสหาย “กลับมารวมตัว
กัน! รีบกลับไปที่ค่ายทันที!” คนอื่นๆ หายวับไปในหมอกภูตอย่างรวดเร็ว โดยไม่ซักถามให้
เสียเวลา
ภายในค่ายพักขององครักษ์ทุกข์ยาก ซู่หลงกวาดตามองทุกคนที่เพิ่งจัดกระบวนทัพแล้ว
เสร็จ รู้สึกปลาบปลื้มประโลมใจยิ่ง การรุดหน้าของทุกคน สำหรับมันแล้วรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากซึ่งฝึกปรือเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากทุกคน ได้ก่อกำเนิดอาวุธสำเร็จลุล่วง เดิมที
มันคาดการณ์ว่ากระบวนการนี้สมควรลุล่วงภายในหนึ่งหรือสองปี คาดไม่ถึงว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นใน
เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
สำหรับต้าเหรินลึกลับภายในสร้อยคอ มันเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง ในความเห็น
ของมัน ต้าเหรินท่านนี้สามารถกระทำได้ทุกเรื่องราว! เพียงแค่อาศัยคำชี้แนะของต้าเหรินท่านนี้ใน
ระยะนี้ พวกมันถึงกับก่อกำเนิดอาวุธเสร็จสิ้นครบทุกคน แนวทางการฝึกปรือที่ต้าเหรินลึกลับ
กำหนดให้เป็นการส่วนตัว เพียงช่วงหนึ่งเดือนสั้นๆ พลังอำนาจของทั้งค่ายเว่ยกลับทวีคูณขึ้นอีก
หลายเท่า!
ความคิดของมันถูกขัดจังหวะด้วยการจ้องมองของบรรดาไพร่พลค่ายเว่ยที่อยู่ด้านล่าง
มันค่อยได้สติ กล่าวด้วยสุ้มเสียงลุ่มลึก “ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ทุกคนกลับสามารถสำเร็จการ
ก่อกำเนิดอาวุธ! ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่ง!”
คำชมเชยของซู่หลงทำให้บรรดาองครักษ์ทุกข์ยากที่อยู่ด้านล่าง พากันเชิดหน้ายืดอก
ใบหน้าสดใสขึ้นทันตา ซู่หลงแม้มีบุคลิกอบอุ่นอ่อนโยน แต่เมื่อควบคุมการฝึกปรือมันก็เข้มงวด
กวดขันยิ่ง หายากนักที่จะชื่นชมยินดีเช่นนี้ ทุกคนพอถูกชมเชยย่อมรู้สึกคึกคักขึ้นอักโข ภาคภูมิใจ
อย่างสุดแสน
สีหน้าเหล่านี้ปรากฏในสายตาของซู่หลง มุมปากลอบยกยิ้มแทบมองไม่เห็น จากนั้น
กล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “เพื่อตอบแทนความพยายามของทุกคน ต้าเหรินได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชา
ใหม่ลงมาให้แก่พวกเรา!”
ทุกผู้คนพอฟัง ใบหน้าทอแววปิติยินดีและคาดหวัง
“ด้วยเคล็ด ‘องครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวา’ นี้ พวกเจ้าจะต้องมุมานะอย่างเต็มที่ มันมีพลัง
มากยิ่งกว่าวิชาเดิม! ข้าจะไม่กล่าวมากความ ยิ่งเราแข็งแกร่งเท่าใด ก็ยิ่งสามารถตอบแทนต้าเหริน
ได้มากเท่านั้น เพื่อให้สามารถพิทักษ์คุ้มครองต้าเหริน! ทุกคนยังจดจำคำสาบานของเราในครั้งนั้น
ได้หรือไม่?”
วู้ม ทุกผู้คนค้อมกายคำนับอย่างพร้อมเพรียง ตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน “ย่อมไม่อาจลืม
เลือน!”
องครักษ์ทุกข์ยากทุกคนล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี
“เจ้าขวัญกล้าบ้าบิ่นเกินไป” เว่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องเล็กๆ
ที่ไม่สลักสำคัญอันใด “การปรับปรุงแก้ไขทักษะปิศาจหาใช่เรื่องง่ายดายไม่”
“เจ้าสำนึกเสียใจแล้วหรือไม่” ผูเยาตอบอย่างเย็นชา ในดวงตาสีเลือดไม่มีความอบอุ่น
แม้แต่ส่วนเสี้ยว
“ข้าจะต้องสำนึกเสียใจเรื่องอันใด?” สุ้มเสียงของเว่ยไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย
ผูเยายิ้มเยาะ สีหน้าเต็มไปด้วยการดูหมิ่นเหยียดหยาม “เจ้าต้องสำนึกเสียใจที่วันนั้น
กล่าววาจามากเกินไป คงคิดไม่ถึงใช่หรือไม่ ว่าอาศัยคำพูดพล่ามนํ้าท่วมทุ่งของเจ้า ข้ากลับอนุมาน
ได้หลายประการ”
“มิผิด เรื่องนี้นับว่าเหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ” เว่ยพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา
“ฝีมือศาสตร์อสูรของเจ้าเหนือลํ้ากว่าที่ข้าคาดคิดเอาไว้มาก อสูรที่สามารถใช้ศาสตร์อสูรปรับปรุง
แก้ไขทักษะปิศาจ ความสำเร็จเช่นนี้ ข้าไม่สามารถกระทำได้”
“แน่นอนว่าเจ้าย่อมทำไม่ได้” ผูเยาไม่ถ่อมตัวแม้แต่น้อย
เว่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย ดวงตาส่องประกายดุจดวงดารา “ระดับหลักการของเจ้าเป็นสิ่งที่
โดดเด่นที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเห็นมา แต่จะอย่างไรเจ้ายังคงขาดประสบการณ์อยู่บ้าง เวทวิชา ศาสตร์
อสูร ทักษะปิศาจ พวกมันแม้ถือกำเนิดจากรากฐานเดียวกัน แต่หลังจากพัฒนาไปคนละทางนับพัน
นับหมื่นปี สุดท้ายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์อสูรหรือทักษะปิศาจ พวกมันล้วน
พัฒนารุดหน้าไปตามมรรคาของตัวเองเป็นเวลานานเกินไป”
ผูเยาก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง อาการดูถูกเหยียดหยามบนใบหน้า
เลือนหายไป มันกล่าวอย่างจริงจัง “วาจาของเจ้าไม่ผิด หลักการทางศาสตร์อสูรและภูมิความรู้ของ
ข้าขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในอดีต นี่เป็นรากฐานของข้า แต่ข้าขาดรากฐานทางด้านทักษะปิศาจ”
“ความเข้าใจที่ชัดเจนมาก” เว่ยสรรเสริญอย่างสงบ
“บอกเงื่อนไขของเจ้ามา” ผูเยาเหลือบมองเว่ย กล่าวอย่างเย็นชา
“วิญญาณทองคำที่สมบูรณ์หนึ่งดวง” เว่ยชูหนึ่งนิ้ว
“ครึ่งเดียว” ผูเยาสั่นศีรษะ
“ตกลง” เว่ยผงกศีรษะรับอย่างไม่เกี่ยงงอน
มันทราบกระจ่าง ว่าต่อให้วันนี้มันจะไม่ชี้แนะแก่ผูเยา อาศัยความสามารถของผูเยา ก็
ไม่ยากที่จะศึกษาค้นคว้าและทำความเข้าใจ มันเพียงแค่ต้องหาหัวข้อทดลอง ทดสอบวิชาที่ใกล้เคียง
กันบางวิชา จากนั้นจะสามารถเปรียบเทียบอ้างอิงจนได้ข้อสรุป อสูรอันเที่ยงธรรมอาจไม่ใช้วิธีการ
สุดโต่งเช่นนี้ แต่สำหรับอสูรวิกลจริตเช่นผูเยา ไม่มีสิ่งใดที่มันทำไม่ได้
นอกจากนี้ แรกเริ่มเดิมทีเว่ยไม่ได้คาดหวังอะไรจากข้อตกลงครั้งนี้อยู่แล้ว มันเพียงหวัง
ว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างพวกมัน
ไม่ว่าจะเป็นสำหรับผูเยาหรือจั่วม่อ นี่เป็นจุดที่สำคัญมาก เนื่องเพราะผู้คนที่ฝึกปรือ
เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวา เป็นเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของจั่วม่อ
เว่ยเห็นได้ชัดเจน ว่าเคล็ดความของเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาที่ผูเยาแก้ไข
ดัดแปลง อาศัยพื้นฐานจากสังขารปิศาจมหาทิวาของจั่วม่อ ตลอดกระบวนการผูเยาไม่ได้ปิดบังส่วน
ใดจากมันเลย มันยังสามารถเห็นได้ชัดเจนถึงปัญหาของเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาที่ผูเยาไม่
ล่วงรู้ แต่กล่าวตามความสัตย์จริง ผูเยาคราวนี้ทำให้มันตื่นตะลึงไม่เบาจริงๆ
อสูรผู้หนึ่งกลับแก้ไขดัดแปลงทักษะปิศาจ เรื่องพรรค์นี้มันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
ตลอดช่วงชีวิตอันยาวนาน ที่สำคัญไปกว่านั้น เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาที่ผูเยาแก้ไขปรับปรุง
เป็นทักษะปิศาจที่มีระดับสูงยิ่ง หากโยนทักษะปิศาจชุดนี้เข้าไปในภพปิศาจ จะกลายเป็นทักษะ
ปิศาจที่สืบทอดในตระกูลปิศาจได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เว่ยยังคงทราบกระจ่างอีกประการ ว่าหากมันต้องการทำสิ่งใด ก่อนอื่นมันจะต้องพิสูจน์
คุณค่าของตนเสียก่อน เนื่องเพราะในทางปฏิบัติแล้วมันมี‘เจ้าของบ้าน’ อยู่คนหนึ่ง
พอตกลงกันได้ เว่ยก็ไม่ได้ปิดบังสิ่งใด เริ่มสนทนากับผูเยาอย่างแข็งขัน ชี้จุดบกพร่อง
ให้แก่ผูเยาทันที พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อแก้ไขให้ทักษะปิศาจชุดนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ฝ่ายผู
เยาก็ได้พบเห็นเว่ยในแง่มุมที่แตกต่าง ตัวตนเช่นวิญญาณเกราะอาจสั่งสมวิชาความรู้จำนวนมหาศาล
เนื่องเพราะพวกมันมีอายุขัยยาวนาน แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะต้องมีสติปัญญาที่เด่นลํ้าไป
ด้วย
ทว่าเว่ยสำแดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ว่าเทียบกับวิญญาณเกราะทั่วไป มันแตกต่างกัน
อย่างไร มันไม่เพียงแต่ครอบครองขุมความรู้อันมั่งคั่งสมบูรณ์ แต่ยังคงมีสติปัญญาโดดเด่นลํ้าเลิศอีก
ด้วย สิ่งนี้พลิกควํ่าความเข้าใจเรื่องวิญญาณเกราะของผูเยาอย่างสิ้นเชิง จนอดอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง
ไม่ได้ วิญsูชนจอมปลอมผู้นี้ ก่อนที่จะมาเป็นวิญญาณเกราะ เห็นทีประวัติความเป็นมาคงไม่รวบรัด
ธรรมดาเป็นแน่แท้
ไม่ว่าผูเยาจะมีอคติต่อเว่ยมากเพียงใด การปรึกษาหารือรอบนี้กลับราบรื่นเป็นที่สุด
สองยอดอัจฉริยะที่ผ่านกาลเวลามานับไม่ถ้วน ค้นพบการประสานความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาอันสดใหม่สมบูรณ์พร้อม ถือกำเนิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ใน
ลักษณะนี้เอง
เมื่อทักษะปิศาจถูกแก้ไขเสร็จสมบูรณ์ ผูเยากับเว่ยสบตากันวูบ ต่างค้นพบความ
คาดหวังในดวงตาของอีกฝ่าย
อาศัยเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากเป็นรากฐาน ผสานเข้ากับสังขารปิศาจมหาทิวาด้วยศาสตร์
อสูรของผูเยา ทักษะปิศาจใหม่เอี่ยมอ่องชุดนี้ ไม่ทราบบรรลุถึงระดับชั้นใด?
นี่ช่างคุ้มค่าต่อการคาดหวังโดยแท้!
เช้าวันถัดมา จั่วม่อพอตื่นขึ้น มันพบว่าอาการบาดเจ็บในจิตสำนึกที่ทำให้มันเจ็บปวด
แทบตาย กลับทุเลาหายดีโดยไม่ทันรู้ตัว
ฮะ? ที่แท้เกิดอะไรขึ้น?
จั่วม่อกระโดดปราดขึ้น ตบสัมผัสไปทั่วร่าง พบว่าไม่หลงเหลือความเจ็บปวดแม้แต่
น้อย มันรีบสำรวจร่างกายของตน ใช่มีบางสิ่งที่แปลกใหม่เกิดขึ้นในร่างกายของมันหรือไม่?
พยายามสงบใจลง มันเข้าสู่มุมมองภายในกาย
แต่พอเห็นฉากที่อยู่ตรงหน้า จั่วม่อตื่นตะลึงสุดระงับ!