สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 391 สังขารจอมปิศาจ
เห็นเมล็ดพันธุ์เพลิงไฟในร่างกายของจั่วม่อแต่งแต้มด้วยแสงสีทองประกาย เปลวไฟสี
ทองนี้มีรูปร่างพิเศษเฉพาะยิ่ง คล้ายคลื่นทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ พวกมันมีมากกว่าห้าชั้น แต่ละชั้น
สีสันแตกต่างกันไปคนละเฉดสี ชั้นที่อยู่ด้านในสุดแทบจะโปร่งใส ส่วนชั้นนอกสุด เป็นสีเหลือง
ทองพิสุทธิ์สุกใส ลุกไหม้เป็นจังหวะอย่างเงียบงัน
จั่วม่อพลันฉุกคิดถึงเมล็ดพันธุ์ไฟอีกาทองคำของมัน รีบค้นหาดู แล้วต้องสีหน้า
แปรเปลี่ยนเล็กน้อย ไฟอีกาทองคำหายสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอย ไฟอีกาทองคำเป็นเปลวไฟระดับ
สี่ สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดของมันในตอนนี้ สามารถหลอมทองละลายเหล็กได้
อย่างง่ายดาย เป็นหนึ่งในผู้ช่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจั่วม่อ จู่ๆ ไฟอีกาทองคำหายตัวไปอย่างกะทันหัน
จั่วม่ออดแตกตื่นลนลานอยู่บ้างไม่ได้
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจมัน
หรือว่าไฟอีกาทองคำกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ใช่หรือไม่?
มันเพ่งจิตในบัดดล เปลวไฟชั้นๆ สีทองก็แปรเปลี่ยนไปตามคาด พรึบ เปลวไฟชั้นๆ สี
ทองกองโตปะทุขึ้นบนฝ่ามือของจั่วม่อ ก่อตัวเป็นหัตถ์เปลวไฟอันร้อนแรง จั่วม่อยกมือขึ้นชมดู
อย่างสงสัยใคร่รู้ เห็นขอบเขตของแต่ละชั้นในเปลวไฟลายชั้นสีทองแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน แผ่
ความร้อนอันน่าตระหนกออกมา แต่ฝ่ามือของมันที่ห่อหุ้มด้วยไฟกลับเย็นเฉียบดุจนํ้าแข็ง
จั่วม่อพบว่านี่น่าสนใจยิ่ง จิตสำนึกของมันรุกลํ้าเข้าไปในเปลวไฟลายชั้นสีทองทันที
พรึบ!
เปลวไฟลายชั้นสีทองแตกระเบิดอย่างฉับพลัน กระแสความร้อนกวาดวาบออกอย่าง
ดุดันโดยมีจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลาง ค่ายกลป้องกันในกระโจมส่องแสงสีแดงเจิดจ้า ตรงเข้าหยุดยั้ง
กระแสความร้อนเหล่านี้ เพียะ เพียะ เพียะ แสงสีแดงถอยกรูดไปอย่างกะทันหัน เสียงแตกร้าวดุจ
กระจกแตกดังสนั่นรัวเร็ว จั่วม่อพอได้ยิน หัวใจแทบกระดอนออกมา
ในที่สุด ค่ายกลป้องกันชั้นสุดท้ายก็ฝืนสกัดกั้นคลื่นความร้อนอันน่าพรั่นพรึงนี้ได้
สำเร็จ จั่วม่อค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก เมื่อมันมองเห็นสภาพยุ่งเหยิงวุ่นวายภายในกระโจม
ถึงกับใจสั่นสะท้าน บนพื้นปรากฏชั้นแก้วสีดำเคลือบทับชั้นหนึ่ง นี่เป็นเพราะกระแสความร้อน
ละลายพื้นหินแกร่ง จั่วม่อตัดสินได้ในบัดดล เปลวไฟสีทองชั้นๆ ดีกว่าไฟอีกาทองคำ!
อย่างน้อยระดับห้า!
จั่วม่อบอกกับตัวเองอย่างเบิกบานใจ หากมิใช่ว่ามันคิดค้นค่ายกลอีกาทองคำมหภาค
ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวไฟอีกาทองคำได้ดั่งใจปรารถนา เพียงแค่ไฟอีกาทองคำระดับสี่ ก็มิใช่ว่าจะ
สามารถครอบครองได้ง่ายดายนัก อย่าว่าแต่เปลวไฟสีทองชั้นๆ ซึ่งระดับสูงกว่า เปลวไฟสีทองชั้นๆ
เมื่อระดับสูงกว่า ก็ย่อมทรงพลังมากกว่า และต้องใช้ความสามารถในการควบคุมสูงกว่า จั่วม่อตั้งใจ
ว่าต้องหาเวลาศึกษาเปลวไฟสีทองลายชั้นให้แตกฉาน มิเช่นนั้นมีสมบัติอยู่กับตัวแต่ใช้ไม่เป็น ไย
มิใช่น่าอับอายขายหน้านัก
การเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของจั่วม่อ ย่อมไม่ใช่แค่เพียงไฟอีกาทองคำกลายเป็น
ไฟสีทองลายชั้นเท่านั้น หากมันมิได้เห็นด้วยสายตาตัวเอง จั่วม่อจึงไม่เชื่อว่านี่คือร่างกายของมัน
เอง!
กระดูกเหมือนแก้วผลึก เส้นเลือดสุกใสแวววาม โครงสร้างของเส้นเลือดเชื่อมโยงเป็น
เครือข่ายสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โลหิตที่ไหลเวียนในเส้นเลือดสดใสมีชีวิตชีวา เปล่งแสงสีทอง
จางๆ โลหิตไหลเวียนอย่างแช่มช้ายิ่ง หากมิใช่ว่าจิตสำนึกของจั่วม่อเฉียบไวถึงที่สุด มันคงเข้าใจว่า
โลหิตเหล่านี้ไม่มีการไหลเวียนแล้ว จั่วม่อค้นพบสาเหตุอย่างรวดเร็ว นั่นคือโลหิตที่แต่งแต้มด้วย
แสงสีทองนั้นหนืดข้นอย่างบอกไม่ถูก กระทั่งเส้นเลือดก็หยาบหนาขึ้นหลายเท่า ให้ความรู้สึกเต็ม
เปี่ยมไปด้วยพลังอันล้นเหลือ
นอกเหนือจากกระดูกและเส้นเลือดแล้ว กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นในร่างกายจั่วม่อก็
แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เส้นสายกล้ามเนื้ออันแกร่งกร้าวทาบทอด้วยแสงสีทองจางๆ คล้ายกับทา
ทับด้วยนํ้ามันทองคำชั้นหนึ่ง เส้นเอ็นในร่างมันเรียวบางลงกว่าเดิม จั่วม่อสามารถรู้สึกถึงพลังอันน่า
แตกตื่นสะท้านโลกที่แฝงเร้นอยู่ภายใน
จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกแปลกๆ มันคล้ายกลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง
สัตว์ประหลาดที่ทรงพลังสุดประมาณ ทั้งยังครอบครองร่างกายที่เข้มแข็งแกร่งกร้าว
เหนือขอบเขตของมนุษย์
รู้สึกไม่มั่นคงเล็กน้อย จั่วม่อรีบแล่นไปยังทะเลแห่งจิตสำนึก ทันทีที่พบเห็นผูเยา ก็
โพล่งออกมา “ผู เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายข้า?”
ผูเยากำลังหลับตาผ่อนคลาย พอฟังก็กล่าวอย่างเกียจคร้าน “เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ตื่นตกใจ
อันใด ก็แค่สังขารปิศาจมหาทิวาของเจ้ารุดหน้าเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้”
“สังขารปิศาจมหาทิวารุดหน้า?” จั่วม่อพลันเข้าใจกระจ่าง ก้อนหินหนักในใจร่วง
หล่นลงพื้น บังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที “ฮ่าฮ่า! ที่แท้ฝีมือรุดหน้านี่เอง! แล้วการรุดหน้าคราวนี้มี
ข้อดีอะไรบ้าง? ผู บอกข้าอีกสักหน่อยสิ!”
ผูเยาหางตากระตุกเบาๆ แทบมองไม่เห็น จากนั้นลากเสียงอย่างเฉื่อยชา “ก็แค่การ
ก้าวหน้าของสังขารปิศาจมหาทิวาอันกะจ้อยร่อย ยังจะมีอันใดให้กล่าวได้?”
จั่วม่อขุ่นเคืองขึ้นมาทันที ยิ้มเยาะเย้ยพลางกล่าว “แค่การก้าวหน้าของสังขารปิศาจมหา
ทิวาอันกะจ้อยร่อย? หากเจ้ามีฝีมือจริง ไหนลองทำสิ่งกะจ้อยร่อยนี้ให้ดี! อย่าได้ถือถุงถั่วแล้วบอก
ว่าไม่มีอาหารแห้ง เกอยังต้องพึ่งพาสิ่งนี้เพื่อสังหารอสูรปิศาจค้นหาทางรอด หากเราไม่สามารถออก
จากสถานที่แห่งนี้ได้ หรือเจ้าสามารถออกไปเองได้?”
ผูเยาพูดไม่ออก
เว่ยในใจลอบเบิกบานใจ ถึงแม้ว่าการลอบช่วยเหลือจั่วม่อจะเป็นการกระทำที่เกิดจาก
ความอับจนหนทาง แต่ถึงตอนนี้มันค่อยพบว่าคนผู้นี้เป็นที่น่าอัศจรรย์จริงๆ! ก่อนหน้านี้มันเพลี่ยง
พลํ้าต่อผูเยาติดต่อกันหลายครั้ง มีประสบการณ์ต่อความกลอกกลิ้งมากเล่ห์ของผูเยาลึกซึ้งเป็นพิเศษ
ยามนี้เห็นผูเยาถูกจั่วม่อจัดการจนพูดไม่ออก ไม่ว่าจะมองดูอย่างไร มันก็รู้สึกยอดเยี่ยมยิ่ง หากมิใช่
ว่ามันระวังป้องกันผูเยา ยามนี้คงปรบมือร้องชมเชยด้วยความรื่นรมย์แล้ว
อย่างไรก็ตาม เว่ยยังคงรักษาสีหน้าท่าทีเหมือนปกติ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินข้อพิพาท
ระหว่างจั่วม่อกับผูเยา ผูเยาเป็นคนที่เมื่อมีความแค้นต้องชำระคืน จั่วม่อไม่เกรงกลัว แต่มันไม่อาจ
กล่าวเช่นนั้นได้ เมื่อไม่สามารถกลับเข้าไปในป้ายหินสุสาน พลังของมันก็อ่อนด้อยกว่าผูเยา ที่
สำคัญไปกว่านั้น ผูเยายังกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์กว่ามัน ชั่วร้ายอำมหิตมากกว่ามัน สะกดข่มมันไว้ทุกด้าน
“ดูเวลาเสียบ้าง หน้าสิ่วหน้าขวานถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะปิดซ่อนสิ่งใดอีก?” จั่วม่อบันดาล
โทสะ
ผูเยาลืมตาขึ้นในบัดดล “เรื่องสังขารปิศาจมหาทิวา เจ้าสามารถถามมัน” กล่าวพลาง
พยักหน้าไปทางเว่ย
“ถามเว่ย?” จั่วม่องุนงงเล็กน้อย แต่ยังคงหันมาถามเว่ยแต่โดยดี “เจ้ารู้เรื่องสังขาร
ปิศาจมหาทิวาหรือไม่?” ทันใดนั้นมันเบิกตาโพลง พยักหน้าอย่างนึกขึ้นได้ “ใช่ ใช่แล้ว! เจ้า
กระโดดออกมาจากป้ายหินสุสาน ต้องล่วงรู้เรื่องสังขารปิศาจมหาทิวาอยู่แล้ว!”
เว่ยในใจตื่นตกใจไม่น้อย เหลือบมองผูเยาที่หลับตาลงอีกครั้งอย่างมึนงง หลังจากที่
ป้ายศิลาสุสานถูกผูเยาผนึกเอาไว้ มันก็ถูกบังคับให้รับเงื่อนไขของผูเยา ไม่อาจสืบทอดทักษะปิศาจ
ให้แก่จั่วม่อได้อีก แต่เวลานี้ ผูเยาถึงกับเสนอด้วยตัวเอง ให้จั่วม่อมาขอความช่วยเหลือเรื่องสังขาร
ปิศาจมหาทิวาจากมัน นี่มิใช่แปลกประหลาดยิ่งหรอกหรือ?
เว่ยยังคงระมัดระวัง สั่นศีรษะปฏิเสธ “ข้าไม่สามารถสอนทักษะปิศาจให้แก่เจ้าได้”
“เพราะเหตุใด?” จั่วม่องงงันวูบ ทันใดนั้นเบิกตากว้าง สีหน้าเข้าอกเข้าใจ กล่าวอย่าง
ใจปํ้าว่า “เจ้าต้องการอะไร? เสนอราคามาได้เลย!”
เว่ยหุบปากสนิท ไม่กล่าวคำใด
ผูเยาลืมตาขึ้นอีกครั้ง จ้องมองพลางกล่าวกับเว่ย “เจ้าเด็กน้อยกล่าวถูกต้อง หากเราไม่
อาจออกไปจากสถานที่ผีสางนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ได้ประโยชน์ ในเมื่อสังขารปิศาจมหาทิวาของมัน
ถึงกับรุดหน้าไปด้วยตัวเอง เจ้าก็ชี้แนะมันสักเล็กน้อย นับเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน นี่ไม่ถึงกับผิดคำ
สาบานของเจ้าหรอก”
เว่ยยิ่งสับสนงงงวยกว่าเดิม วาจาของผูเยาคล้ายถูกต้องเหมาะสมและมีเหตุผล แต่ยิ่งเป็น
เช่นนั้น มันก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีแผนการอันใด เว่ยขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ แล้วตัดสินใจพยักหน้ารับ
“เช่นนั้นก็ได้”
สิ่งที่มันปรารถนาคือต้องไม่ผิดคำสาบาน แต่ยังสามารถถ่ายทอดทักษะปิศาจให้แก่
จั่วม่อได้ แม้ว่าผูเยาจะมีเจตนาอื่น มันก็ยังตกลงใจรับโอกาสนี้ไว้
เห็นเว่ยยอมตกลง จั่วม่อเบิกบานใจยิ่ง รีบทรุดนั่งลงด้านตรงข้ามเว่ย ผูเยาหลับตาลงอีก
รอบ บางทีมันอาจพักผ่อน หรือบางทีอาจจะเข้าฌานสมาธิ
เว่ยสลัดความคิดที่รบกวนจิตใจทิ้งไป เริ่มเอ่ยปากอย่างแช่มช้า “สังขารปิศาจมหาทิวา
เป็นสังขารปิศาจที่หาได้ยากยิ่งชนิดหนึ่ง สุดหยางสุดแกร่งกร้าว อหังการสุดเปรียบปาน เจ้าคุ้นเคย
กับการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาดี ยังคงจดจำความรู้สึกในยามที่ใช้การแปลงร่างทั้ง
หกพร้อมกันได้หรือไม่?”
“จำได้เล็กน้อย” จั่วม่อผงกศีรษะรับ
“สภาวะนั้นก็มีนามเรียกขาน มันเรียกว่าสังขารจอมปิศาจ” เว่ยกล่าวแผ่วเบา ดวงตาทอ
ประกายประหลาดวูบหนึ่ง
“สังขารจอมปิศาจ?”
“สังขารจอมปิศาจเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตเต็มที่ของสังขารปิศาจชนิดนั้นๆ แต่ใน
กรณีของเจ้ากลับแปลกประหลาดไม่น้อย” เว่ยกล่าวเสียงลึก “เจ้ามิใช่ปิศาจสายเลือดบริสุทธิ์ ตาม
หลักการแล้วโอกาสที่จะบรรลุสังขารจอมปิศาจนั้นมีน้อยนิดยิ่ง แต่เจ้ากลับสำเร็จหน้าตาเฉย
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด”
“มีอันตรายหรือไม่?” จั่วม่อรีบซักถาม สังขารปิศาจมหาทิวาต่อให้ทรงพลานุภาพ
มากกว่านี้ แต่หากต้องแลกด้วยชีวิตของมันในการค้านี้ ก็หาได้มีประโยชน์อันใดไม่
“ไม่มีอันตราย” เว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน “สำหรับเจ้า มีแต่ประโยชน์ล้วนๆ
ไม่มีผลร้ายอันใด เจ้าสมควรพบเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเจ้าแล้ว นี่เป็นลักษณะพิเศษ
เฉพาะของสังขารจอมปิศาจของเจ้า สังขารร่างกายของเจ้ายามนี้ยากจะทำลายได้ กระบี่บินของชน
ชั้นหนิงม่ายไม่ระคายผิวเจ้าอีกต่อไป นักบวชเซนมีวิชาที่คล้ายคลึงกันซึ่งใช้สร้างสังขารร่างกายที่ไม่
สามารถทำลาย นอกเหนือจากลักษณะที่แปรเปลี่ยนไปบ้าง โดยพื้นฐานแล้วไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน
มากนัก”
จั่วม่อฟังอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด ภูมิความรู้ของเว่ยในด้านสังขารปิศาจ ดูเหมือนจะ
ลึกลํ้ากว่าผูเยามาก
“เปลวไฟที่เป็นชั้นๆ ภายในร่างเจ้า เรียกว่าเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา เป็นเมล็ดพันธุ์เพลิง
ไฟระดับหก ปิศาจที่ฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาและสามารถก่อกำเนิดเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา มี
น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย สิ่งนี้สมควรเกี่ยวพันกับเวทวิชาของซิวเจ่อที่เจ้าเคยฝึกปรือในอดีต” เว่ยกล่าวอ
ย่างถ่อมตน “สังขารปิศาจมหาทิวายากมากที่จะพบเห็น ข้าไม่ล่วงรู้สิ่งใดมากนัก เพียงสามารถใช้สิ่ง
ที่ข้าล่วงรู้มาอนุมานเท่านั้น”
เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาที่แท้เป็นเมล็ดพันธุ์ไฟระดับหก! ในชั่วพริบตานี้ จั่วม่อลิงโลด
ยินดีแทบคลุ้มคลั่ง!
เมล็ดพันธุ์ไฟระดับหก! นี่หมายความว่าการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์และหลอมกลั่น
โอสถของมันจะเพิ่มขึ้นถึงสองระดับ!
จั่วม่อแย้มยิ้มอย่างโง่งม
เว่ยเห็นสีหน้าจั่วม่อ ต้องอดยิ้มกว้างไม่ได้ มันไม่เร่งรัดจั่วม่อ เฝ้ารอจนจั่วม่อหลุด
ออกมาจากความมึนซึม เมื่อจั่วม่อตั้งสติได้อีกครั้ง เว่ยค่อยกล่าวสืบต่อ “หลังจากใช้การแปลงร่างทั้ง
หกของสังขารปิศาจมหาทิวา ก่อกำเนิดสังขารจอมปิศาจสำเร็จ ต่อไปเจ้าจะเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดชั้น
ปิศาจลึกลํ้า”
“มันแตกต่างกันอย่างไร?”
เว่ยแย้มยิ้ม จากนั้นกล่าวอย่างจริงจัง “การแปลงร่างทั้งหกของชั้นปิศาจลึกลํ้าจะเพิ่ม
พลังมหาศาลเหนือคาดคิด เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะมีความสามารถหักหาญกับสุดยอดฝีมือด่านจินตัน
ขั้นสุดท้าย”
ด้วยรูปโฉมหล่อเหลาคมคาย สภาวะท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน และสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
เว่ยที่นั่งขัดสมาธิบนพื้น ดูราวกับนักบวชที่เคร่งครัดในธรรมวินัยเป็นที่สุด
“แล้วทำอย่างไรจึงจะเปิดชั้นปิศาจลึกลํ้าของการแปลงร่างทั้งหกได้?” จั่วม่อถามอย่าง
กระหายใคร่รู้
“ความเข้าใจ”
“เช่นนั้นข้าจะหาความเข้าใจได้อย่างไร?”
“ขออภัยยิ่ง เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน” เว่ยสั่นศีรษะพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย “แต่ข้าจะ
ยกตัวอย่างของผู้ที่บรรลุความเข้าใจชั้นปิศาจลึกลํ้า อาจบางทีนี่จะช่วยให้เจ้าเข้าใจขึ้นมาบ้าง”
ดวงตาอันลึกลํ้าพลันสาดประกายหวนรำลึก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเต็มไปด้วยความ
คะนึงหา
“จู่เหรินคนก่อนของข้า ในอดีตเมื่อครั้งที่นางบรรลุสังขารปิศาจด่านเจี้ยว สังขารปิศาจ
ของนางเรียกว่าพญางูสันโดษ นี่ไม่ใช่สังขารปิศาจที่สามารถเปรียบเทียบกับสังขารปิศาจมหาทิวา
ของเจ้าได้ พญางูสันโดษเพียงเป็นที่เล่าลือในเรื่องพละกำลังอันโดดเด่น และมีการแปลงร่างเพียง
สามแปลงเท่านั้น”
เว่ยขณะที่เล่าเรื่องราว สุ้มเสียงลุ่มลึกเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยากจะบ่งบอก
บรรยาย
“ตอนที่นางบรรลุสังขารจอมปิศาจของพญางูสันโดษ นางมีอายุได้สิบสี่ปี” เว่ยเงยหน้า
ขึ้นมองใบหน้าตื่นตะลึงของจั่วม่อ แย้มยิ้มแล้วกล่าวสืบต่อ “อย่างไรก็ตาม พอนางอายุครบสิบเจ็ดปี
นางก็เปิดชั้นปิศาจลึกลํ้าในการแปลงร่างทั้งสามของพญางูสันโดษสำเร็จ ภายในสามปีนั้น นางบุก
บั่นผ่านอาณาจักรปิศาจถึงเก้าอาณาจักร”
จั่วม่อตะลึงงัน ปากพึมพำอย่างเลื่อนลอย “เก้า… …”
สามปีเดินทางผ่านเก้าอาณาจักร มันแทบไม่อาจจินตนาการได้ ต่อให้ทั้งเก้าอาณาจักร
เป็นอาณาจักรเล็กๆ เช่นอาณาจักรนภาจันทร์ แต่การจะใช้เวลาเพียงเดือนสองเดือนข้ามผ่านไปก็หา
ใช่เรื่องง่ายดายไม่ จั่วม่อเข้าใจว่ามันบุกบั่นผจญภัยมาแล้วหลายที่ แต่หากเทียบกับสตรีนางนี้ ก็เป็น
การเปรียบเทียบที่แส่หาความอัปยศเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนั้นนางยังอายุเพียงสิบสี่ปี… …
“ระหว่างนั้นนางต่อสู้สี่ร้อยยี่สิบเจ็ดครั้ง สังหารปิศาจห้าสิบเก้าตน ทำร้ายจนบาดเจ็บ
ปางตายสามสิบตน และได้รับบาดเจ็บยี่สิบสี่ครั้ง”
จั่วม่อแตกตื่นจนตัวแข็งทื่อ